"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)
"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"Archive for การเดินทาง+ภาพถ่าย
อาจจะจริง ? อย่างที่เขาเอ่ย…
“คงเป็นเพราะการมีชีวิตอยู่… เป็นความทุกข์อันยาวนานชนิดหนึ่ง มนุษย์จึงต้องแสวงหาความสุข… ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต”
จากภาพยนตร์เรื่อง “ฟ้าทะลายโจร” (Tear of black tiger)
…………………………………………………….
ภาพบันทึกจากช่วงต้นฤดูฝน พค. 52 / ริมรั้วที่พัก เอกมัย กรุงเทพฯ
ความสุขเล็กๆ จากชุมชนคลองบางน้อย (คอยรัก)
เรื่อง: กำลังจะตามมา ? ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม






















ภาพสี (แถม) ส่งท้าย

………………………………………………………….
ใครอยากไปเยี่ยมชมและรับกลิ่นไอความสุขแบบนี้บ้าง ก็เข้าไปขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “บางน้อยคอยรัก” http://bangnoikoyrak.multiply.com
บันทึกความทรงจำระหว่าง 9-10 พฤษภาคม 2552 / ตลาดน้ำคลองบางน้อย อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม
พฤษภาอาลัย ’รงค์ วงษ์สวรรค์ _PS GALLERY แพร่งภูธร

ถึงวันนี้ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จากพวกเราไปได้ร่วมเดือนแล้ว จากไปก่อนที่ความวุ่นวายชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินจะปะทุขึ้นในกรุงเทพมหานคร จากทำเนียบรัฐบาลลุกลามไปทั่วเมือง โดยเฉพาะเขตรัตนโกสินทร์ชั้นใน จนทำให้เราเกรงว่า งานแสดงภาพที่เราตั้งใจจะจัดให้ คุณ ’รงค์ นั้นจะยังคงดำเนินต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากสถานที่ที่ใช้จัดแสดงย่านแพร่งภูธร ล้วนถูกห้อมล้อมด้วยความรุนแรง
ครั้นเมื่อความสงบกลับคืนมา แม้จะเป็นการชั่วคราว เราจึงขอส่งข่าวมายังญาติมิตรทุกท่านว่า ตลอดเดือนพฤษภาคม 2552 นี้ PS แกลเลอรี โดยความร่วมมือของมิตรสหายทั้งหลาย ได้จัดการเปลี่ยนตึกแถวเก่าย่านแพร่งภูธรอายุเลยร้อยปี ให้เป็นสถานที่จัดแสดงภาพถ่ายฝีมือของ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยใช้ชื่อว่า ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์
นอกจากภาพบุคคลสำคัญเช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แล้ว ยังมีภาพถ่ายประเทศไทยในอดีตที่หาชมได้ยากอีกหลายภาพ ซึ่งแม้จะผ่านกาลเวลามายาวนาน แต่ยังคงคุณค่าและความงดงามจวบจนปัจจุบัน
นอกจากนี้ในงานเดียวกัน ยังมีภาพถ่ายขาว-ดำ ของ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยฝีมือของ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ช่างภาพที่เคยฝากฝีมือไว้ในหนังสือ ที่เกิดเหตุ ร่วมสร้างความสมบูรณ์ของงานแสดงด้วย ทั้งหมดนี้เป็นภาพขาว-ดำ ถ่ายด้วยฟิล์ม พิมพ์ด้วยมือ มีขนาดใหญ่พิเศษ ให้รายละเอียดตามเทคนิคดั้งเดิมอย่างครบครัน
เปิดการแสดงวันแรก ศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
ในงานทุกท่านจะได้พบกับ นักคิด นักเขียน นักวิจารณ์ และบรรณาธิการ ผู้จะมาร่วมกันกล่าวรำลึกถึง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยมาลัยอักษรสั้นๆ ในหัวข้อ รำพึงรำพันถึงลำพู
กิจกรรมอื่นๆ
• อาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ นักเขียนรางวัลซีไรต์ บินหลา สันกาลาคีรี ในหัวข้อ จากบินหลาถึงพญาอินทรีย์
- พบ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ในหัวข้อ แสงสุดท้ายที่สวนทูนอิน
• วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ในหัวข้อ คิดถึง’รงค์ วงษ์สวรรค์ คิดถึงสวรรค์แห่งชีวิต
• อาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ (อดีต) คณะบรรณาธิการ open ครบคน ปราบดา หยุ่น , วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และภิญโญ ไตรสุริยธรรม กับการเปิดตัวหนังสือ เสียงพูดสุดท้าย (รวมบทสัมภาษณ์ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์) โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) และ ยี่หวาไชน่า ทาวน์ เรื่องยาวที่ไม่เคยตีพิมพ์รวมเล่มมาก่อนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (openbooks)
• อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ โตมร ศุขปรีชา และชาวคณะ GMbooks กับการเปิดตัวหนังสือ แฝงพวงองุ่น โดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์
บ้านพิพิธภัณฑ์ The House of Museums
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine_JAN-MAR 09

“วันวานไม่อาจหวนคืน” อาจเป็นคำพูดที่ชัดเจนและไม่เกินเลยนักในแง่ความเป็นจริงบางอย่าง ยามที่เราเอ่ยถึง ความทรงจำต่อเวลาในอดีต…หลายครั้งหลายหนที่เราพยายามนำพาตัวเองกลับสู่ความรู้สึกอันแสนผูกพันเหล่า นั้นให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
ใครบางคน อาจแวะไปจิบกาแฟเพียงสักแก้ว ที่ร้านอาแปะอาโกข้างทางในย่านตัวเมืองเก่าที่ไหนสักแห่ง เพื่อนั่งฟังเสียงสนทนาวิพากษ์เรื่องการบ้านการเมือง หลายคนพยายามเสาะซื้อหรือแสวงหาข้าวของเครื่องใช้ย้อนยุคจากร้านขายของเก่า นำมาสะสมเก็บไว้เพื่อเป็นความสุขทางใจ ชวนหวนให้นึกถึงวันวาน
ซึ่งจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตามแต่ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่คือ เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่อย่างคนร่วมสมัย



และคงเป็นเรื่องพิเศษ ถ้าหากจะมีใคร? หรือกลุ่มคนกลุ่มใด? ที่พยายามทำในสิ่งที่เป็นมากกว่าแค่การสะสมเพื่อเก็บไว้ชื่นชมความรู้สึกโหยหา อดีตแต่เพียงลำพัง ซึ่งถือว่ายังโชคดีอยู่ไม่น้อยสำหรับเมืองไทยที่ความพิเศษเหล่านั้น มีอยู่จริง!
“บ้านพิพิธภัณฑ์” (โดยสมาคมกิจวัฒนธรรม) ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความเพียรพยายามรวมถึงความร่วมมือของคนกลุ่มคนที่รักการสะสม
นำโดยคุณเอนก นาวิกมูลและกัลยาณมิตร ร่วมจัดตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว โดยมีเนื้อหาสาระเพื่อเป็นบ้านที่รวบรวมสิ่งของต่างๆ อันเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางหรือพิพิธภัณฑ์แขนงอื่นในลำดับ อนาคต โดยเรื่องราวที่จัดแสดง คือวิถีชีวิตชาวตลาด ชาวเมืองในยุค 2500 รวมถึงยุคใกล้เคียง ซึ่งสิ่งของต่างๆที่จัดแสดงนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาค และบางส่วนมาจากการซื้อหาจากงบประมาณรายได้เท่าที่พอมี เพื่อพัฒนามิติในการนำเสนอที่สมจริงยิ่งขึ้น
อาคารการจัดแสดงได้รับการออกแบบให้เป็นเช่นห้องกั้นอารมณ์ห้องแถวในตลาด โดยแบ่งเป็น 2 อาคารได้แก่
อาคารแรก: ชั้นที่1 จัดเป็นร้านของเล่น ร้านขายของจิปาถะ ร้านขายยา เคาเตอร์ขายบัตรเข้าชม และร้านขายของที่ระลึก ชั้นที่ 2 เป็นร้านถ่ายรูป โรงพิมพ์ โรงภาพยนตร์ ร้านตัดผม ร้านให้เช่าหนังสือ ห้องครัว ห้องข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิกจากสกุล “สุวัตถี” และชั้นที่ 3 จำลองเป็นห้องนายอำเภอ ห้องเรียน ร้านขายแผ่นเสียง ร้านขายสรรพสินค้า
ในส่วนอาคารที่สองซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเติมภายหลัง ขณะนี้จัดแสดงเฉพาะในส่วนชั้นที่ 1 ได้แก่ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านทำฟัน ร้านทอง และร้านริมน้ำ



แม้เวลาจะเป็นสิ่งที่เราไม่อาจเรียกหวนคืน แต่เชื่อมั่นเหลือเกินว่า หากใครได้มีโอกาสไปร่วมเดินทางเชื่อมโยงเวลาอันร่วมสมัยที่ “บ้านพิพิธภัณฑ์” ความรู้สึกของคำว่า “อดีต” ย่อม เป็นมากกว่าแค่เรื่องที่ผ่านพ้น มีหลายสิ่งที่ยังคงตราตรึง มีหลายเรื่องราวที่ยังเป็นเสน่ห์ที่น่าศึกษาและทวงถามถึงความเป็นปัจจุบัน ให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เราเป็น และเก็บรักษาคุณค่านั้นไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับกาลเวลาแห่งอนาคต “Save it today. Tomorrow it’ll be history”


บ้านพิพิธภัณฑ์: ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยคลองโพ 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ (ถนนเล็ก ต่อจากปลายถนนพุทธมณฑลสาย 2 ด้านทางรถไฟ) เขตทวีวัฒนา กทม.10170
ช่วงเวลาเข้าชม: จะเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น (เนื่องจากวันจันทร์ถึงศุกร์ กรรมการและอาสาสมัครทุกคนต้องทำงานประจำของตนเอง) ระหว่าง 10.00 น. -17.00 น.
ติดต่อสอบถามได้ที่ 089-200-2803 คุณเอนก นาวิกมูล และ089-666-2008 คุณวรรณา นาวิกมูล หรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://houseofmuseums.siam.edu
…………………………………………………….
18 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
พิพิธภัณฑ์เปลือกหอยกรุงเทพฯ Bangkok Sea Shell Museum
เรื่อง: น้องฝน ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตึพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09





เปลือกหอยนั้นเป็นความสวยงามที่ธรรมชาติรังสรรค์และแต่งแต้มสีสันให้ท้องทะเลสวยงามยิ่งขึ้น เสมือนเป็นอัญมณีแห่งท้องทะเล ที่ไม่ว่าใครได้สัมผัสก็อยากเก็บไว้เป็นสิ่งระลึกแห่งความทรงจำถึงวันที่เยือนทะเล แต่มากไปกว่านั้นเปลือกหอยยังแฝงไปด้วยความลี้ลับน่าค้นหา ซึ่งเป็นทั้งบันทึกเรื่องราวของสายน้ำ และความมหัศจรรย์ของตัวมันเอง สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ผ่านการวิวัฒนาการและคงอยู่สืบเนื่องมานับล้านปี โดยสิ่งต่างๆ ของเปลือกหอยเหล่านี้ ล้วนได้รับการรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพฯ ด้วยการสร้างสรรค์สถานที่จัดแสดงเปลือกหอยไว้มากกว่า 600 ชนิด จากทั่วโลก มีจำนวนเปลือกหอยทั้งหมดนับหมื่นๆ ชิ้น ซึ่งเหมาะทั้งการเข้าชมด้วยใจรักในความงดงามของเปลือกหอย และศึกษาหาความรู้ โดยเปลือกหอยแต่ละชนิดจะมีคำอธิบายถึงชื่อ และประวัติไว้อย่างดี บนพื้นที่จัดแสดง 3 ชั้น จัดแบ่งตามกลุ่มชนิดของหอย




นอกจากความสวยงามของตัวเปลือกหอยเองแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเผยถึงความอลังการของการจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นหอยมือเสือซึ่งเป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จนไปถึงฟอสซิลหอยขนาดใหญ่จากยุคจูราสสิคตอนต้น และเปลือกหอยที่มีความน่ารักสดใสอย่างหอยหัวใจ หรือหอยแครงหัวใจ ที่มีรูปร่างเหมือนหัวใจหลากสีสันดวงเล็กๆไม่มีผิด คล้ายกับเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมชมความงามบรรดาเปลือกหอยเหนือน้ำทะเล ณ ใจกลางกรุง
ทุกภาพมีถ้อยคำ ทุกเปลือกหอยมีเรื่องราว
รอคอยให้คุณสัมผัสความมหัศจรรย์เหนือความงดงาม
Bangkok Sea Shell Museum หัวมุมถนนสีลม ซอย 23
เปิดทำการ 10.00 – 21.00 น.
สอบถามรายละเอียด โทร 02 234 0291
…………………………………………………………
13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
สวนศิลป์ มีเซียม ยิบอินซอย Misiem’s Sculpture Garden
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09







จากความตั้งใจในช่วงบั้นปลายชีวิตต่อการสร้างงานศิลปะ เมื่อหลายทศวรรษก่อน ของคุณมีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินชั้นเยี่ยม สาขาจิตรกรรม พร้อมกับแนวคิดที่ว่า “ประติมากรรมควรอยู่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดสวนศิลป์แห่งนี้ขึ้น ซึ่งได้ถูกแปลงโฉมจากผืนนาในอดีต สู่สวนหลากพันธุ์ไม้อันแสนร่มรื่น เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนและชมงานประติมากรรมที่จัดแสดงท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นงานประติมากรรมที่สะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้คนรอบตัว เด็ก ผู้ชาย ผู้หญิง ในอิริยาบถต่าง ๆ และแสดงออกซึ่งความรู้สึกอันเป็นปุถุชน แด่ผู้รักงานศิลปะและความสงบ ให้สามารถรับรู้ถึงความพิเศษเหล่านั้น
และแม้ ณ วันนี้ ช่วงเวลาอันร่วมสมัยสำหรับคุณมีเซียม ยิบอินซอย จะผ่านพ้นไป แต่เราก็ยังคงเชื่อมั่นว่า (แม้) “ชีวิตสั้น แต่ศิลปะยืนยาว” เสมอ ยามที่ได้ชื่นชมความงามอันเกิดจากแรงบันดาลใจ ระหว่างประติมากรรมและธรรมชาติ ณ ทีแห่งนี้
สวนศิลป์ มีเซียม ยิบอินซอย
เลขที่ 38/1-9 พุทธมณฑลสาย 7 ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม
เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. (ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม)
กรุณาติดต่อก่อนเข้าชมที่ โทร. 02 353 8600 หรือ 034 321 792
…………………………………………………………
13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
“เครื่องทองสุโขทัย” หัตถศิลป์ร่วมสมัย
เรื่อง: ทาเคชิ ภาพ: อิ่มเอม – ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine Oct-Dec 08


“สุโขทัย” เมืองที่มีรากฐานประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งทางด้านศูนย์กลางการปกครอง ศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในอดีต ซึ่งปัจจุบันมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ โดยเฉพาะงานหัตถศิลป์ ก็ยังคงได้รับการสืบสานรวมถึงฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เพื่อต่อยอดความรุ่งเรืองในอดีต ทั้งในรูปแบบ งานเครื่องสังคโลก งานผ้าทอตีนจกดิ้นทอง โดยยังคงอนุรักษ์โครงสร้างแบบแผนงานโบราณในการถ่ายทอดอย่างมิเสื่อมคลาย ขณะเดียวกันงานหัตถศิลป์บางประเภทก็ได้ถูกประยุกต์หรือพัฒนาขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นงานเอกลักษณ์เฉพาะ และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกทางหัตถศิลป์ทรงคุณค่าแห่งเมืองสุโขทัยและประเทศไทย นั่นก็คือ “งานเครื่องทอง(โบราณ)สุโขทัย”
ด้วยเอกลักษณ์พิเศษทั้งจากลวดลายหรือการออกแบบ เช่น ลักษณะการถักเส้นทอง การทำลูกปัด การลงยา รวมถึงกระบวนการผลิตที่อาศัยจินตนาการ ความเชี่ยวชาญ และความมานะอดทน จนถ่ายทอดออกมาเป็นงานเครื่องทองแห่งยุคสมัย โดยมีต้นแบบหรือแรงบันดาลใจมาจากลวดลายโบราณทั้งจากโบราณสถานโบราณวัตถุ รวมถึงสิ่งต่างๆรอบตัวที่เป็นรากเหง้าของวิถีชุมชน
โดยจุดเริ่มต้นของทองสุโขทัย มีการสืบสาวราวเรื่องถึงแหล่งกำเนิดงานหัตถศิลป์แขนงนี้ว่า
ผู้ที่ริเริ่มฟื้นฟูกระบวนการผลิตทองโบราณได้แก่ ช่างทองตระกูล “วงศ์ใหญ่” แห่งอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งบรรพบุรุษได้เรียนรู้วิชาการทำทองจากช่างทองชาวจีน และต่อมาได้สั่งสมประสบการณ์การทำทอง จนกระทั่งสามารถทำทองได้เองทุกขั้นตอน จึงได้เริ่มเปิดร้านทำทองตามที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งในขณะนั้นผลงานส่วนใหญ่จะมีรูปแบบที่เรียบง่าย และใช้กระบวนการทำทั้งหมดด้วยมือ โดยใช้เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองอย่างง่าย ๆ
วันหนึ่งมีผู้นำสร้อยโบราณที่ได้มาจากฝั่งริมแม่น้ำยม ซึ่งทำด้วยสำริด ถักสานเป็นสร้อยลายสี่เสา(ลายโบราณ)มาให้ดู จึงเกิดแนวคิดต่อการประดิษฐ์สู่งานทอง โดยได้แกะลายดังกล่าวออกมาศึกษาและทดลองทำกับลวดทองแดงแต่ก็ไม่สำเร็จในคราแรก จึงตัดสินใจไปหาชาวบ้านที่มีอาชีพสานกระบุงตะกร้า ช่วยสอนและทดลองถักเลียนแบบจนสำเร็จ พร้อมกับการพัฒนาลวดลายต่างๆสู่งานทองจนเป็นเอกลักษณ์ที่ขึ้นชื่อ โดยได้ถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องทองดังกล่าวสู่ลูกหลาน และขยายเป็นชุมชนทำทองอย่างเช่นปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยตำบลท่าชัยและตำบลศรีสัชนาลัย
โดยหากเอ่ยถึงที่มาของการผลิตลวดลายต่างๆ รวมถึงการประยุกต์ขึ้นในทุกวันนี้ กว่าหลายสิบลวดลายน้น มีความน่าสนใจในหลายแง่มุมศิลปะศึกษาอยู่ไม่น้อย เช่น ลายนางพญา ซึ่งมีที่มาจากลายปูนปั้นของวัดนางพญา ลายเครือวัลย์ที่เลียนแบบมาจากเถาวัลย์ เป็นต้น ส่วนในด้านของการต่อยอดรูปแบบการประดิษฐ์ก็ถูกพัฒนาเพื่อความหลากหลายเช่นกัน ทั้งเครื่องประดับเช่นสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไล แหวน จี้ เข็มขัด กรอบพระ รวมถึงเครื่องใช้ไม้สอย อาทิ เสื้อถักทอง ปิ่นโต เชี่ยนหมาก เนคไท ทำให้สามารถครองใจผู้ที่นิยมชมชอบในงานเครื่องทองได้เป็นอย่างดี จนได้รับการขนานนามให้เป็น “งานหัตถศิลป์แห่งยุครัตนโกสินทร์” ที่คู่ควรอนุรักษ์และสืบสานสู่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

สำหรับเครื่องมือการทำทองสุโขทัยนั้นมีดังนี้คือ โต๊ะทำทอง เครื่องมือพ่นไฟ เครื่องมือตีทอง เครื่องมือวัสดุในการรีดทอง เครื่องมือวัสดุในการชักลวด เครื่องมือสำหรับแกะทอง เครื่องมือสำหรับตัดทองคำ เครื่องมือช่วยในการจับทอง เครื่องมือที่ช่วยในการทำส่วนประกอบต่าง ๆของทองรูปพรรณ เครื่องชั่งทอง วัสดุที่ใช้ในการทำทองรูปพรรณ


ส่วนขั้นตอนของการทำทองตามแบบฉบับทองสุโขทัยโบราณ เริ่มจากการหลอมทอง ช่างทองจะนำทองคำแท่งที่เรียกว่า ทองสวิสมาหลอมให้ละลาย โดยการเป่าไฟในเบ้าหลอมจนทองละลายกลายเป็นของเหลว เทลงในรางสี่เหลี่ยม ทองจะแข็งตัวจับเป็นแท่ง
จากนั้นเข้าสู่กระบวนการ “การตีทอง” หรือ รีดทอง ช่างทองจะนำทองที่หลอมแล้วมาตีแผ่เป็นแผ่นหรือรีดยาวเป็นเส้นหรือเป็นแผ่น โดยเครื่องรีดแผ่นทอง และเครื่องชักทองเป็นเส้นขนาดต่าง ๆ กันตามความต้องการแล้วจึงจะนำมาสู่กรรมวิธีการประดิษฐ์ทองสุโขทัย





ซึ่งมีการประดิษฐ์ลวดลายเป็นทองรูปพรรณหลายลักษณะ ได้แก่ การถักทอง การทำลูกประคำทอง การขึ้นปี๊บ และการขึ้นเม็ดมะยม ก่อนที่ จะนำทองลักษณะต่าง ๆ มาประดิษฐ์เป็นลวดลาย เลียนแบบไทย ตามจินตนาการเชิงศิลปะของช่างทองของแต่ละคน
ขอขอบคุณ: ร้านอรอนงค์ช่างทอง ศรีสัชนาลัย สำหรับข้อมูลและเอื้อเฟื้อการถ่ายภาพ
………………………………………………………….
18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ
“สุโขทัย ประวัติศาสตร์ที่เป็นมากกว่าความสุข”
เรื่องและภาพ : โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน Limousine Club Magazine – Dec 08
ในความมืดก่อนถึงรุ่งสาง ดวงตาผมยังคงเบิกโพรงไปตามบรรยากาศข้างทาง โดยอาศัยแสงไฟจากบ้านเรือนที่รถแล่นผ่าน อธิบายถึงเมืองที่คุ้นชื่อมานานในหนังสือประวัติศาสตร์ตอนมัธยม แต่ไม่เคยเดินทางมาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการสักที “ถึงแล้วค่ะ ศรีสัชนาลัย” เสียงพนักงานบนรถโดยสารพูดพลางเปิดประตูรถให้ผมแบกสัมภาระลง ตรงตลาดท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งในเวลาตีห้าครึ่งกับฉากหน้าอันเป็นตลาดเช้าเมืองเก่า ย่อมเป็นอะไรที่น่าเดินทอดน่องสำรวจไม่น้อยกับการเริ่มต้นทำความรู้จัก
เสียงแม่ค้าตามแผงรถเข็นต่างเจื้อยแจ้วเชื้อเชิญให้แวะชิมกับเมนูยามเช้า ทั้งโจ๊ก ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวแกงร้อนๆ ขนมหวานสารพัด น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ รวมไปถึงชากาแฟกลิ่นหอมฉุย และผมก็เลือกอย่างหลังนี่แหละ เพราะของมันคุ้นเคยจนสนิทใจในทุกเที่ยวยามของการเดินทาง ว่าพลาง…ปากก็เป่าไล่ความร้อนก่อนจิบกาแฟเบาๆแบบไม่รีบเร่ง หลังจากแม่ค้าวางแก้วลงบนโต๊ะพับสีน้ำเงิน ผลัดกับการนั่งมองดูผู้คนเริ่มต้นชีวิตวันใหม่ในแบบฉบับศรีสัชนาลัยมอร์นิ่ง

ครึ่งชั่วโมงต่อมา แสงแดดเริ่มสาดส่องทาบฉาบตามตึกไม้เก่าๆจากฝั่งตรงข้ามตลาด ภาพของเมืองเริ่มชัดเจนและมีมิติขึ้น พร้อมกับกาแฟที่พร่องหมดแก้วไปนานแล้ว เป็นอีกความรู้สึกที่ถวิลหาเสมอ ยามแวะจิบกาแฟอาแปะอาโกที่ไหนสักแห่งตามริมทาง มันเป็นเรื่องของอารมณ์กาแฟมากกว่าเรื่องของราคาค่างวด (ที่หลายคนพยายามตีความให้เป็นค่านิยมมีระดับ) จริงไหม?



จากตลาดเช้า ข้ามฝั่งถนนและลัดเลาะไปตามเส้นทางริมฝั่งแม่น้ำยม ก็จะเป็นชุมชนเก่าที่ยังมีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย รอยยิ้มจากคุณป้าเสื้อลายดอกทักทายผมเช่นประสาคนละแวกบ้านเดียวกัน เด็กน้อยสามเกลอที่พร้อมเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ถ่ายภาพคู่กับจักรยานที่มีฉากหลังเป็นสะพานแขวนซึ่งเป็นทางสัญจรเฉพาะกิจของเหล่าพาหนะสองล้อของชุมชนริมแม่น้ำ พระสงฆ์รับบิณฑบาตรภัตตาหารและดอกไม้พร้อมเสียงสวดให้พร นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะอธิบายถึงฉากชีวิตที่เคลื่อนไหวตามจังหวะที่ไม่เร็วจนเกินไปนัก สำหรับเมืองเก่าที่สงบและอบอุ่นเช่นนี้

เหตุผลอย่างหนึ่ง ที่ผมเลือกเดินทางมาศรีสัชนาลัย ก็เพราะผมต้องการมาตามหา“ทอง”…แม้จะไม่ได้คลั่งไคล้หรือฝังใจอะไรกับทองอย่างเช่นนักล่าสมบัติ แต่ก็ตั้งใจเป็นหนักหนาว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องมาดูวิธีทำทองในแบบศรีสัชนาลัยให้ได้ ผมตระเวณตามหาจากการสอบถามกับผู้คนเกี่ยวกับร้านทำทองศรีสัชนาลัยก็ได้ความว่า มีอยู่สองย่านเป็นหลัก ก็คือฝั่งริมแม่น้ำและฝั่งตลาดที่ผมนั่งกินกาแฟเมื่อเช้านั่นแหละ เลือกเอาว่าจะไปดูที่ไหน? (เอ…ว่าแต่ว่า ร้านไหนจะให้โอกาสเราดูวิธีทำทองหล่ะ?) และนั่นไง ในที่สุดผมก็เจอร้านอรอนงค์ช่างทองที่อยู่ใกล้กับป้อมตำรวจตรงฝั่งตลาด เค้าเขียนวิธีทำทองให้เห็นตรงหน้าร้าน แสดงว่ามีเค้าลางว่าเราจะสมหวังเป็นแน่ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาเปิดโอกาสให้ผมได้ดูวิธีทำทอง โอ้โหประทับใจสุดๆ เพราะภาพที่เห็นคือ ช่างทองกำลังนั่งทำเครื่องประดับทองหลากรูปแบบอย่างตั้งใจ ลวดลายที่ทำช่างวิจิตรงามตานักและไม่ควรถามว่า ทำยากไหม? แค่เห็นก็อึ้ง!แล้ว… ซึ่งเอกลักษณ์ของทองศรีสัชนาลัยคือลวดลายอันซับซ้อนที่ประยุกต์มาจากลายโบราณต่างๆ ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมใครหลายคนที่ชื่นชอบเครื่องประดับจึงยกย่องให้งานทองศรีสัชนาลัยเป็นหัตถศิลป์ขั้นสูง คุ้มค่าแก่การได้ยลโฉม (ของเขาดีจริง!)
หลังจากเดินออกจากร้านทอง สมองรีบสั่งการว่าอย่าล้อเล่นกับความหิว กองทัพย่อมเดินด้วยท้อง…ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตกสองชาม จึงหายลงไปในกระเพาะอย่างรวดเร็ว ด้วยความเชื่อที่ว่า พบแม่ค้าสวยที่ไหน ให้ฝากท้องไว้ที่นั่น !


…แดดเปลี่ยนแสง จากสายกลายเป็นเที่ยงบ่าย ผมเดินลัดเลาะลึกเข้าไปในชุมชนอย่างจริงจัง หวังหาที่ทางอันเงียบสงบ นั่งพักสังขารที่เดินตะลอนแบกเป้จนเมื่อยตาตุ่ม และที่ทางที่ว่า ก็คือศาลาท่าน้ำหน้าวัดตลิ่งชัน เมื่อไม่มีอะไรให้บ่าแบก หลังได้พิงเสาศาลา ตาได้มองหมู่บ้านริมแม่น้ำ ฟังเสียงเบาๆรอบตัวพร้อมกับลมที่โชยเอื่อย ช่างเป็นช่วงเวลาที่เราอยากครอบครองให้คงอยู่นานๆโดยแท้

เหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือ นี่บ่ายสองโมงครึ่งแล้วหรือ? ได้เวลาอำลาศรีสัชนาลัยแบบพบเพื่อจากแล้วสิ ด้วยเหตุที่จองที่พักไว้ในตัวเมือง ซึ่งอยู่ห่างกันจากตรงจุดนี้ ไปอีกประมาณ 50 กม. หาไม่ อาจคลาดเคลื่อนโปรแกรมที่วางไว้ในวันพรุ่งนี้ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
ผมเดินจากฉากแม่น้ำยม มาอย่างเงียบๆและข้ามฝั่งไปยังอีกฟากถนน พร้อมกับการรอรถเมล์หวานเย็นอุตรดิตถ์-สุโขทัย นานเกือบสองชั่วโมง กว่าที่จะได้พบเพื่อนร่วมเดินทางที่มีอยู่อย่างประปรายและกระจายที่นั่งตามแต่จับจอง บ้างก็พูดคุยสนทนากัน บ้างก็แอบหลับคาเบาะสีครีม ปล่อยให้ฉากยามเย็นค่อยๆเคลื่อนไหวไปตามแรงล้อหมุน…
เมื่อถึงตัวเมืองสุโขทัย ก็จัดแจงตัวเองพร้อมสัมภาระเข้าที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมบ้านเรือนไทยที่มีใครหลายคนโพสต์เอาไว้ในอินเตอร์เน็ต รวมถึงพ็อคเก็ตบุ๊คอย่างLonely Planet ก็แนะนำ ยามที่มาเยือนสุโขทัย ซึ่งถือว่าไม่ผิดหวัง สมคำร่ำลือด้วยบรรยากาศและการบริการที่เป็นกันเอง
ผมเอนตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม นึกทบทวนความรู้สึกจากเช้าตรู่ยันถึงค่ำคืน มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่คุ้นชินเดิม ผมไม่ต้องนั่งประชุม ไม่ต้องนั่งตรวจงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ปล่อยวางหน้าที่จากบางสภาวะ เพื่อต่อเติมจินตนาการและความอิสระเล็กๆให้เกิดขึ้น ใต้ชายคาเรือนไม้ทรงไทยและมุ้งสีขาว ชวนให้คิดถึงตอนเด็กๆที่นอนกอดพ่อแม่ ซึ่งตัวเองในช่วงเวลานั้นยังไม่ประสีประสาอะไรกับคำว่า ความอบอุ่นในครอบครัว (หลับฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ ป๋าแม่…)
……………………………………………..

เช้าวันใหม่ กับโปรแกรมเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย รถโรงแรมพาผมไปส่งที่คิวรถสองแถวอันมีเอกลักษณ์ด้วยตัวถังไม้สีขาว(ชวนทำให้นึกถึงภูเก็ตและพังงา ที่มีรถสองแถวหน้าตาประมาณนี้ อาจแตกต่างกันตรงลวดลายและสีสันที่เป็นสีฟ้า) ซึ่งเหลืออีกเพียง12 กม. ก็จะได้เวลาของ“กรุงเก่า“กันแล้วครับ พี่น้อง!

และแล้วก็มาถึง “ยินดีต้อนรับสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยหรือเมืองเก่า(คร้าบ…บ)” พร้อมกับชั่วโมงเรียนวิชาประวัติศาสตร์สุโขทัยของจริง ที่กลับมาอีกหนในรอบเกือบ20ปี(ภาพใบหน้าคุณครูวันเพ็ญที่มักทำเสียงดุยามเรียกชื่อ…ชวนให้สะดุ้ง!เริ่มผุดขึ้นมา )
แต่ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่อง มีรายละเอียดบางอย่าง ที่อยากแนะนำให้ใครๆที่ไปเที่ยวชมอุทยานฯ ควรให้ความสำคัญ เมื่อถึงที่นั่น
อย่างแรกก็คือ“เช่าจักรยาน“รับรองคุ้มค่าที่สุดและมีหลายแบบ(มีทั้งแบบทันสมัย แบบคลาสสิค รวมถึงสำหรับเด็กๆ) หลากสีสันให้เลือกด้วยราคาเพียงคันละ 30 บาท/วัน เท่านั้น
อย่างที่สอง คือเตรียม“น้ำดื่ม“ไว้ให้พร้อม งานนี้มีคอแห้งแน่..(.อิ๊ อิ๊)
อย่างที่สาม ควรไปเข้าชม“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง” ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือก่อนเข้าอุทยานฯ เพื่อซึมซับบรรยากาศและทราบถึงที่มาที่ไปต่างๆทางประวัติศาสตร์ และเหมือนได้วางแผนอย่างถูกต้องก่อนที่จะเริ่มปั่นอย่างเต็มน่อง
อ้อ! อย่างสุดท้าย ขอให้“เคารพสถานที่“กันด้วยล่ะ ยังไงเราก็บ้านเมืองที่มีวัฒนธรรม อย่าพยายามแต่งตัวนุ่งสั้น ทะลึ่งไปถ่ายภาพคู่กับโบราณสถานโบราณวัตถุอย่างน่าชื่นแต่ลืมดูความเหมาะสม


เมื่อคลี่แผนที่แผ่นเล็กๆที่เหน็บกระเป๋าหลังออก ก็เริ่มวางแผนในใจไว้เป็นสองช่วงคือ ช่วงเช้าจะขอศึกษาแบบใกล้ๆก่อน นั่นคือ ภายในเขตรอบๆวัดมหาธาตุ ส่วนช่วงบ่ายจะขอปั่นไปไกลๆรอบนอกก่อนย้อนกลับมายังวัดมหาธาตุเป็นลำดับสุดท้าย
แค่ใจคิดวางโปรแแกรมคร่าวๆ เท้าก็เริ่มปั่นไปแบบไม่รอเสียงนกหวีด ตรงไปตามป้ายบอกทางเข้าพร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ “10 บาทค่ะ“…ทำไมถูกจัง? (มารู้ภายหลังว่า ยังมีอีกหลายด่านที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม เช่นเขตรอบนอก อย่างวัดศรีชุม วัดสะพานหิน ซึ่งเราจะซื้อแบบตั๋วรวมก็ได้แค่ 30 บาทเท่านั้น ประหยัดกว่าและไม่ต้องเสียเวลาควักกระเป๋าซื้อทุกเที่ยว แต่ก็ช่างเถอะ! มันไม่ใช่เรื่องน่าหนักสมองอะไร เป้ที่สะพายหลังยังหนักกว่าอีก ฮ่า ฮ่า…)

ดูไปปั่นไปตามประสาคนไม่รีบ ท่ามกลางบรรยากาศสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นอยากบอกให้อิจฉาเล่นๆว่า “สุขใจดีแท้…” ประทับใจกับทุกๆที่ที่น่องปั่นไปชื่นชม หัวใจมันพองโตอย่างกับเด็กได้ลูกโป่ง โดยไล่เรียงเส้นทางตั้งแต่ วัดศรีสวายที่มีพระปรางค์ 3 องค์ศิลปะแบบลพบุรี วัดตระพังเงินกับเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ วัดชนะสงครามที่เด่นสง่ากับเจดีย์แบบทรงระฆัง เห็นแล้วพอจะต่อเติมจินตนาการของยุคสมัยเป็นลำดับวิวัฒนาการได้เลยทีเดียว (แหม่…แอบหน้ามึนอยู่นาน ตอนสมัยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ว่าเป็นยังไง? วันนี้ได้ความกระจ่างแล้วครับคุณครู)
จวนเจียนจะใกล้เที่ยงแล้ว…น้ำดื่ม 3 ขวด เหลือเพียงความว่างเปล่า แต่ได้ความรู้สึกดีๆเกี่ยวกับความเป็นชนชาติมาเติมเต็มจนล้นปรี่ พลอยนึกถึงประโยคที่ใครบางคนเคยเอ่ยกันว่า “ประวัติศาสตร์ซื้อกันไม่ได้” เห็นด้วยอย่างยิ่ง ด้วยประการทั้งปวง…


หลังจากนั่งพักและเสริมเรียวแรงด้วยผัดไทยสุโขทัย(แสนอร่อย)ในมื้อเที่ยง ได้เวลาของแผนสอง… โดยเริ่มปั่นไปทางทิศตะวันตกเพื่อไปยังวัดศรีชุม วัดซึ่งประดิษฐาน “พระอจนะ” พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้างเกือบ 12 เมตร โดยมีวิหารผนังก่ออิฐถือปูนกั้นล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ผมรู้สึกได้ถึงความอลังการที่แสดงออกมาด้วยความศรัทธาของยุคสมัย ยามที่พิจารณาพุทธลักษณะอันงดงามขององค์พระปฏิมา และไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ภาพตามโปสการ์ดหรือหนังสือนำเที่ยวจึงปรากฏพระพักตร์อันเอิบอิ่มของ“พระอจนะ“ในแทบทุกครา ยามที่เอ่ยถึงสุโขทัย

บ่ายสามโมง ชีวิตบนหลังอานยังคงดำเนินต่อไปสู่วัดสะพานหิน วัดซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูงโดยมีทางเดินปูลาดไต่ระดับเป็นบันไดหินชนวนระยะทางประมาณ 300 เมตร สู่องค์พระประธานปางประทานอภัย ซึ่งมีชื่อเรียกว่า“พระอัฏฐารศ” ประทับยืนหันพระพักตร์ไปยังด้านตะวันออก ซึ่งสามารถเห็นบรรยากาศโดยรอบของเมืองเก่าสุโขทัยจาก ณ ตรงจุดนี้
“ระยะทางพิสูจน์ขา กาลเวลาพิสูจน์ก้น” ผมเริ่มเรียนรู้ความหมายของประโยคดัดแปลงนี้ ยามเมื่อปั่นจักรยานกลับสู่จุดหมายสุดท้าย นั่นคือ“วัดมหาธาตุ“เพื่อให้ทันช่วงเวลายามเย็น โดยมีจินตนาการหลักว่า ต้องถ่ายภาพฉากวัดแบบย้อนแสง ยามพระอาทิตย์ลับฟ้าให้ได้ แต่สังขารเจ้ากรรม กำลังขาอ่อนแรงไปมากโขทีเดียว เลยต้องปั่นน่องไปแบบเจียมเนื้อเจียมตัว พลางนึกถึงคำขวัญท้ายรถสิบล้อที่ว่า“แอบแซงเพราะแรงน้อย“ขึ้นมาทันที เพราะแซงได้ก็เฉพาะคนเดินข้างถนนเท่านั่น…เฮ้อ!

ช้าหรือเร็วก็ถึงอยู่ดี ถึงแล้ว…”วัดมหาธาตุ” วัดสำคัญของกรุงสุโขทัย โดยมีพระเจดีย์มหาธาตุทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์รองอีก 8 องค์ รวมถึงโบราณสถานเช่น วิหาร มณฑป อีกมากมายทั่วบริเวณวัด ซึ่งมีการสำรวจพบว่าที่วัดแห่งนี้ มีเจดีย์แบบต่างๆ มากถึง 200 องค์ทีเดียว! และวิหารด้านทิศตะวันออก เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนั่นคือ “พระศรีศากยมุนี” ซึ่งปัจจุบันอยู่ ณ วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพมหานคร


ยามเย็นจวนพลบค่ำ ณ วัดมหาธาตุ ถือเป็นบรรยากาศที่แสนพิเศษที่ใครหลายคนมักพลาดโอกาส (ด้วยเหตุที่มีเวลาอันจำกัดกระมัง) เพราะเราอาจได้เห็นรอยต่อของวันเวลา มีหลายความรู้สึกและหลายคำถามผุดขึ้นในหัวสมอง จนบรรทัดสุดท้ายก่อนปิดสมุดบันทึก…
ผมไม่ได้แค่บันทึกว่า ผมมีความสุขแค่ไหน? กับชั่วโมงประวัติศาสตร์ที่มีกว่าในตำราเรียน… พลางนึกเชื่อมโยงกับความเป็นปัจจุบันเหมือนคนโยนหินถามทาง “ว่าเราเรียนรู้อะไร? จากประวัติศาสตร์กันบ้างหนอ…?(เพื่อนเอ๋ย!)”
………………………………………………………….
18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ
Cy’an

ห้องอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนของโรงแรม The Metropolitan ที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งสีฟ้าขาว ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากท้องทะเลสีคราม พร้อมเพิ่มรายละเอียดความร่วมสมัยผ่านการตกแต่งอันเรียบหรูผสมความโมเดิร์น ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ บาร์เคาท์เตอร์ รวมถึงโต๊ะเก้าอี้ที่ดีไซน์แปลกตา และพร้อมการปรับเปลี่ยนบรรยากาศให้แตกต่างสำหรับมื้อกลางวันและดินเนอร์ด้วยการจัดเซ็ทโต๊ะและที่นั่งตามโทนแสงสว่าง


แต่สิ่งที่พิเศษไม่ยิ่งหย่อนกว่าบรรยากาศ นั่นก็คือ อาหารในสไตล์ฟิวชั่น เมดิเตอร์เรเนียน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งในเรื่องของรสชาติและการจัดแต่งอาหาร ภายใต้การดูแลของหัวหน้าเชฟ Daniel Moran ผู้มากประสบการณ์ด้านอาหารในระดับนานาชาติ ซึ่ง Moran ได้ดึงเอาเสน่ห์ของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ จนกลายเป็นรูปแบบอาหารทะเลที่ผสมผสานด้วยกลิ่นและรสชาติของเครื่องเทศอย่างลงตัว ให้ผู้ที่ชื่นชอบอาหารเมดิเตอร์เรเนียนได้ลิ้มลองความอร่อยด้วยความประทับใจ
Cy’an บริเวณชั้น 1 โรงแรม The Metropolitan
โทร. 0-2625-3333 www.metropolitan.como.bz
Lunch ตั้งแต่เวลา 12.00-14.00 น.
Dinner ตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น.
………………………………………….
18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ
Extra Virgin
Extra Virgin
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน Limousine Club Magazine-Dec 08
ร้านอาหารแนว Bistro & Wine Bar ภายใต้บรรยากาศแสนอบอุ่น อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ บิสโทร สไตล์ ซึ่งเน้นการตกแต่งร้านคล้ายกับบ้านหลังเล็กๆ โดยผสมผสานความร่วมสมัยและความคลาสสิคจากข้าวของเครื่องใช้สะสมต่างๆ พร้อมเสียงเพลงคลอเคล้าบรรยากาศแห่งการสังสรรค์แบบเป็นกันเอง ทั้งจากอาหารและเครื่องดื่ม โดยที่ Extra Virgin จะเน้นในรสนิยมเรื่องของไวน์และเค็กเทลเป็นพิเศษ จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะกลายเป็นลูกค้าประจำหลังจากที่ได้สัมผัสตั้งแต่แรกพบ








Extra Virgin – Bistro & Wine Bar
63 สุขุมวิท 53 โทร.02 259 7898-9
เปิดบริการ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึง ตี 1 และหยุดทุกวันจันทร์
…………………………………………..
18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ
