"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)
"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"Archive for ศิลปะ+การออกแบบ
“อนุทิน วงศ์สรรคกร” นักสื่อสาร (ผ่าน) ตัวอักษร
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ภาพ: คัดสรรดีมาก / ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine_April-June 2009

สำหรับวงการออกแบบฟอนต์หรือชุดตัวอักษร ชื่อชั้นของ “อนุทิน วงศ์สรรคกร” แห่ง “คัดสรรดีมาก” บริษัทออกแบบแห่งแรกในประเทศไทยที่ให้บริการครบวงจรเกี่ยวกับตัวอักษร ย่อมการันตีความพิเศษในสิ่งที่คิดและทำ อันมีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนอยู่ไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลงานคุณภาพมากมาย (อย่างที่ใครหลายคนอาจคาดไม่ถึง) ตั้งแต่การออกแบบตัวอักษรบนเครื่องเล่นเอ็มพีสาม ไปจนถึงหนังสือ นิตยสารหลายฉบับทั้งในและต่างประเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค และการออกแบบชุดตัวอักษรพิเศษเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับบริษัทชั้นนำ อย่าง เอไอเอส, ดีแทค, กสท, เทสโก้ โลตัส และนิตยสารวอลล์เปเปอร์
และนี่คือบทสนทนาเล็กๆ ที่บอกเล่ากระบวนการความคิดบางอย่าง เพื่อขยายความเข้าใจถึงที่มาหรือเบื้องหลัง ความเป็นปัจจุบัน และทิศทางของรูปแบบตัวอักษรเหล่านั้นให้ (ชัดเจน) มากขึ้น จากนักออกแบบเลขนศิลป์สิ่งพิมพ์และนักออกแบบตัวอักษร ผู้ไม่ใคร่ถนัดที่จะแสดงตน เพื่อให้ใครๆ เข้าใจว่าเป็น “นักออกแบบฯ” แต่กลับยินดีที่จะบอกว่า “มีความสุขกับการออกแบบ (ตัวอักษร)” เป็นที่สุด!
ในฐานะนักออกแบบเลขนศิลป์และอักขรศิลป์ บ่อยครั้งที่ใครๆ มักตั้งคำถามว่า
“สิ่งที่คุณทำอยู่มันคืออะไร?” คุณอนุทินมีวิธีการตอบหรืออธิบายอย่างไรกับคำถามนี้?
คำถามนี้ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงจะพยายามตอบอย่างละเอียด อาจจะเป็นเพราะพื้นฐานที่มีของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ทุกวันนี้ก็จะมีพัฒนาการในการตอบไปอีกแบบ ฉะนั้นที่ผมตอบแบบนี้แสดงให้เห็นว่าได้รับคำถามนี้บ่อย จริงๆแล้วเป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะความเข้าใจเรื่องการออกแบบในแต่ละแขนงในบ้านเรายังทับซ้อนกันอยู่มาก
การตอบคำถามนี้จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเราที่มีต่อตัวผู้ถาม (พิจารณา) ว่าจำเป็นต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่เราทำอยู่มากแค่ไหน?
ซึ่งถ้าตอบแบบพอสังเขป คำตอบในการอธิบายเรื่องเลขนศิลป์ หรือที่ทั่วไปรู้จักในชื่อ “กราฟิกดีไซน์” นั้น คือเรื่องที่มีได้ตั้งแต่งานออกแบบสิ่งพิมพ์ งานออกแบบเพื่อการสื่อสาร ไปจนถึงคำตอบที่ซับซ้อนมากขึ้น อย่างเช่นการดูแลภาพพจน์ขององค์กร
ส่วนอักขรศิลป์ ก็จะเป็นคำตอบแบบรวบรัด ว่าคือ การออกแบบตัวอักษรเพื่อการใช้งาน หรือที่เรียกทั่วไปว่า “ฟอนต์” ซึ่งพอใช้คำนี้ คนส่วนใหญ่จะ (เริ่ม) เข้าใจ แต่จริงๆ แล้วเป็นการอธิบายที่ผิด เพราะนิยามของฟอนต์หรือในภาษาไทยที่เรียกว่า “ชุดตัวอักษร” กับ “แบบตัวอักษร” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่ต้องขยายความไปถึงในเรื่องของธุรกิจเกี่ยวกับตัวอักษร และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้ และจัดวางตัวอักษร ซึ่งหากอธิบายถึงตรงนี้ คนส่วนมากก็จะเริ่มตกใจ เพราะนึกไม่ถึงว่ามีธุรกิจหมวดนี้อยู่ด้วย และผมก็จะตอบว่า ก็มันต้องมีใครสักคนที่ทำธุรกิจนี้ ไม่อย่างนั้นสิ่งเหล่านี้มันจะมาจากไหน?
คำว่า “คัดสรรดีมาก” อะไรที่เป็นความพิเศษหรือเนื้อหาสำคัญ ที่คุณอนุทินต้องการสื่อสาร?
อันที่จริงแล้วต้องย้อนความกลับไปประมาณแปดปีก่อน เมื่อตอนที่เราก่อตั้งบริษัทกันใหม่ๆ “คัดสรรดีมาก” ขณะนั้นเราตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจออกแบบที่เน้นหนักไปทางการออกแบบผลิตภัณฑ์จำพวกของใช้ ของตกแต่งบ้าน
เราต้องการชื่อที่มีความหมายดี และเมื่อเขียน (สะกดคำ) เป็นภาษาอังกฤษแล้วก็สามารถอ่านได้ในความรู้สึกแบบภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งบ่อยครั้งที่มีคนเข้ามาทัก นึกว่าเป็นชื่อบริษัทฝรั่ง แต่พอได้รู้หรือเห็นชื่อเป็นภาษาไทย ก็พลอยต้องอมยิ้มไปด้วย เมื่อทราบว่าที่จริงแล้ว มันก็คือ “คัดสรรดีมาก” นี่เอง
ส่วนเรื่องความหมายนั้น คงไม่ต้องขยายความมาก เพราะชื่อนั้น ได้อธิบายตัวเองในเชิงบวกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว
และแม้เมื่อเราต้องปรับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ ซึ่งเน้นหนักกับงานทางกราฟิกดีไซน์ สิ่งพิมพ์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับตัวอักษรมากขึ้น แต่เราก็ยังคงเลือกใช้ชื่อ “คัดสรรดีมาก” เหมือนเดิม เพราะเราต่างเห็นว่า ชื่อนี้มีความหมายที่ดีอยู่แล้ว เราต้องการคัดสรรสิ่งที่ดีมากที่สุดมาให้กับลูกค้าของเราเสมอ นั่นเอง

อะไรคือเสน่ห์ของการออกแบบฟอนต์ ที่คุณอนุทินสัมผัสได้?
ผมมองว่า ทุกคนมีความชอบส่วนตัวในเรื่องต่างๆ บางครั้งก็เป็นการยากที่จะแจงให้ชัดเจนว่า เสน่ห์ของสิ่งที่เราชอบอยู่ตรงไหน เพราะเราจะได้คำตอบหลายคำตอบตามติดๆ กันมา ด้วยรายละเอียดที่เยอะมากมาย ซึ่งเสน่ห์สำหรับผมมันเป็นเชิงนามธรรม มันจึงอธิบายได้ค่อนข้างยาก
ตัวอักษรเป็นสิ่งที่เราใช้บันทึกแทนภาษาที่เราพูด เป็นกราฟิกฟอร์มเบื้องต้น (ที่ทุกคนใช้อย่างไม่ได้คิดกับมันมากนัก) แต่มันกลับเปี่ยมไปด้วยพลังในการสื่อความหมาย เราสามารถมีหลากอารมณ์ร่วมกับตัวอักษรได้ ขึ้นอยู่กับการประกอบกันเป็นคำ คำกลายเป็นประโยค ตรงนี้ถ้า (ช่าง) สังเกต เราก็จะเห็นว่า มีมิติที่เกี่ยวข้องกับอักษรศาสตร์อยู่ด้วย และยังโยงไปทางจิตวิทยาด้วยอีกต่างหาก เราจะเห็นศิลปะในการใช้ภาษาทั้งในรูปแบบของศิลปะการออกแบบไปพร้อมๆ กับการใช้ภาษาเขียน
นอกจากนั้นแบบตัวอักษร ก็ยังเป็นอีกสิ่งที่ช่วยนำส่งใจความ และเป็นตัวแทนของความรู้สึกที่เราต้องการจะพูดผ่านคำหรือประโยค หรืองานออกแบบชิ้นนั้นๆ เราจะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้มันอยู่ใกล้เรามากๆ แล้วเราก็ใช้มันอย่างเคยชิน ไม่ค่อยได้ฉุกใจคิด เราใช้สมองในโหมดออโต้กับเรื่องพวกนี้ แต่จริงๆ แล้ว ผมคิดว่ามันสำคัญมาก ยิ่งถ้าคุณเป็นนักออกแบบกราฟิก ยิ่งต้องเข้าถึงเรื่องเหล่านี้
อีกส่วนที่มันทำให้ผมรักงานออกแบบตัวอักษรก็คือ เราสร้างฟอร์มเหล่านี้ (อย่างที่คุณกำลังอ่านอยู่) เพื่อถูกถ่ายทอดให้ได้ใจความทางภาษาและถูกบันทึกไว้เป็นมรดกทางการสื่อสาร ผมถือว่า มันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากทีเดียว ถ้าเราลองคิดดูดีๆ !
ถ้าเช่นนั้นคุณอนุทินมีมุมมองอย่างไรต่อการมองโลกหรือสิ่งที่พบเห็น เพื่อเชื่อมโยงถึงมิติการออกแบบต่างๆ?
อืม…ม เป็นคำถามที่ใหญ่และกว้างมากทีเดียว แต่จะพยายามตอบแบบสั้นๆ นะครับ ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทุกอย่างรอบๆ ตัวเรา หากพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า ล้วนผ่านกระบวนการออกแบบมาโดยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะออกแบบได้ดีหรือออกแบบมาไม่ได้เรื่องก็ตาม
การออกแบบมันเกิดขึ้นตั้งแต่การเริ่มคิด! ซึ่งคุณค่ามันจึงอยู่ที่ตรงนั้น ตรงเนื้อแท้ของการออกแบบไม่ได้ถูกแทนค่าความสำคัญด้วยกระดาษหรือคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้หลายคนคิดถึงการออกแบบหรือเสพงานออกแบบที่ตัวสื่อหรือตัววัสดุ ไม่ใช่ที่งานออกแบบจริงๆ
สำหรับผมเองมองว่า การออกแบบ คือการจัดการกับปัญหาหรือตอบโจทย์ต่างๆ ตามสถานการณ์และช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน แต่มีความเกี่ยวเนื่อง (กับข้อจำกัด) ในมิติต่างๆเช่น มิติของการตลาด มิติของเทคนิคทางการผลิต มิติทางวัฒนธรรมความเชื่อ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนักออกแบบที่ดีจึงต้องมองมิติที่ทับซ้อนเหล่านี้ให้ออก
นอกจากนี้ การออกแบบ ก็คือส่วนหนึ่งในโครงสร้างสังคม ฉะนั้นผมจึงไม่เคยปฏิเสธหรือให้ความรู้แบบผิดๆว่า การออกแบบคือการออกแบบ เพราะถ้าเข้าใจเรื่องที่เกริ่นมา ก็จะเห็นว่าโครงสร้างต่างๆ ในสังคมเรา มันเกี่ยวเนื่องกันหมดในน้ำหนักที่ต่างกัน เป็นส่วนหนึ่งของสังคม นอกจากที่เราเห็นทั่วไปในการใช้งานออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า สังคมก็ต้องอาศัยความเจริญและพัฒนาการทางการออกแบบด้วยเช่นกัน เช่น เทคโนโลยีก็ต้องการให้การออกแบบสร้างความท้าทาย ให้เกิดเป็นโจทย์ กำเนิดเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมารองรับจิตนาการที่เกิดจากการออกแบบ
และท้ายที่สุด เราจะเห็นว่าการออกแบบเป็นบันทึกทางวัฒนธรรมแบบหนึ่ง มันสะท้อนความสามารถทางเทคโนโลยีในห้วงเวลานั้นๆ สะท้อนวิธีคิด สะท้อนว่าสังคมเปิดกว้างกับเรื่องนั้นๆ มากแค่ไหน ?

พูดถึงการทำงาน หลายคนมักบอกว่า “คุณทำงานด้วยความสุข” ความสุขที่ว่านั้นมีรูปแบบ หรือแนวทางอย่างไร?
ไม่แน่ใจว่าหลายคนที่ว่ามีใครบ้าง? (พลางครุ่นคิด…) บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่า เรามีความสุข ต้องให้คนอื่นมาเตือนสติเราว่า เรากำลังมีความสุขอยู่ ส่วนใหญ่เราจะรู้แต่ว่า ตอนนี้ไม่ได้ทุกข์ ซึ่งก็อาจจะมองกันจากคนละจุด
แต่ถ้าถามว่าทุกวันนี้มีความสุขกับงานที่ทำหรือไม่? ก็คงตอบว่า มีความทุกข์กับงานที่ทำตามปกติ ซึ่งนี่แหละคือ ความสุข ผมว่ามันคงไม่มีงานอะไรที่เราทำแล้ว มันจะไม่มีปัญหาอะไรให้เป็นทุกข์เลย ถ้าตอบว่ามีความสุขกับงานโดยไม่มีทุกข์เลย ก็คงไม่จริง คงเป็นคำตอบเอาโก้เอาเก๋เสียมากกว่า
การที่ได้ทำอะไรที่เรารัก นั่นก็หมายความว่าเราไม่เบื่อกับมัน รู้สึกว่าเราขลุกอยู่กับมันได้จริงๆ วัดกันง่ายๆ ก็คือ เราตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วไม่รู้สึกเบื่องาน แม้อาจจะมีบ้างกับการบ่นหรือเซ็งกับปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้น แต่มันก็ยังอยู่ในขั้นที่ทำให้เรารู้สึกท้าทาย ไม่รู้สึกท้อใจ ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมก็อาจเรียกได้ว่า มีความสุขกับงาน กับสิ่งที่เราทำ แล้วล่ะ!
จากจุดเริ่มต้นในฐานะบริษัทผู้บุกเบิก จนสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านการออกแบบฟอนต์ของเมืองไทย คุณอนุทินเรียนรู้อะไรบ้าง? จากคำว่า “พัฒนาการ” และ “ความสำเร็จ” ?
เราเริ่มต้นในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำว่า สิ่งที่เราทำคืออะไร? มิหนำซ้ำการละเมิดสิทธิ์ทางการออกแบบก็เยอะมาก เราจึงเหมือนถูกบังคับให้ต้องเริ่มธุรกิจจากติดลบ เพราะต้องทำความเข้าใจกับผู้บริโภคใหม่หมด แต่ด้วยความที่เราเชื่ออย่างหมดใจว่า เราเข้ามาในธุรกิจนี้ในเวลาอันควร ธุรกิจการออกแบบตัวอักษรในยุคดิจิตอลในบ้านเรา จำเป็นต้องมีโมเดลทางธุรกิจที่ชัดเจน และมีการบริหารจัดการอย่างสากล
ในขณะนั้นแม้แต่การขายปลีกเรื่องสิทธิ์การใช้ฟอนต์ยังไม่ได้เป็นธุรกิจเลย แต่เนื่องด้วยเราตั้งเป้าไปที่การทำฟอนต์เพื่อองค์กร เราจึงมองข้ามช็อตเรื่องการขายปลีกไปเลย ทุกวันนี้เราก็มีไลเซนท์และเอ็กคลูซีฟ ไลเซนท์ ฟอนต์อยู่บ้าง แต่เน้นที่การทำคอสตอมมากกว่า
จะเห็นว่าเราอยู่ในคนละตลาดกับค่ายฟอนต์อื่นๆ นอกจากจะเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาการละเมิดสิทธิ์แล้ว เราต้องการให้คนทั่วไปเห็นข้อดีและไม่กลัวในการที่จะลงทุนกับการพัฒนาฟอนต์ใหม่เพื่อให้เข้ากับงานโดยแท้จริง เพราะในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว สำหรับองค์กรใหญ่นั้นจะคุ้มมาก นอกจากจะได้เอกลักษณ์เสริมจากแบบตัวอักษรเฉพาะแล้ว ยังเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย เพราะการเสียค่าสิทธิ์ในการใช้ฟอนต์ที่มีอยู่แล้วในตลาดซ้ำกับคนอื่น โดยเฉพาะในโปรเจคใหญ่ๆ หรือองค์กรใหญ่ๆ นั้นมันไม่คุ้มกัน!
เราต้องใช้เวลานานมากในช่วงแรก ให้ความรู้ตั้งแต่ระดับนักศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์ของการออกแบบและจัดวางตัวอักษร เพื่อให้บุคลากรในอนาคตมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้ความรู้กับนักออกแบบอาชีพด้วยกันก่อนว่า แบบตัวอักษรพิเศษคืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร? ช่วยงานออกแบบและการควบคุมอัตลักษณ์องค์กรได้อย่างไร? มีผลทางการออกแบบ และผลทางเศรษฐศาศตร์อย่างไร? กล่าวคือเราต้องประชาสัมพันธ์ ตระเวนบรรยายให้ความรู้ค่อนข้างเยอะ กว่าจะเป็นรูปแบบธุรกิจได้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
จนถึงทุกวันนี้ ผมรู้เลยว่า “พัฒนาการ” กับ “ความสำเร็จ” ไม่เหมือนกัน มันเป็นคนละเรื่องแต่มีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ในมิติหนึ่งคือ การมีพัฒนาการ ไม่ได้หมายความว่า มีความสำเร็จ ความสำเร็จอยู่ที่เราตั้งเป้าหมาย คุณอยากมีความสำเร็จเท่าไหร่ก็ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน ทีนี้พัฒนาการก็จะมารับช่วงต่อ แต่ถ้าไม่มีเป้าหมาย (ความสำเร็จ) พัฒนาการจะไม่เกิดเลย ขณะเดียวกัน คุณจะมีพัฒนาการไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเป้าหมายก็คงไม่ได้ !

ในภาวะของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศ ที่ (เรา) กำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ คุณอนุทินคิดเห็น หรือมีวิธีการอย่างไร? ในการจัดการองค์กร
คัดสรรดีมากเป็นองค์กรขนาดเล็ก เราไม่มีระบบซับซ้อนยุ่งยาก บริษัทขนาดเล็กก็จะปรับตัวได้อย่างแคล่วคล่องกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้ที่เห็นใครๆ ต่างพูดกัน คือลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำสำหรับองค์กรใหญ่ ต่อการลดต้นทุนและให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดนี้ดูจะเหมือนจะเป็นเรื่องทั่วไปที่ได้ยินกันบ่อย
แต่ผมกลับมองว่า การลดรายจ่ายจะไม่เกิดผลเลย ถ้าหากกระเทือนวัฒนธรรมและขั้นตอนการทำงานในองค์กร การลดน้ำหนักโดยไม่ทำให้ร่างกายฟิตก็จะไม่มีประโยชน์ มันจะทำให้เราโทรมและป่วยในที่สุด ทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่ตามมาก็คือ กระทบกับรายได้ธุรกิจโดยตรง
ซึ่งที่จริงแล้ว ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์รอบนี้ เรามีนโยบายและแนวคิดเรื่องการทำงานในลักษณะที่โพรเกสซีฟมาก ซึ่งเราก็เดินมาสู่จุดที่เกือบจะเป็นเวอร์ชวลออฟฟิศ (ออฟฟิศเสมือน) ได้เลยด้วยซ้ำ ลดพื้นที่ออฟฟิศได้ด้วย ซึ่งนั่นหมายถึง ต้นทุนส่วนหนึ่ง แต่เนื่องด้วยพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจบ้านเรายังขึ้นอยู่กับการเจอหน้าค่าตา ต้องการติดต่อกับผู้คนเกือบทุกขั้นตอน เราจึงยังไม่สามารถฟรีสไตล์ได้ขนาดนั้น
อย่างตอนนี้ก็ดีขึ้น ที่อีเมลกลายมาเป็นมาตรฐานเสียที ซึ่งไม่กี่ปีก่อนนี่ ส่งอีเมลแล้วยังต้องโทรไปบอกให้เช็ค หรือไม่ก็ถามหาแต่แฟ็กซ์ ต้องส่งไฟล์เป็นซีดี เป็นต้น ทุกวันนี้ทุกคนอยู่ร่วมสมัยกันมากขึ้น มันก็เลยเหมือนอนุญาตให้วัฒธรรมการทำงานเกิดการเปลี่ยนแปลง
ผมเห็นด้วยและสนับสนุนกับระบบไร้สาย ออฟฟิศเซิร์ฟเวอร์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ค เน้นการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้น้อยลง ใช้เทคโนโลยีช่วยในการลดขั้นตอนการทำงาน เอกสารที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ เราก็เปลี่ยนหมด การประชุมโดยไม่จำเป็นก็สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยใช้โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้ เราพยายามที่จะนำการทำงานแบบรีโมทออฟฟิศเข้ามาใช้ คือใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตอย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าการประหยัดเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเวลามีค่ามากกว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการทำธุรกิจเสียอีก
อะไรคือความท้าทาย หรือโครงการที่คุณอนุทินอยากจะทำให้สำเร็จในอนาคต?
สิ่งที่เราพยายามผลักดันในขณะนี้คือ การทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า นักออกแบบคือ บิสิเนส พาร์ทเนอร์ (หุ้นส่วนทางธุรกิจ) ไม่ใช่คู่ค้า อันนี้เป็นความท้าทายมากที่เราเจอ ณ ขณะนี้ งานออกแบบเป็นการทำงานที่เป็นขั้นตอน ไม่ใช่ทำให้งานเสร็จเป็นชิ้นออกมาในตอนท้าย เราต้องการชี้ให้เห็นว่า นักออกแบบ คือคู่คิดที่ไม่ใช่แค่นักทำเพียงอย่างเดียว เพราะปัญหาที่เราเจอบ่อยมากในอุตสาหกรรมการออกแบบ คือลูกค้ามักมองเราเป็นคนทำภาพให้เป็นงานสำเร็จ ซึ่งที่จริงแล้วงานออกแบบไม่ได้เข้ามาในตอนท้ายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ งานออกแบบที่ดีมันจะต้องถูกคิดขึ้นมาให้สอดคล้องกับธุรกิจตั้งแต่ต้น
ซึ่งถือว่าที่ผ่านมา เรื่องการไม่เข้าใจกันของนักออกแบบกับลูกค้า ถือเป็นปัญหาคลาสสิค! เมื่อต่างคิดกันแบบแยกส่วน ที่ต่างไม่เข้าใจในพฤติกรรมต่อกัน ผนวกกับนักออกแบบเองก็ยังไม่เข้าใจว่า หน้าที่ของงานออกแบบอยู่ตรงไหนบ้าง? และปัญหาของการเรียนการสอนออกแบบ ที่ขาดเรื่องของการเรียนรู้ธุรกิจ ทำให้นักออกแบบส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ จึงพลอยทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในการประกอบการอีกด้วย
เพราะฉะนั้น นักออกแบบและเจ้าของกิจการก็คงต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันถึงโครงสร้างต่างๆ (เอาแค่เฉพาะในกรอบธุรกิจ) ว่ามันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ และหาจุดลงตัวระหว่างการออกแบบกับการตลาดในตอนท้ายของโปรเจคว่าทำได้อย่างไร?
ซึ่งหากความเข้าใจที่ว่านี้ เกิดขึ้นร่วมกันได้เมื่อไหร่แล้ว… คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการออกแบบ (ตัวอักษร) สู่การสื่อสารที่ตอบโจทย์ต่างๆ ในสังคมอนาคต ผมหวังว่าเช่นนั้น!!!
(พร้อมรอยยิ้มและแววตาที่สื่อถึงความมุ่งมั่น เป็นอวัจนภาษาส่งท้ายการสนทนา)
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อนุทินดอทคอม http://www.anuthin.com
………………………………………………….
12 พฤษภาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
ความสุขเล็กๆ จากชุมชนคลองบางน้อย (คอยรัก)
เรื่อง: กำลังจะตามมา ? ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม






















ภาพสี (แถม) ส่งท้าย

………………………………………………………….
ใครอยากไปเยี่ยมชมและรับกลิ่นไอความสุขแบบนี้บ้าง ก็เข้าไปขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “บางน้อยคอยรัก” http://bangnoikoyrak.multiply.com
บันทึกความทรงจำระหว่าง 9-10 พฤษภาคม 2552 / ตลาดน้ำคลองบางน้อย อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม
พฤษภาอาลัย ’รงค์ วงษ์สวรรค์ _PS GALLERY แพร่งภูธร

ถึงวันนี้ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จากพวกเราไปได้ร่วมเดือนแล้ว จากไปก่อนที่ความวุ่นวายชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินจะปะทุขึ้นในกรุงเทพมหานคร จากทำเนียบรัฐบาลลุกลามไปทั่วเมือง โดยเฉพาะเขตรัตนโกสินทร์ชั้นใน จนทำให้เราเกรงว่า งานแสดงภาพที่เราตั้งใจจะจัดให้ คุณ ’รงค์ นั้นจะยังคงดำเนินต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากสถานที่ที่ใช้จัดแสดงย่านแพร่งภูธร ล้วนถูกห้อมล้อมด้วยความรุนแรง
ครั้นเมื่อความสงบกลับคืนมา แม้จะเป็นการชั่วคราว เราจึงขอส่งข่าวมายังญาติมิตรทุกท่านว่า ตลอดเดือนพฤษภาคม 2552 นี้ PS แกลเลอรี โดยความร่วมมือของมิตรสหายทั้งหลาย ได้จัดการเปลี่ยนตึกแถวเก่าย่านแพร่งภูธรอายุเลยร้อยปี ให้เป็นสถานที่จัดแสดงภาพถ่ายฝีมือของ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยใช้ชื่อว่า ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์
นอกจากภาพบุคคลสำคัญเช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แล้ว ยังมีภาพถ่ายประเทศไทยในอดีตที่หาชมได้ยากอีกหลายภาพ ซึ่งแม้จะผ่านกาลเวลามายาวนาน แต่ยังคงคุณค่าและความงดงามจวบจนปัจจุบัน
นอกจากนี้ในงานเดียวกัน ยังมีภาพถ่ายขาว-ดำ ของ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยฝีมือของ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ช่างภาพที่เคยฝากฝีมือไว้ในหนังสือ ที่เกิดเหตุ ร่วมสร้างความสมบูรณ์ของงานแสดงด้วย ทั้งหมดนี้เป็นภาพขาว-ดำ ถ่ายด้วยฟิล์ม พิมพ์ด้วยมือ มีขนาดใหญ่พิเศษ ให้รายละเอียดตามเทคนิคดั้งเดิมอย่างครบครัน
เปิดการแสดงวันแรก ศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
ในงานทุกท่านจะได้พบกับ นักคิด นักเขียน นักวิจารณ์ และบรรณาธิการ ผู้จะมาร่วมกันกล่าวรำลึกถึง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยมาลัยอักษรสั้นๆ ในหัวข้อ รำพึงรำพันถึงลำพู
กิจกรรมอื่นๆ
• อาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ นักเขียนรางวัลซีไรต์ บินหลา สันกาลาคีรี ในหัวข้อ จากบินหลาถึงพญาอินทรีย์
- พบ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ในหัวข้อ แสงสุดท้ายที่สวนทูนอิน
• วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ในหัวข้อ คิดถึง’รงค์ วงษ์สวรรค์ คิดถึงสวรรค์แห่งชีวิต
• อาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ (อดีต) คณะบรรณาธิการ open ครบคน ปราบดา หยุ่น , วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และภิญโญ ไตรสุริยธรรม กับการเปิดตัวหนังสือ เสียงพูดสุดท้าย (รวมบทสัมภาษณ์ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์) โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) และ ยี่หวาไชน่า ทาวน์ เรื่องยาวที่ไม่เคยตีพิมพ์รวมเล่มมาก่อนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (openbooks)
• อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ โตมร ศุขปรีชา และชาวคณะ GMbooks กับการเปิดตัวหนังสือ แฝงพวงองุ่น โดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์
บ้านพิพิธภัณฑ์ The House of Museums
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine_JAN-MAR 09

“วันวานไม่อาจหวนคืน” อาจเป็นคำพูดที่ชัดเจนและไม่เกินเลยนักในแง่ความเป็นจริงบางอย่าง ยามที่เราเอ่ยถึง ความทรงจำต่อเวลาในอดีต…หลายครั้งหลายหนที่เราพยายามนำพาตัวเองกลับสู่ความรู้สึกอันแสนผูกพันเหล่า นั้นให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
ใครบางคน อาจแวะไปจิบกาแฟเพียงสักแก้ว ที่ร้านอาแปะอาโกข้างทางในย่านตัวเมืองเก่าที่ไหนสักแห่ง เพื่อนั่งฟังเสียงสนทนาวิพากษ์เรื่องการบ้านการเมือง หลายคนพยายามเสาะซื้อหรือแสวงหาข้าวของเครื่องใช้ย้อนยุคจากร้านขายของเก่า นำมาสะสมเก็บไว้เพื่อเป็นความสุขทางใจ ชวนหวนให้นึกถึงวันวาน
ซึ่งจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตามแต่ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่คือ เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่อย่างคนร่วมสมัย



และคงเป็นเรื่องพิเศษ ถ้าหากจะมีใคร? หรือกลุ่มคนกลุ่มใด? ที่พยายามทำในสิ่งที่เป็นมากกว่าแค่การสะสมเพื่อเก็บไว้ชื่นชมความรู้สึกโหยหา อดีตแต่เพียงลำพัง ซึ่งถือว่ายังโชคดีอยู่ไม่น้อยสำหรับเมืองไทยที่ความพิเศษเหล่านั้น มีอยู่จริง!
“บ้านพิพิธภัณฑ์” (โดยสมาคมกิจวัฒนธรรม) ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความเพียรพยายามรวมถึงความร่วมมือของคนกลุ่มคนที่รักการสะสม
นำโดยคุณเอนก นาวิกมูลและกัลยาณมิตร ร่วมจัดตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว โดยมีเนื้อหาสาระเพื่อเป็นบ้านที่รวบรวมสิ่งของต่างๆ อันเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางหรือพิพิธภัณฑ์แขนงอื่นในลำดับ อนาคต โดยเรื่องราวที่จัดแสดง คือวิถีชีวิตชาวตลาด ชาวเมืองในยุค 2500 รวมถึงยุคใกล้เคียง ซึ่งสิ่งของต่างๆที่จัดแสดงนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาค และบางส่วนมาจากการซื้อหาจากงบประมาณรายได้เท่าที่พอมี เพื่อพัฒนามิติในการนำเสนอที่สมจริงยิ่งขึ้น
อาคารการจัดแสดงได้รับการออกแบบให้เป็นเช่นห้องกั้นอารมณ์ห้องแถวในตลาด โดยแบ่งเป็น 2 อาคารได้แก่
อาคารแรก: ชั้นที่1 จัดเป็นร้านของเล่น ร้านขายของจิปาถะ ร้านขายยา เคาเตอร์ขายบัตรเข้าชม และร้านขายของที่ระลึก ชั้นที่ 2 เป็นร้านถ่ายรูป โรงพิมพ์ โรงภาพยนตร์ ร้านตัดผม ร้านให้เช่าหนังสือ ห้องครัว ห้องข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิกจากสกุล “สุวัตถี” และชั้นที่ 3 จำลองเป็นห้องนายอำเภอ ห้องเรียน ร้านขายแผ่นเสียง ร้านขายสรรพสินค้า
ในส่วนอาคารที่สองซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเติมภายหลัง ขณะนี้จัดแสดงเฉพาะในส่วนชั้นที่ 1 ได้แก่ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านทำฟัน ร้านทอง และร้านริมน้ำ



แม้เวลาจะเป็นสิ่งที่เราไม่อาจเรียกหวนคืน แต่เชื่อมั่นเหลือเกินว่า หากใครได้มีโอกาสไปร่วมเดินทางเชื่อมโยงเวลาอันร่วมสมัยที่ “บ้านพิพิธภัณฑ์” ความรู้สึกของคำว่า “อดีต” ย่อม เป็นมากกว่าแค่เรื่องที่ผ่านพ้น มีหลายสิ่งที่ยังคงตราตรึง มีหลายเรื่องราวที่ยังเป็นเสน่ห์ที่น่าศึกษาและทวงถามถึงความเป็นปัจจุบัน ให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เราเป็น และเก็บรักษาคุณค่านั้นไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับกาลเวลาแห่งอนาคต “Save it today. Tomorrow it’ll be history”


บ้านพิพิธภัณฑ์: ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยคลองโพ 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ (ถนนเล็ก ต่อจากปลายถนนพุทธมณฑลสาย 2 ด้านทางรถไฟ) เขตทวีวัฒนา กทม.10170
ช่วงเวลาเข้าชม: จะเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น (เนื่องจากวันจันทร์ถึงศุกร์ กรรมการและอาสาสมัครทุกคนต้องทำงานประจำของตนเอง) ระหว่าง 10.00 น. -17.00 น.
ติดต่อสอบถามได้ที่ 089-200-2803 คุณเอนก นาวิกมูล และ089-666-2008 คุณวรรณา นาวิกมูล หรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://houseofmuseums.siam.edu
…………………………………………………….
18 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
ดีไซเนอร์ผู้พิทักษ์ “สิ่งแวดล้อม” ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ภาพ: ก้องกานต์ สุจิระสิงหะกุล / ตีพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09
ชื่อของ“ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต” หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยายาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงการเป็นสถาปนิกและนักออกแบบ อาจจะเป็นชื่อที่ใครหลายคนในวงการกรีนดีไซน์ [GREEN DESIGN] คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จากผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แบรนด์ OSISU และการเป็นหนึ่งในผู้ที่คลุกคลีด้านการจัดการการออกแบบสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรื่องราวเหล่านั้นได้ต่างได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า “ความเป็นไปได้” มากขึ้น และนี่คือบทสนทนาเกี่ยวกับบางแง่มุมที่เอ่ยถึงลำดับพัฒนาการของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เกี่ยวกับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบทางความคิดของ ผศ.ดรสิงห์ อินทรชูโต

(+) ที่มาของแนวคิดหรือแรงบันดาลใจต่องานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมที่อาจารย์สิงห์ทำอยู่ ณ ขณะนี้
ที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบในเรื่องนี้ เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจโดยตรงตั้งแต่ต้น เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่ผมรับงานการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นในเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นประเด็นหลัก และเราก็มาพบว่า หลังจากการก่อสร้าง ต่างมีวัสดุเหลือทิ้งมากมายก่ายกอง แล้วอย่างนี้ประเด็นของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มันก็คงไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดพลังงานแล้วล่ะ แต่มันน่าจะจะรวมหมายถึง การใช้วัสดุให้คุ้มค่า การไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภายหลังด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้นให้คิดว่า เราเป็นต้นเหตุหนึ่งของการสร้างขยะ เหมือนเราเองกำลังโกหกคนอื่นหรือบอกไม่หมด ว่าอันที่จริงแล้วมันยังมีจุดด้อยของเรื่องนี้อยู่ ก็เลยเริ่มเก็บเศษวัสดุจากงานของตัวเองมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใช้เองก่อน แล้วก็ทดลองทำมาเรื่อยๆ
(+)แล้วอาจารย์สิงห์ เริ่มมาจริงจังหรือมองเห็นความเป็นไปได้ในตอนไหนครับ?
สิ่งที่เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ก็ตอนที่หุ้นส่วนผมคือ คุณจ๋า วีรนุช ตันชูเกียรติ ซึ่งตอนนั้นเป็นลูกค้า ให้ผมออกแบบอาคารและผมก็พลอยออกแบบพวกเฟอร์นิเจอร์จากเศษวัสดุของโครงการให้ด้วย ซึ่งเธอชื่นชอบมาก ตัวผมเองก็ไม่เคยคาดคิดว่า เมื่อมันออกมาแล้วจะมีคนชมหรือชอบงานประเภทนี้ ไอ้เราก็พลอยบ้าจี้ไปด้วยเวลามีคนชม ก็เลยเริ่มทำมากขึ้น เอาไปฝากวางโชว์ที่โน่นที่นี่ จนมักจะมีคนขอสั่งทำ ซึ่งเราก็ทำไม่ได้เพราะมันเป็นเศษวัสดุที่ไม่สามารถระบุได้ตรงตามความต้องการในตอนนั้น วันหนึ่งคุณจ๋า ก็เลยเข้ามาถามว่า กำลังจะมีงานโชว์เฟอร์นิเจอร์สนใจจะเอาไปร่วมแสดงในงานไหม? ตอนนั้นแหละที่เริ่มคิด เอาล่ะ! ลองดู เราทำงานมาก็อยากโชว์บ้างล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นงานแรกที่เริ่มมีการลงทุนที่จริงจังในการผลิต พอเปิดบูธโชว์งานก็เริ่มมีคนซื้อหรือสั่งทำ ผมตื่นเต้นมากเมื่อมีคนซื้อเพราะผมไม่เคยทำผลิตภัณฑ์หรือเฟอร์นิเจอร์ออกมาขาย ที่ผ่านมาก็ทำแต่งานออกแบบตึกอาคารโครงการใหญ่ๆซึ่งก็มีรายได้ที่มากมายอยู่แล้ว แปลกนะที่เงินแค่สองสามหมื่น จะทำให้ผมมีความสุขได้มากมาย เพราะมันนิดเดียวมากเมื่อเทียบกัน แต่เออ…เฮ้ย! มันเป็นไปได้แฮะ!
(+)ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า มันเป็นเรื่องที่เพิ่มมิติอีกด้านของการออกแบบให้กับอาจารย์สิงห์ด้วยหรือเปล่าครับ?
ใช่นะ มันน่าตื่นเต้นตรงที่ปกติแล้ว การแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม คนทั่วไปมักจะนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ วิศวกร หรือคนโน่นคนนี่ แต่ครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่า การออกแบบมันช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย นักออกแบบสามารถช่วยได้ เราทำได้

(+)แล้วนับตั้งแต่วันนั้น อะไรบ้างที่ต่อยอดความคิดหรือขยายการพัฒนาทั้งในเรื่องของธุรกิจ รวมถึงเรื่องการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยครับ?
เยอะมากครับ มันมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เพราะจำได้ว่าตอนที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุ ในช่วงแรกเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเป็นช่วงที่ยังไม่มีความกระตือรือร้นหรือสนใจจากผู้คนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเท่าไรนัก มันเป็นเหมือนปรากฏการณ์หรือการจุดประเด็นในสังคม จากที่นิสิตนักศักษาอาจมองว่า สิ่งที่ผมพยายามสอนอยู่เป็นเรื่องที่สอนไปตามแบบหลักการความคิด ก็กลายเป็นตั้งใจฟังมากขึ้น เพราะสิ่งที่อาจารย์สอนอยู่ คนอื่นข้างนอกเขาก็ยังให้ความสนใจเลย หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการของบประมาณเพื่อส่งเสริมงานวิจัย ที่ก่อนหน้านั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ แต่ทุกวันนี้ เราสามารถที่จะมีงบประมาณดังกล่าวเพื่อสิ่งนี้ได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นนามธรรมอีกต่อไป มันเป็นเรื่องที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับการได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อจัดองค์ความรู้เรื่องการออกแบบที่ครบวงจร เป็นรูปธรรมและหลากหลาย ในทุกขนาดงาน ทุกคนทำได้หมด รวมถึงการสร้างจิตสำนึกสำหรับทุกชนชั้น ไม่ว่ารวยหรือจน มันเปลี่ยนวิธีคิดได้
(+)ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้อาจารย์สิงห์มองภาพรวมของสถานการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมชัดเจนขึ้นอย่างไรบ้างครับ ?
ความคิดของผู้คนดีขึ้นนะ คนเข้าใจมากขึ้น ดังนั้นจึงมีกลุ่มคนที่ยอมจ่ายเงินที่มากกว่าเพื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันเราก็สามารถดึงเอาคนในภาคการผลิตอย่างเช่นชาวบ้าน มาช่วยกันผลิตเพื่อสร้างงานซึ่งกัน คิดดูแล้วกันว่า นี่คือการเอาขยะไปขายต่างประเทศนะ เขาเอาขยะเราไป ขณะที่เราเอาเงินเขาเข้ามา
อย่างของบางชิ้น ตอนเป็นเศษเหล็กแค่ 3-4 บาท แต่พอเราเอามาประยุกต์ก็กลายเป็นว่า เราขายพันสองพันก็ยังมีคนซื้อ แค่เอาเศษเหล็กสองชิ้นมาเชื่อมต่อกัน โดยผ่านสายตานักออกแบบ อย่างเศษเชือกกิโลไม่กี่สิบบาทแต่พอเอามาทำเป็นโคมไฟก็กลายเป็นหลายพันบาท ใช่ไหม?

(+)ทราบมาว่าเดิมอาจารย์สิงห์จะทำงานในส่วนของการออกแบบเป็นจุดเริ่มต้น แต่ขณะนี้ได้ขยายงานไปถึงการวางระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยใช่ไหมครับ?
ใช่ครับ คือกำลังมองว่าจากที่แต่ก่อนคนมักจะนำเศษวัสดุต่างๆมาให้ผมทำการจัดการออกแบบ แต่ก็นั่นแหละ บ้านคนนะ ไม่ใช่โรงงาน! มันก็เลยเต็มไปด้วยเศษขยะเศษวัสดุ ดูห้องผมสิ! (หัวเราะ) มันมีแต่เศษข้าวของเครื่องใช้เต็มไปหมด จนกระทั่งผมต้องบอกกับทุกคนที่อยากให้ผมช่วยออกแบบว่า อย่าขนอะไรมาให้ผมเลยให้ส่งรูปมาก่อน แล้วผมจะตามไปที่โรงงานและศึกษาตั้งแต่พวกเครื่องยนต์กลไก รวมถึงความเป็นไปได้ในการผลิตว่าสามารถนำกลับไปใช้ในกระบวนการหรือสรรหาเครื่องจักรที่เหมาะสม ทำให้เขาสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตนเองในอนาคต
แต่ก็ถือว่าสิ่งที่ทำอยู่ ณ ตอนนี้ถือเป็นเรื่องปลายน้ำมาก เพราะมันคือตามแก้ปัญหา ในตอนนี้สิ่งที่ผมอยากทำมาก คือการขึ้นสู่ต้นน้ำเพื่อจัดการกับการลดจำนวนเศษวัสดุ หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรว่าทำได้ไหม? เช่น ปัญหาเรื่องความฟุ่มเฟือยในการใช้ทรัพยากร คุยกันตั้งแต่ต้นให้มองเห็นประเด็นบางอย่าง กำไรแค่นี้พอไหม ถ้าได้จิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ในอนาคตเราต้องมองเรื่องความสมดุล ซึ่งมี 3 เรื่องที่เราต้องตระหนักคือ 1.เรื่องเศรษฐกิจ 2.สภาพแวดล้อม และ3.คือคน ยากนะที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้สมดุล เราต้องช่วยกัน! ซึ่งผมในฐานะหน้าที่ปัจจุบันนี้ ผมไม่ได้กลัวว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า “คู่แข่ง” สำหรับผมงานออกแบบหรือการจัดการเศษวัสดุ ยิ่งดีเสียอีก ถ้ายิ่งช่วยกันทำมากๆ เพราะยิ่งแก้ปัญหาได้มาตาม นี่คือการหวนกลับไปมองถึงความสมดุลที่ว่าฯ คนอื่่นมองว่าผมอาจจะมีกำไรลดลง แต่สำหรับผม ผมว่ามันไม่มีทางลดลง ตราบใดที่คนเรายังผลิตขยะได้เก่งกว่าสินค้าจากวัสดุเหลือใช้ [USED PRODUCT] อีกอย่างหนึ่งคงไม่มีใครในโลกนี้ที่จะบินมาเมืองไทยเพียงเพื่อมาซื้อ“แบรนด์โอซิซุ“เพียงเจ้าเดียว!
(+)ตอนนี้ก็ยังเป็นแบรนด์เดียวที่ผลิตสินค้าด้านนี้โดยเฉพาะเหรอครับ? ทำไมล่ะครับ?
เออ…ทำไมล่ะ? (ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ) อืม…ผมคิดว่าเพราะ หนึ่ง เขาอาจจะคิดว่าต้นทุนสูงไปหมด ถ้ามองในแง่ธุรกิจ
(+)หรือว่ามันเป็นเรื่องของต้นทุนทางความคิด?
อืม…ม แต่มันไม่ยากนะสำหรับใครๆ เพราะอย่างชาวบ้านทั่วไป เขาก็เอาเศษวัสดุเล็กๆ น้อยๆ มาประดิษฐ์หรือประยุกต์ใช้เป็นสิ่งของได้สารพัด เขาเหล่านั้นแหละ ปรมาจารย์! ส่วนผมน่ะแค่คนที่เพิ่งเริ่มทำ เพราะฉะนั้นจึงน่าจะเป็นประเด็นอื่น เช่น วัสดุที่ได้มามันยากต่อการใช้มือทำ ต้องใช้เครื่องจักร ซึ่งไม่รู้จะเริ่มอย่างไร? ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนัก มันตอบยาก ว่าทำไม? แต่สิ่งหนึ่งที่ในแง่การทำธุรกิจที่คนลืมคิดไปว่า นอกเหนือจากการมองปริมาณความเป็นสินค้าตลาดแล้ว เขาอาจลืมไปว่า กระแสของสิ่งแวดล้อมกำลังมา ส่วนแบ่งทางการตลาดอาจจะได้สูงกว่าด้วยซ้ำเมื่อเทียบกัน ของจำนวนชิ้นน้อยกว่าแต่อาจได้กำไรมากกว่า คือผมว่ามันต้งลองน่ะ!

(+)มาถึงตอนนี้แล้วอาจารย์สิงห์มีโครงการอะไรที่สามารถเชื่อมโยงหรือแตกสาขาออกไปจากตรงจุดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์อยากทำมากๆบ้างครับ?
ผมอยากทำธุรกิจอื่น ให้คนเห็นว่าธุรกิจอะไรก็สามารถทำเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ เช่น บูติคโฮเทล ทำโรงเรียนหรือสถาบันที่สอนเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ แล้วก็เดินทางไปสอนคนทั่วโลก เพราะผมถือว่ามันไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันเป็นปัญหาของโลก มันคงจะช่วยได้มากขึ้นหากไม่มีพรมแดนใดมากั้นสำหรับการแบ่งปันซึ่งกัน
(+)ทุกวันนี้อาจารย์สิงห์รู้สึกอย่างไรบ้างครับ? ที่ได้ทำในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน
ผมว่ามันเป็น “ความมันส์” เออ…เฮ้ย! “ดีไซเนอร์” ทำได้หลายอย่าง อย่างนี้เชียวเหรอ? ซึ่งแต่ก่อน คนมักจะมองดีไซเนอร์ว่าเป็นตัวแทนของความฟุ่มเฟือย เป็นพวกสำอาง แต่ผมอยากให้เขามองว่า เราคือผู้พิทักษ์โลกได้นะ (หัวเราะ) อะไรทำนองนั้น…
(+)คำถามสุดท้ายนะครับ สิ่งที่อาจารย์สิงห์อยากจะสื่อสารกับการร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับคนคนหนึ่ง เขาต้องเริ่มต้นที่ตรงไหน? และอย่างไรบ้างครับ?
การทำเศษวัสดุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มีคุณค่า เราต้องเข้าใจมันก่อน ง่ายๆ เลยคือ ต้องคัดแยกมันให้เป็น ตอนนี้การแยกขยะมีใครกี่คนที่ทำจริงๆ! มัวแต่ไปพึ่งซาเล้งกันหมดเลย ถูกไหม? ซึ่งสิ่งที่ง่ายที่สุดและทุกคนทำได้ ผมขอแค่นี้เอง “คัดแยก” ไม่ต้องไปคิดว่า เดี๋ยวเขาก็จับไปรวมกันในรถขยะ อย่าคิดอย่างนั้น เพราะการคัดแยก มันมีผลต่อจิตใจเราด้วย 1.ฝึกตัวเอง 2.คนที่นำขยะไปเขาสามารถนำไปปรับแก้ไขได้ง่ายขึ้น 3.บางครั้งในตอนคัดแยก คุณจะเห็นเองว่า มันเยอะ ทำให้อยากจะลดการใช้ การบริโภค หรืออาจจะเอาเศษวัสดุเหล่านั้นไปทำอะไรได้สารพัดหลายประเด็น ซึ่งถ้าอยากจะศึกษาให้ละเอียดมากกว่านี้ ให้มาผมได้เลยที่คณะฯ ได้เลย เราสอนทุกๆเย็นวันพฤหัสเกี่ยวกับการปฏิบัติการออกแบบเศษวัสดุ ไม่มีข้อจำกัดใดที่จะมาคุยมาปรึกษากัน ผมยินดีเสมอครับ
…………………………………………………………
13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
พิพิธภัณฑ์เปลือกหอยกรุงเทพฯ Bangkok Sea Shell Museum
เรื่อง: น้องฝน ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตึพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09





เปลือกหอยนั้นเป็นความสวยงามที่ธรรมชาติรังสรรค์และแต่งแต้มสีสันให้ท้องทะเลสวยงามยิ่งขึ้น เสมือนเป็นอัญมณีแห่งท้องทะเล ที่ไม่ว่าใครได้สัมผัสก็อยากเก็บไว้เป็นสิ่งระลึกแห่งความทรงจำถึงวันที่เยือนทะเล แต่มากไปกว่านั้นเปลือกหอยยังแฝงไปด้วยความลี้ลับน่าค้นหา ซึ่งเป็นทั้งบันทึกเรื่องราวของสายน้ำ และความมหัศจรรย์ของตัวมันเอง สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ผ่านการวิวัฒนาการและคงอยู่สืบเนื่องมานับล้านปี โดยสิ่งต่างๆ ของเปลือกหอยเหล่านี้ ล้วนได้รับการรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพฯ ด้วยการสร้างสรรค์สถานที่จัดแสดงเปลือกหอยไว้มากกว่า 600 ชนิด จากทั่วโลก มีจำนวนเปลือกหอยทั้งหมดนับหมื่นๆ ชิ้น ซึ่งเหมาะทั้งการเข้าชมด้วยใจรักในความงดงามของเปลือกหอย และศึกษาหาความรู้ โดยเปลือกหอยแต่ละชนิดจะมีคำอธิบายถึงชื่อ และประวัติไว้อย่างดี บนพื้นที่จัดแสดง 3 ชั้น จัดแบ่งตามกลุ่มชนิดของหอย




นอกจากความสวยงามของตัวเปลือกหอยเองแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเผยถึงความอลังการของการจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นหอยมือเสือซึ่งเป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จนไปถึงฟอสซิลหอยขนาดใหญ่จากยุคจูราสสิคตอนต้น และเปลือกหอยที่มีความน่ารักสดใสอย่างหอยหัวใจ หรือหอยแครงหัวใจ ที่มีรูปร่างเหมือนหัวใจหลากสีสันดวงเล็กๆไม่มีผิด คล้ายกับเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมชมความงามบรรดาเปลือกหอยเหนือน้ำทะเล ณ ใจกลางกรุง
ทุกภาพมีถ้อยคำ ทุกเปลือกหอยมีเรื่องราว
รอคอยให้คุณสัมผัสความมหัศจรรย์เหนือความงดงาม
Bangkok Sea Shell Museum หัวมุมถนนสีลม ซอย 23
เปิดทำการ 10.00 – 21.00 น.
สอบถามรายละเอียด โทร 02 234 0291
…………………………………………………………
13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
สวนศิลป์ มีเซียม ยิบอินซอย Misiem’s Sculpture Garden
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09







จากความตั้งใจในช่วงบั้นปลายชีวิตต่อการสร้างงานศิลปะ เมื่อหลายทศวรรษก่อน ของคุณมีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินชั้นเยี่ยม สาขาจิตรกรรม พร้อมกับแนวคิดที่ว่า “ประติมากรรมควรอยู่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดสวนศิลป์แห่งนี้ขึ้น ซึ่งได้ถูกแปลงโฉมจากผืนนาในอดีต สู่สวนหลากพันธุ์ไม้อันแสนร่มรื่น เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนและชมงานประติมากรรมที่จัดแสดงท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นงานประติมากรรมที่สะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้คนรอบตัว เด็ก ผู้ชาย ผู้หญิง ในอิริยาบถต่าง ๆ และแสดงออกซึ่งความรู้สึกอันเป็นปุถุชน แด่ผู้รักงานศิลปะและความสงบ ให้สามารถรับรู้ถึงความพิเศษเหล่านั้น
และแม้ ณ วันนี้ ช่วงเวลาอันร่วมสมัยสำหรับคุณมีเซียม ยิบอินซอย จะผ่านพ้นไป แต่เราก็ยังคงเชื่อมั่นว่า (แม้) “ชีวิตสั้น แต่ศิลปะยืนยาว” เสมอ ยามที่ได้ชื่นชมความงามอันเกิดจากแรงบันดาลใจ ระหว่างประติมากรรมและธรรมชาติ ณ ทีแห่งนี้
สวนศิลป์ มีเซียม ยิบอินซอย
เลขที่ 38/1-9 พุทธมณฑลสาย 7 ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม
เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. (ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม)
กรุณาติดต่อก่อนเข้าชมที่ โทร. 02 353 8600 หรือ 034 321 792
…………………………………………………………
13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ
Tapas Y Vino
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine Oct-Dec 08



ไวน์บาร์บรรยากาศพิเศษที่คัดสรรไวน์เลิศรสจากทั่วทุกมุมโลก และพร้อมเสริฟคู่กับ “ทาปาส” เมนูคลาสสิคในแบบฉบับสเปน แหล่งกำเนิดทาปาสอันเลื่องชื่อ รวมถึงทาปาสอีกหลากสไตล์ ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจของวัฒนธรรมอาหารนานาชาติจนกลายเป็น“ฟิวชั่น ทาปาส“
ที่ชวนให้ลิ้มลองคู่กับไวน์รสนุ่มเพื่อมอบพิเศษแด่คนรักไวน์ โดยเฉพาะ
แล้วคุณจะรู้ว่า ความสุขของการได้จิบเชอร์รี่ไวน์คู่กับทาปาส เคล้าเสียงกตาร์คลาสสิคที่เล่นสดในสไตล์สเปน มันเป็นเรื่องที่วิเศษไม่น้อยสำหรับชีวิตอันสุนทรีย์
Tapas Y Vino : Grand Millennium SuKhumvit, Bangkok
Tel. 02 204 4000 www.grandmilleniumskv.com
เปิดบริการ : มื้อกลางวัน 12.00-14.30 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
มื้อค่ำ 17.00-23.00 น.
(ปิดวันอาทิตย์)
Tapas History :
อาหารแบบ Tapas มีต้นกำเนิดจากการประชวรของกษัตริย์อัลฟองโซที่ 10 ของสเปน
ที่ต้องเสวยอาหารเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างมื้อ เมื่อหายประชวรจึงทรงออกกฎหมาย
ให้เสิร์ฟอาหารคู่กับไวน์เสมอ เพื่อป้องกันการดื่มไวน์ตอนท้องว่างซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
………………………………….
19 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ
“หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เรื่องที่เป็นมากกว่าเรื่องศิลปะ ในความคิดของฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที”
เรื่อง: อิ่มเอม ภาพ: ก้องกานต์และเอกพันธ์มัลติพลาย / ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine Oct-Dec 08
ในที่สุดการรอคอยที่แสนยาวนานกว่า 11 ปีของโครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหาครหรือหอศิลป์กรุงเทพฯ ก็บรรลุความสำเร็จด้านโครงสร้างภาพรวมของอาคารและการจัดการเบื้องต้น ให้เราได้สามารถมีพื้นที่สาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดต่างๆ หรือเชื่อมโยงความเข้าใจต่อกันโดยผ่านเรื่องราวของงานศิลปะ
ซึ่งในฐานะของกรรมการมูลนิธิ รวมถึงการเป็นผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำหรับ“คุณฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที” แล้ว นี่คือบทสนทนาหรือการแสดงความคิดอ่านที่เป็นมากกว่าการพูดถึงศิลปะในแบบที่เราคุ้นชิน จากจุดเริ่มต้นของแนวคิดสู่การพัฒนาสังคมร่วมกันบนพื้นฐานความคิดของงานศิลปะ(สู่ความ)ร่วมสมัย

+ ทราบมาว่า กว่าจะได้มาซึ่งการเป็นหอศิลป์กรุงเทพฯ ต้องใช้เวลาและการเรียกร้องจากหลายส่วน มีที่มาหรือจากกระบวนการแบบใดที่ทำให้เรามีหอศิลป์ฯ อย่างที่เห็น… ?
เรื่องของหอศิลป์กรุงเทพฯ มีการรณรงค์กันมาตั้งแต่แรกเริ่ม โครงการนี้มีการเอ่ยถึงตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว สมัยต้นยุคของคุณพิจิตร รัตตกุล ซึ่งตอนนั้นเราทำเรื่องของมูลนิธิ ร.9 แล้วก็มีการแสดงงานศิลปะ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ หลังจากนั้น 3-4 ปีผ่านมาก็มีการตั้งเรื่อง มีการประกวดเพราะฉะนั้นถ้ารวมแบบที่ประกวดสำเร็จแล้วก็เท่ากับมีอายุ 11 ปีซึ่งตอนนั้นก็มีการวางศิลาฤกษ์แต่หลังจากนั้นไม่นานคุณพิจิตร ก็พ้นสมัยไปพอดี แล้วก็มาถึงสมัยคุณสมัคร ก็กลายเป็นเรื่องมีปัญหาเพราะคุณสมัครอยากให้ที่ตรงนี้เป็นมัลติสตอรี่ คาร์พาร์ค ซึ่งก็เลยทำให้พวกเราเหล่าศิลปินประท้วง จนถึงขนาดต้องฟ้องร้องคุณสมัครต่อศาลด้วย อารมณ์เหมือนคนดุ! ที่ประกอบด้วยฝ่ายนักสื่อสารมวลชนและหนังสือพิมพ์ ทั้งฝ่ายผู้คนในสายนักการเมือง นักกฏหมายช่วยด้วย เพราะพวกเขาต่างก็เห็นว่าศิลปะมันเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิต มันไม่น่าจะมีปัญหา ทำให้นับแต่นั้นมา ก็เกิดการรวมกลุ่มกันขึ้น อาจพูดได้ว่า ศิลปินเริ่มพูดได้เสียงดัง เริ่มประท้วงกันได้ ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไมศิลปินจึงทำได้ เพราะดูเหมือนว่าวิถีชีวิตศิลปินไม่น่าจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อมาเรียกร้องอะไร แต่ถ้าคุณมองถึงสังคมเราแล้ว จะมองเห็นถึงเหตุผลบางอย่างที่ศิลปินสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้นั้น ก็อาจเป็นเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์หรือการพึ่งพาคนอื่นน้อย ไม่มีเจ้านาย ไม่มีผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้า ด้วยความอิสระนี่เองที่ทำให้สามารถทำอะไรโดยไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขมากนัก และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดหอศิลป์อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
+ เนื้อหาหรือหน้าที่หลัก ที่หอศิลป์ฯพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นสำหรับการเริ่มต้นขณะนี้ มีอะไรบ้างครับ ?
ก็ต้องยอมรับว่า ความคิดเรื่องหอศิลป์นั้น มีการพัฒนากันมาในระยะ10 กว่าปีนี้ เริ่มจากตอนแรกที่จะออกมาเป็นในรูปแบบหอศิลป์ร่วมสมัย ต่อมาก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็นหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะบอกว่าเป็นการยอมรับด้วยว่า ในเรื่องของความร่วมสมัยนั้น มันอาจจะมีการชงเรื่องหรือมียุทธศาสตร์ที่จะต้องเกี่ยวกับสังคมโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องความร่วมสมัยจัดๆจ๋าๆจนเกินไป ก็อาจจะกลายเป็นลักษณะของหอคอยงาช้างที่คนเอื้อมไม่ถึง เราเลยต้องมีมุขหรือยุทธศาสตร์ว่า ถ้าเราอยากจะให้มีคนมาดูงานศิลปะ ก็อย่าทำตัวให้มันแปลกแยกนัก ก็เลยกลายเป็นว่า พอถึงเวลาเอาเข้าจริงๆเราต้องปรับต้องพัฒนาตามพื้นฐานความเป็นจริงว่า เราจะสร้างงานศิลปะร่วมสมัยให้แก่สังคมอย่างไร? แล้วผลสุดท้ายการสร้างสิ่งนี้มันอาจจะต้องตีบทให้แตกว่า การทำงานศิลปะมันไม่ได้เกี่ยวกับการที่ศิลปินทำขึ้นกันเอง ดูกันเองหรือเฉพาะในวงแคบๆ ไหนๆเราก็อยู่กันตรงนี้แล้ว เราต้องคิดถึงคนดูด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เป็นไดอะลอก หรือการพูดคุยสนทนากันระหว่างคนทำกับคนดู พอได้แนวคิดมาอย่างนั้นแล้วเราก็มองเห็นว่า ณ ที่แห่งนี้กลายเป็นจุดนัดพบ เป็นสี่แยกที่ผู้คนจะมาเจอกันดีไหม? เป็นเวทีระหว่างศิลปินและผู้เสพมาเจอกัน และศิลปินที่หมายถึงก็ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของวงการทัศนศิลป์อย่างเดียว เพราะมีเรื่องของละคร วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรีเข้ามาผสมโรงด้วย เพราะว่าเนื้อหาสมัยใหม่มันไม่ได้เกาะติดอยู่กับศิลปะแขนงใดแขนงหนึ่งเพียงอย่างเดียว มันหล่อหลอมกัน ซึ่งเท่ากับว่าการรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นครั้งนี้มันเป็นการส่งเสริมศิลปะระหว่างกรุงเทพมหานครกับพันธมิตรเครือข่ายศิลปินทุกสาขา ประมาณ 9 สาขา ทำให้รูปโฉมของศิลปะมันเป็นการเดินร่วมกัน
เพราะฉะนั้นก็เลยต้องวกกลับมาถามถึงตึกแห่งนี้ว่า การออกแบบนั้น ไม่ใช่มีแค่ว่าแกลอรี่หรือการแสดงงานทั่วไป แต่เรามีโรงละคร มีการแสดงดนตรี มีการฉายภาพยนตร์ และมีห้องสมุดด้วยซึ่งงานประเภทวรรณกรรมก็สามารถที่จะไปรวมกลุ่มกันได้ ณ ตรงจุดนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าสนุกเหมือนกับว่าในวันๆหนึ่ง เราสามารถดูงานได้ถึง 6-7 งาน จากศิลปะหลายแขนงเลยทีเดียว นอกจากนี้เรายังมีในส่วนของร้านอาหาร ร้านค้าเพื่อย้อมใจคนมาช้อปปิ้งเพราะเราคนไทยชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว มันเหมือนที่ที่ทำอะไรได้สารพัดครบวงจรกับเรื่องที่สร้างสรรค์

+แสดงว่ามันก็เป็นการสอดคล้องกับสโลแกนที่ว่า “Come to eat, stay for art” ใช่ไหมครับ ?
อืม…ใช่ ใช่ ผมมองว่าสิ่งที่เราออกแบบไว้มันก็ไม่ได้บทของฝรั่งหรือประเทศที่เจริญแล้วสักเท่าไหร่ แต่เราทำตามบทแบบไทยๆนี่ล่ะ ความต้องการมันเป็นอย่างนี้นะ มันเป็นเหมือนเค้กชั้นต่างๆ เราอาจจะมีการทำกิจกรรมหลายรูปแบบตามความถนัด ตามมุมของตัวเอง รวมถึงการมีมุขหรือมุมมองที่ให้แก่ชุมชน ให้กับนักศักษาหรือเยาวชนด้วย ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องขบคิดกันต่อไป
+ ในฐานะที่คุณฉัตรวิชัยเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์ฯ มองความยากง่ายในการจัดการหอศิลป์ฯต่อสาธารณชนอย่างไรครับ?
พอถึงตรงจุดนี้แหละครับ ที่มันยากในการตอบโจทย์ของการผสมเรื่องหลายเรื่อง จะต้องทำอย่างไร?ให้มันดูดี เรื่องจับฉ่ายมันก็ต้องมีบ้าง(หัวเราะ) แต่ว่าจะทำให้เป็นรสนิยมที่ดี ที่คนต้องยอมรับได้น่ะ คุณทำมันได้ไหม? อาจจะต้องมีการเปลี่ยนเวลา ถ้าคุณไม่ชอบแบบนี้ คุณอาจจะชอบอีกแบบก็ได้ อะไรทำนองนี้เกี่ยวกับการเรียนรู้ความต้องการของผู้คน ในเวลาเดียวกันมันไม่ใช่เรืองของศิลปะเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของการพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นร้านค้าต่างๆ เป็นโจทย์ที่จะต้องทำไปพร้อมๆกัน แต่มันก็สะท้อนสังคมนะ คล้ายๆกับว่าเราในตอนนี้กำลังเอาศูนย์การค้ากลับมาทำเป็นหอศิลป์ เพราะสังคมด้านหนึ่ง การค้าก็ครอบงำชีวิตเราอยู่ อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของมรดกทางความเชื่อที่ไม่ค่อยดีคอยครอบงำเช่นกัน เช่นถูกปลูกฝังให้เชื่อเกี่ยวกับการเดินตามเป็นทอดๆต้องไปทางเดียวกันหมด เราต้องเปิดพื้นที่ให้กว้างขึ้นมาอีกนิดนึง
+ ถ้าเช่นนั้น ระหว่างเรื่องกระแสบริโภคนิยมกับเรื่องคุณภาพชีวิต อะไรคือความคลาดเคลื่อนที่ศิลปะสามารถอธิบายและเติมเต็มให้ผู้คนรู้สึกตระหนักได้ครับ?
อืม…เราน่าจะคิดกันใหม่เลยล่ะ มีใครหลายคนที่เข้าคุยเรื่องแบบนี้เช่นกัน เขาก็ให้ไอเดียคำถามกับผมว่า ศิลปะมันทำให้คนคิดเป็นใช่ไหม? ซึ่งมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ เพราะตั้งแต่เด็กๆ เรื่องของศิลปะมันเป็นวิชาที่มีการปฏิบัติ ทำให้พวกเรามีการแสดงออก มีวิจารณญาณ รู้จักตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่เราคุยกันได้ แล้วก็คิดว่าถ้าเกิดเรื่องของศิลปะหรือวัฒนธรรมที่เราถูกปลูกฝังว่าเป็นอย่างนี้อย่างเดียวล่ะก้อ บางคนเรียกมันว่าเป็นวัฒนธรรมสายเดียว มันมาทางเดียวกันหมด มันก็ไม่มีความหลากหลาย ไม่มี่ความเข้าใจ เพราะฉะนั้นงานของที่หอศิลป์แห่งนี้จึงพยายามอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ การเรียนรู้ เมื่อถึงการทำหรือการปฏิบัติแล้วเราคงจะมีการอิงในเรื่องของระบบภัณฑารักษ์ขึ้นมา การนำเสนอที่มีเนื้อหา ที่มีการคุยกันมีเรื่องของความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน การมีที่มาต่างๆ ซึ่งสร้างความเข้าใจให้กับคนดู อะไรทำนองนี ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องหรือจุดที่น่าจะปฏิบัติได้ ไม่ใช่ว่าเอาอะไรมาแสดงหรืออยู่ดีๆก็ลุกขึ้นมาแสดงโดยที่ไม่มีเหตุไม่มีผล พอเราทำอะไรด้วยแบบนี้ คนก็เริ่มเห็นว่ามันเป็นวิธีการที่สร้างวัฒนธรรมทางศิลปะที่แตกต่างจากเดิมออกไป เหมือนเรามาคิดกันใหม่ลองดูซิว่า ต้องเป็นแบบนั้นนะแบบนี้นะถึงจะถูกต้องทั้งหมด ซึ่งอันที่จริงมันก็เข้าหลักพุทธศาสนาเลยล่ะ มันไม่ได้แปลกแต่เป็นการสร้างความเข้าใจสร้างการเรียนรู้ ยกตัวอย่าง อย่างเช่นเรื่องประวัติศาสตร์ที่เราเรียนแบบคัดๆกันมา จำแบบหนึ่งสองสามบทแล้วที่เหลือก็ช่างมันเถอะ อะไรทำนองนี้ ซึ่งเราก็ต้องสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น

+ ถ้าอย่างนั้น วิธีปลูกฝังแนวคิดเรื่องของศิลปะและสุนทรีศาสตร์ให้กับเยาวชน ในแบบที่คุณฉัตรวิชัยคิด เป็นเช่นไรครับ?
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีความเชื่อบางอย่างในเรื่องของศิลปะที่อยากให้กับเยาวชนหรือประชาชนได้ว่า ศิลปะมันเป็นสมมติฐานของชีวิต หรือถ้าเป็นสมัยเด็กๆเราก็จะติ๊ต่างกันว่า เรามาเล่นกันนะกับเรื่องนี้ เราดูละครหรือภาพยนตร์เราก็รู้สึกได้ว่าอะไรมันผิด อะไรมันถูก ซึ่งง่ายมากในการทำความเข้าใจ หลักธรรมหลักการใช้ชีวิตมันน่าจะมีการแสดงออกโดยให้ศิลปะเป็นตัวสื่อสารหรือเป็นตัวกลางสำหรับชีวิตเรา ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เราจะพึ่งหวังในเรื่องของการสั่งสอนเพียงอย่างเดียวคงยาก มันต้องมีตัวอย่างหรือสมมติฐานว่า ชีวิตเรามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันก็เริ่มจะมีความหมาย เราสามารถเข้าใจตัวเองได้ รู้หลักสังคมได้ จากบริบทสังคม จากสื่อกลางแบบนี้แหละ แต่ว่าในขณะเดียวกันศิลปะเหล่านี้มันก็มีหลักอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต การสะท้อนสังคม แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าตอนนี้เราอาจจะต้องมีการปรับนิดหนึ่งว่า ระหว่างวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมฝรั่ง เรามีวิธีวิเคราะห์วิจัยว่าศิลปะของเราน่าจะอยู่บนพื้นฐานตรงจุดไหน? ยกตัวอย่างเรามีชุมชนใกล้ๆ เช่นชุมชนบ้านครัว เราน่าจะไปร่วมมีกิจกรรมอะไรกับพวกเขาได้บ้าง? แล้วดูซิว่าผลมันจะออกมาอย่างไร? ซึ่งผลสุดท้ายเราอาจจะได้บทละครเรื่องหนึ่งสะท้อนออกมาก็ได้ ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่บทละครแบบฝรั่ง แต่มันอาจจะเป็นบทแบบไทยๆที่คุยกันได้ เราเรียนรู้อะไรจากเขาได้บ้าง? อะไรทำนองนี้ ซึ่งมันอาจจะใกล้ตัวมากขึ้น และก็ใช่ว่าเราจะเป็นศิลปะร่วมสมัยที่ไร้รากฐาน ครึ่งหนึ่งของเราคือวัฒนธรรมหรือจิตใจความเป็นไทย ทั้งหลักธรรมคำสอนวัฒนธรรมต่างๆ เราสามารถแปรเป็นงานที่ร่วมสมัย ศิลปินหลายคนอย่างวสันต์ สิทธิเขตต์ เขาจะทำเรื่องเกี่ยวกับนรกสวรรค์ หรือมณเฑียร บุญมา จะทำเรื่องของพุทธะ มันไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่ว่าพอทำขึ้นมาแล้วมันสะท้อน หรือเล่าเรื่องให้คนที่ร่วมสมัยสามารถรับรู้ได้บ้าง มันก็มีประโยชน์นะ
+ แสดงว่าก็กำลังพยายามอยู่ใช่ไหมครับ กับการนำจุดเด่นหรือความน่าสนใจของบริบทสังคมไทยมาสร้างเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดพื้นที่สื่อสารสำหรับที่นี่ ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ?
ถูกต้องเลยครับ “แรงบันดาลใจ! “นี่แหละใช่เลย ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเอามาจากที่อื่น เราออกมาจากเรื่องใกล้ตัว มันมีฝังหัวอยู่แล้วทำให้เราเข้าใจอะไรง่ายขึ้น เชื่อมต่อให้ชีวิตมันสร้างสรรค์ต่อยอดได้มากขึ้น

+ พอถึงตอนนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าสามารถมองเห็นพัฒนาการของห้องแสดงศิลปะในเมืองไทยชัดเจนขึ้นไหมครับ เมื่อมีหอศิลป์กรุงเทพฯขึ้น ?
หอศิลป์หรือห้องแสดงศิลปะ เลยกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่ต้องทำให้ครบวงจร หอศิลป์ต้องมีลักษณะที่ตอบโจทย์ความลงตัวว่าลักษณะอย่างนี้ได้ไหม? สมบูรณ์แค่ไหน? เช่นตัวของห้องแสดง เรื่องของสมาธิ เรามีให้กับผู้ชมหรือเปล่าสำหรับเสพงาน ? หรือห้องแสดงละครมันดีแค่ไหนกับการชมละคร? ขณะเดียวกัน การประชาสัมพันธ์ดีพอไหมที่จะชวนให้คนมาดู ? สถานที่มาง่ายไหม? ซึ่งสำหรับทางหอศิลป์ถือว่าเรามีชัยไปกว่าครึ่งเพราะที่นี่มันมาได้ง่ายมาก! แค่ทะลุเข้ามาชั้น 3 จากบีทีเอสก็ได้แล้ว แต่มีอีกหลายประเด็นที่จะต้องคิดให้มากก็คือ เรื่องของโปรแกรมงาน หรือการที่จะเอาคนมาสร้างสีสันหรือวิจารณ์งานเพื่อให้มีการเรียนรู้ ให้แตกฉานมากขึ้น บทที่วางไว้มันสอบตกตรงไหนหรือเปล่า? หรืออาจจะต้องย้อนไปถึงเยาวชนอย่างที่พูดถึงก่อนหน้านั้น ว่าถ้าหากคิดไม่เป็น ไม่สามารถที่จะรู้จักตัวเองได้เราก็ต้องทำหน้าที่ในการวางกระบวนการ ซึ่งมันเป็นความถ้าท้าทายมาก เพราะกรุงเทพฯมีโรงเรียนอยู่ในเมื่อ 400 กว่าโรงเรียน เขตก็มีตั้ง 50 เขต เลยเหมือนเรามีวัตถุดิบที่น่าลงไปร่วมเล่นด้วย ถ้าเราพร้อมนะ! ก็เลยกลายเป็นว่าเราเริ่มเห็นภาพของศิลปะที่ชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่เรื่องของภาพที่แขวนอยู่ข้างฝาผนังเฉยๆแล้วนะ มันกว้างกว่านั้นอีก
+ คำถามสุดท้าย มองดูทิศทางเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหอศิลป์ฯกับประชาชนต่อการพัฒนาสังคม ในอนาคตอย่างไรครับ?
คิดว่าอย่างน้อยๆ เราต้องหางานที่เป็นที่น่าสนใจแก่คนดูโดยทั่วไป ส่วนงานที่ยากๆก็ต้องมีแน่นอนเพราะเป็นงานที่ลึกและคนที่ชอบศิลปะแบบลึกซึ้งก็ย่อมมีอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นเราคงต้องเสริมให้ผู้คนได้เสพงานที่ง่ายขึ้น ที่เราเรียกว่า งานอินเตอร์แอคทีฟ พาร์ค (Interactive Park) ให้คนดูที่อยากสนุกกับงานศิลปะเข้ามาด้วย อย่างฝั่งรอบสี่แยกปทุมวันในส่วนที่เป็นห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย เราจะทำบรรยากาศอย่างไร? ให้น่าร่วมสนุก น่าพักผ่อนหย่อนใจด้วย ให้ศิลปะค่อยๆซึมซาบ ให้เห็นช่องทางการแสดงออกที่เป็นไปได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำงานที่สร้างสรรค์ แล้วเอามาดูเอามาทดลองกัน ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่น่าจะส่งเสริม แล้วผลสุดท้ายมันก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างให้เยาวชนหรือคนรุ่นหลัง กล้าแสดงในสิ่งที่ควร เปลี่ยนนิสัยให้รู้จักสื่อสารกันด้วยเหตุและผล ตรงนี้เป็นเหมือนเวทีสาธาณะที่เปิดกว้างสำหรับความคิด
ซึ่งก็แปลกนะที่เรามีประชาธิปไตยมากว่า 70 ปี แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่า? ประชากร 62 ล้านคนมีความเป็นอิสระของการแสดงออกกันสักกี่คน สักแสนคนล้านคน! ถึงไหม? ที่เหลือไปจมอยู่ที่ไหน? มีโอกาสกันบ้างไหม? เพราะฉะนั้นนี่คือโอกาสหนึ่ง ที่อย่างน้อยๆ ผู้คนสามารถมีส่วนร่วม มีการแสดงออก มีการพูดจา แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งอีกนัยยะหนึ่งก็เป็นความท้าทายกับศิลปิน ว่าคุณมีเนื้อหางานเนื้อหาความคิดแค่ไหน?อย่างไร? การสร้างงานจึงต้องอิงอยู่กับพื้นฐานความเป็นจริงหรือบริบทสังคมมากขึ้น แล้วเราไปวัดผลกันซิว่า อิทธิต่อการที่เราทำงาน ต่อความเจริญและการสร้างสรรค์ทางสังคมมันเป็นเช่นไร? เรายังต้องคอยก๊อปปี้งานต่างชาติอยู่หรือเปล่า? ต้องคอยตามคนอื่นอีกนานไหม? ถ้ารักชาติจริงๆ เท่ากับตอนนี้ก็ต้องเปิดโอกาสให้แต่ละปัจเจกบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ให้เรามุ่งเน้นแต่สร้างความเจริญทางวัตถุ สร้างโน่นสร้างนี่สารพัด แต่เราไม่สร้างความเจริญทางด้านสติปัญญา ผมว่าเราไปไม่รอด มันไม่ยั่งยืน มันต้องไปคู่กัน และหอศิลป์คงจะไม่ใช่แค่ค่านิยมหรือไลฟ์สไตล์ตามกระแส แต่หวังว่ามันจะมีผลต่อสังคมต่อคุณภาพชีวิตในปัจจุบันและอนาคต
………………………………………
18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ
“เครื่องทองสุโขทัย” หัตถศิลป์ร่วมสมัย
เรื่อง: ทาเคชิ ภาพ: อิ่มเอม – ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine Oct-Dec 08


“สุโขทัย” เมืองที่มีรากฐานประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งทางด้านศูนย์กลางการปกครอง ศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในอดีต ซึ่งปัจจุบันมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ โดยเฉพาะงานหัตถศิลป์ ก็ยังคงได้รับการสืบสานรวมถึงฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เพื่อต่อยอดความรุ่งเรืองในอดีต ทั้งในรูปแบบ งานเครื่องสังคโลก งานผ้าทอตีนจกดิ้นทอง โดยยังคงอนุรักษ์โครงสร้างแบบแผนงานโบราณในการถ่ายทอดอย่างมิเสื่อมคลาย ขณะเดียวกันงานหัตถศิลป์บางประเภทก็ได้ถูกประยุกต์หรือพัฒนาขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นงานเอกลักษณ์เฉพาะ และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกทางหัตถศิลป์ทรงคุณค่าแห่งเมืองสุโขทัยและประเทศไทย นั่นก็คือ “งานเครื่องทอง(โบราณ)สุโขทัย”
ด้วยเอกลักษณ์พิเศษทั้งจากลวดลายหรือการออกแบบ เช่น ลักษณะการถักเส้นทอง การทำลูกปัด การลงยา รวมถึงกระบวนการผลิตที่อาศัยจินตนาการ ความเชี่ยวชาญ และความมานะอดทน จนถ่ายทอดออกมาเป็นงานเครื่องทองแห่งยุคสมัย โดยมีต้นแบบหรือแรงบันดาลใจมาจากลวดลายโบราณทั้งจากโบราณสถานโบราณวัตถุ รวมถึงสิ่งต่างๆรอบตัวที่เป็นรากเหง้าของวิถีชุมชน
โดยจุดเริ่มต้นของทองสุโขทัย มีการสืบสาวราวเรื่องถึงแหล่งกำเนิดงานหัตถศิลป์แขนงนี้ว่า
ผู้ที่ริเริ่มฟื้นฟูกระบวนการผลิตทองโบราณได้แก่ ช่างทองตระกูล “วงศ์ใหญ่” แห่งอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งบรรพบุรุษได้เรียนรู้วิชาการทำทองจากช่างทองชาวจีน และต่อมาได้สั่งสมประสบการณ์การทำทอง จนกระทั่งสามารถทำทองได้เองทุกขั้นตอน จึงได้เริ่มเปิดร้านทำทองตามที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งในขณะนั้นผลงานส่วนใหญ่จะมีรูปแบบที่เรียบง่าย และใช้กระบวนการทำทั้งหมดด้วยมือ โดยใช้เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองอย่างง่าย ๆ
วันหนึ่งมีผู้นำสร้อยโบราณที่ได้มาจากฝั่งริมแม่น้ำยม ซึ่งทำด้วยสำริด ถักสานเป็นสร้อยลายสี่เสา(ลายโบราณ)มาให้ดู จึงเกิดแนวคิดต่อการประดิษฐ์สู่งานทอง โดยได้แกะลายดังกล่าวออกมาศึกษาและทดลองทำกับลวดทองแดงแต่ก็ไม่สำเร็จในคราแรก จึงตัดสินใจไปหาชาวบ้านที่มีอาชีพสานกระบุงตะกร้า ช่วยสอนและทดลองถักเลียนแบบจนสำเร็จ พร้อมกับการพัฒนาลวดลายต่างๆสู่งานทองจนเป็นเอกลักษณ์ที่ขึ้นชื่อ โดยได้ถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องทองดังกล่าวสู่ลูกหลาน และขยายเป็นชุมชนทำทองอย่างเช่นปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยตำบลท่าชัยและตำบลศรีสัชนาลัย
โดยหากเอ่ยถึงที่มาของการผลิตลวดลายต่างๆ รวมถึงการประยุกต์ขึ้นในทุกวันนี้ กว่าหลายสิบลวดลายน้น มีความน่าสนใจในหลายแง่มุมศิลปะศึกษาอยู่ไม่น้อย เช่น ลายนางพญา ซึ่งมีที่มาจากลายปูนปั้นของวัดนางพญา ลายเครือวัลย์ที่เลียนแบบมาจากเถาวัลย์ เป็นต้น ส่วนในด้านของการต่อยอดรูปแบบการประดิษฐ์ก็ถูกพัฒนาเพื่อความหลากหลายเช่นกัน ทั้งเครื่องประดับเช่นสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไล แหวน จี้ เข็มขัด กรอบพระ รวมถึงเครื่องใช้ไม้สอย อาทิ เสื้อถักทอง ปิ่นโต เชี่ยนหมาก เนคไท ทำให้สามารถครองใจผู้ที่นิยมชมชอบในงานเครื่องทองได้เป็นอย่างดี จนได้รับการขนานนามให้เป็น “งานหัตถศิลป์แห่งยุครัตนโกสินทร์” ที่คู่ควรอนุรักษ์และสืบสานสู่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

สำหรับเครื่องมือการทำทองสุโขทัยนั้นมีดังนี้คือ โต๊ะทำทอง เครื่องมือพ่นไฟ เครื่องมือตีทอง เครื่องมือวัสดุในการรีดทอง เครื่องมือวัสดุในการชักลวด เครื่องมือสำหรับแกะทอง เครื่องมือสำหรับตัดทองคำ เครื่องมือช่วยในการจับทอง เครื่องมือที่ช่วยในการทำส่วนประกอบต่าง ๆของทองรูปพรรณ เครื่องชั่งทอง วัสดุที่ใช้ในการทำทองรูปพรรณ


ส่วนขั้นตอนของการทำทองตามแบบฉบับทองสุโขทัยโบราณ เริ่มจากการหลอมทอง ช่างทองจะนำทองคำแท่งที่เรียกว่า ทองสวิสมาหลอมให้ละลาย โดยการเป่าไฟในเบ้าหลอมจนทองละลายกลายเป็นของเหลว เทลงในรางสี่เหลี่ยม ทองจะแข็งตัวจับเป็นแท่ง
จากนั้นเข้าสู่กระบวนการ “การตีทอง” หรือ รีดทอง ช่างทองจะนำทองที่หลอมแล้วมาตีแผ่เป็นแผ่นหรือรีดยาวเป็นเส้นหรือเป็นแผ่น โดยเครื่องรีดแผ่นทอง และเครื่องชักทองเป็นเส้นขนาดต่าง ๆ กันตามความต้องการแล้วจึงจะนำมาสู่กรรมวิธีการประดิษฐ์ทองสุโขทัย





ซึ่งมีการประดิษฐ์ลวดลายเป็นทองรูปพรรณหลายลักษณะ ได้แก่ การถักทอง การทำลูกประคำทอง การขึ้นปี๊บ และการขึ้นเม็ดมะยม ก่อนที่ จะนำทองลักษณะต่าง ๆ มาประดิษฐ์เป็นลวดลาย เลียนแบบไทย ตามจินตนาการเชิงศิลปะของช่างทองของแต่ละคน
ขอขอบคุณ: ร้านอรอนงค์ช่างทอง ศรีสัชนาลัย สำหรับข้อมูลและเอื้อเฟื้อการถ่ายภาพ
………………………………………………………….
18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