เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม
“บางครั้งการปลดปล่อยให้ตัวเองเดิน (หลง) ทางเพียงลำพัง โดยปราศจากการวางแผนที่จริงจัง ถือเป็นความพิเศษสำหรับการเดินทางเพื่อคุยกับความรู้สึก…”
นั่นคือประโยคแรกที่นึกถึงสำหรับการเริ่มลงมือเขียนบันทึกลงในสมุดเล่มเดิมที่ยังไม่ทันแห้งสนิท โดยมีเสียงสายฝนกระทบหลังคาบ้านพักอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นพยานรู้เห็นในความทรงจำเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา
…
…นานมากแล้ว ที่ตัวเองได้ยินชื่อของ “เขาใหญ่” ดังก้องหูมาโดยตลอด เมื่อมีใครถามว่า อุทยานแห่งแรกของประเทศคือที่ไหน และนานจนพอจะจำได้ว่า ครั้งหนึ่งในช่วงวัยรุ่นตัวเองเคยตั้งใจที่จะเลือกเรียนคณะวนศาสตร์ ยามที่ได้เห็นภาพฉายสไลด์ของป่าดงดิบที่เขียวชอุ่มของชั่วโมงภูมิศาสตร์พร้อมกับคำพูดของคุณครูที่ถามว่า เธอรู้ไหมว่า ที่ป่าเขาใหญ่เนี่ย… ครอบคลุมพื้นที่ใน 4 จังหวัดเลยนะ ไหนใครรู้ว่ามีจังหวัดอะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ตัวเองในชั่วโมงนั้น ย่อมขอมีเอี่ยวที่จะยกมือตอบอย่างกระตือรือร้น (ได้แก่จังหวัดนครราชสีมา นครนายก สระบุรี และปราจีนบุรี ) โดยหารู้ไม่ว่า หน้าตาที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร จนกระทั่ง ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยือนเขาใหญ่เป็นครั้งแรกกับบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยเมื่อสิบกว่าปีที่ก่อน โดยครั้งนั้นช่างเป็นช่วงฤดูหนาวที่น่าอิจฉาเป็นที่สุด เพราะเป็นการเดินทางโดยไม่ต้องกังวลเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น และมีแต่เสียงหัวเราะจากเรื่องตลกๆ ที่เราต่างหยิบยกกันมาสนทนา ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ จิบกาแฟเคล้าบรรยากาศรอบกองไฟ จนเกือบลืมไปว่า ที่นี่คือความยิ่งใหญ่ที่ตัวเองใฝ่ฝันจะมาเยี่ยมเยือน
…

บ่ายวันนี้ ในวันสายฝนไม่ยอมลดละให้เราคิดถึงแสงแดด ผมเพิ่งเดินฝ่าละอองฝนในเส้นทางเดินป่าเส้นผากล้วยไม้-เหวสุวัต ซึ่งมีระยะทางโดยประมาณ 3 กิโลเมตร โดยถือเป็นครั้งแรกกับการเดินทางท่องป่าเพียงลำพังและไม่ได้คาดหวังกับเรื่องใดๆ นอกจากการขอเวลาอยู่กับตัวเองท่ามกลางธรรมชาติของป่าฤดูฝน ซึ่งน้อยคนจะคิดถึง
เสียงลำธารที่ไหลแรงกระแทกโขดหิน ดังกึกก้องอยู่เบื้องล่าง สลับกับเสียงย่ำเท้าของตัวเองที่ค่อยๆ เลียบเลาะไปตามทางเดินบนไหล่เขา พร้อมกับภาพของดอกไม้ป่าหลากสีหลายชนิดที่ตัวเองไม่ทราบชื่อ ปรากฏให้เห็นอยู่ท่ามกลางความเขียวเข้ม… ณ เวลานั้น หัวใจรู้สึกเบิกบานอย่างประหลาด มันเป็นคำอธิบายที่ไม่ค่อยกระจ่างนักเมื่อเทียบกับสายตาและความรู้สึกที่สัมผัสจริง และรู้แต่เพียงว่า นี่คือเสน่ห์อีกแบบของชีวิตที่ปราศจากความกลัว
…
ฝนเริ่มซาตัวลงอย่างเงียบๆ พร้อมกับการเดินเท้าที่ใกล้สิ้นสุด รวมถึงกำลังขาที่ต้องการแหล่งหยุดพัก ผมเองเลือกนั่งตรงโขดหินเบื้องหน้าใกล้บริเวณลานกว้างติดลำธาร มองดูเหล่าผีเสื้อเณร สีเหลืองนวลสว่างตาหลายตัวกำลังบินโฉบสลับกับการดูดกินเกลือแร่จากดินโป่งอย่างไม่ใยดีกับผู้มาเยือนอย่างผม
เวลาเพียงชั่วครู่ขณะนั้น พลอยทำให้นึกถึงประโยคดีๆ ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ว่า “เราศึกษาผีเสื้อได้สองวิธี คือ ใช้ตาข่ายไล่จับ แล้วสำรวจร่างที่ไร้ชีวิตนั้น หรือนั่งเงียบๆ ในสวน เฝ้าดูมันร่ายรำท่ามกลางมวลดอกไม้” ซึ่งแน่นอนว่า นี่คือ อรรถรสหนึ่งที่เราจะหาไม่ได้จากห้องเรียนหรือพิพิธภัณฑ์ไหนๆ
และการชื่นชมกับเรื่องราวบางอย่าง… เงินทองไม่ใช่สิ่งที่จะบันดาลให้เกิดขึ้นได้ นอกจากการพาตัวเองมาทำความรู้จักด้วยความเคารพซึ่งกัน
…
มีบางคำถามเกี่ยวกับการเดินป่าจากใครบางคนผุดขึ้นมาในความคิด ในยามที่การเขียนบันทึกใกล้เดินทางมาถึงบรรทัดสุดท้าย ว่าเราเดินป่ากันเพื่ออะไร? เราต้องการพบเห็นสัตว์ในธรรมชาติใช่ไหม? หรือกำลังทดสอบพลังของตัวเอง? คำตอบนั้นไม่ใกล้เคียงเลยสักนิดกับความรู้สึก
และมันก็ไม่ใช่ปรัชญาสวยหรูมาจากไหนทั้งสิ้น แต่มันคือความเรียบง่ายที่เราได้คุยกับตัวเองมากกว่า…
ซึ่งหลายคนไม่ค่อยได้คุย (จึงไม่ค่อยได้ยิน) เพียงเพราะว่า “เราเลือกที่จะวิ่งมากกว่าเดิน… ก็เท่านั้นเอง!”












