"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)

"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"

Archive for ต้นไม้ ใบหญ้า

Delete Fast-food “น้ำพริก-ผักจิ้ม วิถีไทยต้านภัยอาหารขยะ”

เนื้อหา: เว็บไซต์ “หมอชาวบ้าน” http://www.doctor.or.th  ภาพประกอบ : ปกหนังสือเรื่อง “น้ำพริก” – มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / หนังสือเรื่อง “ระบายให้อร่อย” – เมตตา สุดสวาท

DSC00081

 การขยายตัวของอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูง กำลังแทรกซึมเข้ามายังห่วงโซ่อาหารของคนไทย ทำให้วิถีการกินแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย เริ่มถูกกระแสโลกาภิวัตน์ครอบงำ ประเทศไทยกำลังเป็นเหยื่อ พื้นที่ชนบทที่เคยเป็นแหล่งผลิตอาหาร ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ถูกครอบงำด้วยระบบโฆษณา ทำให้กลายเป็นพื้นที่ ขาดแคลน ไปได้ เพราะพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป จากที่เคยบริโภคอาหารหลากหลาย หันมาบริโภคตามแรงโฆษณา อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างชาติสยายปีกเข้ามาขยายสาขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ข้อมูลจาก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แผนกงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ประเทศที่ขาดแคลนอาหารกลับเป็นประเทศที่มีประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งแม้แต่ประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตอาหารก็เป็นประเทศที่นำเข้าอาหารมหาศาลเช่นกัน
มันบิดเบี้ยว บางส่วนขาดแคลน ขณะที่บางส่วนล้นเกิน ปรากฏการณ์แบบนี้ผมมองว่า มาจากการส่งเสริมการค้าแบบเสรีเป็นหลัก  เพราะระบบอุตสาหกรรมเข้ามาครอบงำระบบอาหารผูกขาด”

 

น้ำพริก เป้านิ่งของกระแสโลกาภิวัตน์
อาหารคู่ครัวไทยอย่างหนึ่ง ที่กำลังได้รับผลกระทบจนเซซวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยที่น้อยคนจะคาด คิดถึงก็คือ น้ำพริก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ บอกว่า การหลั่งไหลของอาหารฟาสต์ฟู้ดวัฒนธรรมอาหารตะวันตกและอื่นๆ
  ตลอดจนอาหารสำเร็จรูปแบบต่างๆ ทำให้คนรุ่นใหม่กินน้ำพริกน้อยลงและมีคนตำน้ำพริกเป็นน้อยลง ส่งผลต่อน้ำพริกถึงขั้น วิกฤติ เลยทีเดียว

ที่เป็นอย่างนั้น เพราะนอกจากคนกินน้ำพริกและตำน้ำพริกเป็นน้อยลงแล้ว น้ำพริกยังถูกรุกอีกด้านจาก ความเสื่อมของฐานทรัพยากร กล่าวคือแหล่งผลิตของส่วนประกอบน้ำพริกก็กำลังโดนรุกคืบจากปัจจัยต่างๆ

แหล่งผลิตกะปิจากกุ้งทะเลกลายเป็นท่าจอดเรือ ชุมชนถูกกดดันออกจากอาชีพให้ไปทำอย่างอื่นในภาคบริการท่องเที่ยวแทน ตัวเคยที่นำมาทำกะปิชั้นดีก็หายไป เพราะสารเคมีที่เจือปนในแม่น้ำ เหลือเพียงตัวเคยที่ไม่มีคุณภาพในท้องทะเลมาทำกะปิให้คนกิน  ขณะที่ปลาร้า กะปิ กุ้งที่ขายตามท้องตลาดก็เต็มไปด้วยผงชูรส สารกันเสียและสีย้อม

แหล่งปลูกหอม กระเทียม ก็ถูกกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร  การทำเอฟทีเอกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กระเทียมจีนและหอมจีนหัวใหญ่ๆ ไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่เกษตรกรไทยที่เคยปลูกกระเทียมต้องหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนนับหมื่นครอบครัว

ส่วนผักพื้นบ้านที่กินกับน้ำพริกก็อยู่ในภาวะวิกฤติของสารพิษเจือปน อีกทั้งเกษตรกรที่เคยปลูกพืช ผักแบบพอเพียงก็เปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดียว ปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรม เช่น การปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมันแทน เรียกได้ว่า น้ำพริกถูกรุกรานจากทุกด้านจนแทบไม่มีที่ยืน “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป  น้ำพริกอาจหายไปไม่เกิน ๒ ทศวรรษ”   วิฑูรย์กล่าว

Untitled-4 

เมื่อน้ำพริกหายไป อะไรจะเกิดขึ้น
ความจริงแล้ว สูตรน้ำพริกในตำราของประเทศไทยมีความหลากหลายมากกว่า ๕๐๐ สูตร ดังที่การศึกษาของแผนงานฐานทรัพยากรอาหารในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และการสำรวจสูตรน้ำพริกชุมชนใน
  ๓๕ ชุมชน รวบรวมสูตรน้ำพริกได้ถึง ๑๙๑ สูตร แต่จากการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ ๘๐ รู้จักน้ำพริกเพียงแค่ ๘ ชนิดเท่านั้น
การสูญหายไปของสูตรน้ำพริก แม้เพียงสักหนึ่งสูตรอาจมีผลกระทบเชื่อมโยงกว้างขวางกว่าที่เราคาดคิด
  ด้วยเหตุที่น้ำพริกแต่ละสูตรนั้นเชื่อมโยงกับเรื่องทรัพยากรชีวภาพและวิถีชีวิตของชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้อง  ชาวประมงพื้นบ้าน คนจับปลาจำนวนมาก

ฐานทรัพยากรอาหารของไทยจะถูกกระทบอย่างรุนแรงเพราะต่อไปอาหารอาจต้องมาจากการนำเข้าล้วนๆ ซึ่งอาหารต่างชาติอุดมไขมันยังก่อให้เกิดโรคจากการบริโภค เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอาหาร

ดังตัวเลขคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปีละ ๕๐,๐๐๐ คน อีกมากเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพาต  อัมพฤกษ์ นอกจากนี้ประชากร ๖๕ ล้านคน มีผู้เป็นเบาหวานกำลังอยู่ระหว่างการรักษาประมาณ ๓ ล้านคน  และอีก ๖ ล้านคนมีน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเพียงแต่ยังไม่ปรากฏอาการเท่านั้น

รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปีหนึ่งประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ สูงถึง  ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่ายาประมาณร้อยละ ๓๐ หรือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่ายาแผนปัจจุบันที่สั่งตัวยาจากต่างประเทศเข้ามาผลิต คาดว่าไม่เกิน ๑๐ ปีจากนี้ ค่ายาจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

 

ทางรอดของ น้ำพริก ทางออกของฐานทรัพยากรอาหารไทย
อย่างไรก็ตาม วิฑูรย์บอกว่า ศัตรูของน้ำพริกอย่างอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็กำลังมีปัญหาเช่นกัน เพราะโรคที่เกิดจากอาหารเหล่านี้ทำให้คนระมัดระวังเรื่องการกินมากขึ้น ซึ่ง วิกฤติ ของอาหารฟาสต์ฟู้ดนี้เอง ก็ถือเป็นโอกาสของน้ำพริกไปในเวลาเดียวกัน

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง  เพราะวัฒนธรรมการบริโภคแบบไทยเท่านั้นจึงสอดคล้องกับวิถีการรักษาฐานทรัพยากรอาหารให้เกิดความยั่งยืนได้ เพราะน้ำพริกไม่ใช่เป็นเพียงอาหาร หากแต่เป็นชุดวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความเป็นชุมชน มีฐานทรัพยากรที่หลากหลาย ถึงเวลาที่จะฟื้นสูตรอาหารไทย เพื่อรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมเอาไว้ ก่อนที่กระแสโลกาภิวัตน์ และโลกเสรีจะกลืนวัฒนธรรมอาหารของไทยไปจนหมดสิ้น

…………………………………………………….. 

