"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)
"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"Archive for ภูมิปัญญาท้องถิ่น
Delete Fast-food “น้ำพริก-ผักจิ้ม วิถีไทยต้านภัยอาหารขยะ”
เนื้อหา: เว็บไซต์ “หมอชาวบ้าน” http://www.doctor.or.th ภาพประกอบ : ปกหนังสือเรื่อง “น้ำพริก” – มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / หนังสือเรื่อง “ระบายให้อร่อย” – เมตตา สุดสวาท
การขยายตัวของอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูง กำลังแทรกซึมเข้ามายังห่วงโซ่อาหารของคนไทย ทำให้วิถีการกินแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย เริ่มถูกกระแสโลกาภิวัตน์ครอบงำ ประเทศไทยกำลังเป็นเหยื่อ พื้นที่ชนบทที่เคยเป็นแหล่งผลิตอาหาร ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ถูกครอบงำด้วยระบบโฆษณา ทำให้กลายเป็นพื้นที่ ขาดแคลน ไปได้ เพราะพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป จากที่เคยบริโภคอาหารหลากหลาย หันมาบริโภคตามแรงโฆษณา อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างชาติสยายปีกเข้ามาขยายสาขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง
ข้อมูลจาก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แผนกงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ประเทศที่ขาดแคลนอาหารกลับเป็นประเทศที่มีประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งแม้แต่ประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตอาหารก็เป็นประเทศที่นำเข้าอาหารมหาศาลเช่นกัน
“มันบิดเบี้ยว บางส่วนขาดแคลน ขณะที่บางส่วนล้นเกิน ปรากฏการณ์แบบนี้ผมมองว่า มาจากการส่งเสริมการค้าแบบเสรีเป็นหลัก เพราะระบบอุตสาหกรรมเข้ามาครอบงำระบบอาหารผูกขาด”
น้ำพริก เป้านิ่งของกระแสโลกาภิวัตน์
อาหารคู่ครัวไทยอย่างหนึ่ง ที่กำลังได้รับผลกระทบจนเซซวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยที่น้อยคนจะคาด คิดถึงก็คือ น้ำพริก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ บอกว่า การหลั่งไหลของอาหารฟาสต์ฟู้ดวัฒนธรรมอาหารตะวันตกและอื่นๆ ตลอดจนอาหารสำเร็จรูปแบบต่างๆ ทำให้คนรุ่นใหม่กินน้ำพริกน้อยลงและมีคนตำน้ำพริกเป็นน้อยลง ส่งผลต่อน้ำพริกถึงขั้น วิกฤติ เลยทีเดียว
ที่เป็นอย่างนั้น เพราะนอกจากคนกินน้ำพริกและตำน้ำพริกเป็นน้อยลงแล้ว น้ำพริกยังถูกรุกอีกด้านจาก ความเสื่อมของฐานทรัพยากร กล่าวคือแหล่งผลิตของส่วนประกอบน้ำพริกก็กำลังโดนรุกคืบจากปัจจัยต่างๆ
แหล่งผลิตกะปิจากกุ้งทะเลกลายเป็นท่าจอดเรือ ชุมชนถูกกดดันออกจากอาชีพให้ไปทำอย่างอื่นในภาคบริการท่องเที่ยวแทน ตัวเคยที่นำมาทำกะปิชั้นดีก็หายไป เพราะสารเคมีที่เจือปนในแม่น้ำ เหลือเพียงตัวเคยที่ไม่มีคุณภาพในท้องทะเลมาทำกะปิให้คนกิน ขณะที่ปลาร้า กะปิ กุ้งที่ขายตามท้องตลาดก็เต็มไปด้วยผงชูรส สารกันเสียและสีย้อม
แหล่งปลูกหอม กระเทียม ก็ถูกกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร การทำเอฟทีเอกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กระเทียมจีนและหอมจีนหัวใหญ่ๆ ไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่เกษตรกรไทยที่เคยปลูกกระเทียมต้องหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนนับหมื่นครอบครัว
ส่วนผักพื้นบ้านที่กินกับน้ำพริกก็อยู่ในภาวะวิกฤติของสารพิษเจือปน อีกทั้งเกษตรกรที่เคยปลูกพืช ผักแบบพอเพียงก็เปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดียว ปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรม เช่น การปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมันแทน เรียกได้ว่า น้ำพริกถูกรุกรานจากทุกด้านจนแทบไม่มีที่ยืน “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป น้ำพริกอาจหายไปไม่เกิน ๒ ทศวรรษ” วิฑูรย์กล่าว
เมื่อน้ำพริกหายไป อะไรจะเกิดขึ้น
ความจริงแล้ว สูตรน้ำพริกในตำราของประเทศไทยมีความหลากหลายมากกว่า ๕๐๐ สูตร ดังที่การศึกษาของแผนงานฐานทรัพยากรอาหารในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และการสำรวจสูตรน้ำพริกชุมชนใน ๓๕ ชุมชน รวบรวมสูตรน้ำพริกได้ถึง ๑๙๑ สูตร แต่จากการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ ๘๐ รู้จักน้ำพริกเพียงแค่ ๘ ชนิดเท่านั้น
การสูญหายไปของสูตรน้ำพริก แม้เพียงสักหนึ่งสูตรอาจมีผลกระทบเชื่อมโยงกว้างขวางกว่าที่เราคาดคิด ด้วยเหตุที่น้ำพริกแต่ละสูตรนั้นเชื่อมโยงกับเรื่องทรัพยากรชีวภาพและวิถีชีวิตของชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้อง ชาวประมงพื้นบ้าน คนจับปลาจำนวนมาก
ฐานทรัพยากรอาหารของไทยจะถูกกระทบอย่างรุนแรงเพราะต่อไปอาหารอาจต้องมาจากการนำเข้าล้วนๆ ซึ่งอาหารต่างชาติอุดมไขมันยังก่อให้เกิดโรคจากการบริโภค เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอาหาร
ดังตัวเลขคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปีละ ๕๐,๐๐๐ คน อีกมากเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ นอกจากนี้ประชากร ๖๕ ล้านคน มีผู้เป็นเบาหวานกำลังอยู่ระหว่างการรักษาประมาณ ๓ ล้านคน และอีก ๖ ล้านคนมีน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเพียงแต่ยังไม่ปรากฏอาการเท่านั้น
รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปีหนึ่งประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ สูงถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่ายาประมาณร้อยละ ๓๐ หรือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่ายาแผนปัจจุบันที่สั่งตัวยาจากต่างประเทศเข้ามาผลิต คาดว่าไม่เกิน ๑๐ ปีจากนี้ ค่ายาจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ทางรอดของ น้ำพริก ทางออกของฐานทรัพยากรอาหารไทย
อย่างไรก็ตาม วิฑูรย์บอกว่า ศัตรูของน้ำพริกอย่างอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็กำลังมีปัญหาเช่นกัน เพราะโรคที่เกิดจากอาหารเหล่านี้ทำให้คนระมัดระวังเรื่องการกินมากขึ้น ซึ่ง วิกฤติ ของอาหารฟาสต์ฟู้ดนี้เอง ก็ถือเป็นโอกาสของน้ำพริกไปในเวลาเดียวกัน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง เพราะวัฒนธรรมการบริโภคแบบไทยเท่านั้นจึงสอดคล้องกับวิถีการรักษาฐานทรัพยากรอาหารให้เกิดความยั่งยืนได้ เพราะน้ำพริกไม่ใช่เป็นเพียงอาหาร หากแต่เป็นชุดวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความเป็นชุมชน มีฐานทรัพยากรที่หลากหลาย ถึงเวลาที่จะฟื้นสูตรอาหารไทย เพื่อรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมเอาไว้ ก่อนที่กระแสโลกาภิวัตน์ และโลกเสรีจะกลืนวัฒนธรรมอาหารของไทยไปจนหมดสิ้น
……………………………………………………..
