"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)
"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"Archive for ชีวิต+ความคิด
โฮลวีทบ้านนอก
เรื่อง: สาวเพียงฟ้า ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม
ความใฝ่ฝันของใครหลายคน คงหนีไม่พ้นการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น…คิดอยู่นานจนได้ลงมือมือทำสักที จึงได้ลองปลีกตัวเองออกจากความสับสนวุ่นวายหนีมาใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านนอก (เป็นคำที่ฉันชอบใช้แทนบ้านหลังน้อยริมเนินเขาของฉันด้วยความภาคภูมิใจ “บ้านนอก!”) ก็อย่างที่บอก ว่าฉันยังคงติดยึดกับอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งมักทึกทักเอาเองว่าเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น กาแฟสดยามเช้ากับกลิ่นหอมเย้ายวนใจ ซึ่งเพิ่งบดเมล็ดคั่วใหม่ๆ และตักใส่ในคอฟฟี่เพรส แล้วรอเวลาเพื่อรินลงไปในแก้วที่ฉันเตรียมไว้พร้อมกับหนังสือเล่มโปรด
นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งฉันก็ถือว่ามันเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีของฉัน (ทึกทักเอาเองอีกแล้ว) นั่นก็คือ “ขนมปังโฮลวีท” นั่นเอง ก่อนหน้าที่ฉันจะมาอยู่บ้านนอก ฉันต้องตระเวนหาซื้อขนมปังโฮลวีทในเมืองมากักตุนไว้ที่บ้านอยู่เสมอ นานๆครั้งยังพอไหว แต่บ่อยๆ เข้าชักเหนื่อยแฮะ เลยมานั่งทบทวนว่าจะทำอย่างไรฉันถึงจะมีขนมปังโฮลวีททานทุกวัน โดยที่ไม่ต้องเข้าไปในเมืองด้วยระยะทางไป-กลับร่วมๆ กว่า 80 กิโล ปิ๊ง !!!! สัญชาตญาณการรักความสบายของฉันผุดขึ้นมาทันที ทำเองสิ….ทำเองสิ…..โอว….หัวใจสั่งมาถึงเพียงนี้ เอาวะ….ลองสักตั้ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (จริงๆ แล้ว เพื่อความสบายของตัวเองทั้งนั้น…อิอิ) แต่ว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำขนมปังเลยให้ตายเถอะ
นั่งตรึกตรองอยู่นาน… ก็ได้คำตอบว่า “อินเทอร์เน็ตช่วยท่านได้” จึงได้เริ่มค้นหาสูตรขนมปังโฮลวีท แต่ด้วยความรักสบายเป็นทุนเดิมจึงเลือกเอาสูตรที่ง่ายที่สุดลองทำดู ทำไปทำมาด้วยความชอบทานของรสชาติตามใจปาก ทำให้คิดได้ว่าไหนๆ ก็ทำกินเองแล้ว ทำไมไม่ทำขนมปังโฮลวีทรสชาติที่ตัวเองชอบหละ ก็เลยเกิดการพลิกแพลงสูตรของชาวบ้านมาเป็นสูตรของตัวเองขึ้นมาซะงั้น ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ทำขนมเก่งอะไรมากมายเลยแม่เจ้าประคุณลุนช่อง แค่อาศัยความรู้ทางด้านสายวิทย์ที่ร่ำเรียนมานานหลายปี (เกี่ยวกันไหมเนี่ย) คือ “ความน่าจะเป็น” และเชื่อในทฤษฎีที่ว่า วัตถุดิบในการทำขนมนั้นย่อมแปรผันตรงกับรสชาติที่ต้องการ เช่น ถ้าอยากให้ขนมปังหวานกว่านี้ ก็เพิ่มน้ำตาลเข้าไปก็แค่นั้น และเมื่อได้ทดลองทำในแบบถูกผิดต่างๆ กระทั่งออกมาเป็นขนมปัง (ที่กินได้) จนคนที่บ้านเมื่อได้ลองชิมก็ต้องร้องขอให้ทำอีก ยามเมื่อขนมปังหมด ทำให้ฉันมีความมั่นใจแบบหลงตัวเองมากขึ้นเป็นภูเขาเลากา แถมยังมีแรงบวกจากการยุยง (ในทางที่ผิด) ว่าฉันควรแบ่งปันความสุขเกี่ยวกับขนมปังโฮลวีทบ้านนอกของฉันให้คนอื่นรับรู้บ้าง ว่าการที่เรามาใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ที่ซึ่งไม่มีความสะดวกและความพร้อมมากมายนั้น ไม่ได้แสดงว่าคุณภาพชีวิตมันจะต้องด้อยตามลงไปด้วย เฉกเช่นเดียวกับที่ชีวิตของฉันกำลังดำเนินอยู่ อยู่อย่างมีความสุขเสียด้วยสิ….
นี่จึงเป็นที่มาของตัวอักษรที่ฉันเขียนขึ้น แด่…ขนมปังโฮลวีทบ้านนอกของฉัน
…………………………..
ขนมปังโฮลวีทบ้านนอก
ส่วนผสมเปียก
- นมสด 1 ถ้วย
- น้ำเปล่า 3/4 ถ้วย
- น้ำมันพืช 1/2 ถ้วย
- ยีสต์แห้ง 5 ช้อนชา
ส่วนผสมแห้ง
- แป้งขนมปัง 3 ถ้วย
(แล้วแต่ว่าจะใช้ยี่ห้ออะไร แต่ส่วนมากเค้านิยม
แป้งตราห่านถุงเขียว แต่จริงๆ ที่ถุงเขียนหงษ์นะ)
- แป้งโฮลวีท 2 ถ้วย
- น้ำตาลทรายแดง/ น้ำตาลไอซิ่ง 1 ถ้วย
- เกลือ 1/4 ช้อนชา
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
( ตีให้พอแตก เอาไว้ทาหน้าขนมปัง อันนี้แล้วแต่คนชอบหรือถ้าชอบหน้าขนมนิ่มๆ แบบไม่กลัวเสียจริตโฮลวีทก็ทาหน้าด้วยนมสดก่อนเข้าอบ หน้าขนมจะออกมานิ่มอารมณ์แบบขนมปังเนยสดเทือกๆ นั้น)
วิธีทำ
ส่วนผสมเปียก
1. นำนมสด (จะใช้นมกล่อง U.H.T หรือ นมข้นจืดก็ได้) ใส่ถ้วยแล้วนำไปอุ่นให้ ร้อนทิ้งไว้ให้อุ่นพอเอานิ้วจุ่มลงไปแล้วไม่ร้อน ก็เป็นอันว่าใช้ได้ จึงให้เติมน้ำตาลลงไปครึ่งหนึ่ง (เพื่อเป็นอาหารยีสต์) คนให้ละลายแล้วตามด้วยยีสต์ เสร็จแล้วก็ตั้งไว้ประมาณ 3 -5 นาที จะเกิดฟองขึ้นมา แต่ไม่ต้องตกใจให้หาฝาชีปิดกันแมลงไว้เลยก็จะดีค่ะ
ส่วนผสมแห้ง
1. ใส่แป้งทั้งสองชนิดลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ เหลือแป้งขนมปังไว้อีก 1/2 ถ้วย ขยักแบ่งไว้ทำแป้งนวล ใช้โรยเวลานวดแป้งเดี๋ยวแป้งติดมือค่ะ (จะขยักไว้มากน้อยเท่าไหร่ตามแต่สะดวก ซึ่งถ้าโรยแป้งนวลมากไปจะทำให้ขนมปังแข็งได้นะคะ)
2. เมื่อใส่แป้งลงในภาชนะที่เตรียมไว้แล้ว ให้ทำหลุมไว้ตรงกลางแป้ง (คล้ายกับเราก่อแป้งเป็นภูเขาแล้วเจาะช่องตรงกลางยอดนั่นแหละค่ะ)
3.ใส่น้ำตาลและเกลือลงไปในหลุมแป้งที่เตรียมไว้ แล้วตามด้วยน้ำมันพืชได้เลยค่ะ (บางสูตรใช้เนยแทนน้ำมัน แต่จะใส่ทีหลังเดี๋ยวเนื้อขนมจะไม่เข้ากันค่ะ)
4. ผสมแป้งให้เข้ากันโดยการนวดแล้วค่อยๆ เติมน้ำเปล่าลงไป แล้วตามด้วยส่วนผสมเปียกที่ตั้งทิ้งไว้ (นม+ยีสต์+น้ำตาล)
5. นวดจนแป้งได้ที่ แล้วให้หยุดนวดเพื่อพักแป้ง ตอนนี้เราก็ปล่อยแป้งไว้รอจนกระทั่งแป้งพองขึ้นมาหนึ่งเท่าตัวแล้วเอามาตบๆ ไล่อากาศออก แต่อย่าลืมหาผ้าขาวบางมาคลุมไว้ด้วยนะคะ
6. ให้เตรียมเปิดเตาอบได้เลยค่ะ โดยตั้งอุณหภูมิไว้ที่ประมาณ 165 องศาเซลเซียส
7. เสร็จแล้วเราก็กลับมาที่ภาชนะใส่แป้ง ให้เราแบ่งแป้งเป็นก้อน วางใส่พิมพ์แล้วนำไปตากแดด (แดดอ่อนๆ นะคะหรือวางไว้ในห้องก็ได้น่าจะสะดวกกว่า แต่อาจใช้เวลานานกว่านิดหน่อย) จนกว่าแป้งจะได้ที่ คราวนี้ขนมปังจะนิ่มหรือจะแข็งแบบปาหัวหมาร้องเอ๋ง ก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้เป็นสำคัญค่ะ (วิธีเช็คว่าได้หรือยัง คือการใช้นิ้วจิ้มลงไปที่แป้ง ถ้าจิ้มแล้วแป้งเด้งหดตัวกลับคืนมาเป็นอันว่าใช้ได้ค่ะ)
8. เมื่อเช็คว่าขนมปังได้ที่แล้ว ก็นำเข้าเตาอบได้เลยค่ะ
อ้อ!!! เกือบไป อย่าลืมทาหน้าก้อนขนมด้วยไข่หรืนมสด ตามแต่ชอบนะคะ หรือจะไม่ทาเลยก็ได้
หมายเหตุ
1. ถ้าอ่านตามขั้นตอนวิธีทำแล้วรู้สึกยุ่งยากก็ให้ตัดคำพูดที่เยิ่นเย้อออกไปเลยค่ะ แล้วจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว มีอยู่ไม่กี่ขั้นเอง ลองทำดูนะคะไม่ยากเกินความสามารถของทุกคนหรอกค่ะ แถมถูกใจ..(รึเปล่า ?) แต่ที่แน่ๆ ถูกกว่าซื้อกินหลายเท่าตัว ประหยัดสตางค์ไปได้อีกโขแน่นอนค่ะ
2. จากสูตรข้างบนนี้ หากใครยังไม่แน่ใจในฝีมือ (มือใหม่หัดทำ) อาจจะเอาสูตรข้างบนหาร 2 ก็ได้นะคะ
…………………………………………
บันทึกจากบ้านเพียงดิน แม่แตง เชียงใหม่ / 2 กค. 52
“ความสำคัญของการอ่านกับปัญหาการศึกษาไทย”
โดย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์
ระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2552 ณ บ้านลูกท้อรีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่
จัดโดย ห้องสมุดเยาวชนหนองควาย
เรียบเรียงโดย โดย ฝ่ายสารสนเทศ มูลนิธิรักษ์เด็ก http://www.rakdek.or.th
ห้องสมุดเยาวชนหนองควายได้จัดเสวนาหัวข้อนี้ขึ้น ในงานประชุม-เสวนาห้องสมุดเยาวชนหนองควาย โดยมีผู้เข้า
ร่วมแลกเปลี่ยนดังนี้ ห้องสมุดเยาวชนหนองควาย มูลนิธิรักษ์เด็ก อันไดการละคร CIA-Creative Idea of Art
ภาคีคนฮักเจียงใหม่ มะขามป้อม Rabbithood และนักเขียนอิสระ
จากการเสวนาผมใคร่ขอตัดเอาเฉพาะบางส่วนในการเสวนา คือในช่วงที่ท่าน อ.นิธิ ได้บรรยายไว้ ดังนี้นะครับ
“ความสำคัญของการอ่านกับการศึกษา” ขอสรุปว่า รู้กันดีอยู่แล้วทุกคน ว่าระบบการศึกษาของไทยนั้นไม่ค่อยได้สนใจและไม่ได้มีการส่งเสริมเรื่องการอ่านเท่าใดนัก ทีนี้ปัญหาไม่อยู่ตรงที่ว่า เราต้องไปส่งเสริมการอ่านให้อยู่ในการศึกษา หรือการผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติอะไรก็แล้วแต่เหมือนที่ทำกันอยู่ในเวลานี้แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ โดยส่วนตัวผมออกจะสงสัยว่า ปัญหาเรื่องการอ่านในการศึกษานี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอ่านหรือไม่อ่าน หรืออ่านมากอ่านน้อย แต่มันอยู่ที่ว่าตัวกระบวนการเรียนรู้ในระบบการศึกษาของไทยนี้ มันขัดขวางการอ่าน มันไม่ส่งเสริมให้อ่านโดยตัวมันเอง เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะไปทำการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่ามันยากมาก ๆ เลย เรากำลังอยู่ในงานที่ผมคิดว่ามันยาก หรือจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมก็ได้ แต่วัฒนธรรมก็กว้างมาก
ผมอยากจะพูดถึงเฉพาะลงลึกไปเลยว่าตัวกระบวนการเรียนรู้นี้มันมีอุปสรรคยังไงกับการอ่าน ทีนี้เพื่อที่จะให้เข้าใจเรื่องนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นก่อนว่า จริง ๆ แล้วการอ่านมันเป็นสื่อชนิดหนึ่งในการศึกษาหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ การอ่านนี่ เป็นสื่ออย่างหนึ่ง การเล่าก็เป็นสื่ออีกอย่างหนึ่ง การสนทนา ก็เป็นสื่ออีกอย่างหนึ่ง ทีวี ดูหนัง ดูละคร ก็ล้วนแต่เป็นสื่อ ซึ่งสามารถเอามาใช้กับการศึกษาได้ทั้งนั้น การอ่านก็เป็นสื่ออีกชนิดหนึ่ง แต่บังเอิญว่าการอ่านมันเป็นสื่อที่มีลักษณะพิเศษ ที่ไม่เหมือนการเล่า การสนทนา ทีวี ละคร เพลง แต่ละอย่างก็มีคุณลักษณะของมันแตกต่างกันไปและแต่ละอย่างล้วนมีข้อจำกัดและข้อดีของตัวเอง ซึ่งไม่สามารถเอาสื่อชนิดหนึ่งมาแทนอีกชนิดหนึ่งได้
ทีนี้ การอ่านมันคืออะไร ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ว่าการอ่านมันคืออะไรมันค่อนข้างจะยุ่งยากอยู่ซักหน่อย มันเริ่มต้นจากนักภาษาศาสตร์คนหนึ่งชาวสวิตเซอร์แลนด์ เขามีความเห็นอย่างนี้เวลาที่เราเรียนภาษาทั้งหลาย เรามักนึกว่าภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ภาษาคือเราตั้งชื่อ เช่นเป็นต้นว่า เราตั้งชื่อไอ้ตัวที่มันงอกขึ้นมาจากดินแล้วมีใบเขียว ๆ นี้ว่า “ต้นไม้” แล้วเราทุกคนก็ตกลงร่วมกันว่าเราจะเรียกไอ้ที่งอกจากดิน ใบเขียว ๆ นี้เรียกมันว่า “ต้นไม้”
เพราะฉะนั้นภาษาก็จะเต็มไปด้วยชื่อสมมุติที่แต่ละเผ่าพันธุ์ตั้งขึ้นมา แล้วเราก็สามารถสื่อความกันได้ ตั้งชื่อของกิริยา ตั้งชื่อของสิ่งของ ตั้งชื่อของความรู้สึก ตั้งชื่อของสิ่งต่าง ๆ นานา นี่ก็เป็นทฤษฎีภาษาซึ่งมีมานานแล้ว ทีนี้นักภาษาศาสตร์คนที่พูดถึงนี้ เขาบอกว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่ ไอ้ชื่อทั้งหลายที่เราตั้งขึ้นนี้ จริง ๆ แล้วเราอาจจะแบ่งออกได้เป็นอย่างนี้คือ “สิ่งที่ถูกหมายถึงว่า” สิ่งนั้น เช่น ต้นไม้นี่คือสิ่งที่ถูกหมายถึง แล้วก็มีเสียง ๆ หนึ่งที่เป็นผู้หมายว่าไอ้นี่คือไอ้นั้น แล้วเค้าบอกว่าไอ้ทั้งสองอย่างนี้มันไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างที่นักภาษาศาสตร์รุ่นก่อนพูดว่า ต้นไม้หมายถึงไอ้นี่
เราจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่ถูกหมายถึงนั้น เกิดจากการที่แต่ละคนเป็นคนคิดขึ้นมาเอง เช่น พอพูดว่าต้นไม้ทุกคนคิดถึงอะไรที่ไม่เหมือนกันเลย บางคนคิดถึงต้นไม้ใหญ่ บางคนคิดถึงแค่ต้นหญ้า ตรงความหมายที่เราหมายถึง ต่างคนต่างสร้างต่างคนต่างคิดขึ้นมาจากประสบการณ์ จากอคติ จากอะไรก็แล้วแต่ทั้งหมด
ฉะนั้น ในการอ่าน หรือการใช้ภาษาในการเล่า การฟังหรืออะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านเราแต่ละคนจึงสร้างความหมายให้แก่สิ่งที่เราอ่านเอง ถามว่าทฤษฎีนี้เอาไปใช้กับการเล่า กับทีวีได้ไหม ได้แต่ไม่มีอะไรเกินการอ่านเพราะมันเงียบ ในการสนทนากัน พอบอกว่าต้นไม้แล้วผมก็ชี้ไปที่ต้นไม้ ต้นหนึ่ง โอกาสที่คุณจะไปนึกถึงความหมายอื่นนอกจากต้นไม้ที่ผมชี้มันก็นึกลำบาก แต่ในการอ่านไม่มีใครเป็นคนชี้ เราเป็นคนนึกขึ้นมาเอง ไม่ทราบว่าเคยได้ยินคำว่า “นักเขียนตายแล้ว” หรือเปล่า
นักเขียนตายแล้ว ในความหมายที่ผมพูดถึงหมายถึง การที่คุณอ่านงานเขียนของใครก็แล้วแต่ เช่นงานเขียนของคุณ ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ แล้วคิดว่าคุณ ‘รงค์ เก่งจริง ๆ เลยที่เขียนสิ่งเหล่านี้มาให้คุณ ท่านเป็นที่มีความคิดสร้างสรรค์เหลือเกิน เปล่าเขาบอกไม่ใช่ ตรงที่คุณคิดว่าสร้างสรรค์ ที่คุณคิดว่าดีเหลือเกินนั้น มันเกิดจากการที่คุณคิดเองทั้งนั้น มันจะตรงกับที่คุณ ‘รงค์ คิดหรือเปล่านั้นก็ไม่สำคัญ และที่สำคัญเราก็ไม่มีทางรู้ว่าคุณ ‘รงค์ คิดอะไร
คุณต้องเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง สิ่งนี้ไม่ว่าจะเป็นการสนทนา การเล่านิทานเมื่อไหร่ที่เราใช้ภาษา เราไม่สามารถจะเอาความหมายของเรายัดเข้าไปใส่หู ในหัวของคนอื่นได้ เราได้แต่ให้อะไรที่กว้าง ๆ ลอย ๆ เบลอ ๆ แล้วคนรับสารเป็นคนสร้างความหมายขึ้นมาเอง มันใช้ได้กับทุกเรื่องกับสื่อทุกชนิดถ้าต้องผ่านภาษา จริง ๆ เวลานี้นักวิชาการพูดเลยจากภาษาไปถึงภาพ ทุกอย่างหมดไปถึงบรรยากาศ ถึงทุกอย่างหมด เราเข้ามาในรีสอร์ทมันมีความหมายที่สื่อให้เราโดยไม่ได้ผ่านภาษามากเลย แต่ละคนก็รับภาษาและสร้างความหมายขึ้นมาเอง เช่น ดอกไม้ที่เห็น แต่ละคนก็จะให้ความหมายกับสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกว่านักเขียนมันตายแล้ว และในบรรดาการใช้ภาษาทั้งหมดนี่ ไม่มีอะไรเกินการอ่านที่คุณจะต้องเป็นผู้สร้างความหมายเอง มากยิ่งกว่าสื่อทุกชนิดที่ใช้ในการศึกษา
นี่คือประการที่หนึ่งในการอ่าน คือ คุณต้องสร้างความหมายเองและในการสร้างความหมายเองนั้น จริง ๆ แล้วนั้นคุณสร้างตรรกะเองด้วย หนังสือทั้งเล่ม หนังสือทั้งบทความ หนังสือทั้งหน้า มันสัมพันธ์กันอย่างไรระหว่างบรรทัดที่หนึ่งและบรรทัดสุดท้าย ผู้เขียนก็มีตรรกะของตัวเองอย่างหนึ่ง เราผู้อ่านก็มีตรรกะของตัวเองอีกอย่างหนึ่งไม่จำเป็นต้องตรงกัน แล้วก็ทำให้เราได้ความหมายของสิ่งนั้นแตกต่างกันออกไป
ผมคิดว่า พวกคุณก็เคยเจอประสบการณ์อย่างนี้อยู่บ่อย ๆ หมายความว่า คุณกำลังพูดถึงสิ่งหนึ่งออกมา อาจจะเป็นสีดำ แล้วผู้ฟังบอกว่าเห็นด้วยหมดทุกอย่างเลย แล้วก็พูดเสริมมา แต่ความจริงสิ่งที่เขาพูดนั้นมันมันคือสีขาว เพราะเขาเข้าใจสิ่งที่เราพูดจากตรรกะคนละอย่างกัน
ผมจะขอเล่าเรื่องส่วนตัวก็ได้ ผมไปแสดงปาฐกถาเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของสุนทรภู่ ซึ่งผมก็พยายามจะวิจารณ์ว่าความจริงแล้วท่านก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหลอก ต่าง ๆ นานา ก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งนั่งฟังอยู่ตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ พอผมลงมาจากเวทีแกก็เข้ามาแสดงความยินดี ว่าดีมากเลยที่ผมอุตส่าห์พูดถึงเรื่องสุนทรภู่เพราะสุนทรภู่นั้นเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ มโหฬาร อะไรต่าง ๆ นานา แล้วคนก็ไม่ค่อยพูดถึงสุนทรภู่แล้วในสมัยนี้ คือแกก็ฟังในสิ่งที่เราพูด แต่ความเข้าใจของแกเกี่ยวกับสุนทรภู่ที่เราเสนอโดยอาศัยตรรกะของเรานั้น มันไม่ได้ทะลุเข้าไปในหูของแก แกก็ยังอาศัยตรรกะอันเก่าของแกนั่นแหละที่มาเข้าใจสุนทรภู่อย่างเก่า แล้วก็มานึกว่าเรามานั่งสรรเสริญสุนทรภู่เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วแกก็รู้สึกดีใจเพราะแกรักสุนทรภู่แล้วแกก็อยากให้ทุกคนมีความรักสุนทรภู่เหมือนกับแก อะไรอย่างนี้เป็นต้น
การสร้างตรรกะให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่เป็นหัวใจของการศึกษา เลยก็ว่าได้ สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถทำให้ผ่านมาได้โดยสื่อชนิดใดทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งที่เราต้องเป็นผู้สร้างให้กับตัวเองแล้วจริง ๆ แล้ว ต่างคนต่างสร้างที่ไม่ค่อยจะตรงกันเท่าไหร่นักด้วย สร้างตรรกะเอง สร้างความหมายเอง สร้างความเข้าใจเอาเองด้วย
โดยสรุปก็คือว่า ถ้าเราเริ่มจากการสร้างความหมายเอง สร้างตรรกะเอง สร้างความเข้าใจเอง ซึ่งผมคิดว่าสื่อในการศึกษาอะไรก็ตาม ก็ไม่สำคัญที่จะสร้างสามอย่างนี้ได้ ดีเท่ากับการอ่าน ก็คือเรามีความสามารถในการสร้างความรู้เอง
คือเราเรียนอะไรก็แล้วแต่ เพราะเรามีเหตุที่แตกต่างจากผู้สอน เพราะเรามีตรรกะไม่เหมือนกับผู้สอน เพราะเรามีความหมายซึ่งแตกต่างจากผู้สอน มันก่อให้โอกาสขึ้นอันหนึ่งในการที่จะทำให้เราพบว่าตรงนี้ยังไม่มีความรู้นี่หว่า ตรงนี้เป็นความรู้ที่ผิดนี่หว่า ทำให้เราสามารถสร้างความรู้ขึ้นใหม่เองได้ และผมคิดว่าการศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาลขึ้นไปจนถึงมหาวิทยาลัย หัวใจสำคัญทั้งหมดมันอยู่ที่สามสี่อย่างที่พูดไปแล้ว ไม่ใช่อยู่ที่การรู้ข้อมูล ข้อมูลไม่ใช่ไม่สำคัญ แต่ข้อมูลเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดถึงกันได้ง่าย แต่ข้อมูลเฉย ๆ มันไม่มีความหมาย
คุณต้องเอาข้อมูลมันมาสัมพันธ์กันมาบวกกัน จนกระทั้งทำให้พบว่ามันมีผลลัพธ์เป็นอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ไอ้นั้นคือตัวความรู้ ฉะนั้นความรู้นี่คือ มันจึงเกิดจากการที่คุณสามารถสร้างความหมายเองจากข้อมูลอันเดียวกันได้ สามารถสร้างตรรกะได้เอง สามารถสร้างความเข้าใจได้เอง จึงจะสามารถสร้างความรู้ใหม่ได้ โดยสรุปก็คือว่า ผมคิดว่ามันไม่มีการรับสื่ออะไรที่เหมือนกับการอ่าน มันเป็นสื่อของมันโดนเฉพาะที่ให้ความสามารถสามสี่อย่างที่ว่านี่ มากกว่าสื่ออื่น ๆ จริง ๆ สื่ออื่น ๆก็ให้เหมือนกันแต่ให้ไม่มากเท่ากับการอ่าน เพราะในการอ่านนั้นคุณต้องกระทำกับตัวเองคนเดียว มันไม่มีการโต้ตอบ มันไม่มีการดึงความสนใจ มันยากมากในการจะดึงคุณออกไปสู่การยอมจำนนต่อสิ่งที่เขาทำมาให้แก่คุณ เพราะมันต้องการสิ่งแวดล้อมเฉพาะชนิดหนึ่งถึงจะอ่านได้ มันไม่เหมือนกับการเอาทีวีมาฉายให้ดู เอาหนังมาฉายให้ดู ในห้องเรียนเลยมันไม่เหมือนกัน
เหตุดังนั้น เพราะการอ่านมันน่ากลัวอย่างนี้ คือมันทำให้คนกบฏ มันทำให้คนคิดเองได้ มันทำให้คนแตกต่างจากสิ่งที่ถูกสอนได้ การอ่านจึงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในการศึกษาไทย ผมคิดว่าที่เขาให้อ่านน้อยนั้น ผมพบว่าการเรียนการสอนในประเทศไทยจนถึงจบมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก คือเมื่อเปรียบเทียบกับที่ไหนในโลกก็แล้วแต่
การอ่านเป็นเรื่องที่ใหญ่ แต่ในการศึกษาไทยให้อ่านน้อยมาก และด้วยเหตุดังนั้น ผมคิดว่ามันไม่ใช่เพราะ ว่าเราไม่ศรัทธาต่อการอ่าน แต่ผมสงสัยว่าลึก ๆ ลงไปแล้ว เราระแวงการอ่าน เรากลัวการอ่าน ถ้านักเรียนอ่านมาก ๆ นักเรียนจะคิดอะไรที่ไม่เหมือนกันกับครูและนี่คือเหตุผลที่ทำไมข้อสอบในประเทศไทย พอหลังจากที่นำข้อสอบปรนัยมามันถึงได้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะข้อสอบปรนัยเท่านั้นที่ทำให้นักเรียนไม่สามารถคิดเองได้ คือมันมีให้เลือกสี่ถึงห้าข้อและมีถูกข้อเดียว และถ้าคุณเห็นว่าข้อที่มันผิด ถูก คุณติ๊กผิดที่ คุณก็ไม่รู้จะไปอธิบายที่ไหน ว่าทำไมคุณถึงติ๊กตรงนี้ ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้ แต่ตรรกะมันดีกว่ามันเป็นความเข้าใจใหม่ ซึ่งน่าจะได้ A+ ยิ่งกว่าคนที่ติ๊กถูกอีกก็ได้ เพราะว่าคุณสามารถคิดอะไรบางอย่างที่มันแหกออกไปได้
ฉะนั้น ในการศึกษาของไทยนั้นที่บอกว่าให้เด็กคิดเป็นทำเป็นนั้น ไอ้คิดเป็นนั้นมันคิดยากมาก เพราะว่าเริ่มต้นก็คือว่า ไม่ว่าคุณจะใช้เวลาในการจดบันทึก ใช้เวลาสอนซักกี่ชั่วโมงต่อปีก็ตามแต่ ยังไง ๆ ข้อมูลที่ให้แก่นักเรียนมันก็น้อยกว่าการอ่านอยู่นั่งเอง มันไม่มีทางเทียบกัน สิ่งที่เขาสอน ๆกันอยู่ในมหาวิทยาลัย จริง ๆ แล้วประกอบด้วยหนังสือไม่เกินเล่มนึง อาจจะประมาณร้อยหน้าด้วยซ้ำไป
จริง ๆ ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นประกอบด้วยข้อมูลมากกว่านั้นไม่รู้กี่เท่าตัว แต่เมื่อคุณไม่อ่าน คุณก็ได้เฉพาะข้อมูลที่ครูบอกให้คุณรู้เอาไว้ หรืออ่านหนังสือประกอบหนึ่งเล่มที่ครูสั่งเอาไว้ ซึ่งผลก็คือข้อมูลคุณน้อยเกินกว่าคุณจะคิดอะไรเองได้เอง ที่บอกว่าคิดเป็นทำเป็น มันเป็นไปไม่ได้หลอกถ้าข้อมูลที่มีในมือเรามีน้อยขนาดนี้ เพราะเวลาที่ครูสอนเขาไม่ได้ให้ข้อมูลเฉย ๆ เขาให้ข้อมูลพร้อมทั้งข้อสรุปบางอย่างไปแล้ว
ฉะนั้น ถ้าเราไม่มีข้อมูลมากกว่านั้นคุณจะสรุปแตกต่างจากนั้นก็ย่อมไม่ได้ อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว จึงคิดเองยังทำไม่ได้ตราบที่เรามีข้อมูลน้อย แล้วผมคิดว่าไม่มีการให้ข้อมูลอะไรที่ทำได้มากในเวลาอันสั้นยิ่งไปกว่าการอ่าน
นอกจากนั้นแล้ว เมื่อข้อมูลน้อยอ่านน้อยเช่นนี้ คุณก็แตกแขนงความคิดไม่ได้ ก็อย่างที่บอกว่าคุณไม่สามารถสรุปให้แตกต่างจากนั้นได้ ความรู้ที่ได้มาก็แตกแขนงไม่ได้ ความคิดริเริ่มในการศึกษาไทยเป็นสิ่งที่เกือบจะไม่ค่อยมีเลยก็ว่าได้ เราเรียนหนังสือมาขนาดไหนก็แล้วแต่เราคิดอะไรที่นอกครูไปไม่ได้ เราคิดริเริ่มให้แตกต่างไม่ได้เพราะว่าข้อมูลเราน้อยเกินไป
เพราะฉะนั้น การคิดเองทำเองนั้นมันจึงยาก เพราะว่าเราไม่ได้ให้โอกาสแก่เด็ก ในการที่จะสะสมข้อมูลมากขึ้น ให้ความหมายแก่ข้อมูลด้วยตนเองและอื่น ๆ ร้อยแปด ทั้งหมดเหล่านี้ ผมคิดว่ามันฝังอยู่ในตัวระบบการศึกษาของไทย ไอ้การรังเกียจการอ่านไม่ใช่เป็นแต่เพียงเพราะว่าเราไม่มีนิสัยรักการอ่านอย่างเดียว เพราะถ้าตราบเท่าที่เรายังดำเนินการศึกษาในลักษณะแบบนี้ การอ่านเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและอาจจะน่ากลัวด้วยที่จะปล่อยให้เด็กอ่านหนังสือมาก ๆ ด้วย
ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงเรื่องของการส่งเสริมการอ่าน ผมออกจะสงสัยว่าเราจะสามารถผลักดันส่งเสริมการอ่านเข้าไปในโรงเรียนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าถ้าเด็กอ่านมากนัก แล้วเด็กเริ่มถามปัญหาที่ครูรู้สึกอึดอัด เด็กคนนั้นก็จะถูกลงทัณฑ์ เริ่มเป็นที่รังเกียจของครู จนทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองด้อยในห้องเรียน ในความสัมพันธ์กับครู ก็เลยทำให้เขาหมดกำลังใจที่จะอ่านหนังสือในอะไรร้อยแปด
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าต้องคิดถึงกิจกรรมอะไรที่มัน มันไม่ผูกกับโรงเรียนมากเกินไป ในการส่งเสริมการอ่านให้มากขึ้นผมคิดไม่ออกหลอก คิดในรูปนี้มากขึ้นในการสร้างกิจกรรมให้มากขึ้น ที่จะทำให้เด็กได้อ่านมากขึ้น แทนที่จะพยายามไปผูกมัดกับโรงเรียน แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้ปฏิเสธนะครับถ้าคุณสามารถทำให้ครูในโรงเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน แล้วสามารถผูกกิจกรรมการอ่านเข้ากับโรงเรียนได้มันก็ดี แต่ผมรู้สึกมันค่อนข้างยาก.
………………………………………….
5 มิ.ย. 52 / บ้านเพียงดิน แม่แตง เชียงใหม่
อาจจะจริง ? อย่างที่เขาเอ่ย…
“คงเป็นเพราะการมีชีวิตอยู่… เป็นความทุกข์อันยาวนานชนิดหนึ่ง มนุษย์จึงต้องแสวงหาความสุข… ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต”
จากภาพยนตร์เรื่อง “ฟ้าทะลายโจร” (Tear of black tiger)
…………………………………………………….
ภาพบันทึกจากช่วงต้นฤดูฝน พค. 52 / ริมรั้วที่พัก เอกมัย กรุงเทพฯ
“อนุทิน วงศ์สรรคกร” นักสื่อสาร (ผ่าน) ตัวอักษร
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ภาพ: คัดสรรดีมาก / ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine_April-June 2009

สำหรับวงการออกแบบฟอนต์หรือชุดตัวอักษร ชื่อชั้นของ “อนุทิน วงศ์สรรคกร” แห่ง “คัดสรรดีมาก” บริษัทออกแบบแห่งแรกในประเทศไทยที่ให้บริการครบวงจรเกี่ยวกับตัวอักษร ย่อมการันตีความพิเศษในสิ่งที่คิดและทำ อันมีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนอยู่ไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลงานคุณภาพมากมาย (อย่างที่ใครหลายคนอาจคาดไม่ถึง) ตั้งแต่การออกแบบตัวอักษรบนเครื่องเล่นเอ็มพีสาม ไปจนถึงหนังสือ นิตยสารหลายฉบับทั้งในและต่างประเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค และการออกแบบชุดตัวอักษรพิเศษเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับบริษัทชั้นนำ อย่าง เอไอเอส, ดีแทค, กสท, เทสโก้ โลตัส และนิตยสารวอลล์เปเปอร์
และนี่คือบทสนทนาเล็กๆ ที่บอกเล่ากระบวนการความคิดบางอย่าง เพื่อขยายความเข้าใจถึงที่มาหรือเบื้องหลัง ความเป็นปัจจุบัน และทิศทางของรูปแบบตัวอักษรเหล่านั้นให้ (ชัดเจน) มากขึ้น จากนักออกแบบเลขนศิลป์สิ่งพิมพ์และนักออกแบบตัวอักษร ผู้ไม่ใคร่ถนัดที่จะแสดงตน เพื่อให้ใครๆ เข้าใจว่าเป็น “นักออกแบบฯ” แต่กลับยินดีที่จะบอกว่า “มีความสุขกับการออกแบบ (ตัวอักษร)” เป็นที่สุด!
ในฐานะนักออกแบบเลขนศิลป์และอักขรศิลป์ บ่อยครั้งที่ใครๆ มักตั้งคำถามว่า
“สิ่งที่คุณทำอยู่มันคืออะไร?” คุณอนุทินมีวิธีการตอบหรืออธิบายอย่างไรกับคำถามนี้?
คำถามนี้ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงจะพยายามตอบอย่างละเอียด อาจจะเป็นเพราะพื้นฐานที่มีของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ทุกวันนี้ก็จะมีพัฒนาการในการตอบไปอีกแบบ ฉะนั้นที่ผมตอบแบบนี้แสดงให้เห็นว่าได้รับคำถามนี้บ่อย จริงๆแล้วเป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะความเข้าใจเรื่องการออกแบบในแต่ละแขนงในบ้านเรายังทับซ้อนกันอยู่มาก
การตอบคำถามนี้จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเราที่มีต่อตัวผู้ถาม (พิจารณา) ว่าจำเป็นต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่เราทำอยู่มากแค่ไหน?
ซึ่งถ้าตอบแบบพอสังเขป คำตอบในการอธิบายเรื่องเลขนศิลป์ หรือที่ทั่วไปรู้จักในชื่อ “กราฟิกดีไซน์” นั้น คือเรื่องที่มีได้ตั้งแต่งานออกแบบสิ่งพิมพ์ งานออกแบบเพื่อการสื่อสาร ไปจนถึงคำตอบที่ซับซ้อนมากขึ้น อย่างเช่นการดูแลภาพพจน์ขององค์กร
ส่วนอักขรศิลป์ ก็จะเป็นคำตอบแบบรวบรัด ว่าคือ การออกแบบตัวอักษรเพื่อการใช้งาน หรือที่เรียกทั่วไปว่า “ฟอนต์” ซึ่งพอใช้คำนี้ คนส่วนใหญ่จะ (เริ่ม) เข้าใจ แต่จริงๆ แล้วเป็นการอธิบายที่ผิด เพราะนิยามของฟอนต์หรือในภาษาไทยที่เรียกว่า “ชุดตัวอักษร” กับ “แบบตัวอักษร” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่ต้องขยายความไปถึงในเรื่องของธุรกิจเกี่ยวกับตัวอักษร และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้ และจัดวางตัวอักษร ซึ่งหากอธิบายถึงตรงนี้ คนส่วนมากก็จะเริ่มตกใจ เพราะนึกไม่ถึงว่ามีธุรกิจหมวดนี้อยู่ด้วย และผมก็จะตอบว่า ก็มันต้องมีใครสักคนที่ทำธุรกิจนี้ ไม่อย่างนั้นสิ่งเหล่านี้มันจะมาจากไหน?
คำว่า “คัดสรรดีมาก” อะไรที่เป็นความพิเศษหรือเนื้อหาสำคัญ ที่คุณอนุทินต้องการสื่อสาร?
อันที่จริงแล้วต้องย้อนความกลับไปประมาณแปดปีก่อน เมื่อตอนที่เราก่อตั้งบริษัทกันใหม่ๆ “คัดสรรดีมาก” ขณะนั้นเราตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจออกแบบที่เน้นหนักไปทางการออกแบบผลิตภัณฑ์จำพวกของใช้ ของตกแต่งบ้าน
เราต้องการชื่อที่มีความหมายดี และเมื่อเขียน (สะกดคำ) เป็นภาษาอังกฤษแล้วก็สามารถอ่านได้ในความรู้สึกแบบภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งบ่อยครั้งที่มีคนเข้ามาทัก นึกว่าเป็นชื่อบริษัทฝรั่ง แต่พอได้รู้หรือเห็นชื่อเป็นภาษาไทย ก็พลอยต้องอมยิ้มไปด้วย เมื่อทราบว่าที่จริงแล้ว มันก็คือ “คัดสรรดีมาก” นี่เอง
ส่วนเรื่องความหมายนั้น คงไม่ต้องขยายความมาก เพราะชื่อนั้น ได้อธิบายตัวเองในเชิงบวกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว
และแม้เมื่อเราต้องปรับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ ซึ่งเน้นหนักกับงานทางกราฟิกดีไซน์ สิ่งพิมพ์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับตัวอักษรมากขึ้น แต่เราก็ยังคงเลือกใช้ชื่อ “คัดสรรดีมาก” เหมือนเดิม เพราะเราต่างเห็นว่า ชื่อนี้มีความหมายที่ดีอยู่แล้ว เราต้องการคัดสรรสิ่งที่ดีมากที่สุดมาให้กับลูกค้าของเราเสมอ นั่นเอง

อะไรคือเสน่ห์ของการออกแบบฟอนต์ ที่คุณอนุทินสัมผัสได้?
ผมมองว่า ทุกคนมีความชอบส่วนตัวในเรื่องต่างๆ บางครั้งก็เป็นการยากที่จะแจงให้ชัดเจนว่า เสน่ห์ของสิ่งที่เราชอบอยู่ตรงไหน เพราะเราจะได้คำตอบหลายคำตอบตามติดๆ กันมา ด้วยรายละเอียดที่เยอะมากมาย ซึ่งเสน่ห์สำหรับผมมันเป็นเชิงนามธรรม มันจึงอธิบายได้ค่อนข้างยาก
ตัวอักษรเป็นสิ่งที่เราใช้บันทึกแทนภาษาที่เราพูด เป็นกราฟิกฟอร์มเบื้องต้น (ที่ทุกคนใช้อย่างไม่ได้คิดกับมันมากนัก) แต่มันกลับเปี่ยมไปด้วยพลังในการสื่อความหมาย เราสามารถมีหลากอารมณ์ร่วมกับตัวอักษรได้ ขึ้นอยู่กับการประกอบกันเป็นคำ คำกลายเป็นประโยค ตรงนี้ถ้า (ช่าง) สังเกต เราก็จะเห็นว่า มีมิติที่เกี่ยวข้องกับอักษรศาสตร์อยู่ด้วย และยังโยงไปทางจิตวิทยาด้วยอีกต่างหาก เราจะเห็นศิลปะในการใช้ภาษาทั้งในรูปแบบของศิลปะการออกแบบไปพร้อมๆ กับการใช้ภาษาเขียน
นอกจากนั้นแบบตัวอักษร ก็ยังเป็นอีกสิ่งที่ช่วยนำส่งใจความ และเป็นตัวแทนของความรู้สึกที่เราต้องการจะพูดผ่านคำหรือประโยค หรืองานออกแบบชิ้นนั้นๆ เราจะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้มันอยู่ใกล้เรามากๆ แล้วเราก็ใช้มันอย่างเคยชิน ไม่ค่อยได้ฉุกใจคิด เราใช้สมองในโหมดออโต้กับเรื่องพวกนี้ แต่จริงๆ แล้ว ผมคิดว่ามันสำคัญมาก ยิ่งถ้าคุณเป็นนักออกแบบกราฟิก ยิ่งต้องเข้าถึงเรื่องเหล่านี้
อีกส่วนที่มันทำให้ผมรักงานออกแบบตัวอักษรก็คือ เราสร้างฟอร์มเหล่านี้ (อย่างที่คุณกำลังอ่านอยู่) เพื่อถูกถ่ายทอดให้ได้ใจความทางภาษาและถูกบันทึกไว้เป็นมรดกทางการสื่อสาร ผมถือว่า มันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากทีเดียว ถ้าเราลองคิดดูดีๆ !
ถ้าเช่นนั้นคุณอนุทินมีมุมมองอย่างไรต่อการมองโลกหรือสิ่งที่พบเห็น เพื่อเชื่อมโยงถึงมิติการออกแบบต่างๆ?
อืม…ม เป็นคำถามที่ใหญ่และกว้างมากทีเดียว แต่จะพยายามตอบแบบสั้นๆ นะครับ ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทุกอย่างรอบๆ ตัวเรา หากพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า ล้วนผ่านกระบวนการออกแบบมาโดยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะออกแบบได้ดีหรือออกแบบมาไม่ได้เรื่องก็ตาม
การออกแบบมันเกิดขึ้นตั้งแต่การเริ่มคิด! ซึ่งคุณค่ามันจึงอยู่ที่ตรงนั้น ตรงเนื้อแท้ของการออกแบบไม่ได้ถูกแทนค่าความสำคัญด้วยกระดาษหรือคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้หลายคนคิดถึงการออกแบบหรือเสพงานออกแบบที่ตัวสื่อหรือตัววัสดุ ไม่ใช่ที่งานออกแบบจริงๆ
สำหรับผมเองมองว่า การออกแบบ คือการจัดการกับปัญหาหรือตอบโจทย์ต่างๆ ตามสถานการณ์และช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน แต่มีความเกี่ยวเนื่อง (กับข้อจำกัด) ในมิติต่างๆเช่น มิติของการตลาด มิติของเทคนิคทางการผลิต มิติทางวัฒนธรรมความเชื่อ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนักออกแบบที่ดีจึงต้องมองมิติที่ทับซ้อนเหล่านี้ให้ออก
นอกจากนี้ การออกแบบ ก็คือส่วนหนึ่งในโครงสร้างสังคม ฉะนั้นผมจึงไม่เคยปฏิเสธหรือให้ความรู้แบบผิดๆว่า การออกแบบคือการออกแบบ เพราะถ้าเข้าใจเรื่องที่เกริ่นมา ก็จะเห็นว่าโครงสร้างต่างๆ ในสังคมเรา มันเกี่ยวเนื่องกันหมดในน้ำหนักที่ต่างกัน เป็นส่วนหนึ่งของสังคม นอกจากที่เราเห็นทั่วไปในการใช้งานออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า สังคมก็ต้องอาศัยความเจริญและพัฒนาการทางการออกแบบด้วยเช่นกัน เช่น เทคโนโลยีก็ต้องการให้การออกแบบสร้างความท้าทาย ให้เกิดเป็นโจทย์ กำเนิดเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมารองรับจิตนาการที่เกิดจากการออกแบบ
และท้ายที่สุด เราจะเห็นว่าการออกแบบเป็นบันทึกทางวัฒนธรรมแบบหนึ่ง มันสะท้อนความสามารถทางเทคโนโลยีในห้วงเวลานั้นๆ สะท้อนวิธีคิด สะท้อนว่าสังคมเปิดกว้างกับเรื่องนั้นๆ มากแค่ไหน ?

พูดถึงการทำงาน หลายคนมักบอกว่า “คุณทำงานด้วยความสุข” ความสุขที่ว่านั้นมีรูปแบบ หรือแนวทางอย่างไร?
ไม่แน่ใจว่าหลายคนที่ว่ามีใครบ้าง? (พลางครุ่นคิด…) บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่า เรามีความสุข ต้องให้คนอื่นมาเตือนสติเราว่า เรากำลังมีความสุขอยู่ ส่วนใหญ่เราจะรู้แต่ว่า ตอนนี้ไม่ได้ทุกข์ ซึ่งก็อาจจะมองกันจากคนละจุด
แต่ถ้าถามว่าทุกวันนี้มีความสุขกับงานที่ทำหรือไม่? ก็คงตอบว่า มีความทุกข์กับงานที่ทำตามปกติ ซึ่งนี่แหละคือ ความสุข ผมว่ามันคงไม่มีงานอะไรที่เราทำแล้ว มันจะไม่มีปัญหาอะไรให้เป็นทุกข์เลย ถ้าตอบว่ามีความสุขกับงานโดยไม่มีทุกข์เลย ก็คงไม่จริง คงเป็นคำตอบเอาโก้เอาเก๋เสียมากกว่า
การที่ได้ทำอะไรที่เรารัก นั่นก็หมายความว่าเราไม่เบื่อกับมัน รู้สึกว่าเราขลุกอยู่กับมันได้จริงๆ วัดกันง่ายๆ ก็คือ เราตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วไม่รู้สึกเบื่องาน แม้อาจจะมีบ้างกับการบ่นหรือเซ็งกับปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้น แต่มันก็ยังอยู่ในขั้นที่ทำให้เรารู้สึกท้าทาย ไม่รู้สึกท้อใจ ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมก็อาจเรียกได้ว่า มีความสุขกับงาน กับสิ่งที่เราทำ แล้วล่ะ!
จากจุดเริ่มต้นในฐานะบริษัทผู้บุกเบิก จนสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านการออกแบบฟอนต์ของเมืองไทย คุณอนุทินเรียนรู้อะไรบ้าง? จากคำว่า “พัฒนาการ” และ “ความสำเร็จ” ?
เราเริ่มต้นในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำว่า สิ่งที่เราทำคืออะไร? มิหนำซ้ำการละเมิดสิทธิ์ทางการออกแบบก็เยอะมาก เราจึงเหมือนถูกบังคับให้ต้องเริ่มธุรกิจจากติดลบ เพราะต้องทำความเข้าใจกับผู้บริโภคใหม่หมด แต่ด้วยความที่เราเชื่ออย่างหมดใจว่า เราเข้ามาในธุรกิจนี้ในเวลาอันควร ธุรกิจการออกแบบตัวอักษรในยุคดิจิตอลในบ้านเรา จำเป็นต้องมีโมเดลทางธุรกิจที่ชัดเจน และมีการบริหารจัดการอย่างสากล
ในขณะนั้นแม้แต่การขายปลีกเรื่องสิทธิ์การใช้ฟอนต์ยังไม่ได้เป็นธุรกิจเลย แต่เนื่องด้วยเราตั้งเป้าไปที่การทำฟอนต์เพื่อองค์กร เราจึงมองข้ามช็อตเรื่องการขายปลีกไปเลย ทุกวันนี้เราก็มีไลเซนท์และเอ็กคลูซีฟ ไลเซนท์ ฟอนต์อยู่บ้าง แต่เน้นที่การทำคอสตอมมากกว่า
จะเห็นว่าเราอยู่ในคนละตลาดกับค่ายฟอนต์อื่นๆ นอกจากจะเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาการละเมิดสิทธิ์แล้ว เราต้องการให้คนทั่วไปเห็นข้อดีและไม่กลัวในการที่จะลงทุนกับการพัฒนาฟอนต์ใหม่เพื่อให้เข้ากับงานโดยแท้จริง เพราะในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว สำหรับองค์กรใหญ่นั้นจะคุ้มมาก นอกจากจะได้เอกลักษณ์เสริมจากแบบตัวอักษรเฉพาะแล้ว ยังเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย เพราะการเสียค่าสิทธิ์ในการใช้ฟอนต์ที่มีอยู่แล้วในตลาดซ้ำกับคนอื่น โดยเฉพาะในโปรเจคใหญ่ๆ หรือองค์กรใหญ่ๆ นั้นมันไม่คุ้มกัน!
เราต้องใช้เวลานานมากในช่วงแรก ให้ความรู้ตั้งแต่ระดับนักศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์ของการออกแบบและจัดวางตัวอักษร เพื่อให้บุคลากรในอนาคตมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้ความรู้กับนักออกแบบอาชีพด้วยกันก่อนว่า แบบตัวอักษรพิเศษคืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร? ช่วยงานออกแบบและการควบคุมอัตลักษณ์องค์กรได้อย่างไร? มีผลทางการออกแบบ และผลทางเศรษฐศาศตร์อย่างไร? กล่าวคือเราต้องประชาสัมพันธ์ ตระเวนบรรยายให้ความรู้ค่อนข้างเยอะ กว่าจะเป็นรูปแบบธุรกิจได้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
จนถึงทุกวันนี้ ผมรู้เลยว่า “พัฒนาการ” กับ “ความสำเร็จ” ไม่เหมือนกัน มันเป็นคนละเรื่องแต่มีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ในมิติหนึ่งคือ การมีพัฒนาการ ไม่ได้หมายความว่า มีความสำเร็จ ความสำเร็จอยู่ที่เราตั้งเป้าหมาย คุณอยากมีความสำเร็จเท่าไหร่ก็ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน ทีนี้พัฒนาการก็จะมารับช่วงต่อ แต่ถ้าไม่มีเป้าหมาย (ความสำเร็จ) พัฒนาการจะไม่เกิดเลย ขณะเดียวกัน คุณจะมีพัฒนาการไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเป้าหมายก็คงไม่ได้ !

ในภาวะของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศ ที่ (เรา) กำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ คุณอนุทินคิดเห็น หรือมีวิธีการอย่างไร? ในการจัดการองค์กร
คัดสรรดีมากเป็นองค์กรขนาดเล็ก เราไม่มีระบบซับซ้อนยุ่งยาก บริษัทขนาดเล็กก็จะปรับตัวได้อย่างแคล่วคล่องกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้ที่เห็นใครๆ ต่างพูดกัน คือลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำสำหรับองค์กรใหญ่ ต่อการลดต้นทุนและให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดนี้ดูจะเหมือนจะเป็นเรื่องทั่วไปที่ได้ยินกันบ่อย
แต่ผมกลับมองว่า การลดรายจ่ายจะไม่เกิดผลเลย ถ้าหากกระเทือนวัฒนธรรมและขั้นตอนการทำงานในองค์กร การลดน้ำหนักโดยไม่ทำให้ร่างกายฟิตก็จะไม่มีประโยชน์ มันจะทำให้เราโทรมและป่วยในที่สุด ทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่ตามมาก็คือ กระทบกับรายได้ธุรกิจโดยตรง
ซึ่งที่จริงแล้ว ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์รอบนี้ เรามีนโยบายและแนวคิดเรื่องการทำงานในลักษณะที่โพรเกสซีฟมาก ซึ่งเราก็เดินมาสู่จุดที่เกือบจะเป็นเวอร์ชวลออฟฟิศ (ออฟฟิศเสมือน) ได้เลยด้วยซ้ำ ลดพื้นที่ออฟฟิศได้ด้วย ซึ่งนั่นหมายถึง ต้นทุนส่วนหนึ่ง แต่เนื่องด้วยพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจบ้านเรายังขึ้นอยู่กับการเจอหน้าค่าตา ต้องการติดต่อกับผู้คนเกือบทุกขั้นตอน เราจึงยังไม่สามารถฟรีสไตล์ได้ขนาดนั้น
อย่างตอนนี้ก็ดีขึ้น ที่อีเมลกลายมาเป็นมาตรฐานเสียที ซึ่งไม่กี่ปีก่อนนี่ ส่งอีเมลแล้วยังต้องโทรไปบอกให้เช็ค หรือไม่ก็ถามหาแต่แฟ็กซ์ ต้องส่งไฟล์เป็นซีดี เป็นต้น ทุกวันนี้ทุกคนอยู่ร่วมสมัยกันมากขึ้น มันก็เลยเหมือนอนุญาตให้วัฒธรรมการทำงานเกิดการเปลี่ยนแปลง
ผมเห็นด้วยและสนับสนุนกับระบบไร้สาย ออฟฟิศเซิร์ฟเวอร์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ค เน้นการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้น้อยลง ใช้เทคโนโลยีช่วยในการลดขั้นตอนการทำงาน เอกสารที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ เราก็เปลี่ยนหมด การประชุมโดยไม่จำเป็นก็สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยใช้โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้ เราพยายามที่จะนำการทำงานแบบรีโมทออฟฟิศเข้ามาใช้ คือใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตอย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าการประหยัดเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเวลามีค่ามากกว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการทำธุรกิจเสียอีก
อะไรคือความท้าทาย หรือโครงการที่คุณอนุทินอยากจะทำให้สำเร็จในอนาคต?
สิ่งที่เราพยายามผลักดันในขณะนี้คือ การทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า นักออกแบบคือ บิสิเนส พาร์ทเนอร์ (หุ้นส่วนทางธุรกิจ) ไม่ใช่คู่ค้า อันนี้เป็นความท้าทายมากที่เราเจอ ณ ขณะนี้ งานออกแบบเป็นการทำงานที่เป็นขั้นตอน ไม่ใช่ทำให้งานเสร็จเป็นชิ้นออกมาในตอนท้าย เราต้องการชี้ให้เห็นว่า นักออกแบบ คือคู่คิดที่ไม่ใช่แค่นักทำเพียงอย่างเดียว เพราะปัญหาที่เราเจอบ่อยมากในอุตสาหกรรมการออกแบบ คือลูกค้ามักมองเราเป็นคนทำภาพให้เป็นงานสำเร็จ ซึ่งที่จริงแล้วงานออกแบบไม่ได้เข้ามาในตอนท้ายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ งานออกแบบที่ดีมันจะต้องถูกคิดขึ้นมาให้สอดคล้องกับธุรกิจตั้งแต่ต้น
ซึ่งถือว่าที่ผ่านมา เรื่องการไม่เข้าใจกันของนักออกแบบกับลูกค้า ถือเป็นปัญหาคลาสสิค! เมื่อต่างคิดกันแบบแยกส่วน ที่ต่างไม่เข้าใจในพฤติกรรมต่อกัน ผนวกกับนักออกแบบเองก็ยังไม่เข้าใจว่า หน้าที่ของงานออกแบบอยู่ตรงไหนบ้าง? และปัญหาของการเรียนการสอนออกแบบ ที่ขาดเรื่องของการเรียนรู้ธุรกิจ ทำให้นักออกแบบส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ จึงพลอยทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในการประกอบการอีกด้วย
เพราะฉะนั้น นักออกแบบและเจ้าของกิจการก็คงต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันถึงโครงสร้างต่างๆ (เอาแค่เฉพาะในกรอบธุรกิจ) ว่ามันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ และหาจุดลงตัวระหว่างการออกแบบกับการตลาดในตอนท้ายของโปรเจคว่าทำได้อย่างไร?
ซึ่งหากความเข้าใจที่ว่านี้ เกิดขึ้นร่วมกันได้เมื่อไหร่แล้ว… คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการออกแบบ (ตัวอักษร) สู่การสื่อสารที่ตอบโจทย์ต่างๆ ในสังคมอนาคต ผมหวังว่าเช่นนั้น!!!
(พร้อมรอยยิ้มและแววตาที่สื่อถึงความมุ่งมั่น เป็นอวัจนภาษาส่งท้ายการสนทนา)
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อนุทินดอทคอม http://www.anuthin.com
………………………………………………….
12 พฤษภาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
ความสุขเล็กๆ จากชุมชนคลองบางน้อย (คอยรัก)
เรื่อง: กำลังจะตามมา ? ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม






















ภาพสี (แถม) ส่งท้าย

………………………………………………………….
ใครอยากไปเยี่ยมชมและรับกลิ่นไอความสุขแบบนี้บ้าง ก็เข้าไปขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “บางน้อยคอยรัก” http://bangnoikoyrak.multiply.com
บันทึกความทรงจำระหว่าง 9-10 พฤษภาคม 2552 / ตลาดน้ำคลองบางน้อย อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม
“บ้านไร่ ฤดูร้อน”

ผลผลิตชุดแรกสำหรับการทดลองปลูกมะเขือเทศแบบอินทรีย์ ลูกเท่ากำปั้น!!!

และแล้วก็กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญ กับการทำ “ยำไข่ดาวและน้ำพริกอ่อง” ครั้งแรกในชีวิต (อร่อยที่สุดเล้ย…ย)



ตะวันลับเหลี่ยมเขา จากมุมเฉลียงหลังบ้าน ซึ่งคือหนึ่งในเหตุผล ที่ทำให้เลือกปักหลักชีวิต ณ ที่แห่งนี้



บราวนี่ โฮมเมด (ประสาบ้านนอก) ความสุขเล็กๆ ที่เราต้องการ

“เต้าหู้” หมาแสนรักตัวแสบ ที่มักสร้างความตื่นเต้นให้ชีวิตด้วยวีรกรรมล้านแปด จนทำให้รู้สึกว่า มันเป็นมากกว่าหมา !!! (แน่ๆ)

ภาพถ่ายครอบครัว ต้อนรับปีใหม่มหาสงกรานต์ 52
…………………………………………
บันทึกจากความทรงจำระหว่าง วันที่ 10-14 เมษายน 2552
บ้านเพียงดิน แม่แตง เชียงใหม่
“การมีชีวิตอยู่…”

หลายช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่เล็กจนโต มีหลายหนไม่น้อย ที่เราต่างครุ่นคิดหรือ (ถูก) ถามไถ่ หาคำตอบบางอย่างที่เกิดขึ้น ระหว่างการเดินทางนับถอยหลังของลมหายใจที่เหลือว่า “เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ?” ซึ่งเนื้อแท้ของคำถามนั้น อาจไม่จำเป็นที่เราจะต้องคาดคั้นหรือนิยามตอบให้เป็นความถูกผิดอันจำกัด ก็เป็นได้
พลางนึกย้อนถึงความคิดของมิตรสหายคนหนึ่ง ที่เอ่ยถึง “การมีชีวิตอยู่เพื่อ (สร้าง) ความดีงาม”
ซึ่งในคราแรกที่เริ่มต้นสนทนานั้น เขาเอ่ยถามต่อความคิดเห็นอย่างโยนหินถามทางว่า
“คุณเชื่อไหม…ความดีนั้น ทำให้คนเราอายุยืนยาว ?”
ผมนิ่งไปครู่หนึ่งพร้อมความคิดแย้งที่ผุดขึ้นและตามด้วยคำพูดชั่วแล่นที่พลั้งตอบไปว่า
“บ่อยไปที่คนดีๆ บางคนนั้น อายุไม่ยืน ผมว่ามันไม่เสมอไปนะ”
เขายิ้มและคลี่คลายปมคำถามเป็นคำตอบที่น่าขบคิดว่า
“จริงอยู่ ที่คนดีๆ หลายคนอายุไม่ยืน แต่คุณก็ยังคงนึกถึงเขา นึกถึงความดีงามที่เขาเคยมอบไว้ให้สำหรับผู้คนรอบข้าง เป็นความรู้สึกที่สร้างความสุขใจและยืนยาวอยู่เสมอ ยามเมื่อนึกถึง…
ผิดกับบางคนที่ไม่เคยคิดจะสร้างความสุขหรือความดีงามแด่คนรอบข้าง นอกจากตัวเอง จึงไม่แปลกที่แม้เขาจะมีอายุยืนยาวสักแค่ไหน แต่เมื่อเขาสิ้นลม ทุกอย่างก็พลอยหมดสิ้นไปด้วย ไม่เหลือแม้กระทั่งความอาวรณ์จากผู้คนให้นึกถึง นอกจากความชิงชัง ซึ่งไม่รู้ว่า เราจะมีชีวิตยืนยาวอย่างนั้น ไปเพื่ออะไรกัน ? จริงไหม ?”
ผมนิ่งไปนาน พลางรู้สึกขอบคุณเขา ที่ทำให้ตัวเองได้ทบทวน (อีกครั้ง) ว่า “เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรและเพื่อใครบ้าง ?” ซึ่งคำตอบนั้น มีเนื้อความที่แสดงถึงคุณค่าของชีวิตได้ดีเสมอ ไม่ว่าวันวาน วันนี้ หรือวันข้างหน้า โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่า ลมหายใจของเรา มันจะสิ้นสุดที่ตรงไหน ?
…………………………………………..
23 เมษายน 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
บ้านพิพิธภัณฑ์ The House of Museums
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine_JAN-MAR 09

“วันวานไม่อาจหวนคืน” อาจเป็นคำพูดที่ชัดเจนและไม่เกินเลยนักในแง่ความเป็นจริงบางอย่าง ยามที่เราเอ่ยถึง ความทรงจำต่อเวลาในอดีต…หลายครั้งหลายหนที่เราพยายามนำพาตัวเองกลับสู่ความรู้สึกอันแสนผูกพันเหล่า นั้นให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
ใครบางคน อาจแวะไปจิบกาแฟเพียงสักแก้ว ที่ร้านอาแปะอาโกข้างทางในย่านตัวเมืองเก่าที่ไหนสักแห่ง เพื่อนั่งฟังเสียงสนทนาวิพากษ์เรื่องการบ้านการเมือง หลายคนพยายามเสาะซื้อหรือแสวงหาข้าวของเครื่องใช้ย้อนยุคจากร้านขายของเก่า นำมาสะสมเก็บไว้เพื่อเป็นความสุขทางใจ ชวนหวนให้นึกถึงวันวาน
ซึ่งจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตามแต่ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่คือ เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่อย่างคนร่วมสมัย



และคงเป็นเรื่องพิเศษ ถ้าหากจะมีใคร? หรือกลุ่มคนกลุ่มใด? ที่พยายามทำในสิ่งที่เป็นมากกว่าแค่การสะสมเพื่อเก็บไว้ชื่นชมความรู้สึกโหยหา อดีตแต่เพียงลำพัง ซึ่งถือว่ายังโชคดีอยู่ไม่น้อยสำหรับเมืองไทยที่ความพิเศษเหล่านั้น มีอยู่จริง!
“บ้านพิพิธภัณฑ์” (โดยสมาคมกิจวัฒนธรรม) ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความเพียรพยายามรวมถึงความร่วมมือของคนกลุ่มคนที่รักการสะสม
นำโดยคุณเอนก นาวิกมูลและกัลยาณมิตร ร่วมจัดตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว โดยมีเนื้อหาสาระเพื่อเป็นบ้านที่รวบรวมสิ่งของต่างๆ อันเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางหรือพิพิธภัณฑ์แขนงอื่นในลำดับ อนาคต โดยเรื่องราวที่จัดแสดง คือวิถีชีวิตชาวตลาด ชาวเมืองในยุค 2500 รวมถึงยุคใกล้เคียง ซึ่งสิ่งของต่างๆที่จัดแสดงนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาค และบางส่วนมาจากการซื้อหาจากงบประมาณรายได้เท่าที่พอมี เพื่อพัฒนามิติในการนำเสนอที่สมจริงยิ่งขึ้น
อาคารการจัดแสดงได้รับการออกแบบให้เป็นเช่นห้องกั้นอารมณ์ห้องแถวในตลาด โดยแบ่งเป็น 2 อาคารได้แก่
อาคารแรก: ชั้นที่1 จัดเป็นร้านของเล่น ร้านขายของจิปาถะ ร้านขายยา เคาเตอร์ขายบัตรเข้าชม และร้านขายของที่ระลึก ชั้นที่ 2 เป็นร้านถ่ายรูป โรงพิมพ์ โรงภาพยนตร์ ร้านตัดผม ร้านให้เช่าหนังสือ ห้องครัว ห้องข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิกจากสกุล “สุวัตถี” และชั้นที่ 3 จำลองเป็นห้องนายอำเภอ ห้องเรียน ร้านขายแผ่นเสียง ร้านขายสรรพสินค้า
ในส่วนอาคารที่สองซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเติมภายหลัง ขณะนี้จัดแสดงเฉพาะในส่วนชั้นที่ 1 ได้แก่ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านทำฟัน ร้านทอง และร้านริมน้ำ



แม้เวลาจะเป็นสิ่งที่เราไม่อาจเรียกหวนคืน แต่เชื่อมั่นเหลือเกินว่า หากใครได้มีโอกาสไปร่วมเดินทางเชื่อมโยงเวลาอันร่วมสมัยที่ “บ้านพิพิธภัณฑ์” ความรู้สึกของคำว่า “อดีต” ย่อม เป็นมากกว่าแค่เรื่องที่ผ่านพ้น มีหลายสิ่งที่ยังคงตราตรึง มีหลายเรื่องราวที่ยังเป็นเสน่ห์ที่น่าศึกษาและทวงถามถึงความเป็นปัจจุบัน ให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เราเป็น และเก็บรักษาคุณค่านั้นไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับกาลเวลาแห่งอนาคต “Save it today. Tomorrow it’ll be history”


บ้านพิพิธภัณฑ์: ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยคลองโพ 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ (ถนนเล็ก ต่อจากปลายถนนพุทธมณฑลสาย 2 ด้านทางรถไฟ) เขตทวีวัฒนา กทม.10170
ช่วงเวลาเข้าชม: จะเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น (เนื่องจากวันจันทร์ถึงศุกร์ กรรมการและอาสาสมัครทุกคนต้องทำงานประจำของตนเอง) ระหว่าง 10.00 น. -17.00 น.
ติดต่อสอบถามได้ที่ 089-200-2803 คุณเอนก นาวิกมูล และ089-666-2008 คุณวรรณา นาวิกมูล หรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://houseofmuseums.siam.edu
…………………………………………………….
18 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
ดีไซเนอร์ผู้พิทักษ์ “สิ่งแวดล้อม” ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ภาพ: ก้องกานต์ สุจิระสิงหะกุล / ตีพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09
ชื่อของ“ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต” หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยายาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงการเป็นสถาปนิกและนักออกแบบ อาจจะเป็นชื่อที่ใครหลายคนในวงการกรีนดีไซน์ [GREEN DESIGN] คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จากผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แบรนด์ OSISU และการเป็นหนึ่งในผู้ที่คลุกคลีด้านการจัดการการออกแบบสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรื่องราวเหล่านั้นได้ต่างได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า “ความเป็นไปได้” มากขึ้น และนี่คือบทสนทนาเกี่ยวกับบางแง่มุมที่เอ่ยถึงลำดับพัฒนาการของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เกี่ยวกับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบทางความคิดของ ผศ.ดรสิงห์ อินทรชูโต

(+) ที่มาของแนวคิดหรือแรงบันดาลใจต่องานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมที่อาจารย์สิงห์ทำอยู่ ณ ขณะนี้
ที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบในเรื่องนี้ เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจโดยตรงตั้งแต่ต้น เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่ผมรับงานการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นในเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นประเด็นหลัก และเราก็มาพบว่า หลังจากการก่อสร้าง ต่างมีวัสดุเหลือทิ้งมากมายก่ายกอง แล้วอย่างนี้ประเด็นของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มันก็คงไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดพลังงานแล้วล่ะ แต่มันน่าจะจะรวมหมายถึง การใช้วัสดุให้คุ้มค่า การไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภายหลังด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้นให้คิดว่า เราเป็นต้นเหตุหนึ่งของการสร้างขยะ เหมือนเราเองกำลังโกหกคนอื่นหรือบอกไม่หมด ว่าอันที่จริงแล้วมันยังมีจุดด้อยของเรื่องนี้อยู่ ก็เลยเริ่มเก็บเศษวัสดุจากงานของตัวเองมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใช้เองก่อน แล้วก็ทดลองทำมาเรื่อยๆ
(+)แล้วอาจารย์สิงห์ เริ่มมาจริงจังหรือมองเห็นความเป็นไปได้ในตอนไหนครับ?
สิ่งที่เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ก็ตอนที่หุ้นส่วนผมคือ คุณจ๋า วีรนุช ตันชูเกียรติ ซึ่งตอนนั้นเป็นลูกค้า ให้ผมออกแบบอาคารและผมก็พลอยออกแบบพวกเฟอร์นิเจอร์จากเศษวัสดุของโครงการให้ด้วย ซึ่งเธอชื่นชอบมาก ตัวผมเองก็ไม่เคยคาดคิดว่า เมื่อมันออกมาแล้วจะมีคนชมหรือชอบงานประเภทนี้ ไอ้เราก็พลอยบ้าจี้ไปด้วยเวลามีคนชม ก็เลยเริ่มทำมากขึ้น เอาไปฝากวางโชว์ที่โน่นที่นี่ จนมักจะมีคนขอสั่งทำ ซึ่งเราก็ทำไม่ได้เพราะมันเป็นเศษวัสดุที่ไม่สามารถระบุได้ตรงตามความต้องการในตอนนั้น วันหนึ่งคุณจ๋า ก็เลยเข้ามาถามว่า กำลังจะมีงานโชว์เฟอร์นิเจอร์สนใจจะเอาไปร่วมแสดงในงานไหม? ตอนนั้นแหละที่เริ่มคิด เอาล่ะ! ลองดู เราทำงานมาก็อยากโชว์บ้างล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นงานแรกที่เริ่มมีการลงทุนที่จริงจังในการผลิต พอเปิดบูธโชว์งานก็เริ่มมีคนซื้อหรือสั่งทำ ผมตื่นเต้นมากเมื่อมีคนซื้อเพราะผมไม่เคยทำผลิตภัณฑ์หรือเฟอร์นิเจอร์ออกมาขาย ที่ผ่านมาก็ทำแต่งานออกแบบตึกอาคารโครงการใหญ่ๆซึ่งก็มีรายได้ที่มากมายอยู่แล้ว แปลกนะที่เงินแค่สองสามหมื่น จะทำให้ผมมีความสุขได้มากมาย เพราะมันนิดเดียวมากเมื่อเทียบกัน แต่เออ…เฮ้ย! มันเป็นไปได้แฮะ!
(+)ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า มันเป็นเรื่องที่เพิ่มมิติอีกด้านของการออกแบบให้กับอาจารย์สิงห์ด้วยหรือเปล่าครับ?
ใช่นะ มันน่าตื่นเต้นตรงที่ปกติแล้ว การแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม คนทั่วไปมักจะนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ วิศวกร หรือคนโน่นคนนี่ แต่ครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่า การออกแบบมันช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย นักออกแบบสามารถช่วยได้ เราทำได้

(+)แล้วนับตั้งแต่วันนั้น อะไรบ้างที่ต่อยอดความคิดหรือขยายการพัฒนาทั้งในเรื่องของธุรกิจ รวมถึงเรื่องการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยครับ?
เยอะมากครับ มันมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เพราะจำได้ว่าตอนที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุ ในช่วงแรกเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเป็นช่วงที่ยังไม่มีความกระตือรือร้นหรือสนใจจากผู้คนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเท่าไรนัก มันเป็นเหมือนปรากฏการณ์หรือการจุดประเด็นในสังคม จากที่นิสิตนักศักษาอาจมองว่า สิ่งที่ผมพยายามสอนอยู่เป็นเรื่องที่สอนไปตามแบบหลักการความคิด ก็กลายเป็นตั้งใจฟังมากขึ้น เพราะสิ่งที่อาจารย์สอนอยู่ คนอื่นข้างนอกเขาก็ยังให้ความสนใจเลย หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการของบประมาณเพื่อส่งเสริมงานวิจัย ที่ก่อนหน้านั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ แต่ทุกวันนี้ เราสามารถที่จะมีงบประมาณดังกล่าวเพื่อสิ่งนี้ได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นนามธรรมอีกต่อไป มันเป็นเรื่องที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับการได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อจัดองค์ความรู้เรื่องการออกแบบที่ครบวงจร เป็นรูปธรรมและหลากหลาย ในทุกขนาดงาน ทุกคนทำได้หมด รวมถึงการสร้างจิตสำนึกสำหรับทุกชนชั้น ไม่ว่ารวยหรือจน มันเปลี่ยนวิธีคิดได้
(+)ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้อาจารย์สิงห์มองภาพรวมของสถานการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมชัดเจนขึ้นอย่างไรบ้างครับ ?
ความคิดของผู้คนดีขึ้นนะ คนเข้าใจมากขึ้น ดังนั้นจึงมีกลุ่มคนที่ยอมจ่ายเงินที่มากกว่าเพื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันเราก็สามารถดึงเอาคนในภาคการผลิตอย่างเช่นชาวบ้าน มาช่วยกันผลิตเพื่อสร้างงานซึ่งกัน คิดดูแล้วกันว่า นี่คือการเอาขยะไปขายต่างประเทศนะ เขาเอาขยะเราไป ขณะที่เราเอาเงินเขาเข้ามา
อย่างของบางชิ้น ตอนเป็นเศษเหล็กแค่ 3-4 บาท แต่พอเราเอามาประยุกต์ก็กลายเป็นว่า เราขายพันสองพันก็ยังมีคนซื้อ แค่เอาเศษเหล็กสองชิ้นมาเชื่อมต่อกัน โดยผ่านสายตานักออกแบบ อย่างเศษเชือกกิโลไม่กี่สิบบาทแต่พอเอามาทำเป็นโคมไฟก็กลายเป็นหลายพันบาท ใช่ไหม?

(+)ทราบมาว่าเดิมอาจารย์สิงห์จะทำงานในส่วนของการออกแบบเป็นจุดเริ่มต้น แต่ขณะนี้ได้ขยายงานไปถึงการวางระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยใช่ไหมครับ?
ใช่ครับ คือกำลังมองว่าจากที่แต่ก่อนคนมักจะนำเศษวัสดุต่างๆมาให้ผมทำการจัดการออกแบบ แต่ก็นั่นแหละ บ้านคนนะ ไม่ใช่โรงงาน! มันก็เลยเต็มไปด้วยเศษขยะเศษวัสดุ ดูห้องผมสิ! (หัวเราะ) มันมีแต่เศษข้าวของเครื่องใช้เต็มไปหมด จนกระทั่งผมต้องบอกกับทุกคนที่อยากให้ผมช่วยออกแบบว่า อย่าขนอะไรมาให้ผมเลยให้ส่งรูปมาก่อน แล้วผมจะตามไปที่โรงงานและศึกษาตั้งแต่พวกเครื่องยนต์กลไก รวมถึงความเป็นไปได้ในการผลิตว่าสามารถนำกลับไปใช้ในกระบวนการหรือสรรหาเครื่องจักรที่เหมาะสม ทำให้เขาสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตนเองในอนาคต
แต่ก็ถือว่าสิ่งที่ทำอยู่ ณ ตอนนี้ถือเป็นเรื่องปลายน้ำมาก เพราะมันคือตามแก้ปัญหา ในตอนนี้สิ่งที่ผมอยากทำมาก คือการขึ้นสู่ต้นน้ำเพื่อจัดการกับการลดจำนวนเศษวัสดุ หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรว่าทำได้ไหม? เช่น ปัญหาเรื่องความฟุ่มเฟือยในการใช้ทรัพยากร คุยกันตั้งแต่ต้นให้มองเห็นประเด็นบางอย่าง กำไรแค่นี้พอไหม ถ้าได้จิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ในอนาคตเราต้องมองเรื่องความสมดุล ซึ่งมี 3 เรื่องที่เราต้องตระหนักคือ 1.เรื่องเศรษฐกิจ 2.สภาพแวดล้อม และ3.คือคน ยากนะที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้สมดุล เราต้องช่วยกัน! ซึ่งผมในฐานะหน้าที่ปัจจุบันนี้ ผมไม่ได้กลัวว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า “คู่แข่ง” สำหรับผมงานออกแบบหรือการจัดการเศษวัสดุ ยิ่งดีเสียอีก ถ้ายิ่งช่วยกันทำมากๆ เพราะยิ่งแก้ปัญหาได้มาตาม นี่คือการหวนกลับไปมองถึงความสมดุลที่ว่าฯ คนอื่่นมองว่าผมอาจจะมีกำไรลดลง แต่สำหรับผม ผมว่ามันไม่มีทางลดลง ตราบใดที่คนเรายังผลิตขยะได้เก่งกว่าสินค้าจากวัสดุเหลือใช้ [USED PRODUCT] อีกอย่างหนึ่งคงไม่มีใครในโลกนี้ที่จะบินมาเมืองไทยเพียงเพื่อมาซื้อ“แบรนด์โอซิซุ“เพียงเจ้าเดียว!
(+)ตอนนี้ก็ยังเป็นแบรนด์เดียวที่ผลิตสินค้าด้านนี้โดยเฉพาะเหรอครับ? ทำไมล่ะครับ?
เออ…ทำไมล่ะ? (ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ) อืม…ผมคิดว่าเพราะ หนึ่ง เขาอาจจะคิดว่าต้นทุนสูงไปหมด ถ้ามองในแง่ธุรกิจ
(+)หรือว่ามันเป็นเรื่องของต้นทุนทางความคิด?
อืม…ม แต่มันไม่ยากนะสำหรับใครๆ เพราะอย่างชาวบ้านทั่วไป เขาก็เอาเศษวัสดุเล็กๆ น้อยๆ มาประดิษฐ์หรือประยุกต์ใช้เป็นสิ่งของได้สารพัด เขาเหล่านั้นแหละ ปรมาจารย์! ส่วนผมน่ะแค่คนที่เพิ่งเริ่มทำ เพราะฉะนั้นจึงน่าจะเป็นประเด็นอื่น เช่น วัสดุที่ได้มามันยากต่อการใช้มือทำ ต้องใช้เครื่องจักร ซึ่งไม่รู้จะเริ่มอย่างไร? ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนัก มันตอบยาก ว่าทำไม? แต่สิ่งหนึ่งที่ในแง่การทำธุรกิจที่คนลืมคิดไปว่า นอกเหนือจากการมองปริมาณความเป็นสินค้าตลาดแล้ว เขาอาจลืมไปว่า กระแสของสิ่งแวดล้อมกำลังมา ส่วนแบ่งทางการตลาดอาจจะได้สูงกว่าด้วยซ้ำเมื่อเทียบกัน ของจำนวนชิ้นน้อยกว่าแต่อาจได้กำไรมากกว่า คือผมว่ามันต้งลองน่ะ!

(+)มาถึงตอนนี้แล้วอาจารย์สิงห์มีโครงการอะไรที่สามารถเชื่อมโยงหรือแตกสาขาออกไปจากตรงจุดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์อยากทำมากๆบ้างครับ?
ผมอยากทำธุรกิจอื่น ให้คนเห็นว่าธุรกิจอะไรก็สามารถทำเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ เช่น บูติคโฮเทล ทำโรงเรียนหรือสถาบันที่สอนเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ แล้วก็เดินทางไปสอนคนทั่วโลก เพราะผมถือว่ามันไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันเป็นปัญหาของโลก มันคงจะช่วยได้มากขึ้นหากไม่มีพรมแดนใดมากั้นสำหรับการแบ่งปันซึ่งกัน
(+)ทุกวันนี้อาจารย์สิงห์รู้สึกอย่างไรบ้างครับ? ที่ได้ทำในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน
ผมว่ามันเป็น “ความมันส์” เออ…เฮ้ย! “ดีไซเนอร์” ทำได้หลายอย่าง อย่างนี้เชียวเหรอ? ซึ่งแต่ก่อน คนมักจะมองดีไซเนอร์ว่าเป็นตัวแทนของความฟุ่มเฟือย เป็นพวกสำอาง แต่ผมอยากให้เขามองว่า เราคือผู้พิทักษ์โลกได้นะ (หัวเราะ) อะไรทำนองนั้น…
(+)คำถามสุดท้ายนะครับ สิ่งที่อาจารย์สิงห์อยากจะสื่อสารกับการร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับคนคนหนึ่ง เขาต้องเริ่มต้นที่ตรงไหน? และอย่างไรบ้างครับ?
การทำเศษวัสดุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มีคุณค่า เราต้องเข้าใจมันก่อน ง่ายๆ เลยคือ ต้องคัดแยกมันให้เป็น ตอนนี้การแยกขยะมีใครกี่คนที่ทำจริงๆ! มัวแต่ไปพึ่งซาเล้งกันหมดเลย ถูกไหม? ซึ่งสิ่งที่ง่ายที่สุดและทุกคนทำได้ ผมขอแค่นี้เอง “คัดแยก” ไม่ต้องไปคิดว่า เดี๋ยวเขาก็จับไปรวมกันในรถขยะ อย่าคิดอย่างนั้น เพราะการคัดแยก มันมีผลต่อจิตใจเราด้วย 1.ฝึกตัวเอง 2.คนที่นำขยะไปเขาสามารถนำไปปรับแก้ไขได้ง่ายขึ้น 3.บางครั้งในตอนคัดแยก คุณจะเห็นเองว่า มันเยอะ ทำให้อยากจะลดการใช้ การบริโภค หรืออาจจะเอาเศษวัสดุเหล่านั้นไปทำอะไรได้สารพัดหลายประเด็น ซึ่งถ้าอยากจะศึกษาให้ละเอียดมากกว่านี้ ให้มาผมได้เลยที่คณะฯ ได้เลย เราสอนทุกๆเย็นวันพฤหัสเกี่ยวกับการปฏิบัติการออกแบบเศษวัสดุ ไม่มีข้อจำกัดใดที่จะมาคุยมาปรึกษากัน ผมยินดีเสมอครับ
…………………………………………………………
13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
สวัสดีปีใหม่ครับ

” LOVE WILL KEEP US ALIVE “
……………………………………………….
25 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ















