"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)

"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"

“(คง)ฝันไป…(จึง)บ่นไป”

 

“เหมือนเผลอหลับ…งีบใหญ่ คาเปลใต้ต้นตะขบในยามบ่าย พอตื่นขึ้นมา จึงพบว่า เหล่ามดตัวน้อยต่างยกขบวนคาราวานมารุมทึ้ง ขนมเค้กกล้วยหอมที่เพิ่งกัดพร่องไปได้สองคำ…จนแทบเกลี้ยง… 

………………………………………………………..

เคยคิดอยู่เสมอว่า มดคือสิ่งมีชีวิตที่ดิ้นรนและขวนขวายเป็นที่สุดในกาแล็คซี่…ไม่ว่าแหล่งอาหารจะวางอยู่ตรงมุมไหน? มันก็มักดั้นด้น หาจนเจอ… 

………………………………………………………. 

มีโอกาสได้เดินทาง กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดอีกครั้ง (มัวแต่อยู่ดงดอยนานแรมปี…) แทบไม่อยากเชื่อสายตากับสิ่งที่เห็น บ้านเมืองเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ… ตึกรามบ้านช่อง ร้านรวงต่างๆ ผุดขึ้นราวดอกเห็ดหน้าฝน…นึกจินตนาการ ทึกทักเอาว่า อีกประมาณสิบปี คงยากจะหาพื้นที่ว่างให้เผื่อจับจองเป็นอนุสรณ์ทางสายตา… 

ถ้ามองในแง่ดี นั่นก็เท่ากับว่า พื้นที่และระบบเศรษฐกิจเมือง มันตอบสนองต่อการดำรงชีวิตของผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไปครอบครองอย่างเต็มประสิทธิภาพ (จนหลายคนเรียกมันจนติดปากว่า ความเจริญ) 

แต่ถ้าทะลึ่ง…ให้มองโลกในแง่ร้ายแล้วละก้อ…ดูเหมือนว่าจะมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า ปัญหาหรือจุดบกพร่อง(จนพาลสลดใจ) เอาเสียมากมายเต็มลำเรือเชียว… 

เฮ่อ..อ จะบ่นดีไหมเนี่ย?  

ฮึ ! สักหน่อยเนอะ… 

…ในแง่ของ(คุณภาพชีวิต)ประชากร สารภาพตามตรง…ไม่แน่ใจว่ามีความสุขกันแค่ไหน? (กับการแสวงหา) แต่สิ่งที่เห็นชัดๆ คือ คนเยอะมากๆ จึงไม่แปลกที่ยากต่อการควบคุมเรื่องหลายเรื่อง เช่น ขยะเกลื่อนเมือง ป้ายโฆษณาสะเปะสะปะล้ำสายตา บ้านเรือนเบียดเสียดจนดูอึดอัด คูคลองที่เคยเห็น บางที่บางแห่งก็อันตรธานโดนถม ทำหมู่บ้านจัดสรร เสียหน้าตาเฉย (แต่นั่น มันก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล) ฯลฯ……….. 

อืม…ม ยิ่งพล่าม มันยิ่งจุกทรวง เหมือนรักเอง ช้ำเองยังไงชอบกล… 

…………………………………………………… 

ยามที่งัวเงีย…ตื่นจากการเผลอหลับคาเปล ถึงแม้จะพบว่า เค้กกล้วยหอม มันร่อยหรอไปเกือบหมด ก็ยังพอทำใจได้ เพราะมด มันขนแค่พออิ่ม… 

แต่แปลก…ที่เรื่องบางเรื่อง ต่อให้ไม่หลับ…มันก็คล้ายๆกับยังคงฝันค้าง…ฝันร้ายซะด้วยสิ…พยายามทำใจอยู่นะ ว่ามันคงแค่ฝันไป…ฝันว่าตัวเองใจแคบ มัวยึดติด มองโลกแบบมีอคติ…มากกว่ามดนร่อง่องหรอไป ยังพอทำใจได้ เพราะมดมันขนแค่พออิ่ม… 

ฝันว่า คนเรารู้จัก อิ่ม พอๆกับมด (มั้ง?) 

………………………………………

บ้านพักแม่ริม / ๒๘ มิถุนายน ๕๑

8 ความเห็น »

  ธุลีดิน wrote @

อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านอิ่ม

ได้แต่หวังว่าความฝันท่านเป็นจริงสักวัน ส่วนข้าพเจ้านั้นหมดหวังกับมนุษย์เสียนานแล้วขอรับ มนุษย์เป็นสัตว์รักการทำลายเห็นแก่ตัว เพราะอย่างนี้จึงขยายสายพันธุ์จนแทบล้นโลกและคิดว่าตนเป็นเจ้าของโลกใบนี้ ลืมไปว่ายังมีชีวะชนิดอื่นอย่างแบคทีเรียที่ทำงานย่อยสลายของตนอยู่อย่างขมักเขม้นเช่นกัน

มนุษย์ทำลายโลกก็คือทำลายตัวเอง

ต้องมีสักวันที่มนุษย์จะถูกทำลาย ถึงตอนนั้นข้าพเจ้าคงไม่อยู่คอยดูแล้ว

เพียงหวังใช้เวลาชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสิ่งซึ่งมนุษย์โดยมากไม่กระทำ นั่นคือปฏิบัติต่อโลกเหมือนเป็นร่างกายตนเอง

อา..โผล่มาบ่นแต่เช้าเชีย

ต้องพาแม่ไปตลาดนัดแล้ว บ่าย ๆ เวลากาแฟจะกลับมาขะรับ

คารวะ

  khun_aut wrote @

ธรรมะอุ่นๆ สักถ้วยไหมทั่นอ่ิ่ม ทั่นดน

ทุกข์ เพราะยังไม่เห็นทุกข์ขอรับครับทั่นๆ

ทุกข์แรก
เราทั้งหลายต่างเป็น เพื่อนทุกข์
เขาทุกข์เพราะเหตุแห่งเขา
เราทุกข์เพราะเหตุแห่งเรา

ทุกข์ แบบตัวใครตัวมัน ประมาณนั้น
เมื่อเห็นใครทุกข์ เรา(แผ่)เมตตาให้ จะคลายทุกข์

งง ?

เอาจะอี้ … เวลาเราป่วย เรานึกถึงคนป่วยกว่า ทุกข์เราจะคลายลงทันตา

หรือ ในยามกระเป๋าเบาบาง
เมื่อนึกถึง คนไม่(เคย)มีกระเป่๋า ทุกข์เราก็คลายตัว

คงเข้าใจแล้วทีนี้

  khun_aut wrote @

เห็นทุกข์ที่สอง …

เห็นว่า หนีเมือง ไปเฟิ่องชนบท
หนีชนบท ไปเฟื่องกลางเมือง … เห็นไหม เห็นยัง ?

หนีป่า ไปทะเล หนีทะเล ไปป่า … เห็นไหม ?
ทุกข์อะไร หนีอ่ะนั้น … หนีกันถ้วนหน้า ทั้งเราทั้งเขา

(ที่เขียน ที่อ่านกันอยู่ตอนนี้ ก็กำลัง “หนี” เห็นนะ เห็นนะ)

พระท่านว่า เราต่าง “หนีกาย หนีใจ”
ทั้งที่หนีอย่างไร ใครเล่าหนีพ้น

หิวก้้หนีไปกิน เหนื่อยก็หนึไปพัก
ท้้อก็หนีไปหา “พลัง”
เศร้าก็หนีไปหา คน/สิ่งคลายเศร้า

ถ้างั้น ให้มดสอนธรรม(ะ)

มดหิวเพราะหิว หาใช่เพราะอยากกิน เค้กบานาน่า
มดทำงานเพราะต้องทำ มีหน้าที่ตามธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะอยาก(ทำ)

หนีเพราะต้องหนี
อย่าหนีเพราะอยากหนึ … เห็นนะ เห็นนะ

สวัสดีีพี่ทั่นและพี่ทั่น

: )

  imaim wrote @

อรุณสวัสดิ์ท่านทั้งสอง…ท่านดิลล์และท่านขุน

เหมือนฟังรายการธรรมะวันอาทิตย์ เป๊ะเลย…

รู้สึกอบอุ่นใจที่กัลยาณมิตรแนะทางสว่างให้…

อันที่จริงกระผมก็มิได้อยากพูดพร่ำหรือบ่นให้ตัวเองทุกข์ใจนะขอรับ…มันหมองหม่นเปล่าๆ

แต่เอ่ยในฐานะสัตว์โลกตัวหนึ่งที่ยังคงวนเวียนอยู่ในวัฎสงสาร…

ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป…
และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม…

สาธุ…กับการให้ทานธรรมะแก่กระผมได้ตรึกตรอง…)

ขอบพระคุณอีกคราด้วยกุศล

  ธุลีดิน wrote @

อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านอิ่ม

ขอเวลาจัดเตรียมกันเทศน์ก่อนนาน ๆ หลวงพี่ขุลล์จะขึ้นธรรมมาสน์สักที

เริ่มงานสัปดาห์ใหม่กัลล์ขะรับ

คารวะ

  nena wrote @

ตอนนี้ที่ระเบียง ฝนกระหน่ำอย่างหนักค่ะ

สวัสดีตอนเย็นนะคะ .. คนบ่น(ไม่)เก่ง

น่า เคยเป็นแบบนี้เหมียนกันนะ

มีคนบอกว่าให้มองโลกแบบที่มันเป็นดีกว่ามองโลกในแบบที่มันควรจะเป็น ..
(น่า ..งง กับประโยคนี้ตั้งนานแน่ะ)

ตามสถิติ น้ำหนักมดบนโลกเท่ากับน้ำหนักคนบนโลกรวมกัน มดน้ำหนักน้อยกว่าคนหลายเท่าแทบไม่อยาก จินตนาการเลยว่า .. จำนวนของมันจะมหาศาลแค่ไหน !

ง่ายๆก็คือ ในโพรงดิน แทบทุกพื้นที่นั้นแหละค่ะ
โลกจึงมีหายนะของโลกอีกทาง นั้นคือ
มดจะเจาะโลกของเราจนพรุนไปหมดเลย

ดังนั้น! โอ๋ไม่ต้องห่วง
ว่าจุดจบของโลกจะมาจากคนแล้วนะคะ
;)

ตกลงจะได้สาระอะไร จากน่า ไหมเนี้ย

ว่ากันตามความจริง ของการเป็นอยู่
คุณภาพชีวิตอาจแย่ลง แต่ตามหลักสมดุล
เทคโนโลยีมันก็สูงขึ้นตาม ..
ต่อไปคนเราอาจบริโภคน้อยลง(มั้ง)คะ ..
อาจจะมีวิวัฒนาการให้กระเพราะคนเราเล็กลงก็ได้
ใครจะรู้

น่า! เลยบ่นเก่งตามโอ๋เลยเนี้ย

ฝนเบาเสียงลงแล้ว อากาศกำลังเย็นสบาย

หลับฝันดี นะคะ :)

  imaim wrote @

แทงกิ้วหลายๆ ครับคุณน่า…

นานาจิตตังเนอะ…

แต่ถ้าเป็นผม ผมจะไม่สร้างเทคโนโลยีให้กระเพราะคนเราเล็กลงหรอกนะ…แต่จะสร้างให้ความโลภของคนมันเล็กลงคงดีกว่า…ว่าป่ะ?

อิ๊ อิ๊ …)

  ชายกลาง wrote @

แค่รู้สึกอิจฉษที่ได้พักผ่อน


ความคิดเห็นของคุณ

HTML-Tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>