ปลูกผักสวนครัว ทำเองได้ไม่ยาก!!!
โดย นันทา กันตรี : เว็บไซต์ food4change.in.th “กินเปลี่ยนโลก” ภาพประกอบ : http://portfolio.marikahahn.com
ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่อาจจะทำให้ใครหลายๆคนเครียด หากมีเวลาลองหันมาปลูกผักกันดูบ้าง นอกจากช่วยให้ประหยัดรายจ่ายในส่วนของผักแล้ว ยังได้ผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ที่สำคัญการให้เวลาส่วนหนึ่งกับการปลูกและดูแลผักจะช่วยให้คุณลดความเครียดได้อีกด้วย
เรากำลังจะบอกคุณถึงการปลูกผัก ที่คุณสามารถลองทำเองได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างจำกัด เช่น บ้านจัดสรร ระเบียงคอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเมนต์ เป็นแนวทางสำหรับการปลูกผักแบบอินทรีย์ โดยคุณไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆเลยในการปลูก
- สถานที่ และขนาดของการปลูก ต้องดูว่าคุณพอจะมีที่ว่างในบริเวณบ้านของคุณเหลืออยู่บ้างรึเปล่า อาจจะเป็นที่ว่างที่พอมีแสงส่องรำไร หรือมีแสงส่องตลอดเวลา ที่ว่างนี้อาจจะเป็นแปลงดอกไม้เก่าของคุณ หรือกระถางปลูกต้นไม้ ที่คุณอาจจะลองเปลี่ยนมาปลูกผักดูบ้าง นอกจากสวยงามไม่แพ้กันแล้วยังกินได้อีกด้วย นอกจากผักใบแล้ว ผักจำพวกที่เป็นเถาเลื้อย เช่น ถั่วพู บวบ ถั่วฝักยาว ผักตำลึง ฯลฯ ก็ให้ร่มเงาและสวยงามไม่แพ้ไม้ดอกเลยเชียว ขนาดของการปลูกก็จะสัมพันธ์กับสถานที่และเวลาที่คุณจะมีพอสำหรับการดูแลผักทั้งหลายที่คุณปลูกไว้
- จะปลูกผักอะไร คุณอาจจะต้องเลือกว่าแต่ละช่วงจะปลูกผักอะไรได้บ้าง เพื่อให้มีผักชนิดต่างๆหมุนเวียนไว้กินตลอดทั้งปี เช่น ผักบางชนิดอาจจะชอบหน้าหนาว บางชนิดชอบหน้าร้อน แต่บางชนิดก็ปลูกได้ตลอดปี ชนิดของผักที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค มีทั้งผักที่กินใบ เช่นผักบุ้ง ผักคะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักชี ต้นหอม ผักสลัด ผักโขม กุ้ยช่าย คื่นช่าย กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ตะไคร้ ฯลฯ ผักกินดอก เช่น กะหล่ำดอก บรอคโคลี่ เป็นต้น ผักกินผล เช่นมะเขือ มะเขือยาว มะเขือเทศ บวบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว แตงกวา ถั่วแขก มะระจีน ฯลฯ ผักกินหัวเช่นหัวไชเท้า แครอท เป็นต้น ผักแต่ละชนิดก็มีอายุเก้บเกี่ยวแตกต่างกันไป ผักบางชนิดเก็บได้ครั้งหรือสองครั้ง แต่บางชนิดปลูกได้นานข้ามปีก็มี และยังมีผักพื้นบ้าน เช่น ตำลึง มะระขี้นก ฟักแม้ว ฟักข้าว ฯลฯ ที่น่าสนใจนำมาปลูกไว้กินเอง
- แหล่งน้ำ โดยส่วนใหญ่ผักไม่ชอบน้ำประปา แต่หากคุณไม่มีน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติการรดด้วยน้ำประปาก็ทำได้ แต่หากเป็นไปได้คุณควรมีถังสำหรับพักน้ำประปาก่อนจะนำมารดผัก
อุปกรณ์ที่ใช้
- ภาชนะสำหรับปลูก มีวัสดุหลายอย่างที่คุณสามารถนำมาใช้ปลูกผักได้ เช่น กระถาง กระบะ กะละมังแตก ยางรถยนต์ หรือปลอกซีเมนต์ ภาชนะสำหรับปลูกควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 6 นิ้วการเลือกภาชนะขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่คุณมี และการออกแบบของคุณ หากปลูกพืชจำพวกกินใบ หรือกินผล กินฝัก ที่ไม่ใช่ไม้เลื้อยก็ไม่จำเป็นต้องทำค้าง ใช้เพียงกระถางก็เพียงพอ แต่ถ้าปลูกผักที่เป็นเถา นอกจากใช้กระถางแล้วก็อาจจะต้องหาวัสดุสำหรับให้เถาไม้ยึดเกาะ หรือให้เลื้อยเกาะต้นไม้ต้นๆอื่นๆในบ้านก็ได้ ถ้าจะทำให้บ้านคุณไม่รกเกินไป สำหรับขนาดกระถางก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่คุณมี
- ดินปลูก การปลูกในภาชนะ คุณอาจจะต้องซื้อดินปลูกสำเร็จรูปที่มีขายตามร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป หากไม่แน่ใจว่าดินปลูกนั้นจะปลูกแล้วงามหรือไม่คุณอาจจะต้องซื้อปุ๋ยหมักมาคลุกเคล้ากับดินปลูกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสำหรับการปลูกผัก และหากคุณสามารถหาน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพได้ก็ยิ่งดีให้นำมาเจือจางแล้วนำมาราดกับดินปลูกที่เคล้ากันกับปุ๋ยหมัก เพื่อให้จุลินทรีย์จากน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพช่วยในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืชอีกทางหนึ่ง นอกจากการซื้อดินปลูกจากร้านวัสดุการเกษตรแล้ว คุณยังสามารถทำดินปลูกไว้ใช้เองได้อีกด้วย โดยมีสูตรง่ายๆคือปุ๋ยหมัก 2 ส่วน ดิน 2 ส่วน? ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แกลบดิบ 1/2 ส่วน น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ ( เจือจาง 1 ลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร ) คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันราดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพให้เข้ากันและมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แฉะเกินไป หมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ จึงนำมาใช้
- เมล็ดพันธุ์สำหรับปลูก คุณสามารถซื้อเมล็ดพันธ์ผักชนิดต่างๆ ที่คุณอยากจะปลูกได้จากร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป โดยในซองบรรจุจะระบุฤดูปลูก เปอร์เซนต์ความงอก อายุเก็บเกี่ยว วันเดือนที่ที่ผลิตและหมดอายุ ผักบางชนิดเมื่อปลูกแล้วคุณอาจจะเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองได้ แต่บางชนิดจะเป็นพันธุ์ลูกผสมซึ่งเก็บพันธุ์ไว้ปลูกไม่ได้ นอกจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้ว ผักหลายชนิดสามารถปลูกด้วยหัวหรือกิ่งปักชำได้ หรือคุณจะซื้อต้นกล้าผัก เช่น พริก กะเพรา โหระพา ฯลฯ จากร้านขายต้นไม้ แล้วนำมาปลูกก็ได้ แต่ต้องเลือกต้นที่ยังไม่แก่เกินไป และมีความแข็งแรง
ขั้นตอนการปลูก
- การเตรียมดิน นำดินปลูกที่เตรียมไว้ใส่ในภาชนะ ให้พอประมาณ โดยควรจะมีความสูงของดินไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว หากมีดินอยู่ในภาชนะอยู่แล้วควรพรวนดินแล้วปล่อยตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ และเติมปุ๋ยหมัก ก่อนการปลูกครั้งต่อไป
- การปลูก มี 3 แบบ
การหยอดด้วยเมล็ด เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วก็นำเมล็ดมาหยอดลงในดินปลูก หากเป็นภาชนะขนาดเล็ก ควรหยอดแต่น้อย ไม่ควรเกิน 4-5 เมล็ดต่อตารางฟุต เพราะเมื่อผักโตเต็มที่จะใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น เมื่อต้นกล้าโตจนมีใบจริงใช้กรรไกรตัดต้นกล้าที่ไม่ต้องการออก เหลือต้นแข็งแรงไว้ 1-2 ต้น ก็พอ ไม่ควรใช้มือถอนเพราะจะทำให้รากต้นข้างเคียงกระทบกระเทือนได้
การปลูกด้วยต้นกล้า เตรียมดินปลูกในภาชนะ แล้วนำเมล็ดผักหว่านบางๆ โรยด้วยดินปลูกด้านบนอีกเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่มชื้น เมื่อต้นกล้าโตมีใบ 3-4 ใบ จึงย้ายมาปลูกในกระถางที่เตรียมไว้ พืชจำพวกพริก กะเพรา โหระพา จะมีต้นกล้าเพาะใส่ถุงขายตามตลาดต้นไม้ทั่วไป คุณสามารถซื้อต้นกล้ามาแล้วย้ายลงปลูกในภาชนะได้เลย
การปักชำด้วยกิ่งหรือหัว พืชหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ตะไคร้ ชะพลู? ฯลฯ สามารถปักชำโดยใช้กิ่งได้ นำกิ่งที่แก่มาปักชำลงในภาชนะแล้วรดน้ำให้ชุ่มชื้น สำหรับพืชหัว เช่น หอมแดงหรือกระเทียม ก่อนปลูกนำมาห่อผ้าแช่น้ำสัก 1 -2 คืน สังเกตุว่าเริ่มมีรากงอกก็นำมาปลูกในภาชนะได้ - การรดน้ำ รดน้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ควรจะรดน้ำให้มากหน่อยในระยะแรกของการปลูก และฤดูร้อน สำหรับในฤดูฝนควรลดการให้น้ำลงถ้ามีความชุ่มชื้นพอแล้ว
- การกำจัดศัตรูพืช วิธีการปลูกที่แนะนำนี้เป็นการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี หากพบว่ามีการระบาดของหนอนอาจจะใช้มือจับออก หรือใช้น้ำสะเดาฉีด และหากเป็นพวกเพลี้ยต่างๆ ก็ใช้น้ำยาล้างจาน เจือจาง 15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดตามใต้ใบในเวลาเย็น สำหรับการบำรุงดินก็เพียงเติมปุ๋ยหมักลงไปเท่านั้น
- การเก็บเกี่ยว หากเก็บผักในเวลาเช้าจะทำให้ได้ผักที่สวย ผักหลายชนิดคุณสามารถเก็บส่วนยอดอ่อนไปปรุงอาหารแล้วเหลือส่วนที่เป็นต้นไว้เพื่อให้แตกยอดใหม่ได้อีกหลายครั้ง การปลูกผักในภาชนะสามารถปลูกหลายชนิดผสมผสานกัน คุณจะมีผักสดหลากหลายชนิดไว้กินตลอดทั้งปี และปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย
…………………………………………………….
ความสุขเล็กๆ จากชุมชนคลองบางน้อย (คอยรัก)
เรื่อง: กำลังจะตามมา ? ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม






















ภาพสี (แถม) ส่งท้าย

………………………………………………………….
ใครอยากไปเยี่ยมชมและรับกลิ่นไอความสุขแบบนี้บ้าง ก็เข้าไปขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “บางน้อยคอยรัก” http://bangnoikoyrak.multiply.com
บันทึกความทรงจำระหว่าง 9-10 พฤษภาคม 2552 / ตลาดน้ำคลองบางน้อย อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม
“เครื่องทองสุโขทัย” หัตถศิลป์ร่วมสมัย
เรื่อง: ทาเคชิ ภาพ: อิ่มเอม – ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine Oct-Dec 08


“สุโขทัย” เมืองที่มีรากฐานประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งทางด้านศูนย์กลางการปกครอง ศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในอดีต ซึ่งปัจจุบันมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ โดยเฉพาะงานหัตถศิลป์ ก็ยังคงได้รับการสืบสานรวมถึงฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เพื่อต่อยอดความรุ่งเรืองในอดีต ทั้งในรูปแบบ งานเครื่องสังคโลก งานผ้าทอตีนจกดิ้นทอง โดยยังคงอนุรักษ์โครงสร้างแบบแผนงานโบราณในการถ่ายทอดอย่างมิเสื่อมคลาย ขณะเดียวกันงานหัตถศิลป์บางประเภทก็ได้ถูกประยุกต์หรือพัฒนาขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นงานเอกลักษณ์เฉพาะ และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกทางหัตถศิลป์ทรงคุณค่าแห่งเมืองสุโขทัยและประเทศไทย นั่นก็คือ “งานเครื่องทอง(โบราณ)สุโขทัย”
ด้วยเอกลักษณ์พิเศษทั้งจากลวดลายหรือการออกแบบ เช่น ลักษณะการถักเส้นทอง การทำลูกปัด การลงยา รวมถึงกระบวนการผลิตที่อาศัยจินตนาการ ความเชี่ยวชาญ และความมานะอดทน จนถ่ายทอดออกมาเป็นงานเครื่องทองแห่งยุคสมัย โดยมีต้นแบบหรือแรงบันดาลใจมาจากลวดลายโบราณทั้งจากโบราณสถานโบราณวัตถุ รวมถึงสิ่งต่างๆรอบตัวที่เป็นรากเหง้าของวิถีชุมชน
โดยจุดเริ่มต้นของทองสุโขทัย มีการสืบสาวราวเรื่องถึงแหล่งกำเนิดงานหัตถศิลป์แขนงนี้ว่า
ผู้ที่ริเริ่มฟื้นฟูกระบวนการผลิตทองโบราณได้แก่ ช่างทองตระกูล “วงศ์ใหญ่” แห่งอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งบรรพบุรุษได้เรียนรู้วิชาการทำทองจากช่างทองชาวจีน และต่อมาได้สั่งสมประสบการณ์การทำทอง จนกระทั่งสามารถทำทองได้เองทุกขั้นตอน จึงได้เริ่มเปิดร้านทำทองตามที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งในขณะนั้นผลงานส่วนใหญ่จะมีรูปแบบที่เรียบง่าย และใช้กระบวนการทำทั้งหมดด้วยมือ โดยใช้เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองอย่างง่าย ๆ
วันหนึ่งมีผู้นำสร้อยโบราณที่ได้มาจากฝั่งริมแม่น้ำยม ซึ่งทำด้วยสำริด ถักสานเป็นสร้อยลายสี่เสา(ลายโบราณ)มาให้ดู จึงเกิดแนวคิดต่อการประดิษฐ์สู่งานทอง โดยได้แกะลายดังกล่าวออกมาศึกษาและทดลองทำกับลวดทองแดงแต่ก็ไม่สำเร็จในคราแรก จึงตัดสินใจไปหาชาวบ้านที่มีอาชีพสานกระบุงตะกร้า ช่วยสอนและทดลองถักเลียนแบบจนสำเร็จ พร้อมกับการพัฒนาลวดลายต่างๆสู่งานทองจนเป็นเอกลักษณ์ที่ขึ้นชื่อ โดยได้ถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องทองดังกล่าวสู่ลูกหลาน และขยายเป็นชุมชนทำทองอย่างเช่นปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยตำบลท่าชัยและตำบลศรีสัชนาลัย
โดยหากเอ่ยถึงที่มาของการผลิตลวดลายต่างๆ รวมถึงการประยุกต์ขึ้นในทุกวันนี้ กว่าหลายสิบลวดลายน้น มีความน่าสนใจในหลายแง่มุมศิลปะศึกษาอยู่ไม่น้อย เช่น ลายนางพญา ซึ่งมีที่มาจากลายปูนปั้นของวัดนางพญา ลายเครือวัลย์ที่เลียนแบบมาจากเถาวัลย์ เป็นต้น ส่วนในด้านของการต่อยอดรูปแบบการประดิษฐ์ก็ถูกพัฒนาเพื่อความหลากหลายเช่นกัน ทั้งเครื่องประดับเช่นสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไล แหวน จี้ เข็มขัด กรอบพระ รวมถึงเครื่องใช้ไม้สอย อาทิ เสื้อถักทอง ปิ่นโต เชี่ยนหมาก เนคไท ทำให้สามารถครองใจผู้ที่นิยมชมชอบในงานเครื่องทองได้เป็นอย่างดี จนได้รับการขนานนามให้เป็น “งานหัตถศิลป์แห่งยุครัตนโกสินทร์” ที่คู่ควรอนุรักษ์และสืบสานสู่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

สำหรับเครื่องมือการทำทองสุโขทัยนั้นมีดังนี้คือ โต๊ะทำทอง เครื่องมือพ่นไฟ เครื่องมือตีทอง เครื่องมือวัสดุในการรีดทอง เครื่องมือวัสดุในการชักลวด เครื่องมือสำหรับแกะทอง เครื่องมือสำหรับตัดทองคำ เครื่องมือช่วยในการจับทอง เครื่องมือที่ช่วยในการทำส่วนประกอบต่าง ๆของทองรูปพรรณ เครื่องชั่งทอง วัสดุที่ใช้ในการทำทองรูปพรรณ


ส่วนขั้นตอนของการทำทองตามแบบฉบับทองสุโขทัยโบราณ เริ่มจากการหลอมทอง ช่างทองจะนำทองคำแท่งที่เรียกว่า ทองสวิสมาหลอมให้ละลาย โดยการเป่าไฟในเบ้าหลอมจนทองละลายกลายเป็นของเหลว เทลงในรางสี่เหลี่ยม ทองจะแข็งตัวจับเป็นแท่ง
จากนั้นเข้าสู่กระบวนการ “การตีทอง” หรือ รีดทอง ช่างทองจะนำทองที่หลอมแล้วมาตีแผ่เป็นแผ่นหรือรีดยาวเป็นเส้นหรือเป็นแผ่น โดยเครื่องรีดแผ่นทอง และเครื่องชักทองเป็นเส้นขนาดต่าง ๆ กันตามความต้องการแล้วจึงจะนำมาสู่กรรมวิธีการประดิษฐ์ทองสุโขทัย





ซึ่งมีการประดิษฐ์ลวดลายเป็นทองรูปพรรณหลายลักษณะ ได้แก่ การถักทอง การทำลูกประคำทอง การขึ้นปี๊บ และการขึ้นเม็ดมะยม ก่อนที่ จะนำทองลักษณะต่าง ๆ มาประดิษฐ์เป็นลวดลาย เลียนแบบไทย ตามจินตนาการเชิงศิลปะของช่างทองของแต่ละคน
ขอขอบคุณ: ร้านอรอนงค์ช่างทอง ศรีสัชนาลัย สำหรับข้อมูลและเอื้อเฟื้อการถ่ายภาพ
………………………………………………………….
18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ
Musuem of Siam
Museum of Siam
มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ในนิตยสาร Limousine Club Magazine-Dec 08




พิพิธภัณฑสถานแนวใหม่ในยุคแห่งการเรียนรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการชมพิพิธภัณฑ์ เน้นกระตุกต่อมคิด จุดประกายความอยากรู้สู่การค้นพบความคิดใหม่ๆ ด้วยตนเองเพื่อการเรียนรู้อย่างไม่รู้จบ
บนพื้นที่เกือบ 3,000 ตารางเมตรในอาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งแต่เดิมเป็นอาคารที่ทำการของกระทรวงพาณิชย์ได้ถูกบูรณะและปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงที่น่าสนใจและต่อเนื่อง ซึ่งถ่ายทอดเนื้อหาต่างๆ โดยเริ่มจากห้องนิทรรศการถาวร “เรียงความประเทศไทย” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องอันยาวนาน โดยผู้ชมจะได้ เรียน เล่น รู้ กับปริศนาต่างๆของสุวรรณภูมิ มูลเหตุสู่ยุคทองของสยามประเทศ และเงื่อนปมก่อนจะมาเป็นประเทศไทยอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น เปิดตำนานสุวรรณภูมิ กำเนิดสยามประเทศสยามยุทธ์ เมืองไทยวันนี้ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดสามารถแยกเป็นห้องแสดงกว่า 17 เรื่องราว เพื่อค้นหาคำตอบสำคัญว่า “เราคือใคร” และ “ความเป็นไทยหมายถึงอะไร”




และนอกจากนี้ยังมีในส่วนของห้องนิทรรศการหมุนเวียน ซึ่งผลัดเปลี่ยนหัวข้อการเรียนรู้ให้ผู้เข้าชมได้ตื่นตาตื่นใจ สนุกเรียนสนุกรู้ไปกับประเด็นใหม่ๆ ทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ภูมิปัญญา ฯลฯ พร้อมทั้งยังมีพื้นที่ให้บริการเพื่อต่อยอดความรู้และสร้างสรรค์ กิจกรรมพิเศษอีกมากมาย เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้เช้าชมที่แตกต่างและหลากหลายสามารถสนุกคิดสนุกรู้ ตลอดทุกเดือน อีกด้วย
หากการเรียนรู้คือรากฐานของปัญญา ที่นี่“มิวเซียมสยาม“คงให้คำตอบทางความคิดที่ว่านี้ได้เป็นอย่างดีพร้อมกับความรู้สึกที่เป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ที่เรา(เคย)รู้จัก


มิวเซียมสยาม : เลขที่ 4 ถนนสนามไชย (ตรงข้าม ร.ร. วัดราชบพิธ)
แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
เวลาทำการ10.00-18.00 วันอังคาร-วันอาทิตย์ / หยุดทำการวันจันทร์
(กิจกรรมพิเศษทุกเย็นวันศุกร์ที่ลานเพลิน)
โทร. 02 225 2777หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ndmi.or.th
17 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ
ข้าวคืนนา รับขวัญแม่โพสพกลับบ้าน
ขวัญข้าวแม่เอย ขอเชยขอชม
แม่เอวกลมละองอ้อนแอ้น
ใบคือแขนค่อยโบกค่อยไหว
น้ำใสๆ คือน้ำน้ำสระสรง
สะโอดสะองค์สะอางค์แม่ข้าว
ฝนพราวๆ คือเพชรคือพลอย
รวงสายสร้อยรับท้องสาวสวย
แม่สำรวยสำเริงลมฝน
เขียวหมอกมนแม่ข้าวตั้งท้อง
เหลืองเป็นทองเต็มทุ่งเต็มท่า
รวงระย้าเป็นสร้อยเป็นสาย
เคียวขอฉายชักชวนแม่ข้าว
หมอกฟ้าหนาวท้องทุ่งท้องนา
มาเถิดมาแม่มาอยู่ลาน
บายศรีสู่พานขวัญข้าวแม่เอย
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พิธี “ข้าวคืนนา รับขวัญแม่โพสพกลับบ้าน”
ณ ทุ่งนาบ้านโพธิ์ อ.เสนา จ.อยุธยา
…………………………………………………………
“นานแค่ไหนแล้วที่แม่โพสพถูกจับแช่เย็นไว้ในห้องแคบๆ…
ในวันนี้คือวันที่เรามาพร้อมใจกันเชิญท่านกลับคืน…สู่ผืนนา”
ร่วมอนุรักษ์ข้าวพื้นเมืองให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง >> มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
8 มิถุนายน 51
“พิพิธภัณฑ์” สื่อ(สาร)รากเหง้า คลื่นวัฒนธรรมเกาหลี
ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สื่อมากมายต่างตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับ “การส่งออกวัฒนธรรม” ของประเทศเกาหลีผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง ส่งผลให้เกิดกระแส “คลั่งเกาหลี” สั่นสะเทือนไปในหลายประเทศแถบภาคพื้นเอเชีย จากความสำเร็จอันรวดเร็วดังกล่าว ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดประเทศไทยเราจึงไม่ปรับเอาวิธีการแบบนั้นมาใช้ให้เกิดเป็นกระแส “บ้าวัฒนธรรมไทย” (Thai Wave) ดูบ้าง
ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้ เราจำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตหนึ่งขึ้นก่อน
วิธีหนึ่งที่ผู้นำประเทศตลอดจนผู้ว่าการเมืองสำคัญๆ ของเกาหลีใช้สื่อสาร “เนื้อหาวัฒนธรรม” กับคนในชาติก็คือ “การสื่อสารผ่านพิพิธภัณฑ์” ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ถ้ามีความสำคัญต่อชาติแล้วล่ะก็ ผู้นำเขาจะจัดทำพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวของเรื่องนั้นๆ ไว้หมด แค่เฉพาะที่กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ที่นั่นมีพิพิธภัณฑ์มากมายหลายแห่งที่สร้างขึ้นอย่างสวยงาม น่าภาคภูมิใจ และน่าติดตามค้นคว้า
ในกรุงโซลมี National Museum of Korea (พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของเกาหลีแห่งใหม่) ที่ทันสมัยและใหญ่โต มี Kimchi Field Museum (พิพิธภัณฑ์กิมจิ) ที่เล่าถึงความเป็นมาอันยาวนานของกิมจิ ตลอดจนเกร็ดความรู้สารพัดที่เกี่ยวข้อง มีพิพิธภัณฑ์บอลโลกที่อยู่ในSeoul World Cup Stadium ประกาศความยิ่งใหญ่ระดับโลกของชาติในครั้งนั้น มีพิพิธภัณฑ์ชองเกชอน เล่าถึงโครงการสร้างชีวิตใหม่ให้กับคลองชองเก(คลองที่มีบทบาทสำคัญอยู่คู่กรุงโซลมากว่า 600 ปี) มีพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์พิพิธภัณฑ์ทางเกษตรกรรม
พิพิธภัณฑ์นิตยสารเกาหลี พิพิธภัณฑ์ดนตรีประจำชาติ และอื่นๆ อีกมากมายหลายสาขาที่เข้าถึงหน่วยย่อยของสังคม
รัฐบาลเกาหลีคอยจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ชาวเกาหลีไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เหล่านี้กันบ่อยๆ ให้พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ได้ทำงานมากกว่าหน้าสมุดบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นการอุ้มชูวัฒนธรรมกลุ่มและความทรงจำร่วมของคนในชาติ ทั้งนี้เพื่อให้คนเกาหลีค่อยๆซึมซับรากฐานทางวัฒนธรรมของตน มองเห็นคุณค่าและต่อยอดคุณค่านั้นให้เกิดเป็นงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในอนาคต บางพิพิธภัณฑ์อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์บอลโลกและพิพิธภัณฑ์ชองเกชอน ใช้สื่อนำเสนอที่สร้างอารมณ์ร่วมแบบสุดๆ (คนต่างชาติเดินชมยังอาจรู้สึก “อิน” น้ำตารื้นไปด้วยได้) แต่นั่นเอง คือภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของ “ความเป็นเกาหลี” เขาจะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน เต็มที่ ไม่มีกั๊ก ซึ่งบุคลิกแบบนี้เราคงเห็นกันได้จากสินค้าบันเทิงต่างๆของเกาหลี (ที่คงต้องเคยเสพกันมาบ้างไม่มากก็น้อย)
รู้จักและเข้าใจในวัฒนธรรมของชนชาติอย่างดีนั้นเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศเกาหลีสามารถผลิตภาพวัฒนธรรมบันเทิงของตนได้อย่างมีคุณภาพ และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นน่าสนใจในสายตาคนภายนอกเห็นชัดจากการเติบโตของซีรี่ส์เกาหลี (อันเกิดจากแรงผลักดันของสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งประเทศเกาหลีใต้ ที่อยากให้สอดแทรกเอกลักษณ์จากประเพณีดั้งเดิมไว้ในสินค้าภาพยนตร์) ส่งผลให้ยอดการส่งออกซีรี่ส์เกาหลีเพิ่มขึ้นจาก 400 ล้านดอลล่าร์ ในปี 2000 เป็น 548 ล้านดอลล่าร์ในปี 2003 เลยทีเดียว ฉะนั้นสำหรับประเทศไทยเรา หากต้องการเดินตามรอยความสำเร็จแบบอย่างเกาหลีแล้ว เราคงต้องตอบคำถามเบื้องต้นที่สำคัญที่สุดให้ได้ก่อน ประชาชนคนไทยมีสำนึก รู้จัก เข้าใจ และภาคภูมิใจในข้อวัฒนธรรมใดของตนบ้าง อะไรคือ “ความเป็นไทย“ ที่แตกต่างและมีเสน่ห์ดึงดูด อะไรคือคุณค่าที่คนไทยยัง “มี” และ “เป็น”อย่างจริงแท้ในโลกปัจจุบัน (ไม่ใช่แค่ภาพงดงามที่สร้างขึ้นต่อสายตาชาวโลก แต่คนไทยเองในปัจจุบันกลับสัมผัสไม่ได้ถึงตรงนั้น) หากผู้นำไม่สามารถตีโจทย์และแก้ปัญหาเบื้องต้นเหล่านี้ให้ได้ก่อน ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะหยิบจับหรือสนับสนุนให้คนไทยนำ “วัฒนธรรมไทย” มาต่อยอดเป็นความสำเร็จ สร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศชาติได้ในเร็ววันการส่งเสริมและจัดการพิพิธภัณฑ์อย่างมีคุณภาพอาจเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยเร่งกระบวนการเรียนรู้และรับรู้ด้านวัฒนธรรมของผู้คน โดยผ่านบรรยากาศและการนำเสนอที่สร้างสรรค์ ซึ่งก็ต้องศึกษากันต่อไปอีกว่าการนำเสนอในรูปแบบใดที่จะเหมาะสมกับนิสัยและธรรมชาติของคนไทยเราด้วย