ปลูกผักสวนครัว ทำเองได้ไม่ยาก!!!

ผักสวนครัว

โดย นันทา กันตรี : เว็บไซต์ food4change.in.th “กินเปลี่ยนโลก” ภาพประกอบ : http://portfolio.marikahahn.com

ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่อาจจะทำให้ใครหลายๆคนเครียด หากมีเวลาลองหันมาปลูกผักกันดูบ้าง นอกจากช่วยให้ประหยัดรายจ่ายในส่วนของผักแล้ว ยังได้ผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ที่สำคัญการให้เวลาส่วนหนึ่งกับการปลูกและดูแลผักจะช่วยให้คุณลดความเครียดได้อีกด้วย

เรากำลังจะบอกคุณถึงการปลูกผัก ที่คุณสามารถลองทำเองได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างจำกัด เช่น บ้านจัดสรร ระเบียงคอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเมนต์ เป็นแนวทางสำหรับการปลูกผักแบบอินทรีย์ โดยคุณไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆเลยในการปลูก

  1. สถานที่ และขนาดของการปลูก ต้องดูว่าคุณพอจะมีที่ว่างในบริเวณบ้านของคุณเหลืออยู่บ้างรึเปล่า อาจจะเป็นที่ว่างที่พอมีแสงส่องรำไร หรือมีแสงส่องตลอดเวลา ที่ว่างนี้อาจจะเป็นแปลงดอกไม้เก่าของคุณ หรือกระถางปลูกต้นไม้ ที่คุณอาจจะลองเปลี่ยนมาปลูกผักดูบ้าง นอกจากสวยงามไม่แพ้กันแล้วยังกินได้อีกด้วย นอกจากผักใบแล้ว ผักจำพวกที่เป็นเถาเลื้อย เช่น ถั่วพู บวบ ถั่วฝักยาว ผักตำลึง ฯลฯ ก็ให้ร่มเงาและสวยงามไม่แพ้ไม้ดอกเลยเชียว ขนาดของการปลูกก็จะสัมพันธ์กับสถานที่และเวลาที่คุณจะมีพอสำหรับการดูแลผักทั้งหลายที่คุณปลูกไว้
  2. จะปลูกผักอะไร คุณอาจจะต้องเลือกว่าแต่ละช่วงจะปลูกผักอะไรได้บ้าง เพื่อให้มีผักชนิดต่างๆหมุนเวียนไว้กินตลอดทั้งปี เช่น ผักบางชนิดอาจจะชอบหน้าหนาว บางชนิดชอบหน้าร้อน แต่บางชนิดก็ปลูกได้ตลอดปี ชนิดของผักที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค มีทั้งผักที่กินใบ เช่นผักบุ้ง ผักคะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักชี ต้นหอม ผักสลัด ผักโขม กุ้ยช่าย คื่นช่าย กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ตะไคร้ ฯลฯ ผักกินดอก เช่น กะหล่ำดอก บรอคโคลี่ เป็นต้น ผักกินผล เช่นมะเขือ มะเขือยาว มะเขือเทศ บวบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว แตงกวา ถั่วแขก มะระจีน ฯลฯ ผักกินหัวเช่นหัวไชเท้า แครอท เป็นต้น ผักแต่ละชนิดก็มีอายุเก้บเกี่ยวแตกต่างกันไป ผักบางชนิดเก็บได้ครั้งหรือสองครั้ง แต่บางชนิดปลูกได้นานข้ามปีก็มี และยังมีผักพื้นบ้าน เช่น ตำลึง มะระขี้นก ฟักแม้ว ฟักข้าว ฯลฯ ที่น่าสนใจนำมาปลูกไว้กินเอง
  3. แหล่งน้ำ โดยส่วนใหญ่ผักไม่ชอบน้ำประปา แต่หากคุณไม่มีน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติการรดด้วยน้ำประปาก็ทำได้ แต่หากเป็นไปได้คุณควรมีถังสำหรับพักน้ำประปาก่อนจะนำมารดผัก

TomatoAsparagusTulips

อุปกรณ์ที่ใช้

  1. ภาชนะสำหรับปลูก มีวัสดุหลายอย่างที่คุณสามารถนำมาใช้ปลูกผักได้ เช่น กระถาง กระบะ กะละมังแตก ยางรถยนต์ หรือปลอกซีเมนต์ ภาชนะสำหรับปลูกควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 6 นิ้วการเลือกภาชนะขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่คุณมี และการออกแบบของคุณ หากปลูกพืชจำพวกกินใบ หรือกินผล กินฝัก ที่ไม่ใช่ไม้เลื้อยก็ไม่จำเป็นต้องทำค้าง ใช้เพียงกระถางก็เพียงพอ แต่ถ้าปลูกผักที่เป็นเถา นอกจากใช้กระถางแล้วก็อาจจะต้องหาวัสดุสำหรับให้เถาไม้ยึดเกาะ หรือให้เลื้อยเกาะต้นไม้ต้นๆอื่นๆในบ้านก็ได้ ถ้าจะทำให้บ้านคุณไม่รกเกินไป สำหรับขนาดกระถางก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่คุณมี
  2. ดินปลูก การปลูกในภาชนะ คุณอาจจะต้องซื้อดินปลูกสำเร็จรูปที่มีขายตามร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป หากไม่แน่ใจว่าดินปลูกนั้นจะปลูกแล้วงามหรือไม่คุณอาจจะต้องซื้อปุ๋ยหมักมาคลุกเคล้ากับดินปลูกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสำหรับการปลูกผัก และหากคุณสามารถหาน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพได้ก็ยิ่งดีให้นำมาเจือจางแล้วนำมาราดกับดินปลูกที่เคล้ากันกับปุ๋ยหมัก เพื่อให้จุลินทรีย์จากน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพช่วยในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืชอีกทางหนึ่ง นอกจากการซื้อดินปลูกจากร้านวัสดุการเกษตรแล้ว คุณยังสามารถทำดินปลูกไว้ใช้เองได้อีกด้วย โดยมีสูตรง่ายๆคือปุ๋ยหมัก 2 ส่วน ดิน 2 ส่วน? ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แกลบดิบ 1/2 ส่วน น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ ( เจือจาง 1 ลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร ) คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันราดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพให้เข้ากันและมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แฉะเกินไป หมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ จึงนำมาใช้
  3. เมล็ดพันธุ์สำหรับปลูก คุณสามารถซื้อเมล็ดพันธ์ผักชนิดต่างๆ ที่คุณอยากจะปลูกได้จากร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป โดยในซองบรรจุจะระบุฤดูปลูก เปอร์เซนต์ความงอก อายุเก็บเกี่ยว วันเดือนที่ที่ผลิตและหมดอายุ ผักบางชนิดเมื่อปลูกแล้วคุณอาจจะเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองได้ แต่บางชนิดจะเป็นพันธุ์ลูกผสมซึ่งเก็บพันธุ์ไว้ปลูกไม่ได้ นอกจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้ว ผักหลายชนิดสามารถปลูกด้วยหัวหรือกิ่งปักชำได้ หรือคุณจะซื้อต้นกล้าผัก เช่น พริก กะเพรา โหระพา ฯลฯ จากร้านขายต้นไม้ แล้วนำมาปลูกก็ได้ แต่ต้องเลือกต้นที่ยังไม่แก่เกินไป และมีความแข็งแรง

VegetableGarden

ขั้นตอนการปลูก

  1. การเตรียมดิน นำดินปลูกที่เตรียมไว้ใส่ในภาชนะ ให้พอประมาณ โดยควรจะมีความสูงของดินไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว หากมีดินอยู่ในภาชนะอยู่แล้วควรพรวนดินแล้วปล่อยตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ และเติมปุ๋ยหมัก ก่อนการปลูกครั้งต่อไป
  2. การปลูก มี 3 แบบ
    การหยอดด้วยเมล็ด เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วก็นำเมล็ดมาหยอดลงในดินปลูก หากเป็นภาชนะขนาดเล็ก ควรหยอดแต่น้อย ไม่ควรเกิน 4-5 เมล็ดต่อตารางฟุต เพราะเมื่อผักโตเต็มที่จะใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น เมื่อต้นกล้าโตจนมีใบจริงใช้กรรไกรตัดต้นกล้าที่ไม่ต้องการออก เหลือต้นแข็งแรงไว้ 1-2 ต้น ก็พอ ไม่ควรใช้มือถอนเพราะจะทำให้รากต้นข้างเคียงกระทบกระเทือนได้
    การปลูกด้วยต้นกล้า เตรียมดินปลูกในภาชนะ แล้วนำเมล็ดผักหว่านบางๆ โรยด้วยดินปลูกด้านบนอีกเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่มชื้น เมื่อต้นกล้าโตมีใบ 3-4 ใบ จึงย้ายมาปลูกในกระถางที่เตรียมไว้ พืชจำพวกพริก กะเพรา โหระพา จะมีต้นกล้าเพาะใส่ถุงขายตามตลาดต้นไม้ทั่วไป คุณสามารถซื้อต้นกล้ามาแล้วย้ายลงปลูกในภาชนะได้เลย
    การปักชำด้วยกิ่งหรือหัว พืชหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ตะไคร้ ชะพลู? ฯลฯ สามารถปักชำโดยใช้กิ่งได้ นำกิ่งที่แก่มาปักชำลงในภาชนะแล้วรดน้ำให้ชุ่มชื้น สำหรับพืชหัว เช่น หอมแดงหรือกระเทียม ก่อนปลูกนำมาห่อผ้าแช่น้ำสัก 1 -2 คืน สังเกตุว่าเริ่มมีรากงอกก็นำมาปลูกในภาชนะได้
  3. การรดน้ำ รดน้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ควรจะรดน้ำให้มากหน่อยในระยะแรกของการปลูก และฤดูร้อน สำหรับในฤดูฝนควรลดการให้น้ำลงถ้ามีความชุ่มชื้นพอแล้ว
  4. การกำจัดศัตรูพืช วิธีการปลูกที่แนะนำนี้เป็นการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี หากพบว่ามีการระบาดของหนอนอาจจะใช้มือจับออก หรือใช้น้ำสะเดาฉีด และหากเป็นพวกเพลี้ยต่างๆ ก็ใช้น้ำยาล้างจาน เจือจาง 15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดตามใต้ใบในเวลาเย็น สำหรับการบำรุงดินก็เพียงเติมปุ๋ยหมักลงไปเท่านั้น
  5. การเก็บเกี่ยว หากเก็บผักในเวลาเช้าจะทำให้ได้ผักที่สวย ผักหลายชนิดคุณสามารถเก็บส่วนยอดอ่อนไปปรุงอาหารแล้วเหลือส่วนที่เป็นต้นไว้เพื่อให้แตกยอดใหม่ได้อีกหลายครั้ง การปลูกผักในภาชนะสามารถปลูกหลายชนิดผสมผสานกัน คุณจะมีผักสดหลากหลายชนิดไว้กินตลอดทั้งปี และปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย

…………………………………………………….

อาจจะจริง ? อย่างที่เขาเอ่ย…

DSC00297is

“คงเป็นเพราะการมีชีวิตอยู่… เป็นความทุกข์อันยาวนานชนิดหนึ่ง มนุษย์จึงต้องแสวงหาความสุข… ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต”

จากภาพยนตร์เรื่อง “ฟ้าทะลายโจร” (Tear of black tiger)


…………………………………………………….

ภาพบันทึกจากช่วงต้นฤดูฝน พค. 52 / ริมรั้วที่พัก เอกมัย กรุงเทพฯ

“โครงการหลวงหนองหอย” แหล่งอาหารและชีวิตบนดอยสูง

๒๕ กรกฎาคม ๕๑ โครงการหลวงหนองหอย แม่ริม เชียงใหม่

Lantana

หลังจากที่ใช้ชีวิตกลางแจ้ง อาบลมห่มแดด…อยู่หลายวัน

เหลียวซ้ายแลขวาก็เจอแต่อุปกรณ์ช่างและเรี่ยวแรงที่อ่อนล้าตามแรงตะวันคล้อยเอน…

เริ่มเข้าใจว่าชีวิตกรรมกร นั้นเหนื่อยยากเข็ญมิใช่น้อย…

เทียบกับคนนั่งทำงาน จิ้มคีย์บอร์ดหน้าจอคอมฯ ใต้กระแสแอร์เย็นฉ่ำแล้ว มันต่างกัน

ราวอยู่คนละดวงดาวโดยแท้…

 

ยามที่ได้กลับมานั่งพักฟื้นร่างกายสักวันสองวัน หัวใจพลอยก็พลัน ตื่นราวกับดอกไม้ต้องแสงยามเช้า…

นี่อาจเป็นวันแรกในรอบสัปดาห์ที่ดวงตาได้ชื่นชมดอกไม้ข้างทางแบบนานๆ อย่างที่คุ้นเคย…อีกครา

 

ผกากรองริมคลอง บานสะพรั่งหลากสีอยู่เต็มทาง งามยิ่งนัก…

เกินกว่าใจจะหักห้ามไม่ให้เด็ดดึงมาเสียบปักในแก้วใบเก่าที่ตากฝุ่นอยู่บนหลังตู้

ด้วยหวังชุบชีวิต ต่อยอดให้บรรยากาศบนโต๊ะทำงานแห่งเดิม…

กลับมามีความรื่นรมย์อย่างที่เคยเกิดขึ้น…ยามที่ใคร่ครวญหาความงาม แม้เพียงชั่วครู่…ก็พอใจ…

 

บ้านพักแม่ริม ๒๒ กรกฎาคม ๕๑

……………………………………………..

ความรู้เพิ่มเติม

ผกากรอง

ชื่อสามัญ Cloth of gold

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Lantana camara linn

ถิ่นกำเนิด แอฟริกา

ลักษณะทั่วไป

ผกากรองเป็นไม้พุ่มที่พบทั่วไปในบ้านเรา ใบจะมีสีเขียวเข้ม ใบรูป ไข่ ขอบใบจักเล็กน้อยผิวใบมีขนอยู่ทำให้รู้สึกสากๆ

เมื่อจับต้อง ผกากรองนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ โดยอาจปลูกเป็นแถวหรืออาจเป็นกลุ่มให้เกิดเป็นพุ่มก็ได้

ดอกของผกากรอง ดอกของผกากรองมีลักษณะเป็นสีสันสวยงามมาก มีหลายสี ตั้งแต่เหลือง ชมพูและม่วง 

 

การดูแลรักษา

แสง ผกากรองชอบแสงแดดจัด

น้ำ ต้องการน้ำน้อย

ดิน เจริญเติบโตได้ด้วยดินทุกชนิดแต่ส่วนมากจะชอบดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี

ปุ๋ย การใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักใส่บริเวณโคนต้น

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ดและปักชำ

โรคและแมลง ไม่ค่อยพบโรคและแมลงรบกวนเท่าไหร่

“ รอยทางเดิน…สายเดิม”

ยามเย็น ๓ กรกฎาคม ๕๑ /  บ้านพักแม่ริม

……………………………………….

ภาคต่อเนื่อง…

ยามเช้า ๖ กรกฎาคม ๕๑

ตื่นเช้าขึ้นมา…พบหน้าตาตัวเอง พร้อมรอยยิ้มเปื้อนน้ำลายบูดตรงมุมปากที่สะท้อนในกระจกเงา…พลางยิ้มตอบ…

……………………………………………..

 

มองออกไปนอกหน้าต่างบานเดิม…แสงยามเช้ายังดูสดใสเช่นเมื่อวาน…

ต้นไม้ใบหญ้า…รวมถึงหลายสิ่งรอบตัว เปลี่ยนแปลงไปตามทำนองของฤดูกาล…

 

บนรอยทางสายเดิม…

เรายังคงเดินไปตามที่หัวใจเราปรารถนา…

พยายามรักษาสมดุลและประคับประคองจังหวะ ความรู้สึก นึก คิด…

ให้เป็นไป ตามรอยร่าง รอยทางนึกฝัน…

 

หลายครั้ง…ที่เราไม่สามารถอธิบายว่า สิ่งใด? คือความจริง…อย่างไหน? คือความฝัน…

มันไม่ใช่คำตอบ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอธิบาย เช่นที่ใจตั้งคำถาม…

 

บนรอยทางสายเดิม…ที่เราเลือกเดิน

อาจไม่มีความหมายให้จดจำ…ยามที่เราจากไป…

แต่ ณ ขณะนี้…เราอาจเรียกอย่างย่นย่อได้ว่า…ความอิ่มเอม…(ชั่วขณะ)

…พื้นที่และเวลา เชื่อมโยงมิติ ให้รับรู้…ความเป็นอยู่…

ไม่มีอะไรอยู่เหนือกฎเกณฑ์ เหนือความคาดหมาย…มันเป็นอย่างนั้น…และเป็นเช่นนั้นกระมัง?…”

……………………………………………….

 

แด่…”ความรื่นรมย์…” (ในวงเล็บ…)

ความรื่นรมย์ในชีวิต…ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร? นานแค่ไหน? ไม่สำคัญ …

(“ชีวิต” มีความหมายมากกว่านั้น…มากกว่า การพยายามครอบครอง”ความสุข…”)

อะไร? คือ “คำตอบ”… (บางครั้ง) เราไม่จำเป็นที่จะต้องค้นหา… (มันไม่สำคัญ…เท่าที่เรารับรู้ …)

………………………………………………………….

บ้านพักแม่ริม / อาทิตย์สวัสดิ์ ๑๕ มิถุนายน ๕๑

 

ข้อมูลภาพ http://www.thumbtackpress.com

พืชพลังงานลดโลกร้อน : นิทานหลอกเด็ก


11 มิถุนายน 2551 
 
ตัดต่อและเรียบเรียงจาก รายงานศึกษาเรื่อง
น้ำมันเชื้อเพลิงเกษตร โอกาสหรือภัยคุกคามเกษตรกรโดย กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา มูลนิธิชีววิถี และ รีเบคา เลียวนาด TERRA/ พฤษภาคม 2551
………………………………………………….. 
ความย่อกระแสการใช้น้ำมันผสมจากพืชพลังงานแทบไม่ต้องคิดว่าได้ผลตอบรับมากเพียงใด เพราะการบริโภคน้ำมันอันมหาศาลในแต่ละวันก็สร้างความรู้สึกผิดลึกๆ ในใจของผู้บริโภคน้ำมันอยู่แล้ว อีกทั้งการสอดรับกับการรณรงค์ลดโลกร้อนจากสื่อทุกด้าน พืชพลังงานจึงถูกโหมกระพือทั้งข้อเท็จจริงและข้อสนับสนุนจนแยกออกจากกันได้ยากยิ่ง พร้อมกับนิทานเรื่องเล่าใหม่ที่ใช้ปลอบประโลมว่าพืชพลังงานลดโลกร้อนได้ชะงัดนัก แต่นิทานก็ยังไม่ใช่เรื่องจริงอยู่วันยังค่ำ
สงครามระหว่างพืชอาหาร กับ พืชพลังงานเริ่มขึ้นแล้วหรือยัง? หากมันปะทุขึ้นแล้ว ความสูญเสีย และความเสียหายจะเกิดขึ้นกับใคร อย่างไรบ้าง? ส่วนกระแสนิยมแก้ปัญหาโลกร้อนที่มีสาเหตุมาจากการอุปโภคน้ำมันฟอสซิล ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากมายนั่นเอง เราจึงต้องหันมาสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงจากพืชน้ำมัน-ธัญพืช ที่เราเรียกกันว่า Agrofuel เป็นพลังงานทดแทนอย่างนั่นหรือ? เอ…แล้วนั่นจะเป็นการแก้โลกร้อนได้จริงหรือไม่
ข้อสงสัยมากมายเหล่านี้ ชวนให้เราต้องแสวงหาข้อมูลและศึกษาให้มาก ในมิติหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือ ชีวิตของ เกษตรกรที่เพาะปลูกพืชที่จะนำมาผลิตพลังงานทดแทน ทั้งเอธานอล และอะโกรดีเซล พวกเขากำลังเป็นผู้คุมเกมและกอบโกยผลประโยชน์จากสถานการณ์วิกฤตน้ำมันแพงนี้ หรือเป็นเหยื่อกันแน่ นี่สิต้องชวนกันขบคิด!
จากรายงานการศึกษาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงเกษตร โอกาสหรือภัยคุกคามเกษตรกรที่ศึกษาและนำเสนอโดย กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา จากมูลนิธิชีววิถี และ รีเบคา เลียวนาด จาก TERRA ได้นำเสนอหัวข้อสำคัญ ดังนี้
1.สถานการณ์ระดับโลก กับคำถามที่ว่า ทำไมจึงต้องเป็น น้ำมันเชื้อเพลิงเกษตรแล้วอะไรคือเชื้อเพลิงเกษตร ผู้ผลิตสำคัญในโลกคือใคร รวมไปถึงข้อโต้แย้ง และผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และในอนาคต 2.สถานการณ์ในระดับภูมิภาค และ 3.สถานการณ์ประเทศไทย โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจต่อไปนี้
 
 

 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโลก

รัฐบาลหลายแห่งทั่วโลก พร้อมทั้งหน่วยงานและองค์กรที่ทำงานด้านอาหาร รวมไปถึงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ต่างได้ออกมาแถลง เตือน และแสดงถึงความห่วงใยต่อวิกฤตอาหารแพงกันแล้ว โดยปีที่แล้วราคาอาหารทั่วโลกเฉลี่ยแพงขึ้น 40% ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็คือคนจน นำมาซึ่งการประท้วงบนท้องถนนทั้งในพม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน ฯลฯ

ไม่เพียงแค่นั้น องค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ออกมาเตือนว่า 37 ประเทศทั่วโลก กำลังเผชิญวิกฤติอาหาร และราคาธัญพืชที่อยู่ระดับสูงในตลาดโลก เพราะธัญพืชส่วนใหญ่ได้ถูกนำไปใช้เป็นพลังงานทางเลือกมากขึ้น ส่วนซีพีของไทยก็จี้รัฐปล่อยลอยตัวสินค้าเกษตร และระบุว่าใน 10 ปีข้างหน้า ราคาสินค้าเกษตรเกษตรจะสูงขึ้นปี 10–12 %

ปัญหาป่าไม้-พรุ ถูกรุกหนักก็เป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรแห่บุกรุกป่าปลูกพืชพลังงาน เฉพาะเขตอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์กินอาณาเขตกว่า 25% ของพื้นที่แล้ว อีกทั้งมีกระแสข่าวว่ามีนายทุนจากกรุงเทพฯ รายหนึ่งกำลังจะเข้าไปปลูกปาล์มในพื้นที่ชุ่มน้ำควนเคร็ง” ซึ่งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งแรกของไทยที่ขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์

จากข้อมูลราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินทั่วประเทศขณะนี้ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 26.90 พื้นที่ที่อัตราการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่สำคัญ 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต อุดรธานี เลย และตราด เป็นต้น ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มของราคาที่ดินเกษตรกรรมสำหรับสินค้าพลังงานทดแทน เช่น ปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีมากในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยราคาประเมินที่ดินสวนปาล์มใน จ.สุราษฎร์ธานี เพิ่มขึ้นจาก 100 บาทต่อตารางวา เป็น 12,000 บาทต่อตารางวา

นอกจากนี้ บรรษัทข้ามชาติด้านการทำป่าไม้และเส้นใยเซลลูโลส (เช่น บริษัท Stora Enso, Aracruz, Arauco, Botnia, Ence ฯลฯ) ซึ่งปัจจุบันผลิตวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมกระดาษ แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีเพียงเล็กน้อยบรรษัทเหล่านี้สามารถเปลี่ยนผลผลิตไปเป็นพืชที่ใช้ทำเอธานอลได้ โดยบรรษัทข้ามชาติทุกบริษัทที่ควบคุมเมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมล้วนแล้วแต่ทุ่มลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ ส่วนใหญ่เป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่มีสารให้น้ำมันสูง เช่น น้ำตาลหรือแป้ง

 

ข้ออ้าง: น้ำมันหมดโลก และโลกร้อน

การผลักดันสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดการนำใช้พืชมาผลิตพลังงานนี้ สาเหตุหลักที่มักมีการอ้างถึงอยู่เสมอ คือ เรื่องของความมั่นคงทางพลังงาน เพราะยุคทองของน้ำมันได้ผ่านพ้นไปแล้ว หากประชากรโลกยังคงรักษาระดับการใช้น้ำมันฟอสซิลอยู่อย่างนี้ คาดว่าคงไม่เกิดอีก 2 ช่วงอายุคน น้ำมันก็จะหมดจากโลกเป็นแน่แท้ บวกกับความผันผวนของราคาน้ำมันที่ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจไม่เสถียร ประเทศหลายประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน จึงไร้อำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจ (จึงไม่น่าแปลกใจ หากบราซิล แม้จะไม่เป็นเจ้าน้ำมันปิโตรเลียม ก็ขออาจหาญเป็นเจ้าเอธานอลจากอ้อยแทนก็แล้วกัน)

ข้ออ้างถัดมา คือ การขยายตัวของตลาดการค้า ผลิตผลเกษตรกร และข้อสุดท้ายคือ ข้อห่วงใยด้านปัญหาโลกร้อน เนื่องจากแรงจูงใจจากพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นแนวทางการบรรเทาภาวะโลกร้อนโดยใช้กลไกตลาด และการให้การอุดหนุนการผลิตน้ำมัน Agrofuels เป็นแรงกระตุ้นอย่างสำคัญ โดยตามข้อผูกพันในพิธีสารเกียวโตประเทศพัฒนาแล้วมีพันธะผูกพันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5-10% ภายในปี 2552-2557 รวมไปถึง กลไกการพัฒนาแบบสะอาด (CDM ) และระบบการค้าก๊าซเรือนกระจกของ EU -ตั้งแต่ปี 2548

ฉะนั้น เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติน้ำมัน แต่เรามีหนทางต่อกรกับปัญหานี้ได้ 2 ทาง ต้องพัฒนาค้นหาพลังงานทางเลือกน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช และ ต้องค้นหาทางเลือกในการลดการบริโภคที่เกินความจำเป็นด้วยเช่นกัน

 

แหล่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือแหล่งปัญหา?

ส่วนใหญ่ พืชน้ำมันเพาะปลูกกันและผลิตในยุโรปกว่า 90% ตามมาด้วยมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเอธานอล ได้มาจาก อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าวสาลี หญ้าหวาน ข้าวและอื่นๆ ส่วน อะโกรดีเซล (Agrodiesel) จาก เรปซีด ปาล์มน้ำมัน น้ำมันละหุ่ง สบู่ดำ มะพร้าว ถั่วเหลือง และอื่นๆ ทั้งนี้ 90% ของน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชทั้งหมดถูกใช้เพื่อการขนส่ง

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในการผลิตเอธานอล หรืออะโกรดีเซลนั้น ต้องใช้ผลผลิตทางการเกษตรมากมายขนาดไหน นี่คืออัตราส่วนการผลิตพลังงาน ข้าวโพด 1 กก. ผลิตเอธานอลได้ 0.313 กก., อ้อย 1 ตัน ผลิตเอธานอลได้ 67.94 กก., อ้อยแห้ง 1 ตัน ผลิตเอธานอลได้ 247 กก., เรปซีด 1 ตัน ได้ดีเซล 450 กก., เมล็ดปาล์มน้ำมัน 100 กก. ได้น้ำมัน 20 กก.

ด้วยปริมาณพืชจำนวนมากแต่สามารถนำมาผลิตได้เชื้อเพลิงลดเหลือเพียง 30% จนถึงแค่ 7% ดังนั้น ยิ่งมีความต้องการเชื้อเพลิงทดแทนมากขึ้นเท่าไร ก็ต้องยิ่งต้องปลูกพืชมาเป็นวัตถุดิบมากขึ้นเท่านั้น เมื่อปาล์มน้ำมันไปใช้ทำอะโกรดีเซลบูม พื้นที่ป่าฝนเขตร้อนจำนวนกว้างใหญ่ไพศาลถูกทำลายไปทำสวนปาล์ม โดย 27% ของพื้นที่สวนปาล์มในอินโดนีเซียเป็นพื้นที่ป่าพรุ และ 50% ของพื้นที่มีการขยายใหม่ก็เป็นที่ป่าพรุเช่นกัน

ภัยนี้กำลังคุกคามพื้นที่ป่าพรุ ซึ่งแท้จริงแล้วป่าพรุ และพื้นที่ป่าชุ่มน้ำของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะเป็น พื้นที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ดินชุ่มน้ำ ไม่เป็นที่ดึงดูดในการทำการเกษตร เมื่อปล่อยน้ำออกจากพรุ ดินก็จะเหมาะสมกับการทำสวนปาล์ม แต่พื้นที่ป่าพรุเป็นพื้นที่ที่ความสำคัญในการรักษาน้ำไว้ในดินหลังจากฤดูฝนผ่านไป และจะค่อยปล่อยน้ำให้เกิดความชุ่มชื้นในฤดูแล้ง ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีการเก็บกับคาร์บอนเป็นชั้นหนามาก มาเป็นเวลามากกว่าพันปีอีกด้วย

เมื่อมีการทำสวนปาล์มในที่ดินป่าพรุ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ 50 ถึง 100 กว่าตัน ต่อ 6 ไร่ต่อปี เทียบกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเกษตรจากพื้นที่เดียวกัน แทนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพียง 9-18 ตันเท่านั้น โดยจากงานศึกษาของ FOE ในอินโดนีเซีย ‘Wilmar’ บริษัทการค้า น้ำมันปาล์มองค์กรใหญ่ที่สุด สมาชิกของสมาคมการทำสวนปาล์มอย่างยั่งยืน RSPO ได้ละเมิดกติกา หรือมาตรฐานทั้งที่ตัวเองตั้งขึ้น กับมาตรฐานของ RSPO โดยใช้ไฟเผาเพื่อถากที่ดิน ทำลายป่าฝนเขตร้อนดั้งเดิม เพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์ม และบริษัทยังไปแย่งชิงมาจากชาวบ้านท้องถิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย

ด้านบราซิล คนงานต้องตัดอ้อยให้ได้วันละ 12-15 ตันต่อวัน ในช่วงระหว่างปี 2548-2549 มีรายงายการเสียชีวิตของคนงานเนื่องจากการทำงานเกินควร รวมถึงรายงานที่ว่ามีเพียง 20% ของที่ดินที่ใช้เพาะปลูกอ้อยถือครองโดยผู้ผลิตขนาดเล็กและกลาง ส่วนใหญ่แล้วถือครองโดยผู้ผลิตขนาดยักษ์ ในจังหวัดปลูกอ้อย ที่ชื่อ ริเบเรา เปรโต ที่ดินทั้งหมดถือครองโดย 8 ตระกูลเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อผลิตพืชพลังงาน มากกว่าตัวเลขที่เคยทำการศึกษาไว้ถึง 3-5 เท่า เอธานอลจากข้าวโพด และเรปสีดทำให้โลกร้อนขึ้นกว่าจะทำให้มันเย็นลงต่างหากปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนดังกล่าว ได้ทำให้ความท้าทายการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตอย่างหนักอยู่แล้วกลายเป็นเรื่องยิ่งยากขึ้นไปอีก

เนื่องจากการทำพืชเชิงเดี่ยวอย่างเข้มข้น แน่นอนว่า มันกำลังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดิน นำมาสู่ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดมลภาวะ มีการขูดรีดแรงงานอย่างหนัก เกิดปัญหาแย่งชิงที่ดิน การเปลี่ยนแปลงพืชและระบบการเพาะปลูก ยังถือเป็นการใช้ที่ดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย อีกหนึ่งปัญหาคือการผูกขาดผลกำไร ของบรรษัทและเกษตรกรรายใหญ่ไม่กี่รายในวงการเชื้อเพลิงนี้เท่านั้นเอง

ด้านข้ออ้างที่กล่าวถึงเรื่องความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนจึงยิ่งดูเหมือนนิยายหลอกเด็ก เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ได้ทำลายพื้นที่ป่าไปอย่างน่าเสียดาย ป่าฝนเขตร้อนเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่อุดมสมบูรณ์กำลังถูกทำลายด้วยอัตราความเร็ว 84 ล้านไร่ต่อปีจะส่งผลให้คาร์บอนถูกปล่อยออกมาในชั้น บรรยากาศถึง 5,800,000,000 ตัน, ที่ดิน 6 ไร่อาจจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนได้ 13 ตันถ้าถูกนำมาใช้ปลูกอ้อยเพื่อทำเอธานอล แต่ที่ดินจำนวนเท่ากันนี้ถ้าเก็บไว้เป็นป่าตามธรรมชาติจะสามารถดูดซับคาร์บอนไดอ็อกไซด์ถึง 20 ตัน

ข้อห่วงใยว่าด้วยเรื่องน้ำก็ต้องคิดกันหนัก เพราะในกระบวนการผลิตเอธานอลทุกๆ ลิตร ต้องใช้น้ำถึง 3-5 ลิตร ถ้าประเทศไทยต้องการผลิตเอธานอล 950,000 ลิตรต่อวัน ก็จะใช้น้ำเท่ากับการใช้น้ำอุปโภคบริโภค ของคนไทยในภาคชนบท 95,000 คน นั่นจึงเป็นการใช้น้ำเพื่อการผลิตอาหาร หรือเพื่อการดำรงชีวิตจะถูกแย่งชิงไปใช้ในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเกษตรอย่างหนัก เมื่อพืชพลังงานบูม ราคาข้าวโพดก็พุ่งสูงถึง 400% ส่งผลกระทบต่อคนจนที่ไม่มีเงินพอซื้อหามาได้ เช่น ตอติลลา ซึ่งเป็นอาหารหลัก ของคนเม็กซิโกเฉพาะอย่างยิ่งคนจน ตั้งแต่เปิดเขตการค้าเสรี อเมริกาเหนือ NAFTA ราคาตอติลลาสูงขึ้นเรื่อย มาจนขณะนี้กว่า 738% และทำให้คนชนบทว่างงานมากกว่า 1.5 ล้านคน

Jean Ziegler ผู้ตรวจการสหประชาชาติด้านสิทธิทางอาหาร กล่าวว่า การเปลี่ยนที่ดินเกษตรกรรม เพื่อนำไปปลูกพืชที่จะเอาไปเผาสำหรับน้ำมัน ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จึงขอเสนอให้ระงับการผลิตพืชน้ำมัน เพื่อการค้าเป็นเวลา 5 ปี

 

มองสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้าน

ใน สปป.ลาว บริษัทน้ำตาลมิตรผล จากไทย ได้สัมปทานที่ดินในสะหวันนะเขต 60,000 กว่าไร่ เพื่อปลูกอ้อย และทำโรงงานผลิตเอธานอล ซึ่งกว่า 80% ของผลผลิตเพื่อการส่งออกไปเวียดนามและไทย, บริษัทน้ำตาลขอนแก่น ได้สัมปทานที่ดินในสะหวันนะเขต 60,000 กว่าไร่ เป็นเวลา 30 ปี และกำลังก่อสร้างโรงงานน้ำตาล คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2552, บริษัทโกลาวสบู่ดำ (Kolao) พม่า ตั้งเป้าหมายที่การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเกษตร 20 ล้านตันต่อปี จากสบู่ดำ (20 ล้านไร่) ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกไปแล้ว 4 ล้านไร่ใน 1 ปี เป็นการบังคับใช้ที่ดิน บังคับให้ชาวบ้านซื้อต้นกล้า และบังคับให้ชาวบ้านปลูก เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นจำนวนมาก

บริษัทซีพี ส่งเสริมให้เกษตรกรประเทศเพื่อนบ้านปลูกข้าวโพดในรูปแบบคอนแทร็คท์ฟาร์มมิ่ง ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (AMECS) จำนวน 3 ล้านไร่ แบ่งเป็นที่กัมพูชา 700,000 ไร่ ลาว 500,000 ไร่ เวียดนาม 1.7 ล้านไร่ ได้ผลผลิตรวมกว่า 2 ล้านตัน รวมทั้งไทยเองก็ได้ตั้งเป้าปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา, ลาว) 1 ล้านไร่

ส่วน ปตท. ซื้อกิจการของบริษัท PT. Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR) ประเทศอินโดนีเซีย ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 14,000 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 87,500 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เริ่มให้ผลผลิตแล้วประมาณ 3,100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 19,375 ไร่ เป็นพื้นที่พร้อมปลูกประมาณ 5,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 31,250 ไร่ และเป็นพื้นที่ใหม่ประมาณ5,900 เฮกตาร์ หรือประมาณ 36,875 ไร่ นอกจากนี้ PT.MAR อยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบด้วย

 

ย้อนดูสถานการณ์ในประเทศไทย

หากพิจารณาจากยุทธศาสตร์พลังงานทดแทน ในส่วนของ ไบโอดีเซล ได้มีการบังคับใช้ B2 (ไบโอดีเซล 2%) ในวันที่ 2 กพ.2551 ต้องการน้ำมันปาล์มดิบ 350,000 ลิตรต่อปี ในปี 2548 กระทรวงพลังงานได้ตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2550 จะผลักดันให้มีการใช้ไบโอดีเซลในระดับ 3 ล้านลิตรต่อวัน และในอีกไม่นานนี้ ในปี 2555 ปริมาณการใช้ไบโอดีเซลจะเพิ่มเป็น 8.5 ล้านลิตรต่อวัน เท่ากับ 3,100 ล้านลิตรต่อปี

ด้าน ก๊าซโซฮอล์ ซึ่งคือการผสมเอธานอลลงไปในน้ำมันเบนซินในอัตราส่วน 10% แทนสารเพิ่มประสิทธิภาพน้ำมัน (เอ็มทีบี) ตามเป้าหมายว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.50 จะไม่มีน้ำมันเบนซิน 95 ซึ่งใช้สารเอ็มทีบี แต่จะเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ผสมเอธานอลแทน โดยจะต้องใช้เอธานอล 850,000 ลิตร และในปี 2550 กระทรวงพลังงานตั้งเป้าให้มีการใช้แก๊สโซฮอล์ 8 ล้านลิตรต่อวัน และในปี 2554 ประมาณ 20 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะต้องใช้เอธานอลวันละ 4 ล้านลิตร

สืบเนื่องจาก แผนส่งเสริมปาล์มน้ำมันของรัฐบาลที่ตั้งยอดการจำหน่าย น้ำมันไบโอดีเซล B100(%) เพิ่มขึ้นจาก 0.179 ล้านลิตร/เดือน ในปี 2549 เป็น 13.05 ล้านลิตรในเดือนพฤศจิกายน 2550 แบ่งเป็นน้ำมันไบโอดีเซล B5 ที่ 4.65 ล้านลิตร และไบโอดีเซล B2 ที่ 8.40 ล้านลิตร คาดว่าความต้องการน้ำมัน B100 จะเพิ่มเป็น 1.16 ล้านลิตรต่อวันเลยทีเดียว

แต่ในปี 2549 ได้ส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันได้เพียง 3 แสนไร่เท่านั้น จากจำนวนที่ตั้งเป้าหมายไว้ 7.2 แสนไร่ ในระยะ 3 ปี ตั้งแต่ 2550-2552 จะสามารถขยายพื้นที่ปลูกปาล์มได้ 7 แสนไร่ ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้วางแผนจะปลูกในปี 2550 จำนวน 1 แสนไร่ ปี 2551 จำนวน 3 แสนไร่ และในปี 2552 อีก 3 แสนไร่ โดยได้กำหนดพื้นที่ปลูกไว้ในภาคใต้ 5 แสนไร่ในชุมพร กระบี่ นครศรีธรรมราช และสุราษฏร์ธานี กับภาคตะวันออก 2 แสนไร่ ในจันทบุรี ระยอง ตราด และชลบุรี รวมไปถึงการขยายพื้นที่ในภาคอีสานตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 328,000 ไร่ และตั้งโรงงาน 2 โรงงาน

ในภาคเอธานอล ที่นำไปผสมกับเบนซินเป็น ก๊าซโซฮอล์ 91, 95 มีปริมาณการจำหน่ายในปี 2550 สูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามนโยบายและการส่งเสริมของรัฐบาล โดยมีการจำหน่าย 3.4 ล้านลิตรต่อวัน ในเดือนมกราคมเพิ่มเป็น 6.1 ล้านลิตรต่อวัน ในเดือนธันวาคม 2550 คาดว่าในปี 2551 มีความต้องการใช้เอธานอลวันละ 1.3 ล้านลิตร โดยมีแผนการส่งเสริมดังนี้

สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัท บุญเอนก จำกัด และบริษัท พลังเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด เพื่อส่งเสริมเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ ชัยภูมิ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และยโสธร ให้ปลูกมันสำปะหลังป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตเอธานอลเป็นพลังงานทดแทน ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังในเขตปฏิรูปที่ดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยในปี 2551-2552 มีพื้นที่เป้าหมายกว่า 500,000 ไร่ เกษตรกรประมาณ 25,000 ราย มีกำลังการผลิต 1,050,000 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 346.5 ล้านลิตรต่อปี มีความต้องการมันสำปะหลังสดป้อนเข้าโรงงานวันละประมาณ 6,600 ตัน หรือกว่า 2.2 ล้านตันต่อปี

 

พลังงานทดแทน เพื่อความมั่งคั่งของนายทุน

จากข้อมูลพื้นฐานการเกษตร – ประเทศไทยมีเนื้อที่รวม 320 ล้านไร่ จำแนกเป็นเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรประมาณ 131 ล้านไร่ ซึ่งเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวทั้งนาปี และนาปรับครอบคลุมพื้นที่ถึง 65 ล้านไร่

และใช้พื้นที่ปลูกสำหรับการปลูกพืชหลัก หรือพืชสำคัญตามนัยยะของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวมประมาณ 15 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ทานตะวัน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ปาล์มน้ำมัน หอมหัวใหญ่ กระเทียม ทุเรียน ลำไย สับปะรดโรงงาน กาแฟ และยางพารา ครอบคลุมพื้นที่ 41 ล้านไร่ (จำแนกเป็น ยางพารา 15 ล้านไร่ ปาล์มน้ำมัน 2.2 ล้านไร่ มันสำปะหลัง 7.3-4 ล้านไร่ อ้อยโรงงาน 6 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6 ล้านไร่)

ปัจจุบัน สถานการณ์ผลิตเอธานอล ในภาคอีสาน ซึ่งมีพื้นที่ 105.5 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ทางการเกษตร 37.43 ล้านไร่ ปลูกมันสำปะหลังประมาณ 3.69 ล้านไร่/ร้อยละ 54 ของพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ ปลูกอ้อยโรงงาน 2.65 ล้านไร่ เพื่อป้อนให้บริษัทไทยง้วน เอธานอล จำกัด จ.ขอนแก่น ผลิตได้วันละ 1 แสนลิตร ใช้วัตถุดิบมันสำปะหลังดิบวันละ 700 ตัน ด้านบริษัท เพโทรกรีน จำกัด (เครือมิตรผล) จ.ชัยภูมิ 2 แสนลิตร และบริษัท ขอนแก่นแอลกอฮอล์ จำกัด ขอนแก่น 1 แสนลิตร และกำลังขยายเพิ่มเป็น 150,000 ลิตรต่อวัน

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ได้ส่งผลให้ราคาพืชผลการเกษตรสูงขึ้น แล้ว ประโยชน์จะตกแก่เกษตรกรได้หรือไม่ จากปีที่แล้วราคาข้าวโพดในตลาดโลกสูงขึ้น 400 % ในประเทศไทยตก กก.ละ 8-9 บาท, แป้งข้าวสาลี ที่ใช้ทำมาม่า ขึ้นราคาจาก 370.35 ต่อกระสอบปริมาณ 25 กิโลกรัม ขึ้นไปอยู่ที่ 484.36 บาท, ราคาน้ำมันปาล์ม ตอนนี้ 38 -43.5 บาทต่อลิตร คาดการณ์ว่าจะขึ้นถึง 49 บาทต่อลิตร ในเดือนหน้า ปัจจุบันราคาปาล์มแพงเป็นประวัติการณ์ มีราคาสูงถึง 850 เหรียญต่อตัน จากปีก่อนหน้าราคาประมาณ 450 เหรียญต่อตัน

การพยายามตอบสนองความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างไร้ขีดจำกัดนั้น เป็นความบ้าคลั่ง เพราะในความเป็นจริงการมุ่งส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชนั้น ก็คือการแสวงหาผลประโยชน์ใหม่ๆ ของบรรษัทที่หากินกับการค้าด้านการเกษตรอยู่แล้ว (สิ่งแวดล้อมไม่เกี่ยว แถมยังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างแท้จริงอีกด้วย) ราคาพืชผลการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อาหารราคาสูงขึ้นโดยเฉพาะอาหารของคนจน ทรัพยากรของโลกถูกแย่งชิงจากคนจนมากยิ่งขึ้น

การต่อสู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน อธิปไตยทางอาหาร และสิทธิของชาวนาชาวไร่ เพื่อความยั่งยืนของครัวเรือนเกษตรยังคงมีความสำคัญสูงสุดไม่ว่าในสถานการณ์ใด นโยบายด้านเชื้อเพลิงจากพืชนั้นต้องเหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่น คนยากคนจนสามารถเข้าถึงได้ แต่หากภายใต้กระบวนการค้าการตลาดผูกขาดของบรรษัทแบบนี้ คนจนจะถูกกีดกันออกไป ฉะนั้นนโยบายต้องส่งเสริมพลังงานชุมชน

เพราะการทำลายป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อการเพาะปลูกพืชพลังงาน เป็นเรื่องที่โลกยอมรับไม่ได้ การทำลายป่า ก็เสมือนกับการทำลายถังเก็บคาร์บอนของโลก นั่นคือการทำให้โลกร้อนขึ้น และทำให้ความพยายามในการทำให้โลกเย็นขึ้นเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก นับรวมไปถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เมื่อพื้นที่การเพาะปลูกพืชอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ กำลังถูกเปลี่ยนไปปลูกพืชผลิตน้ำมันเพื่อป้อนรถยนต์ ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตสิ่งแวดล้อมโลก และมนุษย์จะดำรงรอดต่อไปได้อย่างไร”…

แหล่งข้อมูลข่าว : โลคัล ทอล์ค  /  แหล่งภาพ : http://biodieselstocks.blogspot.com/ และ http://www.earthportal.org/news/

เล็กน้อย…งดงาม

       หลังจากปล่อยให้ความชุ่มฉ่ำของฤดูกาล นำพาการเจริญเติบโตสู่ต้นไม้ใบหญ้าเมื่อเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง จึงพบว่าบัดนี้ เจ้าต้นเทียนทองที่อยู่ริมรั้ว เริ่มจะสูงจนบังสายตาและระยะการมองเห็นจากที่เคยเป็น อยู่หลายกระบวนพาลชวนให้คิดว่าอีกหน่อย มันคงเป็นป่าคล้ายสวนข้างบ้านเป็นแน่แท้จึงต้องลงมืออย่างปฏิเสธเสียมิได้ กับการตัดแต่งกิ่งมันเสียใหม่ก่อนที่อะไรๆ จะเลยเถิดเหมือนอย่างที่เคยเป็น เพราะอันที่จริงแล้ว เจ้าเทียนทองมันก็ไม่ได้เป็นต้นไม้ที่โตเร็วอะไรมากนักถ้าลองได้มาถึงขั้นนี้แล้วก็แสดงว่า มันคงโดนคนขี้เกียจอย่างเรา ปล่อยปละละเลยไว้นานเกินไปกระมัง

      นานๆ ได้มีโอกาสมองอย่างเต็มตาอีกครั้งจึงพบว่า เจ้าดอกเล็กๆสีม่วงคราม ยามที่แตกช่อ ท่ามกลางดงใบสีเขียวตอง จนคล้ายสีทองอย่างชื่อ ดูแล้วช่างเป็นอะไรที่ชวนมองอยู่ไม่น้อยนึกถึง คำบางคำที่ยังประทับใจของใครบางคน ที่พูดว่า โลกเรา บางที่ก็คงต้องอาศัยอะไรบางอย่างที่มันเล็กน้อยแต่งดงามขับเคลื่อนความเป็นไปให้ชีวิตมีความหมายในการดำรงอยู่…”

 

เออฟังดูเป็นทางการนิดหน่อยแต่มันก็จริง และเราต่างก็ต้องการมันเสียด้วยว่าไหมล่ะ?

1 มิถุนายน 51/ บ้านพักแม่ริม

……………………………………………………..

ความรู้พอสังเขป >>

เทียนทอง (Verbenaceae)
ไม้ประดับขนาดกลาง-เล็กที่นิยมปลูกเป็นกลุ่มทำไม้ขอบแปลง นอกจากนี้ยังนิยมใช้จัดสวน เพราะมีสีสดใส ใช้ตัดกับไม้สีแดง หรือเขียวเข้ม ใบของต้นเทียนทองมีสีเหลืองทอง ออกดอกเป็นช่อสีม่วงตลอดปี ลำต้นไม่สูงมากนัก ประมาณ 2-3 เมตร ชอบแดดเต็มวัน และความชื้นปานกลาง เทียนทองเหมาะกับการทำป็นไม้ดัด หรือทำเป็นรั้ว เพราะโตค่อนข้างช้า ส่วนโรคและแมลง ที่ต้องระวังคือหนอนไชกิ่ง

 

(หลังสายฝน) สิ่งที่เห็น…และเป็นไป

………………………………………………………………..

ปล่อยให้ภาพถ่าย…เล่าเรื่องราว เอาเองก็แล้วนะ…!

 

19 พฤษภาคม 51 : วันวิสาขบูชา

บ้านพักแม่ริม

Older entries »