"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)

"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"

Archive for การเดินทาง+ภาพถ่าย

อาจจะจริง ? อย่างที่เขาเอ่ย…

DSC00297is

“คงเป็นเพราะการมีชีวิตอยู่… เป็นความทุกข์อันยาวนานชนิดหนึ่ง มนุษย์จึงต้องแสวงหาความสุข… ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต”

จากภาพยนตร์เรื่อง “ฟ้าทะลายโจร” (Tear of black tiger)


…………………………………………………….

ภาพบันทึกจากช่วงต้นฤดูฝน พค. 52 / ริมรั้วที่พัก เอกมัย กรุงเทพฯ

ความสุขเล็กๆ จากชุมชนคลองบางน้อย (คอยรัก)

เรื่อง: กำลังจะตามมา ?  ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม

DSC00372bwcrop (copy)

DSC00373bw (copy)

DSC00345bwcrop (copy)

DSC00305 (copy)

DSC00340bwcrop (copy)

DSC00337bwis

DSC00342bw (copy)

DSC00353bw (copy)

DSC00362bwcrop (copy)

DSC00388bw2crop (copy)

DSC00394bw (copy)

DSC00377bw (copy)

DSC00379bw (copy)

DSC00382bw (copy)

DSC00366bwcrop (copy)

DSC00335bw (copy)

DSC00358bwis

DSC00318-bw (copy)

DSC00332bw (copy)

DSC00328bw (copy)

DSC00352bwis

DSC00387bw (copy)

ภาพสี (แถม) ส่งท้า

DSC00375ajcrop (copy)

………………………………………………………….

ใครอยากไปเยี่ยมชมและรับกลิ่นไอความสุขแบบนี้บ้าง ก็เข้าไปขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “บางน้อยคอยรัก” http://bangnoikoyrak.multiply.com :)


บันทึกความทรงจำระหว่าง 9-10 พฤษภาคม 2552 / ตลาดน้ำคลองบางน้อย อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม

พฤษภาอาลัย ’รงค์ วงษ์สวรรค์ _PS GALLERY แพร่งภูธร

rong1-21

ถึงวันนี้ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จากพวกเราไปได้ร่วมเดือนแล้ว จากไปก่อนที่ความวุ่นวายชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินจะปะทุขึ้นในกรุงเทพมหานคร จากทำเนียบรัฐบาลลุกลามไปทั่วเมือง โดยเฉพาะเขตรัตนโกสินทร์ชั้นใน จนทำให้เราเกรงว่า งานแสดงภาพที่เราตั้งใจจะจัดให้ คุณ ’รงค์ นั้นจะยังคงดำเนินต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากสถานที่ที่ใช้จัดแสดงย่านแพร่งภูธร ล้วนถูกห้อมล้อมด้วยความรุนแรง

ครั้นเมื่อความสงบกลับคืนมา แม้จะเป็นการชั่วคราว เราจึงขอส่งข่าวมายังญาติมิตรทุกท่านว่า ตลอดเดือนพฤษภาคม 2552 นี้ PS แกลเลอรี โดยความร่วมมือของมิตรสหายทั้งหลาย ได้จัดการเปลี่ยนตึกแถวเก่าย่านแพร่งภูธรอายุเลยร้อยปี ให้เป็นสถานที่จัดแสดงภาพถ่ายฝีมือของ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยใช้ชื่อว่า ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์

นอกจากภาพบุคคลสำคัญเช่น ...คึกฤทธิ์ ปราโมช แล้ว ยังมีภาพถ่ายประเทศไทยในอดีตที่หาชมได้ยากอีกหลายภาพ ซึ่งแม้จะผ่านกาลเวลามายาวนาน แต่ยังคงคุณค่าและความงดงามจวบจนปัจจุบัน

นอกจากนี้ในงานเดียวกัน ยังมีภาพถ่ายขาว-ดำ ของ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยฝีมือของ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ช่างภาพที่เคยฝากฝีมือไว้ในหนังสือ ที่เกิดเหตุ ร่วมสร้างความสมบูรณ์ของงานแสดงด้วย ทั้งหมดนี้เป็นภาพขาว-ดำ ถ่ายด้วยฟิล์ม พิมพ์ด้วยมือ มีขนาดใหญ่พิเศษ ให้รายละเอียดตามเทคนิคดั้งเดิมอย่างครบครัน


rong1-1

เปิดการแสดงวันแรก ศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 .

ในงานทุกท่านจะได้พบกับ นักคิด นักเขียน นักวิจารณ์ และบรรณาธิการ ผู้จะมาร่วมกันกล่าวรำลึกถึง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยมาลัยอักษรสั้นๆ ในหัวข้อ รำพึงรำพันถึงลำพู

กิจกรรมอื่นๆ


อาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 .
-
พบ นักเขียนรางวัลซีไรต์ บินหลา สันกาลาคีรี ในหัวข้อ จากบินหลาถึงพญาอินทรีย์
-
พบ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ในหัวข้อ แสงสุดท้ายที่สวนทูนอิน

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 .
-
พบ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ในหัวข้อ คิดถึง’รงค์ วงษ์สวรรค์ คิดถึงสวรรค์แห่งชีวิต

อาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 .
-
พบ (อดีต) คณะบรรณาธิการ open ครบคน ปราบดา หยุ่น , วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และภิญโญ ไตรสุริยธรรม กับการเปิดตัวหนังสือ เสียงพูดสุดท้าย (รวมบทสัมภาษณ์ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์) โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) และ ยี่หวาไชน่า ทาวน์ เรื่องยาวที่ไม่เคยตีพิมพ์รวมเล่มมาก่อนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (openbooks)

อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 .
-
พบ โตมร ศุขปรีชา และชาวคณะ GMbooks กับการเปิดตัวหนังสือ แฝงพวงองุ่น โดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์

ข่าวฝาก!!!  จาก www.thaiwriternetwork.com

บ้านพิพิธภัณฑ์ The House of Museums

เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine_JAN-MAR 09

32

วันวานไม่อาจหวนคืนอาจเป็นคำพูดที่ชัดเจนและไม่เกินเลยนักในแง่ความเป็นจริงบางอย่าง ยามที่เราเอ่ยถึง ความทรงจำต่อเวลาในอดีต…หลายครั้งหลายหนที่เราพยายามนำพาตัวเองกลับสู่ความรู้สึกอันแสนผูกพันเหล่า นั้นให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

ใครบางคน อาจแวะไปจิบกาแฟเพียงสักแก้ว ที่ร้านอาแปะอาโกข้างทางในย่านตัวเมืองเก่าที่ไหนสักแห่ง เพื่อนั่งฟังเสียงสนทนาวิพากษ์เรื่องการบ้านการเมือง หลายคนพยายามเสาะซื้อหรือแสวงหาข้าวของเครื่องใช้ย้อนยุคจากร้านขายของเก่า นำมาสะสมเก็บไว้เพื่อเป็นความสุขทางใจ ชวนหวนให้นึกถึงวันวาน

ซึ่งจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตามแต่ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่คือ เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่อย่างคนร่วมสมัย

11

41

5

และคงเป็นเรื่องพิเศษ ถ้าหากจะมีใคร? หรือกลุ่มคนกลุ่มใด? ที่พยายามทำในสิ่งที่เป็นมากกว่าแค่การสะสมเพื่อเก็บไว้ชื่นชมความรู้สึกโหยหา อดีตแต่เพียงลำพัง ซึ่งถือว่ายังโชคดีอยู่ไม่น้อยสำหรับเมืองไทยที่ความพิเศษเหล่านั้น มีอยู่จริง!

บ้านพิพิธภัณฑ์” (โดยสมาคมกิจวัฒนธรรม) ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความเพียรพยายามรวมถึงความร่วมมือของคนกลุ่มคนที่รักการสะสม

นำโดยคุณเอนก นาวิกมูลและกัลยาณมิตร ร่วมจัดตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว โดยมีเนื้อหาสาระเพื่อเป็นบ้านที่รวบรวมสิ่งของต่างๆ อันเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางหรือพิพิธภัณฑ์แขนงอื่นในลำดับ อนาคต โดยเรื่องราวที่จัดแสดง คือวิถีชีวิตชาวตลาด ชาวเมืองในยุค 2500 รวมถึงยุคใกล้เคียง ซึ่งสิ่งของต่างๆที่จัดแสดงนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาค และบางส่วนมาจากการซื้อหาจากงบประมาณรายได้เท่าที่พอมี เพื่อพัฒนามิติในการนำเสนอที่สมจริงยิ่งขึ้น

อาคารการจัดแสดงได้รับการออกแบบให้เป็นเช่นห้องกั้นอารมณ์ห้องแถวในตลาด โดยแบ่งเป็น 2 อาคารได้แก่

อาคารแรก: ชั้นที่1 จัดเป็นร้านของเล่น ร้านขายของจิปาถะ ร้านขายยา เคาเตอร์ขายบัตรเข้าชม และร้านขายของที่ระลึก ชั้นที่ 2 เป็นร้านถ่ายรูป โรงพิมพ์ โรงภาพยนตร์ ร้านตัดผม ร้านให้เช่าหนังสือ ห้องครัว ห้องข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิกจากสกุล สุวัตถีและชั้นที่ 3 จำลองเป็นห้องนายอำเภอ ห้องเรียน ร้านขายแผ่นเสียง ร้านขายสรรพสินค้า

ในส่วนอาคารที่สองซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเติมภายหลัง ขณะนี้จัดแสดงเฉพาะในส่วนชั้นที่ 1 ได้แก่ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านทำฟัน ร้านทอง และร้านริมน้ำ

6

7

8

แม้เวลาจะเป็นสิ่งที่เราไม่อาจเรียกหวนคืน แต่เชื่อมั่นเหลือเกินว่า หากใครได้มีโอกาสไปร่วมเดินทางเชื่อมโยงเวลาอันร่วมสมัยที่ บ้านพิพิธภัณฑ์ความรู้สึกของคำว่า อดีตย่อม เป็นมากกว่าแค่เรื่องที่ผ่านพ้น มีหลายสิ่งที่ยังคงตราตรึง มีหลายเรื่องราวที่ยังเป็นเสน่ห์ที่น่าศึกษาและทวงถามถึงความเป็นปัจจุบัน ให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เราเป็น และเก็บรักษาคุณค่านั้นไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับกาลเวลาแห่งอนาคต “Save it today. Tomorrow it’ll be history”

9

21

บ้านพิพิธภัณฑ์: ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยคลองโพ 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ (ถนนเล็ก ต่อจากปลายถนนพุทธมณฑลสาย 2 ด้านทางรถไฟ) เขตทวีวัฒนา กทม.10170

ช่วงเวลาเข้าชม: จะเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น (เนื่องจากวันจันทร์ถึงศุกร์ กรรมการและอาสาสมัครทุกคนต้องทำงานประจำของตนเอง) ระหว่าง 10.00 . -17.00 .

ติดต่อสอบถามได้ที่ 089-200-2803 คุณเอนก นาวิกมูล และ089-666-2008 คุณวรรณา นาวิกมูล หรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://houseofmuseums.siam.edu

…………………………………………………….

18 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ

พิพิธภัณฑ์เปลือกหอยกรุงเทพฯ Bangkok Sea Shell Museum

เรื่อง: น้องฝน ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตึพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09

dsc00341

dsc00329

dsc00332

dsc00336-1

dsc00339

เปลือกหอยนั้นเป็นความสวยงามที่ธรรมชาติรังสรรค์และแต่งแต้มสีสันให้ท้องทะเลสวยงามยิ่งขึ้น เสมือนเป็นอัญมณีแห่งท้องทะเล ที่ไม่ว่าใครได้สัมผัสก็อยากเก็บไว้เป็นสิ่งระลึกแห่งความทรงจำถึงวันที่เยือนทะเล แต่มากไปกว่านั้นเปลือกหอยยังแฝงไปด้วยความลี้ลับน่าค้นหา ซึ่งเป็นทั้งบันทึกเรื่องราวของสายน้ำ และความมหัศจรรย์ของตัวมันเอง สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ผ่านการวิวัฒนาการและคงอยู่สืบเนื่องมานับล้านปี โดยสิ่งต่างๆ ของเปลือกหอยเหล่านี้ ล้วนได้รับการรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพฯ ด้วยการสร้างสรรค์สถานที่จัดแสดงเปลือกหอยไว้มากกว่า 600 ชนิด จากทั่วโลก มีจำนวนเปลือกหอยทั้งหมดนับหมื่นๆ ชิ้น ซึ่งเหมาะทั้งการเข้าชมด้วยใจรักในความงดงามของเปลือกหอย และศึกษาหาความรู้ โดยเปลือกหอยแต่ละชนิดจะมีคำอธิบายถึงชื่อ และประวัติไว้อย่างดี บนพื้นที่จัดแสดง 3 ชั้น จัดแบ่งตามกลุ่มชนิดของหอย

dsc00346

dsc00343

dsc00366

dsc00362

นอกจากความสวยงามของตัวเปลือกหอยเองแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเผยถึงความอลังการของการจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นหอยมือเสือซึ่งเป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จนไปถึงฟอสซิลหอยขนาดใหญ่จากยุคจูราสสิคตอนต้น และเปลือกหอยที่มีความน่ารักสดใสอย่างหอยหัวใจ หรือหอยแครงหัวใจ ที่มีรูปร่างเหมือนหัวใจหลากสีสันดวงเล็กๆไม่มีผิด คล้ายกับเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมชมความงามบรรดาเปลือกหอยเหนือน้ำทะเล ณ ใจกลางกรุง

ทุกภาพมีถ้อยคำ ทุกเปลือกหอยมีเรื่องราว

รอคอยให้คุณสัมผัสความมหัศจรรย์เหนือความงดงาม


Bangkok Sea Shell Museum หัวมุมถนนสีลม ซอย 23

เปิดทำการ 10.00 – 21.00 น.

สอบถามรายละเอียด โทร 02 234 0291

…………………………………………………………

13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ

สวนศิลป์ มีเซียม ยิบอินซอย Misiem’s Sculpture Garden

เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09

dsc00390ibw

dsc00380i

dsc00381-bwi

dsc00385-bwi

dsc00407-bwi

dsc00410-bwi

dsc00430-bwi

จากความตั้งใจในช่วงบั้นปลายชีวิตต่อการสร้างงานศิลปะ เมื่อหลายทศวรรษก่อน ของคุณมีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินชั้นเยี่ยม สาขาจิตรกรรม พร้อมกับแนวคิดที่ว่า “ประติมากรรมควรอยู่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดสวนศิลป์แห่งนี้ขึ้น ซึ่งได้ถูกแปลงโฉมจากผืนนาในอดีต สู่สวนหลากพันธุ์ไม้อันแสนร่มรื่น เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนและชมงานประติมากรรมที่จัดแสดงท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นงานประติมากรรมที่สะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้คนรอบตัว เด็ก ผู้ชาย ผู้หญิง ในอิริยาบถต่าง ๆ และแสดงออกซึ่งความรู้สึกอันเป็นปุถุชน แด่ผู้รักงานศิลปะและความสงบ ให้สามารถรับรู้ถึงความพิเศษเหล่านั้น

และแม้ ณ วันนี้ ช่วงเวลาอันร่วมสมัยสำหรับคุณมีเซียม ยิบอินซอย จะผ่านพ้นไป แต่เราก็ยังคงเชื่อมั่นว่า (แม้) “ชีวิตสั้น แต่ศิลปะยืนยาว” เสมอ ยามที่ได้ชื่นชมความงามอันเกิดจากแรงบันดาลใจ ระหว่างประติมากรรมและธรรมชาติ ณ ทีแห่งนี้


สวนศิลป์ มีเซียม ยิบอินซอย

เลขที่ 38/1-9 พุทธมณฑลสาย 7 .ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม

เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 . (ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม)

กรุณาติดต่อก่อนเข้าชมที่ โทร. 02 353 8600 หรือ 034 321 792

…………………………………………………………

13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ


“เครื่องทองสุโขทัย” หัตถศิลป์ร่วมสมัย

เรื่อง: ทาเคชิ ภาพ: อิ่มเอม – ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine Oct-Dec 08

dsc00270is

dsc00235is

สุโขทัยเมืองที่มีรากฐานประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งทางด้านศูนย์กลางการปกครอง ศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในอดีต ซึ่งปัจจุบันมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ โดยเฉพาะงานหัตถศิลป์ ก็ยังคงได้รับการสืบสานรวมถึงฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เพื่อต่อยอดความรุ่งเรืองในอดีต ทั้งในรูปแบบ งานเครื่องสังคโลก งานผ้าทอตีนจกดิ้นทอง โดยยังคงอนุรักษ์โครงสร้างแบบแผนงานโบราณในการถ่ายทอดอย่างมิเสื่อมคลาย ขณะเดียวกันงานหัตถศิลป์บางประเภทก็ได้ถูกประยุกต์หรือพัฒนาขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นงานเอกลักษณ์เฉพาะ และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกทางหัตถศิลป์ทรงคุณค่าแห่งเมืองสุโขทัยและประเทศไทย นั่นก็คือ งานเครื่องทอง(โบราณ)สุโขทัย

ด้วยเอกลักษณ์พิเศษทั้งจากลวดลายหรือการออกแบบ เช่น ลักษณะการถักเส้นทอง การทำลูกปัด การลงยา รวมถึงกระบวนการผลิตที่อาศัยจินตนาการ ความเชี่ยวชาญ และความมานะอดทน จนถ่ายทอดออกมาเป็นงานเครื่องทองแห่งยุคสมัย โดยมีต้นแบบหรือแรงบันดาลใจมาจากลวดลายโบราณทั้งจากโบราณสถานโบราณวัตถุ รวมถึงสิ่งต่างๆรอบตัวที่เป็นรากเหง้าของวิถีชุมชน

โดยจุดเริ่มต้นของทองสุโขทัย มีการสืบสาวราวเรื่องถึงแหล่งกำเนิดงานหัตถศิลป์แขนงนี้ว่า

ผู้ที่ริเริ่มฟื้นฟูกระบวนการผลิตทองโบราณได้แก่ ช่างทองตระกูล วงศ์ใหญ่แห่งอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งบรรพบุรุษได้เรียนรู้วิชาการทำทองจากช่างทองชาวจีน และต่อมาได้สั่งสมประสบการณ์การทำทอง จนกระทั่งสามารถทำทองได้เองทุกขั้นตอน จึงได้เริ่มเปิดร้านทำทองตามที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งในขณะนั้นผลงานส่วนใหญ่จะมีรูปแบบที่เรียบง่าย และใช้กระบวนการทำทั้งหมดด้วยมือ โดยใช้เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองอย่างง่าย ๆ

วันหนึ่งมีผู้นำสร้อยโบราณที่ได้มาจากฝั่งริมแม่น้ำยม ซึ่งทำด้วยสำริด ถักสานเป็นสร้อยลายสี่เสา(ลายโบราณ)มาให้ดู จึงเกิดแนวคิดต่อการประดิษฐ์สู่งานทอง โดยได้แกะลายดังกล่าวออกมาศึกษาและทดลองทำกับลวดทองแดงแต่ก็ไม่สำเร็จในคราแรก จึงตัดสินใจไปหาชาวบ้านที่มีอาชีพสานกระบุงตะกร้า ช่วยสอนและทดลองถักเลียนแบบจนสำเร็จ พร้อมกับการพัฒนาลวดลายต่างๆสู่งานทองจนเป็นเอกลักษณ์ที่ขึ้นชื่อ โดยได้ถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องทองดังกล่าวสู่ลูกหลาน และขยายเป็นชุมชนทำทองอย่างเช่นปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยตำบลท่าชัยและตำบลศรีสัชนาลัย

โดยหากเอ่ยถึงที่มาของการผลิตลวดลายต่างๆ รวมถึงการประยุกต์ขึ้นในทุกวันนี้ กว่าหลายสิบลวดลายน้น มีความน่าสนใจในหลายแง่มุมศิลปะศึกษาอยู่ไม่น้อย เช่น ลายนางพญา ซึ่งมีที่มาจากลายปูนปั้นของวัดนางพญา ลายเครือวัลย์ที่เลียนแบบมาจากเถาวัลย์ เป็นต้น ส่วนในด้านของการต่อยอดรูปแบบการประดิษฐ์ก็ถูกพัฒนาเพื่อความหลากหลายเช่นกัน ทั้งเครื่องประดับเช่นสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไล แหวน จี้ เข็มขัด กรอบพระ รวมถึงเครื่องใช้ไม้สอย อาทิ เสื้อถักทอง ปิ่นโต เชี่ยนหมาก เนคไท ทำให้สามารถครองใจผู้ที่นิยมชมชอบในงานเครื่องทองได้เป็นอย่างดี จนได้รับการขนานนามให้เป็น งานหัตถศิลป์แห่งยุครัตนโกสินทร์ที่คู่ควรอนุรักษ์และสืบสานสู่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

dsc00171-2is


สำหรับเครื่องมือการทำทองสุโขทัยนั้นมีดังนี้คือ โต๊ะทำทอง เครื่องมือพ่นไฟ เครื่องมือตีทอง เครื่องมือวัสดุในการรีดทอง เครื่องมือวัสดุในการชักลวด เครื่องมือสำหรับแกะทอง เครื่องมือสำหรับตัดทองคำ เครื่องมือช่วยในการจับทอง เครื่องมือที่ช่วยในการทำส่วนประกอบต่าง ๆของทองรูปพรรณ เครื่องชั่งทอง วัสดุที่ใช้ในการทำทองรูปพรรณ

dsc00181is1

dsc00177is

ส่วนขั้นตอนของการทำทองตามแบบฉบับทองสุโขทัยโบราณ เริ่มจากการหลอมทอง ช่างทองจะนำทองคำแท่งที่เรียกว่า ทองสวิสมาหลอมให้ละลาย โดยการเป่าไฟในเบ้าหลอมจนทองละลายกลายเป็นของเหลว เทลงในรางสี่เหลี่ยม ทองจะแข็งตัวจับเป็นแท่ง

จากนั้นเข้าสู่กระบวนการ การตีทองหรือ รีดทอง ช่างทองจะนำทองที่หลอมแล้วมาตีแผ่เป็นแผ่นหรือรีดยาวเป็นเส้นหรือเป็นแผ่น โดยเครื่องรีดแผ่นทอง และเครื่องชักทองเป็นเส้นขนาดต่าง ๆ กันตามความต้องการแล้วจึงจะนำมาสู่กรรมวิธีการประดิษฐ์ทองสุโขทัย

dsc00123is

dsc00124is

dsc00129is

dsc00139is

dsc00074is

ซึ่งมีการประดิษฐ์ลวดลายเป็นทองรูปพรรณหลายลักษณะ ได้แก่ การถักทอง การทำลูกประคำทอง การขึ้นปี๊บ และการขึ้นเม็ดมะยม ก่อนที่ จะนำทองลักษณะต่าง ๆ มาประดิษฐ์เป็นลวดลาย เลียนแบบไทย ตามจินตนาการเชิงศิลปะของช่างทองของแต่ละคน

ขอขอบคุณ: ร้านอรอนงค์ช่างทอง ศรีสัชนาลัย สำหรับข้อมูลและเอื้อเฟื้อการถ่ายภาพ

………………………………………………………….

18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ

“สุโขทัย ประวัติศาสตร์ที่เป็นมากกว่าความสุข”

เรื่องและภาพ : โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน Limousine Club Magazine – Dec 08

ในความมืดก่อนถึงรุ่งสาง ดวงตาผมยังคงเบิกโพรงไปตามบรรยากาศข้างทาง โดยอาศัยแสงไฟจากบ้านเรือนที่รถแล่นผ่าน อธิบายถึงเมืองที่คุ้นชื่อมานานในหนังสือประวัติศาสตร์ตอนมัธยม แต่ไม่เคยเดินทางมาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการสักที “ถึงแล้วค่ะ ศรีสัชนาลัยเสียงพนักงานบนรถโดยสารพูดพลางเปิดประตูรถให้ผมแบกสัมภาระลง ตรงตลาดท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งในเวลาตีห้าครึ่งกับฉากหน้าอันเป็นตลาดเช้าเมืองเก่า ย่อมเป็นอะไรที่น่าเดินทอดน่องสำรวจไม่น้อยกับการเริ่มต้นทำความรู้จัก

เสียงแม่ค้าตามแผงรถเข็นต่างเจื้อยแจ้วเชื้อเชิญให้แวะชิมกับเมนูยามเช้า ทั้งโจ๊ก ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวแกงร้อนๆ ขนมหวานสารพัด น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ รวมไปถึงชากาแฟกลิ่นหอมฉุย และผมก็เลือกอย่างหลังนี่แหละ เพราะของมันคุ้นเคยจนสนิทใจในทุกเที่ยวยามของการเดินทาง ว่าพลางปากก็เป่าไล่ความร้อนก่อนจิบกาแฟเบาๆแบบไม่รีบเร่ง หลังจากแม่ค้าวางแก้วลงบนโต๊ะพับสีน้ำเงิน ผลัดกับการนั่งมองดูผู้คนเริ่มต้นชีวิตวันใหม่ในแบบฉบับศรีสัชนาลัยมอร์นิ่ง

dsc00003is

ครึ่งชั่วโมงต่อมา แสงแดดเริ่มสาดส่องทาบฉาบตามตึกไม้เก่าๆจากฝั่งตรงข้ามตลาด ภาพของเมืองเริ่มชัดเจนและมีมิติขึ้น พร้อมกับกาแฟที่พร่องหมดแก้วไปนานแล้ว เป็นอีกความรู้สึกที่ถวิลหาเสมอ ยามแวะจิบกาแฟอาแปะอาโกที่ไหนสักแห่งตามริมทาง มันเป็นเรื่องของอารมณ์กาแฟมากกว่าเรื่องของราคาค่างวด (ที่หลายคนพยายามตีความให้เป็นค่านิยมมีระดับ) จริงไหม?

dsc00013is

dsc00046-3-is

dsc00348is

จากตลาดเช้า ข้ามฝั่งถนนและลัดเลาะไปตามเส้นทางริมฝั่งแม่น้ำยม ก็จะเป็นชุมชนเก่าที่ยังมีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย รอยยิ้มจากคุณป้าเสื้อลายดอกทักทายผมเช่นประสาคนละแวกบ้านเดียวกัน เด็กน้อยสามเกลอที่พร้อมเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ถ่ายภาพคู่กับจักรยานที่มีฉากหลังเป็นสะพานแขวนซึ่งเป็นทางสัญจรเฉพาะกิจของเหล่าพาหนะสองล้อของชุมชนริมแม่น้ำ พระสงฆ์รับบิณฑบาตรภัตตาหารและดอกไม้พร้อมเสียงสวดให้พร นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะอธิบายถึงฉากชีวิตที่เคลื่อนไหวตามจังหวะที่ไม่เร็วจนเกินไปนัก สำหรับเมืองเก่าที่สงบและอบอุ่นเช่นนี้

dsc00166is

เหตุผลอย่างหนึ่ง ที่ผมเลือกเดินทางมาศรีสัชนาลัย ก็เพราะผมต้องการมาตามหาทอง”แม้จะไม่ได้คลั่งไคล้หรือฝังใจอะไรกับทองอย่างเช่นนักล่าสมบัติ แต่ก็ตั้งใจเป็นหนักหนาว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องมาดูวิธีทำทองในแบบศรีสัชนาลัยให้ได้ ผมตระเวณตามหาจากการสอบถามกับผู้คนเกี่ยวกับร้านทำทองศรีสัชนาลัยก็ได้ความว่า มีอยู่สองย่านเป็นหลัก ก็คือฝั่งริมแม่น้ำและฝั่งตลาดที่ผมนั่งกินกาแฟเมื่อเช้านั่นแหละ เลือกเอาว่าจะไปดูที่ไหน? (เอว่าแต่ว่า ร้านไหนจะให้โอกาสเราดูวิธีทำทองหล่ะ?) และนั่นไง ในที่สุดผมก็เจอร้านอรอนงค์ช่างทองที่อยู่ใกล้กับป้อมตำรวจตรงฝั่งตลาด เค้าเขียนวิธีทำทองให้เห็นตรงหน้าร้าน แสดงว่ามีเค้าลางว่าเราจะสมหวังเป็นแน่ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาเปิดโอกาสให้ผมได้ดูวิธีทำทอง โอ้โหประทับใจสุดๆ เพราะภาพที่เห็นคือ ช่างทองกำลังนั่งทำเครื่องประดับทองหลากรูปแบบอย่างตั้งใจ ลวดลายที่ทำช่างวิจิตรงามตานักและไม่ควรถามว่า ทำยากไหม? แค่เห็นก็อึ้ง!แล้วซึ่งเอกลักษณ์ของทองศรีสัชนาลัยคือลวดลายอันซับซ้อนที่ประยุกต์มาจากลายโบราณต่างๆ ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมใครหลายคนที่ชื่นชอบเครื่องประดับจึงยกย่องให้งานทองศรีสัชนาลัยเป็นหัตถศิลป์ขั้นสูง คุ้มค่าแก่การได้ยลโฉม (ของเขาดีจริง!)

หลังจากเดินออกจากร้านทอง สมองรีบสั่งการว่าอย่าล้อเล่นกับความหิว กองทัพย่อมเดินด้วยท้องก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตกสองชาม จึงหายลงไปในกระเพาะอย่างรวดเร็ว ด้วยความเชื่อที่ว่า พบแม่ค้าสวยที่ไหน ให้ฝากท้องไว้ที่นั่น !

dsc00034is

dsc00014is

แดดเปลี่ยนแสง จากสายกลายเป็นเที่ยงบ่าย ผมเดินลัดเลาะลึกเข้าไปในชุมชนอย่างจริงจัง หวังหาที่ทางอันเงียบสงบ นั่งพักสังขารที่เดินตะลอนแบกเป้จนเมื่อยตาตุ่ม และที่ทางที่ว่า ก็คือศาลาท่าน้ำหน้าวัดตลิ่งชัน เมื่อไม่มีอะไรให้บ่าแบก หลังได้พิงเสาศาลา ตาได้มองหมู่บ้านริมแม่น้ำ ฟังเสียงเบาๆรอบตัวพร้อมกับลมที่โชยเอื่อย ช่างเป็นช่วงเวลาที่เราอยากครอบครองให้คงอยู่นานๆโดยแท้

dsc00447is

เหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือ นี่บ่ายสองโมงครึ่งแล้วหรือ? ได้เวลาอำลาศรีสัชนาลัยแบบพบเพื่อจากแล้วสิ ด้วยเหตุที่จองที่พักไว้ในตัวเมือง ซึ่งอยู่ห่างกันจากตรงจุดนี้ ไปอีกประมาณ 50 กม. หาไม่ อาจคลาดเคลื่อนโปรแกรมที่วางไว้ในวันพรุ่งนี้ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ผมเดินจากฉากแม่น้ำยม มาอย่างเงียบๆและข้ามฝั่งไปยังอีกฟากถนน พร้อมกับการรอรถเมล์หวานเย็นอุตรดิตถ์-สุโขทัย นานเกือบสองชั่วโมง กว่าที่จะได้พบเพื่อนร่วมเดินทางที่มีอยู่อย่างประปรายและกระจายที่นั่งตามแต่จับจอง บ้างก็พูดคุยสนทนากัน บ้างก็แอบหลับคาเบาะสีครีม ปล่อยให้ฉากยามเย็นค่อยๆเคลื่อนไหวไปตามแรงล้อหมุน


เมื่อถึงตัวเมืองสุโขทัย ก็จัดแจงตัวเองพร้อมสัมภาระเข้าที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมบ้านเรือนไทยที่มีใครหลายคนโพสต์เอาไว้ในอินเตอร์เน็ต รวมถึงพ็อคเก็ตบุ๊คอย่างLonely Planet ก็แนะนำ ยามที่มาเยือนสุโขทัย ซึ่งถือว่าไม่ผิดหวัง สมคำร่ำลือด้วยบรรยากาศและการบริการที่เป็นกันเอง

ผมเอนตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม นึกทบทวนความรู้สึกจากเช้าตรู่ยันถึงค่ำคืน มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่คุ้นชินเดิม ผมไม่ต้องนั่งประชุม ไม่ต้องนั่งตรวจงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ปล่อยวางหน้าที่จากบางสภาวะ เพื่อต่อเติมจินตนาการและความอิสระเล็กๆให้เกิดขึ้น ใต้ชายคาเรือนไม้ทรงไทยและมุ้งสีขาว ชวนให้คิดถึงตอนเด็กๆที่นอนกอดพ่อแม่ ซึ่งตัวเองในช่วงเวลานั้นยังไม่ประสีประสาอะไรกับคำว่า ความอบอุ่นในครอบครัว (หลับฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ ป๋าแม่…)

……………………………………………..

dsc00362is

เช้าวันใหม่ กับโปรแกรมเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย รถโรงแรมพาผมไปส่งที่คิวรถสองแถวอันมีเอกลักษณ์ด้วยตัวถังไม้สีขาว(ชวนทำให้นึกถึงภูเก็ตและพังงา ที่มีรถสองแถวหน้าตาประมาณนี้ อาจแตกต่างกันตรงลวดลายและสีสันที่เป็นสีฟ้า) ซึ่งเหลืออีกเพียง12 กม. ก็จะได้เวลาของกรุงเก่ากันแล้วครับ พี่น้อง!

dsc00524is

และแล้วก็มาถึง ยินดีต้อนรับสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยหรือเมืองเก่า(คร้าบ)” พร้อมกับชั่วโมงเรียนวิชาประวัติศาสตร์สุโขทัยของจริง ที่กลับมาอีกหนในรอบเกือบ20ปี(ภาพใบหน้าคุณครูวันเพ็ญที่มักทำเสียงดุยามเรียกชื่อชวนให้สะดุ้ง!เริ่มผุดขึ้นมา )


แต่ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่อง มีรายละเอียดบางอย่าง ที่อยากแนะนำให้ใครๆที่ไปเที่ยวชมอุทยานฯ ควรให้ความสำคัญ เมื่อถึงที่นั่น

อย่างแรกก็คือเช่าจักรยานรับรองคุ้มค่าที่สุดและมีหลายแบบ(มีทั้งแบบทันสมัย แบบคลาสสิค รวมถึงสำหรับเด็กๆ) หลากสีสันให้เลือกด้วยราคาเพียงคันละ 30 บาท/วัน เท่านั้น

อย่างที่สอง คือเตรียมน้ำดื่มไว้ให้พร้อม งานนี้มีคอแห้งแน่..(.อิ๊ อิ๊)

อย่างที่สาม ควรไปเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหงซึ่งอยู่ทางซ้ายมือก่อนเข้าอุทยานฯ เพื่อซึมซับบรรยากาศและทราบถึงที่มาที่ไปต่างๆทางประวัติศาสตร์ และเหมือนได้วางแผนอย่างถูกต้องก่อนที่จะเริ่มปั่นอย่างเต็มน่อง

อ้อ! อย่างสุดท้าย ขอให้เคารพสถานที่กันด้วยล่ะ ยังไงเราก็บ้านเมืองที่มีวัฒนธรรม อย่าพยายามแต่งตัวนุ่งสั้น ทะลึ่งไปถ่ายภาพคู่กับโบราณสถานโบราณวัตถุอย่างน่าชื่นแต่ลืมดูความเหมาะสม

dsc00403is

dsc00415is

dsc00425is

เมื่อคลี่แผนที่แผ่นเล็กๆที่เหน็บกระเป๋าหลังออก ก็เริ่มวางแผนในใจไว้เป็นสองช่วงคือ ช่วงเช้าจะขอศึกษาแบบใกล้ๆก่อน นั่นคือ ภายในเขตรอบๆวัดมหาธาตุ ส่วนช่วงบ่ายจะขอปั่นไปไกลๆรอบนอกก่อนย้อนกลับมายังวัดมหาธาตุเป็นลำดับสุดท้าย

แค่ใจคิดวางโปรแแกรมคร่าวๆ เท้าก็เริ่มปั่นไปแบบไม่รอเสียงนกหวีด ตรงไปตามป้ายบอกทางเข้าพร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ “10 บาทค่ะ“…ทำไมถูกจัง? (มารู้ภายหลังว่า ยังมีอีกหลายด่านที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม เช่นเขตรอบนอก อย่างวัดศรีชุม วัดสะพานหิน ซึ่งเราจะซื้อแบบตั๋วรวมก็ได้แค่ 30 บาทเท่านั้น ประหยัดกว่าและไม่ต้องเสียเวลาควักกระเป๋าซื้อทุกเที่ยว แต่ก็ช่างเถอะ! มันไม่ใช่เรื่องน่าหนักสมองอะไร เป้ที่สะพายหลังยังหนักกว่าอีก ฮ่า ฮ่า…)

dsc00445-ajis

ดูไปปั่นไปตามประสาคนไม่รีบ ท่ามกลางบรรยากาศสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นอยากบอกให้อิจฉาเล่นๆว่า สุขใจดีแท้…” ประทับใจกับทุกๆที่ที่น่องปั่นไปชื่นชม หัวใจมันพองโตอย่างกับเด็กได้ลูกโป่ง โดยไล่เรียงเส้นทางตั้งแต่ วัดศรีสวายที่มีพระปรางค์ 3 องค์ศิลปะแบบลพบุรี วัดตระพังเงินกับเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ วัดชนะสงครามที่เด่นสง่ากับเจดีย์แบบทรงระฆัง เห็นแล้วพอจะต่อเติมจินตนาการของยุคสมัยเป็นลำดับวิวัฒนาการได้เลยทีเดียว (แหม่แอบหน้ามึนอยู่นาน ตอนสมัยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ว่าเป็นยังไง? วันนี้ได้ความกระจ่างแล้วครับคุณครู)

จวนเจียนจะใกล้เที่ยงแล้วน้ำดื่ม 3 ขวด เหลือเพียงความว่างเปล่า แต่ได้ความรู้สึกดีๆเกี่ยวกับความเป็นชนชาติมาเติมเต็มจนล้นปรี่ พลอยนึกถึงประโยคที่ใครบางคนเคยเอ่ยกันว่า ประวัติศาสตร์ซื้อกันไม่ได้เห็นด้วยอย่างยิ่ง ด้วยประการทั้งปวง

dsc00461is

dsc00483-1is

หลังจากนั่งพักและเสริมเรียวแรงด้วยผัดไทยสุโขทัย(แสนอร่อย)ในมื้อเที่ยง ได้เวลาของแผนสองโดยเริ่มปั่นไปทางทิศตะวันตกเพื่อไปยังวัดศรีชุม วัดซึ่งประดิษฐาน พระอจนะพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้างเกือบ 12 เมตร โดยมีวิหารผนังก่ออิฐถือปูนกั้นล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ผมรู้สึกได้ถึงความอลังการที่แสดงออกมาด้วยความศรัทธาของยุคสมัย ยามที่พิจารณาพุทธลักษณะอันงดงามขององค์พระปฏิมา และไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ภาพตามโปสการ์ดหรือหนังสือนำเที่ยวจึงปรากฏพระพักตร์อันเอิบอิ่มของพระอจนะในแทบทุกครา ยามที่เอ่ยถึงสุโขทัย

dsc00496is

บ่ายสามโมง ชีวิตบนหลังอานยังคงดำเนินต่อไปสู่วัดสะพานหิน วัดซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูงโดยมีทางเดินปูลาดไต่ระดับเป็นบันไดหินชนวนระยะทางประมาณ 300 เมตร สู่องค์พระประธานปางประทานอภัย ซึ่งมีชื่อเรียกว่าพระอัฏฐารศประทับยืนหันพระพักตร์ไปยังด้านตะวันออก ซึ่งสามารถเห็นบรรยากาศโดยรอบของเมืองเก่าสุโขทัยจาก ณ ตรงจุดนี้

ระยะทางพิสูจน์ขา กาลเวลาพิสูจน์ก้นผมเริ่มเรียนรู้ความหมายของประโยคดัดแปลงนี้ ยามเมื่อปั่นจักรยานกลับสู่จุดหมายสุดท้าย นั่นคือวัดมหาธาตุเพื่อให้ทันช่วงเวลายามเย็น โดยมีจินตนาการหลักว่า ต้องถ่ายภาพฉากวัดแบบย้อนแสง ยามพระอาทิตย์ลับฟ้าให้ได้ แต่สังขารเจ้ากรรม กำลังขาอ่อนแรงไปมากโขทีเดียว เลยต้องปั่นน่องไปแบบเจียมเนื้อเจียมตัว พลางนึกถึงคำขวัญท้ายรถสิบล้อที่ว่าแอบแซงเพราะแรงน้อยขึ้นมาทันที เพราะแซงได้ก็เฉพาะคนเดินข้างถนนเท่านั่นเฮ้อ!

dsc00530is

ช้าหรือเร็วก็ถึงอยู่ดี ถึงแล้ว…”วัดมหาธาตุวัดสำคัญของกรุงสุโขทัย โดยมีพระเจดีย์มหาธาตุทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์รองอีก 8 องค์ รวมถึงโบราณสถานเช่น วิหาร มณฑป อีกมากมายทั่วบริเวณวัด ซึ่งมีการสำรวจพบว่าที่วัดแห่งนี้ มีเจดีย์แบบต่างๆ มากถึง 200 องค์ทีเดียว! และวิหารด้านทิศตะวันออก เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนั่นคือ พระศรีศากยมุนีซึ่งปัจจุบันอยู่ ณ วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพมหานคร

dsc00549is

dsc00557is

ยามเย็นจวนพลบค่ำ ณ วัดมหาธาตุ ถือเป็นบรรยากาศที่แสนพิเศษที่ใครหลายคนมักพลาดโอกาส (ด้วยเหตุที่มีเวลาอันจำกัดกระมัง) เพราะเราอาจได้เห็นรอยต่อของวันเวลา มีหลายความรู้สึกและหลายคำถามผุดขึ้นในหัวสมอง จนบรรทัดสุดท้ายก่อนปิดสมุดบันทึก

ผมไม่ได้แค่บันทึกว่า ผมมีความสุขแค่ไหน? กับชั่วโมงประวัติศาสตร์ที่มีกว่าในตำราเรียนพลางนึกเชื่อมโยงกับความเป็นปัจจุบันเหมือนคนโยนหินถามทาง ว่าเราเรียนรู้อะไร? จากประวัติศาสตร์กันบ้างหนอ…?(เพื่อนเอ๋ย!)”

………………………………………………………….

18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ

Cy’an

dsc02498-2-is

ห้องอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนของโรงแรม The Metropolitan ที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งสีฟ้าขาว ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากท้องทะเลสีคราม พร้อมเพิ่มรายละเอียดความร่วมสมัยผ่านการตกแต่งอันเรียบหรูผสมความโมเดิร์น ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ บาร์เคาท์เตอร์ รวมถึงโต๊ะเก้าอี้ที่ดีไซน์แปลกตา และพร้อมการปรับเปลี่ยนบรรยากาศให้แตกต่างสำหรับมื้อกลางวันและดินเนอร์ด้วยการจัดเซ็ทโต๊ะและที่นั่งตามโทนแสงสว่าง

img_4534-is

img_4538-is

แต่สิ่งที่พิเศษไม่ยิ่งหย่อนกว่าบรรยากาศ นั่นก็คือ อาหารในสไตล์ฟิวชั่น เมดิเตอร์เรเนียน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งในเรื่องของรสชาติและการจัดแต่งอาหาร ภายใต้การดูแลของหัวหน้าเชฟ Daniel Moran ผู้มากประสบการณ์ด้านอาหารในระดับนานาชาติ ซึ่ง Moran ได้ดึงเอาเสน่ห์ของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ จนกลายเป็นรูปแบบอาหารทะเลที่ผสมผสานด้วยกลิ่นและรสชาติของเครื่องเทศอย่างลงตัว ให้ผู้ที่ชื่นชอบอาหารเมดิเตอร์เรเนียนได้ลิ้มลองความอร่อยด้วยความประทับใจ

Cy’an บริเวณชั้น 1 โรงแรม The Metropolitan

โทร. 0-2625-3333 www.metropolitan.como.bz

Lunch ตั้งแต่เวลา 12.00-14.00 .

Dinner ตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 .

………………………………………….

18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ

Extra Virgin

Extra Virgin

เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน Limousine Club Magazine-Dec 08

ร้านอาหารแนว Bistro & Wine Bar ภายใต้บรรยากาศแสนอบอุ่น อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ บิสโทร สไตล์ ซึ่งเน้นการตกแต่งร้านคล้ายกับบ้านหลังเล็กๆ โดยผสมผสานความร่วมสมัยและความคลาสสิคจากข้าวของเครื่องใช้สะสมต่างๆ พร้อมเสียงเพลงคลอเคล้าบรรยากาศแห่งการสังสรรค์แบบเป็นกันเอง ทั้งจากอาหารและเครื่องดื่ม โดยที่ Extra Virgin จะเน้นในรสนิยมเรื่องของไวน์และเค็กเทลเป็นพิเศษ จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะกลายเป็นลูกค้าประจำหลังจากที่ได้สัมผัสตั้งแต่แรกพบ

dsc02391-is

dsc02386-is1

dsc02381-is

dsc02385

dsc02393

dsc02354-is

dsc02369-is

dsc02379-is

Extra Virgin – Bistro & Wine Bar

63 สุขุมวิท 53 โทร.02 259 7898-9

เปิดบริการ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึง ตี 1 และหยุดทุกวันจันทร์

…………………………………………..

18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ

Older entries »