……………………………………………………
ข้อมูลจาก tcdc
31 พฤษภาคม 51
วิถีไร่หมุนเวียน – จำยอมและดิ้นรน
23 พฤษภาคม 2551
เรื่องโดย อัจฉรา รักยุติธรรม
……………………………………………………………………………
ความย่อ :
ไร่หมุนเวียน ระบบการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะปกากะญอ นั้นมีการสืบทอดความรู้การเพาะปลูกที่กลมกลืนกับป่าโดยรอบ ปัจจุบันถูกกล่าวหาเป็นแพะรับบาปกรณีปัญหาหมอกควันในเมืองเชียงใหม่ และการลดพื้นที่ป่าในภาคเหนือ แรงกดดันจากสังคมและกรมป่าไม้พยายามลดพื้นที่ไร่หมุนเวียน โดยไม่คำนึงถึงทางเลือกของเกษตรกรกรบนที่สูงว่าจะดำรงวิถีชีวิต และการพึ่งพาตัวเองได้อยางไร ขณะที่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาแรงกระหน่ำจากเกษตรเชิงเดี่ยว อย่างเช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้บ่อนเซาะทำลายระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียนอย่างไม่อาจหวนคืนได้
“ยาฆ่าหญ้ามันแพงขึ้น เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลหรือเปล่า?” พะตีชิด ถามฉันในระหว่างสับสันเหล็กลงบนดินนุ่มๆ หลังฝนตก
ปีนี้ชาวบ้านหลายคนบ่นคล้ายๆ กันว่ายาฆ่าหญ้าทุกยี่ห้อแพงขึ้นเป็นเท่าตัวจากแกลลอนละสามร้อยกว่าบาทเป็นแกลลอนละเกือบหกร้อย
“เขาลดความเข้มข้นลงหรือเปล่า ทำไมพ่นไปสองรอบเสียเงินเปล่าๆ ดูสิหญ้ายังเขียวอยู่เลย” ชาวบ้านอีกคนที่กำลังหยอดเมล็ดข้าวโพดสามเมล็ดใส่หลุมชี้ให้ดูรอบๆ
ไร่แห่งนี้อยู่ในทำเลดี ที่ดินค่อนข้างราบ ไม่ไกลถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ฤดูเก็บเกี่ยวปีที่แล้วรถโม่ข้าวโพดของพ่อค้าเข้ามาได้จนถึงกลางไร่ โม่เอาแต่เมล็ดใส่กระสอบออกไป ส่วนซังข้าวโพดยังทิ้งไว้ให้เห็นเกลื่อนกลาด
“ยา” (พิษ) ฆ่าหญ้า สมัยก่อนทำไร่ข้าวฤดูหนึ่งถอนหญ้าแค่สองรอบก็พอ สารเคมีอะไรก็ไม่ต้องใช้ แต่ทุกวันนี้เมื่อเผาไร่เสร็จแล้ว ต้องพ่นยาฆ่าหญ้าซ้ำหนึ่งถึงสองรอบ พอข้าวงอกได้ราวหนึ่งฟุตก็จะถอนหญ้าต้นสูงๆ ออก แล้วพ่นยาฆ่าหญ้าตามเพื่อกำจัดหญ้าต้นเล็กๆ ชาวบ้านบอกว่าถ้าไม่ถอนหญ้าต้นสูงออกก่อนหญ้าต้นเล็กๆ ที่ถูกหญ้าต้นใหญ่คลุมเอาไว้จะไม่ถูกยาที่พ่น สักหน่อยก็จะโตขึ้นมาแข่งกับต้นอีกข้าวอีก เปลืองยาพ่นเสียเปล่าๆ
ไกลโพเสด อาร์มี่ กรัมมอกโซน ราวด์อัพ ฯลฯ เป็นชื่อ “ยา” หลายขนานที่ชาวบ้านใช้กำจัดวัชพืชในระยะสี่ห้าปีที่ผ่านมา แต่เหมือนว่ายิ่งใช้ “ยา” เหล่านี้อาการกลับยิ่งทรุดหนักลงทุกที ทั้งค่ายาที่แพงขึ้นทุกปี ทั้งอาการดื้อยาของวัชพืชที่ยิ่งใช้ก็ยิ่งต้องเพิ่มปริมาณ นอกจากผลผลิตจะไม่ได้ดีขึ้นตามที่คาดหมายแล้ว สุขภาพร่างกายของชาวบ้านเองก็ย่ำแย่ลงไปด้วย
“เมื่อวานไปลากสายยางพ่นยา กลับมาทั้งเจ็บตา ทั้งแสบคอ ปวดเมื่อยไปหมด” โส่แบเล่าอาการหลังจากไปช่วยสามีพ่นยาฆ่าหญ้า ปกติการพ่นยาฆ่าเป็นงานของผู้ชายเพราะเป็นงานหนักและอันตราย แม้แต่การแลกเปลี่ยนแรงงานก็จะนับว่าการไปช่วยพ่นยาจะต้องตอบแทนแรงงานด้วยการพ่นยาเท่านั้น แต่หากตอบแทนแรงงานด้วยการทำงานแบบอื่นจะต้องทำงานคืนสองแรง
แม้จะรู้ว่ายามีพิษแต่การจัดหาหน้ากากหรืออุปกรณ์ป้องกันร่างกายในขณะพ่นยาก็เป็นเรื่องเกินกำลัง เท่าที่เห็นชาวบ้านสวมใส่เพียงเสื้อแขนยาวบางๆ และมีผ้าบางๆ ปิดจมูกเท่านั้น บางคนถึงกับเปิดหน้าพ่นยาเสียเฉยๆ ตอนเที่ยงก็พักกินข้าวกันตรงบริเวณที่พ่นยานั่นเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมชาวบ้านหมู่บ้านนี้ถึงเจ็บป่วยวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลกันไม่ว่างเว้น
“สวัสดี…วสันตฤดู”
10 พฤษภาคม 51
บ่ายแก่ๆ …จากอากาศที่ร้อนชื้นจนชวนให้ตัวเหนียว…พร้อมกับความรู้สึกว่าอยากอาบน้ำเป็นการด่วน…
ทันทีที่ตั้งท่าจะถอดเสื้อและปลดกางเกงขาก๊วยไปคว้าผ้าขาวม้า…ลม..ระลอกใหญ่จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือก็พัดพามาปะทะผิวหยาบกร้าน…ให้ขนลุกอย่างกับโดนแป้งเย็นป้ายใต้รักแร้…ซะงั้น!
ฟ้าเริ่มร้อง…อย่างเสียงท้องร้องยามหิวโหย กลิ่นดินเริ่มโชย…อย่างปลาช่อนนึ่งมะนาวยามที่เข้าปากคำแรก… เสียงสายฝนโหมกระหน่ำ…อย่างกับตอนเทหอมแดงซอยลงบนน้ำมันร้อนๆ
เฮ้ยตื่นๆ!! เก็บความหิวไว้ก่อน…ฝนตกแล้ว…ชุดใหญ่เลย! ไปเก็บผ้าที่ตากหลังบ้านเร็ว…
มาแล้วครับ ฤดูฝน…ผมรอคอยเวลานี้ มาได้สักระยะแล้ว…เพราะไม่ค่อยชอบฤดูร้อนสักเท่าไหร่ นอกจากความงามของดอกไม้บานอย่าง หางนกยูง ดอกคูณ และอินทนิลเท่านั้น
คำพยากรณ์เสี่ยงทายปีนี้ คงพอทำให้เกษตรกรมีกำลังใจอยู่มากโข เพราะพระโคท่านเลือกกินข้าว พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหารจะบริบูรณ์ดี กินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วยธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี
แหม่…ฟังแล้ว น่าเอาใจช่วยเกษตรกรเสียจริงๆ หวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น ! แต่ที่แน่ๆที่ผมรู้คือ ปีนี้ นายทุนผู้รับซื้อ-โรงสี มีหวังรวยซ้ำรวยซ้อน …ภาวนาอย่าให้เอาเปรียบ กดราคาผลผลิตจนเกินงามไปล่ะ…
แต่ที่น่าหนักใจ! ก็ขอให้ระวัง..จะเกิดสงครามน้ำ เพราะใครๆ ต่างกันหันมาปลูกข้าวมากขึ้น จากที่ทำนาปี ปีละครั้ง ก็ดันขอขยันทำงานเพิ่ม ทำนาปลังเข้าให้อีกหน…แหม่…งานนี้…เพราะเงินแท้ๆ เลยจริงน้า…
…อย่างไรเสีย…ก็ยังยินดีที่ประเทศเรายังคงมีข้าวกิน…มีผืนดินที่อุดมด้วยความหวัง … แม้ว่าเราอาจจะพลัดหลงอยู่ในกระแสของโลกบริโภคนิยมอันเชี่ยวกราดก็ตาม…
แต่เมื่อถึง…วันหนึ่ง! เราอาจได้เรียนรู้กับความหมายที่ชวนให้ตื่นจากภวังค์…ว่าสุดท้ายแล้ว… “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”
“สวัสดี…วสันตฤดู”
……………………………………..
ความรู้เพิ่มเติม*
วันพืชมงคล หมายถึง วันที่กำหนดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีเก่าแก่มาแต่โบราณ ที่เสริมสร้างให้เกิดขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรของชาติ พระราชพิธีพืชมงคลได้เริ่มมีขึ้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระราชพิธี 2 พิธี รวมกันคือ พระราชพิธีมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์อย่างหนึ่ง กับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยพิธีสงฆ์จะจัดในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลท้องสมนามหลวง การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้กระทำเต็มรูปแบบครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ.2479 แล้วว่างเว้นไป ต่อมาในปี พ.ศ.2503 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้ฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีกระแสรับสั่งให้ปรับปรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัย ในการประกอบพระราชพิธีพืชมงคล พระมหากษัตริย์ จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทำขวัญพืชพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ข้าวเปลือก เป็นต้น ส่วนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกหน้าขวัญ เป็นพระราชพิธีเริ่มการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยจะโปรดเกล้าแต่งตั้งนางเทพีหาบพันธุ์พืช เช่น พันธุ์ข้าว ตามหลังพระยาแรกนา โดยมีพระโคเทียมแอกและไถพร้อมอยู่ ณ บริเวณนาจำลองที่ท้องสนามหลวง พระยาแรกนาจะไถหว่านพันธุ์พืช โดยใช้พันธุ์พืชที่นางเทพีหาบตามหลัง หว่านลงบนนาจำลองเสมือนเป็นการประกาศแก่เกษตรกรว่า ฤดูกาลทำนาเริ่มแล้ว โดยสมมุติว่าพระมหากษัตริย์ ทรงพระกรุณาเริ่มการหว่านไถเป็นแบบอย่างและเป็นมงคล เพื่อให้เกษตรกรดำเนินตาม
สำหรับการพยากรณ์ในการเสี่ยงทาย ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะเป็น
- ผ้านุ่งแต่งกาย ผ้านุ่ง ซึ่งพระยาแรกนาขวัญ ตั้งสัตยาอธิฐานหยิบนั้นเป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน คือ หกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ผ้านุ่งนี้จะวางเรียงบนโตก มีผ้าคลุมให้พระยาแรกนาขวัญหยิบ ถ้าหยิบได้ผืนใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น คือ
- ถ้าหยิบได้ผ้า 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่
- ถ้าหยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่าน้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในในนาจะได้ผลบริบูรณ์และผลาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี
- ถ้าหยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้างไม่ได้ผลเต็มที่
ของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโคนั้นมีข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา หล้า น้ำ และหญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น คือ
- ถ้าพระโคกินข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหารจะบริบูรณ์ดี
- ถ้าพระโคกินถั่วหรืองา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี
- ถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี
- ถ้าพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง
ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (ร.9) ทรงเพาะพันธุ์ข้าวชั้นดีในเขตพระราชฐาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่จัดพันธุ์ข้าวบรรจุซองเพื่อแจกแก่เกษตรกรด้วย ส่วนตำแหน่งพระยาแรกนาในสมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงต้นรัชกาลที่ 4 ได้แก่ เจ้าพระยาพลเทพ ส่วนพระยาแรกนาในรัชกาลปัจจุบัน (ร.9) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นพระยาแรกนา พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี เนื่องจากระยะนี้เป็นระยะที่เหมาะสม ที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของคนไทย แต่มิได้กำหนดวันที่แน่นอน เพียงแต่พิจารณาว่า วันใดในเดือนหก หรือเดือนพฤษภาคม ที่มีฤกษ์ยามเหมาะสมก็ให้จัดในวันนั้น
ว่าด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนใน ชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และ ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลก ภายนอกได้เป็นอย่างดี
หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้
1 กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจาก วิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนา
>> ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
>> การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล4 เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
>> เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความ อดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต5 แนวทางปฏิบัติ / ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี
เศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนา ที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสียงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณ และความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร และความอดทน สติ และปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี
เศรษฐกิจพอเพียงความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิด ที่ชี้บอกหลักการ และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ ในขณะที่ แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรม เฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม
ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานกับแบบ ก้าวหน้า ได้ดังนี้
ความพอเพียงในระดับบุคคล และครอบครัว โดยเฉพาะเกษตรกรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน เทียบได้กับ ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝน และประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว จากการแก้ ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่ง และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้อง การพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็น การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว
http://www.youtube.com/watch?v=cHiGDJL2Qfs
อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือ จากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม
ความพอเพียงในระดับชุมชน และระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็น เรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกัน ในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ
http://www.porpeanglife.com/2008/download/movie/03_ชุมชนเป็นสุข.zip
กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัว หรือองค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อ ร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่ม และส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามกำลัง และความสามารถของตน ซึ่งจะสามารถทำให้ ชุมชนโดยรวม หรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง
ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่
ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจ สร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือ ร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วย ชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง กลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียง ที่เชื่อมโยงกันด้วยหลักไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด















