"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)

"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"

ดีไซเนอร์ผู้พิทักษ์ “สิ่งแวดล้อม” ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต

เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ภาพ: ก้องกานต์ สุจิระสิงหะกุล / ตีพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09

ชื่อของผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโตหัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยายาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงการเป็นสถาปนิกและนักออกแบบ อาจจะเป็นชื่อที่ใครหลายคนในวงการกรีนดีไซน์ [GREEN DESIGN] คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จากผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แบรนด์ OSISU และการเป็นหนึ่งในผู้ที่คลุกคลีด้านการจัดการการออกแบบสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรื่องราวเหล่านั้นได้ต่างได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า ความเป็นไปได้มากขึ้น และนี่คือบทสนทนาเกี่ยวกับบางแง่มุมที่เอ่ยถึงลำดับพัฒนาการของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เกี่ยวกับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบทางความคิดของ ผศ.ดรสิงห์ อินทรชูโต

1

(+) ที่มาของแนวคิดหรือแรงบันดาลใจต่องานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมที่อาจารย์สิงห์ทำอยู่ ณ ขณะนี้

ที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบในเรื่องนี้ เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจโดยตรงตั้งแต่ต้น เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่ผมรับงานการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นในเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นประเด็นหลัก และเราก็มาพบว่า หลังจากการก่อสร้าง ต่างมีวัสดุเหลือทิ้งมากมายก่ายกอง แล้วอย่างนี้ประเด็นของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มันก็คงไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดพลังงานแล้วล่ะ แต่มันน่าจะจะรวมหมายถึง การใช้วัสดุให้คุ้มค่า การไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภายหลังด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้นให้คิดว่า เราเป็นต้นเหตุหนึ่งของการสร้างขยะ เหมือนเราเองกำลังโกหกคนอื่นหรือบอกไม่หมด ว่าอันที่จริงแล้วมันยังมีจุดด้อยของเรื่องนี้อยู่ ก็เลยเริ่มเก็บเศษวัสดุจากงานของตัวเองมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใช้เองก่อน แล้วก็ทดลองทำมาเรื่อยๆ

(+)แล้วอาจารย์สิงห์ เริ่มมาจริงจังหรือมองเห็นความเป็นไปได้ในตอนไหนครับ?

สิ่งที่เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ก็ตอนที่หุ้นส่วนผมคือ คุณจ๋า วีรนุช ตันชูเกียรติ ซึ่งตอนนั้นเป็นลูกค้า ให้ผมออกแบบอาคารและผมก็พลอยออกแบบพวกเฟอร์นิเจอร์จากเศษวัสดุของโครงการให้ด้วย ซึ่งเธอชื่นชอบมาก ตัวผมเองก็ไม่เคยคาดคิดว่า เมื่อมันออกมาแล้วจะมีคนชมหรือชอบงานประเภทนี้ ไอ้เราก็พลอยบ้าจี้ไปด้วยเวลามีคนชม ก็เลยเริ่มทำมากขึ้น เอาไปฝากวางโชว์ที่โน่นที่นี่ จนมักจะมีคนขอสั่งทำ ซึ่งเราก็ทำไม่ได้เพราะมันเป็นเศษวัสดุที่ไม่สามารถระบุได้ตรงตามความต้องการในตอนนั้น วันหนึ่งคุณจ๋า ก็เลยเข้ามาถามว่า กำลังจะมีงานโชว์เฟอร์นิเจอร์สนใจจะเอาไปร่วมแสดงในงานไหม? ตอนนั้นแหละที่เริ่มคิด เอาล่ะ! ลองดู เราทำงานมาก็อยากโชว์บ้างล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นงานแรกที่เริ่มมีการลงทุนที่จริงจังในการผลิต พอเปิดบูธโชว์งานก็เริ่มมีคนซื้อหรือสั่งทำ ผมตื่นเต้นมากเมื่อมีคนซื้อเพราะผมไม่เคยทำผลิตภัณฑ์หรือเฟอร์นิเจอร์ออกมาขาย ที่ผ่านมาก็ทำแต่งานออกแบบตึกอาคารโครงการใหญ่ๆซึ่งก็มีรายได้ที่มากมายอยู่แล้ว แปลกนะที่เงินแค่สองสามหมื่น จะทำให้ผมมีความสุขได้มากมาย เพราะมันนิดเดียวมากเมื่อเทียบกัน แต่เออเฮ้ย! มันเป็นไปได้แฮะ!

(+)ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า มันเป็นเรื่องที่เพิ่มมิติอีกด้านของการออกแบบให้กับอาจารย์สิงห์ด้วยหรือเปล่าครับ?

ใช่นะ มันน่าตื่นเต้นตรงที่ปกติแล้ว การแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม คนทั่วไปมักจะนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ วิศวกร หรือคนโน่นคนนี่ แต่ครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่า การออกแบบมันช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย นักออกแบบสามารถช่วยได้ เราทำได้

2

(+)แล้วนับตั้งแต่วันนั้น อะไรบ้างที่ต่อยอดความคิดหรือขยายการพัฒนาทั้งในเรื่องของธุรกิจ รวมถึงเรื่องการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยครับ?

เยอะมากครับ มันมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เพราะจำได้ว่าตอนที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุ ในช่วงแรกเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเป็นช่วงที่ยังไม่มีความกระตือรือร้นหรือสนใจจากผู้คนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเท่าไรนัก มันเป็นเหมือนปรากฏการณ์หรือการจุดประเด็นในสังคม จากที่นิสิตนักศักษาอาจมองว่า สิ่งที่ผมพยายามสอนอยู่เป็นเรื่องที่สอนไปตามแบบหลักการความคิด ก็กลายเป็นตั้งใจฟังมากขึ้น เพราะสิ่งที่อาจารย์สอนอยู่ คนอื่นข้างนอกเขาก็ยังให้ความสนใจเลย หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการของบประมาณเพื่อส่งเสริมงานวิจัย ที่ก่อนหน้านั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ แต่ทุกวันนี้ เราสามารถที่จะมีงบประมาณดังกล่าวเพื่อสิ่งนี้ได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นนามธรรมอีกต่อไป มันเป็นเรื่องที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับการได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อจัดองค์ความรู้เรื่องการออกแบบที่ครบวงจร เป็นรูปธรรมและหลากหลาย ในทุกขนาดงาน ทุกคนทำได้หมด รวมถึงการสร้างจิตสำนึกสำหรับทุกชนชั้น ไม่ว่ารวยหรือจน มันเปลี่ยนวิธีคิดได้

(+)ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้อาจารย์สิงห์มองภาพรวมของสถานการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมชัดเจนขึ้นอย่างไรบ้างครับ ?

ความคิดของผู้คนดีขึ้นนะ คนเข้าใจมากขึ้น ดังนั้นจึงมีกลุ่มคนที่ยอมจ่ายเงินที่มากกว่าเพื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันเราก็สามารถดึงเอาคนในภาคการผลิตอย่างเช่นชาวบ้าน มาช่วยกันผลิตเพื่อสร้างงานซึ่งกัน คิดดูแล้วกันว่า นี่คือการเอาขยะไปขายต่างประเทศนะ เขาเอาขยะเราไป ขณะที่เราเอาเงินเขาเข้ามา

อย่างของบางชิ้น ตอนเป็นเศษเหล็กแค่ 3-4 บาท แต่พอเราเอามาประยุกต์ก็กลายเป็นว่า เราขายพันสองพันก็ยังมีคนซื้อ แค่เอาเศษเหล็กสองชิ้นมาเชื่อมต่อกัน โดยผ่านสายตานักออกแบบ อย่างเศษเชือกกิโลไม่กี่สิบบาทแต่พอเอามาทำเป็นโคมไฟก็กลายเป็นหลายพันบาท ใช่ไหม?

31

(+)ทราบมาว่าเดิมอาจารย์สิงห์จะทำงานในส่วนของการออกแบบเป็นจุดเริ่มต้น แต่ขณะนี้ได้ขยายงานไปถึงการวางระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยใช่ไหมครับ?

ใช่ครับ คือกำลังมองว่าจากที่แต่ก่อนคนมักจะนำเศษวัสดุต่างๆมาให้ผมทำการจัดการออกแบบ แต่ก็นั่นแหละ บ้านคนนะ ไม่ใช่โรงงาน! มันก็เลยเต็มไปด้วยเศษขยะเศษวัสดุ ดูห้องผมสิ! (หัวเราะ) มันมีแต่เศษข้าวของเครื่องใช้เต็มไปหมด จนกระทั่งผมต้องบอกกับทุกคนที่อยากให้ผมช่วยออกแบบว่า อย่าขนอะไรมาให้ผมเลยให้ส่งรูปมาก่อน แล้วผมจะตามไปที่โรงงานและศึกษาตั้งแต่พวกเครื่องยนต์กลไก รวมถึงความเป็นไปได้ในการผลิตว่าสามารถนำกลับไปใช้ในกระบวนการหรือสรรหาเครื่องจักรที่เหมาะสม ทำให้เขาสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตนเองในอนาคต

แต่ก็ถือว่าสิ่งที่ทำอยู่ ณ ตอนนี้ถือเป็นเรื่องปลายน้ำมาก เพราะมันคือตามแก้ปัญหา ในตอนนี้สิ่งที่ผมอยากทำมาก คือการขึ้นสู่ต้นน้ำเพื่อจัดการกับการลดจำนวนเศษวัสดุ หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรว่าทำได้ไหม? เช่น ปัญหาเรื่องความฟุ่มเฟือยในการใช้ทรัพยากร คุยกันตั้งแต่ต้นให้มองเห็นประเด็นบางอย่าง กำไรแค่นี้พอไหม ถ้าได้จิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ในอนาคตเราต้องมองเรื่องความสมดุล ซึ่งมี 3 เรื่องที่เราต้องตระหนักคือ 1.เรื่องเศรษฐกิจ 2.สภาพแวดล้อม และ3.คือคน ยากนะที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้สมดุล เราต้องช่วยกัน! ซึ่งผมในฐานะหน้าที่ปัจจุบันนี้ ผมไม่ได้กลัวว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า คู่แข่งสำหรับผมงานออกแบบหรือการจัดการเศษวัสดุ ยิ่งดีเสียอีก ถ้ายิ่งช่วยกันทำมากๆ เพราะยิ่งแก้ปัญหาได้มาตาม นี่คือการหวนกลับไปมองถึงความสมดุลที่ว่าฯ คนอื่่นมองว่าผมอาจจะมีกำไรลดลง แต่สำหรับผม ผมว่ามันไม่มีทางลดลง ตราบใดที่คนเรายังผลิตขยะได้เก่งกว่าสินค้าจากวัสดุเหลือใช้ [USED PRODUCT] อีกอย่างหนึ่งคงไม่มีใครในโลกนี้ที่จะบินมาเมืองไทยเพียงเพื่อมาซื้อแบรนด์โอซิซุเพียงเจ้าเดียว!

(+)ตอนนี้ก็ยังเป็นแบรนด์เดียวที่ผลิตสินค้าด้านนี้โดยเฉพาะเหรอครับ? ทำไมล่ะครับ?

เออทำไมล่ะ? (ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ) อืมผมคิดว่าเพราะ หนึ่ง เขาอาจจะคิดว่าต้นทุนสูงไปหมด ถ้ามองในแง่ธุรกิจ

(+)หรือว่ามันเป็นเรื่องของต้นทุนทางความคิด?

อืมม แต่มันไม่ยากนะสำหรับใครๆ เพราะอย่างชาวบ้านทั่วไป เขาก็เอาเศษวัสดุเล็กๆ น้อยๆ มาประดิษฐ์หรือประยุกต์ใช้เป็นสิ่งของได้สารพัด เขาเหล่านั้นแหละ ปรมาจารย์! ส่วนผมน่ะแค่คนที่เพิ่งเริ่มทำ เพราะฉะนั้นจึงน่าจะเป็นประเด็นอื่น เช่น วัสดุที่ได้มามันยากต่อการใช้มือทำ ต้องใช้เครื่องจักร ซึ่งไม่รู้จะเริ่มอย่างไร? ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนัก มันตอบยาก ว่าทำไม? แต่สิ่งหนึ่งที่ในแง่การทำธุรกิจที่คนลืมคิดไปว่า นอกเหนือจากการมองปริมาณความเป็นสินค้าตลาดแล้ว เขาอาจลืมไปว่า กระแสของสิ่งแวดล้อมกำลังมา ส่วนแบ่งทางการตลาดอาจจะได้สูงกว่าด้วยซ้ำเมื่อเทียบกัน ของจำนวนชิ้นน้อยกว่าแต่อาจได้กำไรมากกว่า คือผมว่ามันต้งลองน่ะ!

4

(+)มาถึงตอนนี้แล้วอาจารย์สิงห์มีโครงการอะไรที่สามารถเชื่อมโยงหรือแตกสาขาออกไปจากตรงจุดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์อยากทำมากๆบ้างครับ?

ผมอยากทำธุรกิจอื่น ให้คนเห็นว่าธุรกิจอะไรก็สามารถทำเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ เช่น บูติคโฮเทล ทำโรงเรียนหรือสถาบันที่สอนเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ แล้วก็เดินทางไปสอนคนทั่วโลก เพราะผมถือว่ามันไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันเป็นปัญหาของโลก มันคงจะช่วยได้มากขึ้นหากไม่มีพรมแดนใดมากั้นสำหรับการแบ่งปันซึ่งกัน

(+)ทุกวันนี้อาจารย์สิงห์รู้สึกอย่างไรบ้างครับ? ที่ได้ทำในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน

ผมว่ามันเป็น ความมันส์เออเฮ้ย! “ดีไซเนอร์ทำได้หลายอย่าง อย่างนี้เชียวเหรอ? ซึ่งแต่ก่อน คนมักจะมองดีไซเนอร์ว่าเป็นตัวแทนของความฟุ่มเฟือย เป็นพวกสำอาง แต่ผมอยากให้เขามองว่า เราคือผู้พิทักษ์โลกได้นะ (หัวเราะ) อะไรทำนองนั้น

(+)คำถามสุดท้ายนะครับ สิ่งที่อาจารย์สิงห์อยากจะสื่อสารกับการร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับคนคนหนึ่ง เขาต้องเริ่มต้นที่ตรงไหน? และอย่างไรบ้างครับ?

การทำเศษวัสดุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มีคุณค่า เราต้องเข้าใจมันก่อน ง่ายๆ เลยคือ ต้องคัดแยกมันให้เป็น ตอนนี้การแยกขยะมีใครกี่คนที่ทำจริงๆ! มัวแต่ไปพึ่งซาเล้งกันหมดเลย ถูกไหม? ซึ่งสิ่งที่ง่ายที่สุดและทุกคนทำได้ ผมขอแค่นี้เอง คัดแยกไม่ต้องไปคิดว่า เดี๋ยวเขาก็จับไปรวมกันในรถขยะ อย่าคิดอย่างนั้น เพราะการคัดแยก มันมีผลต่อจิตใจเราด้วย 1.ฝึกตัวเอง 2.คนที่นำขยะไปเขาสามารถนำไปปรับแก้ไขได้ง่ายขึ้น 3.บางครั้งในตอนคัดแยก คุณจะเห็นเองว่า มันเยอะ ทำให้อยากจะลดการใช้ การบริโภค หรืออาจจะเอาเศษวัสดุเหล่านั้นไปทำอะไรได้สารพัดหลายประเด็น ซึ่งถ้าอยากจะศึกษาให้ละเอียดมากกว่านี้ ให้มาผมได้เลยที่คณะฯ ได้เลย เราสอนทุกๆเย็นวันพฤหัสเกี่ยวกับการปฏิบัติการออกแบบเศษวัสดุ ไม่มีข้อจำกัดใดที่จะมาคุยมาปรึกษากัน ผมยินดีเสมอครับ

…………………………………………………………

13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ

4 ความเห็น »

  Au wrote @

อาจารย์ท่านน่ารักในทุกๆด้านค่ะ (นิสิต ภ.สถ. ป.โท)

  imaim wrote @

อืม…ม เห็นด้วยครับ :)

  gclubinter wrote @

น่าเลื่อมใส

  ปูขี้ wrote @

ดิฉันชอบงานของคุณมานานแล้ว
แต่ไม่รู้จะไปหาดูที่ไหน
..บังเอิญวันนั้นแวะไปร้านกาแฟของคนรู้จักที่
scg ..ได้เดินดูและไปพบผลงานของคุณพอดี
..รู้สึกน่าประทับใจ..ผลงานทุกชิ้น..ชอบ
แนวคิด วิธีคิด และวิธีทำของ ดร.สิงห์ มากๆ
และซื้อหนังสือ รียูส มาอ่าน
อ่านแล้วก็อยากนำมาปฏิบัติจริง
แต่เริ่มต้นไม่ถูก..
ไม่รู้ว่าคนรอบข้างเราจะเข้าใจ
เหมือนที่เราเข้าใจรึเปล่า


ความคิดเห็นของคุณ

HTML-Tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>