"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)

"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"

Archive for สังคม+สิ่งแวดล้อม

Delete Fast-food “น้ำพริก-ผักจิ้ม วิถีไทยต้านภัยอาหารขยะ”

เนื้อหา: เว็บไซต์ “หมอชาวบ้าน” http://www.doctor.or.th  ภาพประกอบ : ปกหนังสือเรื่อง “น้ำพริก” – มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / หนังสือเรื่อง “ระบายให้อร่อย” – เมตตา สุดสวาท

DSC00081

 การขยายตัวของอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูง กำลังแทรกซึมเข้ามายังห่วงโซ่อาหารของคนไทย ทำให้วิถีการกินแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย เริ่มถูกกระแสโลกาภิวัตน์ครอบงำ ประเทศไทยกำลังเป็นเหยื่อ พื้นที่ชนบทที่เคยเป็นแหล่งผลิตอาหาร ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ถูกครอบงำด้วยระบบโฆษณา ทำให้กลายเป็นพื้นที่ ขาดแคลน ไปได้ เพราะพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป จากที่เคยบริโภคอาหารหลากหลาย หันมาบริโภคตามแรงโฆษณา อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างชาติสยายปีกเข้ามาขยายสาขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ข้อมูลจาก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แผนกงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ประเทศที่ขาดแคลนอาหารกลับเป็นประเทศที่มีประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งแม้แต่ประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตอาหารก็เป็นประเทศที่นำเข้าอาหารมหาศาลเช่นกัน
มันบิดเบี้ยว บางส่วนขาดแคลน ขณะที่บางส่วนล้นเกิน ปรากฏการณ์แบบนี้ผมมองว่า มาจากการส่งเสริมการค้าแบบเสรีเป็นหลัก  เพราะระบบอุตสาหกรรมเข้ามาครอบงำระบบอาหารผูกขาด”

 

น้ำพริก เป้านิ่งของกระแสโลกาภิวัตน์
อาหารคู่ครัวไทยอย่างหนึ่ง ที่กำลังได้รับผลกระทบจนเซซวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยที่น้อยคนจะคาด คิดถึงก็คือ น้ำพริก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ บอกว่า การหลั่งไหลของอาหารฟาสต์ฟู้ดวัฒนธรรมอาหารตะวันตกและอื่นๆ
  ตลอดจนอาหารสำเร็จรูปแบบต่างๆ ทำให้คนรุ่นใหม่กินน้ำพริกน้อยลงและมีคนตำน้ำพริกเป็นน้อยลง ส่งผลต่อน้ำพริกถึงขั้น วิกฤติ เลยทีเดียว

ที่เป็นอย่างนั้น เพราะนอกจากคนกินน้ำพริกและตำน้ำพริกเป็นน้อยลงแล้ว น้ำพริกยังถูกรุกอีกด้านจาก ความเสื่อมของฐานทรัพยากร กล่าวคือแหล่งผลิตของส่วนประกอบน้ำพริกก็กำลังโดนรุกคืบจากปัจจัยต่างๆ

แหล่งผลิตกะปิจากกุ้งทะเลกลายเป็นท่าจอดเรือ ชุมชนถูกกดดันออกจากอาชีพให้ไปทำอย่างอื่นในภาคบริการท่องเที่ยวแทน ตัวเคยที่นำมาทำกะปิชั้นดีก็หายไป เพราะสารเคมีที่เจือปนในแม่น้ำ เหลือเพียงตัวเคยที่ไม่มีคุณภาพในท้องทะเลมาทำกะปิให้คนกิน  ขณะที่ปลาร้า กะปิ กุ้งที่ขายตามท้องตลาดก็เต็มไปด้วยผงชูรส สารกันเสียและสีย้อม

แหล่งปลูกหอม กระเทียม ก็ถูกกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร  การทำเอฟทีเอกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กระเทียมจีนและหอมจีนหัวใหญ่ๆ ไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่เกษตรกรไทยที่เคยปลูกกระเทียมต้องหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนนับหมื่นครอบครัว

ส่วนผักพื้นบ้านที่กินกับน้ำพริกก็อยู่ในภาวะวิกฤติของสารพิษเจือปน อีกทั้งเกษตรกรที่เคยปลูกพืช ผักแบบพอเพียงก็เปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดียว ปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรม เช่น การปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมันแทน เรียกได้ว่า น้ำพริกถูกรุกรานจากทุกด้านจนแทบไม่มีที่ยืน “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป  น้ำพริกอาจหายไปไม่เกิน ๒ ทศวรรษ”   วิฑูรย์กล่าว

Untitled-4 

เมื่อน้ำพริกหายไป อะไรจะเกิดขึ้น
ความจริงแล้ว สูตรน้ำพริกในตำราของประเทศไทยมีความหลากหลายมากกว่า ๕๐๐ สูตร ดังที่การศึกษาของแผนงานฐานทรัพยากรอาหารในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และการสำรวจสูตรน้ำพริกชุมชนใน
  ๓๕ ชุมชน รวบรวมสูตรน้ำพริกได้ถึง ๑๙๑ สูตร แต่จากการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ ๘๐ รู้จักน้ำพริกเพียงแค่ ๘ ชนิดเท่านั้น
การสูญหายไปของสูตรน้ำพริก แม้เพียงสักหนึ่งสูตรอาจมีผลกระทบเชื่อมโยงกว้างขวางกว่าที่เราคาดคิด
  ด้วยเหตุที่น้ำพริกแต่ละสูตรนั้นเชื่อมโยงกับเรื่องทรัพยากรชีวภาพและวิถีชีวิตของชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้อง  ชาวประมงพื้นบ้าน คนจับปลาจำนวนมาก

ฐานทรัพยากรอาหารของไทยจะถูกกระทบอย่างรุนแรงเพราะต่อไปอาหารอาจต้องมาจากการนำเข้าล้วนๆ ซึ่งอาหารต่างชาติอุดมไขมันยังก่อให้เกิดโรคจากการบริโภค เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอาหาร

ดังตัวเลขคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปีละ ๕๐,๐๐๐ คน อีกมากเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพาต  อัมพฤกษ์ นอกจากนี้ประชากร ๖๕ ล้านคน มีผู้เป็นเบาหวานกำลังอยู่ระหว่างการรักษาประมาณ ๓ ล้านคน  และอีก ๖ ล้านคนมีน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเพียงแต่ยังไม่ปรากฏอาการเท่านั้น

รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปีหนึ่งประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ สูงถึง  ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่ายาประมาณร้อยละ ๓๐ หรือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่ายาแผนปัจจุบันที่สั่งตัวยาจากต่างประเทศเข้ามาผลิต คาดว่าไม่เกิน ๑๐ ปีจากนี้ ค่ายาจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

 

ทางรอดของ น้ำพริก ทางออกของฐานทรัพยากรอาหารไทย
อย่างไรก็ตาม วิฑูรย์บอกว่า ศัตรูของน้ำพริกอย่างอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็กำลังมีปัญหาเช่นกัน เพราะโรคที่เกิดจากอาหารเหล่านี้ทำให้คนระมัดระวังเรื่องการกินมากขึ้น ซึ่ง วิกฤติ ของอาหารฟาสต์ฟู้ดนี้เอง ก็ถือเป็นโอกาสของน้ำพริกไปในเวลาเดียวกัน

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง  เพราะวัฒนธรรมการบริโภคแบบไทยเท่านั้นจึงสอดคล้องกับวิถีการรักษาฐานทรัพยากรอาหารให้เกิดความยั่งยืนได้ เพราะน้ำพริกไม่ใช่เป็นเพียงอาหาร หากแต่เป็นชุดวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความเป็นชุมชน มีฐานทรัพยากรที่หลากหลาย ถึงเวลาที่จะฟื้นสูตรอาหารไทย เพื่อรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมเอาไว้ ก่อนที่กระแสโลกาภิวัตน์ และโลกเสรีจะกลืนวัฒนธรรมอาหารของไทยไปจนหมดสิ้น

…………………………………………………….. 

ปลูกผักสวนครัว ทำเองได้ไม่ยาก!!!

ผักสวนครัว

โดย นันทา กันตรี : เว็บไซต์ food4change.in.th “กินเปลี่ยนโลก” ภาพประกอบ : http://portfolio.marikahahn.com

ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่อาจจะทำให้ใครหลายๆคนเครียด หากมีเวลาลองหันมาปลูกผักกันดูบ้าง นอกจากช่วยให้ประหยัดรายจ่ายในส่วนของผักแล้ว ยังได้ผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ที่สำคัญการให้เวลาส่วนหนึ่งกับการปลูกและดูแลผักจะช่วยให้คุณลดความเครียดได้อีกด้วย

เรากำลังจะบอกคุณถึงการปลูกผัก ที่คุณสามารถลองทำเองได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างจำกัด เช่น บ้านจัดสรร ระเบียงคอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเมนต์ เป็นแนวทางสำหรับการปลูกผักแบบอินทรีย์ โดยคุณไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆเลยในการปลูก

  1. สถานที่ และขนาดของการปลูก ต้องดูว่าคุณพอจะมีที่ว่างในบริเวณบ้านของคุณเหลืออยู่บ้างรึเปล่า อาจจะเป็นที่ว่างที่พอมีแสงส่องรำไร หรือมีแสงส่องตลอดเวลา ที่ว่างนี้อาจจะเป็นแปลงดอกไม้เก่าของคุณ หรือกระถางปลูกต้นไม้ ที่คุณอาจจะลองเปลี่ยนมาปลูกผักดูบ้าง นอกจากสวยงามไม่แพ้กันแล้วยังกินได้อีกด้วย นอกจากผักใบแล้ว ผักจำพวกที่เป็นเถาเลื้อย เช่น ถั่วพู บวบ ถั่วฝักยาว ผักตำลึง ฯลฯ ก็ให้ร่มเงาและสวยงามไม่แพ้ไม้ดอกเลยเชียว ขนาดของการปลูกก็จะสัมพันธ์กับสถานที่และเวลาที่คุณจะมีพอสำหรับการดูแลผักทั้งหลายที่คุณปลูกไว้
  2. จะปลูกผักอะไร คุณอาจจะต้องเลือกว่าแต่ละช่วงจะปลูกผักอะไรได้บ้าง เพื่อให้มีผักชนิดต่างๆหมุนเวียนไว้กินตลอดทั้งปี เช่น ผักบางชนิดอาจจะชอบหน้าหนาว บางชนิดชอบหน้าร้อน แต่บางชนิดก็ปลูกได้ตลอดปี ชนิดของผักที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค มีทั้งผักที่กินใบ เช่นผักบุ้ง ผักคะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักชี ต้นหอม ผักสลัด ผักโขม กุ้ยช่าย คื่นช่าย กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ตะไคร้ ฯลฯ ผักกินดอก เช่น กะหล่ำดอก บรอคโคลี่ เป็นต้น ผักกินผล เช่นมะเขือ มะเขือยาว มะเขือเทศ บวบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว แตงกวา ถั่วแขก มะระจีน ฯลฯ ผักกินหัวเช่นหัวไชเท้า แครอท เป็นต้น ผักแต่ละชนิดก็มีอายุเก้บเกี่ยวแตกต่างกันไป ผักบางชนิดเก็บได้ครั้งหรือสองครั้ง แต่บางชนิดปลูกได้นานข้ามปีก็มี และยังมีผักพื้นบ้าน เช่น ตำลึง มะระขี้นก ฟักแม้ว ฟักข้าว ฯลฯ ที่น่าสนใจนำมาปลูกไว้กินเอง
  3. แหล่งน้ำ โดยส่วนใหญ่ผักไม่ชอบน้ำประปา แต่หากคุณไม่มีน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติการรดด้วยน้ำประปาก็ทำได้ แต่หากเป็นไปได้คุณควรมีถังสำหรับพักน้ำประปาก่อนจะนำมารดผัก

TomatoAsparagusTulips

อุปกรณ์ที่ใช้

  1. ภาชนะสำหรับปลูก มีวัสดุหลายอย่างที่คุณสามารถนำมาใช้ปลูกผักได้ เช่น กระถาง กระบะ กะละมังแตก ยางรถยนต์ หรือปลอกซีเมนต์ ภาชนะสำหรับปลูกควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 6 นิ้วการเลือกภาชนะขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่คุณมี และการออกแบบของคุณ หากปลูกพืชจำพวกกินใบ หรือกินผล กินฝัก ที่ไม่ใช่ไม้เลื้อยก็ไม่จำเป็นต้องทำค้าง ใช้เพียงกระถางก็เพียงพอ แต่ถ้าปลูกผักที่เป็นเถา นอกจากใช้กระถางแล้วก็อาจจะต้องหาวัสดุสำหรับให้เถาไม้ยึดเกาะ หรือให้เลื้อยเกาะต้นไม้ต้นๆอื่นๆในบ้านก็ได้ ถ้าจะทำให้บ้านคุณไม่รกเกินไป สำหรับขนาดกระถางก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่คุณมี
  2. ดินปลูก การปลูกในภาชนะ คุณอาจจะต้องซื้อดินปลูกสำเร็จรูปที่มีขายตามร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป หากไม่แน่ใจว่าดินปลูกนั้นจะปลูกแล้วงามหรือไม่คุณอาจจะต้องซื้อปุ๋ยหมักมาคลุกเคล้ากับดินปลูกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสำหรับการปลูกผัก และหากคุณสามารถหาน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพได้ก็ยิ่งดีให้นำมาเจือจางแล้วนำมาราดกับดินปลูกที่เคล้ากันกับปุ๋ยหมัก เพื่อให้จุลินทรีย์จากน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพช่วยในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืชอีกทางหนึ่ง นอกจากการซื้อดินปลูกจากร้านวัสดุการเกษตรแล้ว คุณยังสามารถทำดินปลูกไว้ใช้เองได้อีกด้วย โดยมีสูตรง่ายๆคือปุ๋ยหมัก 2 ส่วน ดิน 2 ส่วน? ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แกลบดิบ 1/2 ส่วน น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ ( เจือจาง 1 ลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร ) คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันราดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพให้เข้ากันและมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แฉะเกินไป หมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ จึงนำมาใช้
  3. เมล็ดพันธุ์สำหรับปลูก คุณสามารถซื้อเมล็ดพันธ์ผักชนิดต่างๆ ที่คุณอยากจะปลูกได้จากร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป โดยในซองบรรจุจะระบุฤดูปลูก เปอร์เซนต์ความงอก อายุเก็บเกี่ยว วันเดือนที่ที่ผลิตและหมดอายุ ผักบางชนิดเมื่อปลูกแล้วคุณอาจจะเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองได้ แต่บางชนิดจะเป็นพันธุ์ลูกผสมซึ่งเก็บพันธุ์ไว้ปลูกไม่ได้ นอกจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้ว ผักหลายชนิดสามารถปลูกด้วยหัวหรือกิ่งปักชำได้ หรือคุณจะซื้อต้นกล้าผัก เช่น พริก กะเพรา โหระพา ฯลฯ จากร้านขายต้นไม้ แล้วนำมาปลูกก็ได้ แต่ต้องเลือกต้นที่ยังไม่แก่เกินไป และมีความแข็งแรง

VegetableGarden

ขั้นตอนการปลูก

  1. การเตรียมดิน นำดินปลูกที่เตรียมไว้ใส่ในภาชนะ ให้พอประมาณ โดยควรจะมีความสูงของดินไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว หากมีดินอยู่ในภาชนะอยู่แล้วควรพรวนดินแล้วปล่อยตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ และเติมปุ๋ยหมัก ก่อนการปลูกครั้งต่อไป
  2. การปลูก มี 3 แบบ
    การหยอดด้วยเมล็ด เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วก็นำเมล็ดมาหยอดลงในดินปลูก หากเป็นภาชนะขนาดเล็ก ควรหยอดแต่น้อย ไม่ควรเกิน 4-5 เมล็ดต่อตารางฟุต เพราะเมื่อผักโตเต็มที่จะใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น เมื่อต้นกล้าโตจนมีใบจริงใช้กรรไกรตัดต้นกล้าที่ไม่ต้องการออก เหลือต้นแข็งแรงไว้ 1-2 ต้น ก็พอ ไม่ควรใช้มือถอนเพราะจะทำให้รากต้นข้างเคียงกระทบกระเทือนได้
    การปลูกด้วยต้นกล้า เตรียมดินปลูกในภาชนะ แล้วนำเมล็ดผักหว่านบางๆ โรยด้วยดินปลูกด้านบนอีกเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่มชื้น เมื่อต้นกล้าโตมีใบ 3-4 ใบ จึงย้ายมาปลูกในกระถางที่เตรียมไว้ พืชจำพวกพริก กะเพรา โหระพา จะมีต้นกล้าเพาะใส่ถุงขายตามตลาดต้นไม้ทั่วไป คุณสามารถซื้อต้นกล้ามาแล้วย้ายลงปลูกในภาชนะได้เลย
    การปักชำด้วยกิ่งหรือหัว พืชหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ตะไคร้ ชะพลู? ฯลฯ สามารถปักชำโดยใช้กิ่งได้ นำกิ่งที่แก่มาปักชำลงในภาชนะแล้วรดน้ำให้ชุ่มชื้น สำหรับพืชหัว เช่น หอมแดงหรือกระเทียม ก่อนปลูกนำมาห่อผ้าแช่น้ำสัก 1 -2 คืน สังเกตุว่าเริ่มมีรากงอกก็นำมาปลูกในภาชนะได้
  3. การรดน้ำ รดน้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ควรจะรดน้ำให้มากหน่อยในระยะแรกของการปลูก และฤดูร้อน สำหรับในฤดูฝนควรลดการให้น้ำลงถ้ามีความชุ่มชื้นพอแล้ว
  4. การกำจัดศัตรูพืช วิธีการปลูกที่แนะนำนี้เป็นการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี หากพบว่ามีการระบาดของหนอนอาจจะใช้มือจับออก หรือใช้น้ำสะเดาฉีด และหากเป็นพวกเพลี้ยต่างๆ ก็ใช้น้ำยาล้างจาน เจือจาง 15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดตามใต้ใบในเวลาเย็น สำหรับการบำรุงดินก็เพียงเติมปุ๋ยหมักลงไปเท่านั้น
  5. การเก็บเกี่ยว หากเก็บผักในเวลาเช้าจะทำให้ได้ผักที่สวย ผักหลายชนิดคุณสามารถเก็บส่วนยอดอ่อนไปปรุงอาหารแล้วเหลือส่วนที่เป็นต้นไว้เพื่อให้แตกยอดใหม่ได้อีกหลายครั้ง การปลูกผักในภาชนะสามารถปลูกหลายชนิดผสมผสานกัน คุณจะมีผักสดหลากหลายชนิดไว้กินตลอดทั้งปี และปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย

…………………………………………………….

“ความสำคัญของการอ่านกับปัญหาการศึกษาไทย”

โดย อาจารย์นิธิ  เอียวศรีวงศ์
ระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2552  ณ บ้านลูกท้อรีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่
จัดโดย  ห้องสมุดเยาวชนหนองควาย

เรียบเรียงโดย โดย ฝ่ายสารสนเทศ มูลนิธิรักษ์เด็ก http://www.rakdek.or.th

1385_nt1_1

ห้องสมุดเยาวชนหนองควายได้จัดเสวนาหัวข้อนี้ขึ้น ในงานประชุม-เสวนาห้องสมุดเยาวชนหนองควาย โดยมีผู้เข้า
ร่วมแลกเปลี่ยนดังนี้ ห้องสมุดเยาวชนหนองควาย  มูลนิธิรักษ์เด็ก  อันไดการละคร  CIA-Creative Idea of Art  
ภาคีคนฮักเจียงใหม่ มะขามป้อม Rabbithood และนักเขียนอิสระ

จากการเสวนาผมใคร่ขอตัดเอาเฉพาะบางส่วนในการเสวนา คือในช่วงที่ท่าน อ.นิธิ ได้บรรยายไว้ ดังนี้นะครับ

 

ความสำคัญของการอ่านกับการศึกษา” ขอสรุปว่า รู้กันดีอยู่แล้วทุกคน ว่าระบบการศึกษาของไทยนั้นไม่ค่อยได้สนใจและไม่ได้มีการส่งเสริมเรื่องการอ่านเท่าใดนัก ทีนี้ปัญหาไม่อยู่ตรงที่ว่า เราต้องไปส่งเสริมการอ่านให้อยู่ในการศึกษา หรือการผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติอะไรก็แล้วแต่เหมือนที่ทำกันอยู่ในเวลานี้แล้วมันจะแก้ปัญหาได้  โดยส่วนตัวผมออกจะสงสัยว่า ปัญหาเรื่องการอ่านในการศึกษานี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอ่านหรือไม่อ่าน หรืออ่านมากอ่านน้อย แต่มันอยู่ที่ว่าตัวกระบวนการเรียนรู้ในระบบการศึกษาของไทยนี้  มันขัดขวางการอ่าน มันไม่ส่งเสริมให้อ่านโดยตัวมันเอง เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะไปทำการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่ามันยากมาก ๆ เลย เรากำลังอยู่ในงานที่ผมคิดว่ามันยาก หรือจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมก็ได้ แต่วัฒนธรรมก็กว้างมาก

ผมอยากจะพูดถึงเฉพาะลงลึกไปเลยว่าตัวกระบวนการเรียนรู้นี้มันมีอุปสรรคยังไงกับการอ่าน ทีนี้เพื่อที่จะให้เข้าใจเรื่องนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นก่อนว่า จริง ๆ แล้วการอ่านมันเป็นสื่อชนิดหนึ่งในการศึกษาหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ การอ่านนี่ เป็นสื่ออย่างหนึ่ง การเล่าก็เป็นสื่ออีกอย่างหนึ่ง การสนทนา ก็เป็นสื่ออีกอย่างหนึ่ง ทีวี ดูหนัง ดูละคร ก็ล้วนแต่เป็นสื่อ ซึ่งสามารถเอามาใช้กับการศึกษาได้ทั้งนั้น การอ่านก็เป็นสื่ออีกชนิดหนึ่ง แต่บังเอิญว่าการอ่านมันเป็นสื่อที่มีลักษณะพิเศษ ที่ไม่เหมือนการเล่า การสนทนา ทีวี ละคร เพลง แต่ละอย่างก็มีคุณลักษณะของมันแตกต่างกันไปและแต่ละอย่างล้วนมีข้อจำกัดและข้อดีของตัวเอง ซึ่งไม่สามารถเอาสื่อชนิดหนึ่งมาแทนอีกชนิดหนึ่งได้

ทีนี้  การอ่านมันคืออะไร  ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ว่าการอ่านมันคืออะไรมันค่อนข้างจะยุ่งยากอยู่ซักหน่อย มันเริ่มต้นจากนักภาษาศาสตร์คนหนึ่งชาวสวิตเซอร์แลนด์  เขามีความเห็นอย่างนี้เวลาที่เราเรียนภาษาทั้งหลาย เรามักนึกว่าภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ภาษาคือเราตั้งชื่อ เช่นเป็นต้นว่า เราตั้งชื่อไอ้ตัวที่มันงอกขึ้นมาจากดินแล้วมีใบเขียว ๆ นี้ว่า “ต้นไม้” แล้วเราทุกคนก็ตกลงร่วมกันว่าเราจะเรียกไอ้ที่งอกจากดิน ใบเขียว ๆ นี้เรียกมันว่า “ต้นไม้”

เพราะฉะนั้นภาษาก็จะเต็มไปด้วยชื่อสมมุติที่แต่ละเผ่าพันธุ์ตั้งขึ้นมา แล้วเราก็สามารถสื่อความกันได้ ตั้งชื่อของกิริยา ตั้งชื่อของสิ่งของ ตั้งชื่อของความรู้สึก ตั้งชื่อของสิ่งต่าง ๆ นานา นี่ก็เป็นทฤษฎีภาษาซึ่งมีมานานแล้ว ทีนี้นักภาษาศาสตร์คนที่พูดถึงนี้ เขาบอกว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่ ไอ้ชื่อทั้งหลายที่เราตั้งขึ้นนี้ จริง ๆ แล้วเราอาจจะแบ่งออกได้เป็นอย่างนี้คือ “สิ่งที่ถูกหมายถึงว่า” สิ่งนั้น เช่น ต้นไม้นี่คือสิ่งที่ถูกหมายถึง แล้วก็มีเสียง ๆ หนึ่งที่เป็นผู้หมายว่าไอ้นี่คือไอ้นั้น แล้วเค้าบอกว่าไอ้ทั้งสองอย่างนี้มันไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างที่นักภาษาศาสตร์รุ่นก่อนพูดว่า ต้นไม้หมายถึงไอ้นี่

เราจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่ถูกหมายถึงนั้น เกิดจากการที่แต่ละคนเป็นคนคิดขึ้นมาเอง เช่น พอพูดว่าต้นไม้ทุกคนคิดถึงอะไรที่ไม่เหมือนกันเลย บางคนคิดถึงต้นไม้ใหญ่ บางคนคิดถึงแค่ต้นหญ้า  ตรงความหมายที่เราหมายถึง ต่างคนต่างสร้างต่างคนต่างคิดขึ้นมาจากประสบการณ์ จากอคติ จากอะไรก็แล้วแต่ทั้งหมด

ฉะนั้น  ในการอ่าน หรือการใช้ภาษาในการเล่า การฟังหรืออะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านเราแต่ละคนจึงสร้างความหมายให้แก่สิ่งที่เราอ่านเอง  ถามว่าทฤษฎีนี้เอาไปใช้กับการเล่า กับทีวีได้ไหม  ได้แต่ไม่มีอะไรเกินการอ่านเพราะมันเงียบ  ในการสนทนากัน พอบอกว่าต้นไม้แล้วผมก็ชี้ไปที่ต้นไม้ ต้นหนึ่ง โอกาสที่คุณจะไปนึกถึงความหมายอื่นนอกจากต้นไม้ที่ผมชี้มันก็นึกลำบาก แต่ในการอ่านไม่มีใครเป็นคนชี้ เราเป็นคนนึกขึ้นมาเอง ไม่ทราบว่าเคยได้ยินคำว่า “นักเขียนตายแล้ว” หรือเปล่า 

นักเขียนตายแล้ว ในความหมายที่ผมพูดถึงหมายถึง การที่คุณอ่านงานเขียนของใครก็แล้วแต่ เช่นงานเขียนของคุณ ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ แล้วคิดว่าคุณ ‘รงค์ เก่งจริง ๆ เลยที่เขียนสิ่งเหล่านี้มาให้คุณ ท่านเป็นที่มีความคิดสร้างสรรค์เหลือเกิน เปล่าเขาบอกไม่ใช่ ตรงที่คุณคิดว่าสร้างสรรค์ ที่คุณคิดว่าดีเหลือเกินนั้น มันเกิดจากการที่คุณคิดเองทั้งนั้น มันจะตรงกับที่คุณ ‘รงค์ คิดหรือเปล่านั้นก็ไม่สำคัญ และที่สำคัญเราก็ไม่มีทางรู้ว่าคุณ ‘รงค์ คิดอะไร

คุณต้องเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง สิ่งนี้ไม่ว่าจะเป็นการสนทนา การเล่านิทานเมื่อไหร่ที่เราใช้ภาษา  เราไม่สามารถจะเอาความหมายของเรายัดเข้าไปใส่หู ในหัวของคนอื่นได้ เราได้แต่ให้อะไรที่กว้าง ๆ ลอย ๆ เบลอ ๆ แล้วคนรับสารเป็นคนสร้างความหมายขึ้นมาเอง มันใช้ได้กับทุกเรื่องกับสื่อทุกชนิดถ้าต้องผ่านภาษา จริง ๆ เวลานี้นักวิชาการพูดเลยจากภาษาไปถึงภาพ ทุกอย่างหมดไปถึงบรรยากาศ ถึงทุกอย่างหมด  เราเข้ามาในรีสอร์ทมันมีความหมายที่สื่อให้เราโดยไม่ได้ผ่านภาษามากเลย แต่ละคนก็รับภาษาและสร้างความหมายขึ้นมาเอง เช่น  ดอกไม้ที่เห็น แต่ละคนก็จะให้ความหมายกับสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกว่านักเขียนมันตายแล้ว และในบรรดาการใช้ภาษาทั้งหมดนี่ ไม่มีอะไรเกินการอ่านที่คุณจะต้องเป็นผู้สร้างความหมายเอง มากยิ่งกว่าสื่อทุกชนิดที่ใช้ในการศึกษา 

children_tree

นี่คือประการที่หนึ่งในการอ่าน คือ คุณต้องสร้างความหมายเองและในการสร้างความหมายเองนั้น จริง ๆ แล้วนั้นคุณสร้างตรรกะเองด้วย หนังสือทั้งเล่ม หนังสือทั้งบทความ หนังสือทั้งหน้า มันสัมพันธ์กันอย่างไรระหว่างบรรทัดที่หนึ่งและบรรทัดสุดท้าย ผู้เขียนก็มีตรรกะของตัวเองอย่างหนึ่ง เราผู้อ่านก็มีตรรกะของตัวเองอีกอย่างหนึ่งไม่จำเป็นต้องตรงกัน แล้วก็ทำให้เราได้ความหมายของสิ่งนั้นแตกต่างกันออกไป 

ผมคิดว่า  พวกคุณก็เคยเจอประสบการณ์อย่างนี้อยู่บ่อย ๆ หมายความว่า คุณกำลังพูดถึงสิ่งหนึ่งออกมา อาจจะเป็นสีดำ แล้วผู้ฟังบอกว่าเห็นด้วยหมดทุกอย่างเลย แล้วก็พูดเสริมมา แต่ความจริงสิ่งที่เขาพูดนั้นมันมันคือสีขาว เพราะเขาเข้าใจสิ่งที่เราพูดจากตรรกะคนละอย่างกัน

ผมจะขอเล่าเรื่องส่วนตัวก็ได้  ผมไปแสดงปาฐกถาเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของสุนทรภู่ ซึ่งผมก็พยายามจะวิจารณ์ว่าความจริงแล้วท่านก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหลอก ต่าง ๆ นานา   ก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งนั่งฟังอยู่ตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ พอผมลงมาจากเวทีแกก็เข้ามาแสดงความยินดี ว่าดีมากเลยที่ผมอุตส่าห์พูดถึงเรื่องสุนทรภู่เพราะสุนทรภู่นั้นเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ มโหฬาร  อะไรต่าง ๆ นานา แล้วคนก็ไม่ค่อยพูดถึงสุนทรภู่แล้วในสมัยนี้  คือแกก็ฟังในสิ่งที่เราพูด แต่ความเข้าใจของแกเกี่ยวกับสุนทรภู่ที่เราเสนอโดยอาศัยตรรกะของเรานั้น มันไม่ได้ทะลุเข้าไปในหูของแก แกก็ยังอาศัยตรรกะอันเก่าของแกนั่นแหละที่มาเข้าใจสุนทรภู่อย่างเก่า แล้วก็มานึกว่าเรามานั่งสรรเสริญสุนทรภู่เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วแกก็รู้สึกดีใจเพราะแกรักสุนทรภู่แล้วแกก็อยากให้ทุกคนมีความรักสุนทรภู่เหมือนกับแก อะไรอย่างนี้เป็นต้น

การสร้างตรรกะให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่เป็นหัวใจของการศึกษา เลยก็ว่าได้ สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถทำให้ผ่านมาได้โดยสื่อชนิดใดทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งที่เราต้องเป็นผู้สร้างให้กับตัวเองแล้วจริง ๆ แล้ว ต่างคนต่างสร้างที่ไม่ค่อยจะตรงกันเท่าไหร่นักด้วย สร้างตรรกะเอง สร้างความหมายเอง สร้างความเข้าใจเอาเองด้วย 

โดยสรุปก็คือว่า ถ้าเราเริ่มจากการสร้างความหมายเอง สร้างตรรกะเอง สร้างความเข้าใจเอง ซึ่งผมคิดว่าสื่อในการศึกษาอะไรก็ตาม ก็ไม่สำคัญที่จะสร้างสามอย่างนี้ได้ ดีเท่ากับการอ่าน ก็คือเรามีความสามารถในการสร้างความรู้เอง

คือเราเรียนอะไรก็แล้วแต่ เพราะเรามีเหตุที่แตกต่างจากผู้สอน เพราะเรามีตรรกะไม่เหมือนกับผู้สอน เพราะเรามีความหมายซึ่งแตกต่างจากผู้สอน มันก่อให้โอกาสขึ้นอันหนึ่งในการที่จะทำให้เราพบว่าตรงนี้ยังไม่มีความรู้นี่หว่า  ตรงนี้เป็นความรู้ที่ผิดนี่หว่า ทำให้เราสามารถสร้างความรู้ขึ้นใหม่เองได้ และผมคิดว่าการศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาลขึ้นไปจนถึงมหาวิทยาลัย หัวใจสำคัญทั้งหมดมันอยู่ที่สามสี่อย่างที่พูดไปแล้ว ไม่ใช่อยู่ที่การรู้ข้อมูล ข้อมูลไม่ใช่ไม่สำคัญ แต่ข้อมูลเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดถึงกันได้ง่าย แต่ข้อมูลเฉย ๆ มันไม่มีความหมาย

คุณต้องเอาข้อมูลมันมาสัมพันธ์กันมาบวกกัน จนกระทั้งทำให้พบว่ามันมีผลลัพธ์เป็นอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ไอ้นั้นคือตัวความรู้  ฉะนั้นความรู้นี่คือ มันจึงเกิดจากการที่คุณสามารถสร้างความหมายเองจากข้อมูลอันเดียวกันได้ สามารถสร้างตรรกะได้เอง สามารถสร้างความเข้าใจได้เอง จึงจะสามารถสร้างความรู้ใหม่ได้ โดยสรุปก็คือว่า ผมคิดว่ามันไม่มีการรับสื่ออะไรที่เหมือนกับการอ่าน   มันเป็นสื่อของมันโดนเฉพาะที่ให้ความสามารถสามสี่อย่างที่ว่านี่ มากกว่าสื่ออื่น ๆ จริง ๆ สื่ออื่น ๆก็ให้เหมือนกันแต่ให้ไม่มากเท่ากับการอ่าน เพราะในการอ่านนั้นคุณต้องกระทำกับตัวเองคนเดียว มันไม่มีการโต้ตอบ มันไม่มีการดึงความสนใจ มันยากมากในการจะดึงคุณออกไปสู่การยอมจำนนต่อสิ่งที่เขาทำมาให้แก่คุณ เพราะมันต้องการสิ่งแวดล้อมเฉพาะชนิดหนึ่งถึงจะอ่านได้ มันไม่เหมือนกับการเอาทีวีมาฉายให้ดู เอาหนังมาฉายให้ดู ในห้องเรียนเลยมันไม่เหมือนกัน 

เหตุดังนั้น เพราะการอ่านมันน่ากลัวอย่างนี้ คือมันทำให้คนกบฏ มันทำให้คนคิดเองได้  มันทำให้คนแตกต่างจากสิ่งที่ถูกสอนได้ การอ่านจึงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในการศึกษาไทย ผมคิดว่าที่เขาให้อ่านน้อยนั้น ผมพบว่าการเรียนการสอนในประเทศไทยจนถึงจบมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก  คือเมื่อเปรียบเทียบกับที่ไหนในโลกก็แล้วแต่ 

การอ่านเป็นเรื่องที่ใหญ่  แต่ในการศึกษาไทยให้อ่านน้อยมาก และด้วยเหตุดังนั้น ผมคิดว่ามันไม่ใช่เพราะ ว่าเราไม่ศรัทธาต่อการอ่าน แต่ผมสงสัยว่าลึก ๆ ลงไปแล้ว  เราระแวงการอ่าน เรากลัวการอ่าน ถ้านักเรียนอ่านมาก ๆ นักเรียนจะคิดอะไรที่ไม่เหมือนกันกับครูและนี่คือเหตุผลที่ทำไมข้อสอบในประเทศไทย พอหลังจากที่นำข้อสอบปรนัยมามันถึงได้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะข้อสอบปรนัยเท่านั้นที่ทำให้นักเรียนไม่สามารถคิดเองได้ คือมันมีให้เลือกสี่ถึงห้าข้อและมีถูกข้อเดียว และถ้าคุณเห็นว่าข้อที่มันผิด ถูก คุณติ๊กผิดที่  คุณก็ไม่รู้จะไปอธิบายที่ไหน ว่าทำไมคุณถึงติ๊กตรงนี้ ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้ แต่ตรรกะมันดีกว่ามันเป็นความเข้าใจใหม่ ซึ่งน่าจะได้ A+ ยิ่งกว่าคนที่ติ๊กถูกอีกก็ได้ เพราะว่าคุณสามารถคิดอะไรบางอย่างที่มันแหกออกไปได้

ฉะนั้น  ในการศึกษาของไทยนั้นที่บอกว่าให้เด็กคิดเป็นทำเป็นนั้น  ไอ้คิดเป็นนั้นมันคิดยากมาก เพราะว่าเริ่มต้นก็คือว่า  ไม่ว่าคุณจะใช้เวลาในการจดบันทึก ใช้เวลาสอนซักกี่ชั่วโมงต่อปีก็ตามแต่ ยังไง ๆ ข้อมูลที่ให้แก่นักเรียนมันก็น้อยกว่าการอ่านอยู่นั่งเอง มันไม่มีทางเทียบกัน สิ่งที่เขาสอน ๆกันอยู่ในมหาวิทยาลัย จริง ๆ แล้วประกอบด้วยหนังสือไม่เกินเล่มนึง  อาจจะประมาณร้อยหน้าด้วยซ้ำไป

จริง ๆ ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นประกอบด้วยข้อมูลมากกว่านั้นไม่รู้กี่เท่าตัว แต่เมื่อคุณไม่อ่าน คุณก็ได้เฉพาะข้อมูลที่ครูบอกให้คุณรู้เอาไว้ หรืออ่านหนังสือประกอบหนึ่งเล่มที่ครูสั่งเอาไว้ ซึ่งผลก็คือข้อมูลคุณน้อยเกินกว่าคุณจะคิดอะไรเองได้เอง ที่บอกว่าคิดเป็นทำเป็น มันเป็นไปไม่ได้หลอกถ้าข้อมูลที่มีในมือเรามีน้อยขนาดนี้ เพราะเวลาที่ครูสอนเขาไม่ได้ให้ข้อมูลเฉย ๆ เขาให้ข้อมูลพร้อมทั้งข้อสรุปบางอย่างไปแล้ว

ฉะนั้น ถ้าเราไม่มีข้อมูลมากกว่านั้นคุณจะสรุปแตกต่างจากนั้นก็ย่อมไม่ได้ อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว จึงคิดเองยังทำไม่ได้ตราบที่เรามีข้อมูลน้อย  แล้วผมคิดว่าไม่มีการให้ข้อมูลอะไรที่ทำได้มากในเวลาอันสั้นยิ่งไปกว่าการอ่าน 

นอกจากนั้นแล้ว  เมื่อข้อมูลน้อยอ่านน้อยเช่นนี้ คุณก็แตกแขนงความคิดไม่ได้ ก็อย่างที่บอกว่าคุณไม่สามารถสรุปให้แตกต่างจากนั้นได้ ความรู้ที่ได้มาก็แตกแขนงไม่ได้  ความคิดริเริ่มในการศึกษาไทยเป็นสิ่งที่เกือบจะไม่ค่อยมีเลยก็ว่าได้ เราเรียนหนังสือมาขนาดไหนก็แล้วแต่เราคิดอะไรที่นอกครูไปไม่ได้ เราคิดริเริ่มให้แตกต่างไม่ได้เพราะว่าข้อมูลเราน้อยเกินไป

เพราะฉะนั้น  การคิดเองทำเองนั้นมันจึงยาก เพราะว่าเราไม่ได้ให้โอกาสแก่เด็ก ในการที่จะสะสมข้อมูลมากขึ้น ให้ความหมายแก่ข้อมูลด้วยตนเองและอื่น ๆ ร้อยแปด ทั้งหมดเหล่านี้  ผมคิดว่ามันฝังอยู่ในตัวระบบการศึกษาของไทย ไอ้การรังเกียจการอ่านไม่ใช่เป็นแต่เพียงเพราะว่าเราไม่มีนิสัยรักการอ่านอย่างเดียว เพราะถ้าตราบเท่าที่เรายังดำเนินการศึกษาในลักษณะแบบนี้ การอ่านเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและอาจจะน่ากลัวด้วยที่จะปล่อยให้เด็กอ่านหนังสือมาก ๆ ด้วย

ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงเรื่องของการส่งเสริมการอ่าน ผมออกจะสงสัยว่าเราจะสามารถผลักดันส่งเสริมการอ่านเข้าไปในโรงเรียนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าถ้าเด็กอ่านมากนัก แล้วเด็กเริ่มถามปัญหาที่ครูรู้สึกอึดอัด เด็กคนนั้นก็จะถูกลงทัณฑ์ เริ่มเป็นที่รังเกียจของครู จนทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองด้อยในห้องเรียน ในความสัมพันธ์กับครู ก็เลยทำให้เขาหมดกำลังใจที่จะอ่านหนังสือในอะไรร้อยแปด  

เพราะฉะนั้น  ผมคิดว่าต้องคิดถึงกิจกรรมอะไรที่มัน มันไม่ผูกกับโรงเรียนมากเกินไป ในการส่งเสริมการอ่านให้มากขึ้นผมคิดไม่ออกหลอก  คิดในรูปนี้มากขึ้นในการสร้างกิจกรรมให้มากขึ้น  ที่จะทำให้เด็กได้อ่านมากขึ้น แทนที่จะพยายามไปผูกมัดกับโรงเรียน แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้ปฏิเสธนะครับถ้าคุณสามารถทำให้ครูในโรงเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน แล้วสามารถผูกกิจกรรมการอ่านเข้ากับโรงเรียนได้มันก็ดี แต่ผมรู้สึกมันค่อนข้างยาก.

………………………………………….

5 มิ.ย. 52 / บ้านเพียงดิน แม่แตง เชียงใหม่

ความสุขเล็กๆ จากชุมชนคลองบางน้อย (คอยรัก)

เรื่อง: กำลังจะตามมา ?  ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม

DSC00372bwcrop (copy)

DSC00373bw (copy)

DSC00345bwcrop (copy)

DSC00305 (copy)

DSC00340bwcrop (copy)

DSC00337bwis

DSC00342bw (copy)

DSC00353bw (copy)

DSC00362bwcrop (copy)

DSC00388bw2crop (copy)

DSC00394bw (copy)

DSC00377bw (copy)

DSC00379bw (copy)

DSC00382bw (copy)

DSC00366bwcrop (copy)

DSC00335bw (copy)

DSC00358bwis

DSC00318-bw (copy)

DSC00332bw (copy)

DSC00328bw (copy)

DSC00352bwis

DSC00387bw (copy)

ภาพสี (แถม) ส่งท้า

DSC00375ajcrop (copy)

………………………………………………………….

ใครอยากไปเยี่ยมชมและรับกลิ่นไอความสุขแบบนี้บ้าง ก็เข้าไปขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “บางน้อยคอยรัก” http://bangnoikoyrak.multiply.com :)


บันทึกความทรงจำระหว่าง 9-10 พฤษภาคม 2552 / ตลาดน้ำคลองบางน้อย อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม

บ้านพิพิธภัณฑ์ The House of Museums

เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine_JAN-MAR 09

32

วันวานไม่อาจหวนคืนอาจเป็นคำพูดที่ชัดเจนและไม่เกินเลยนักในแง่ความเป็นจริงบางอย่าง ยามที่เราเอ่ยถึง ความทรงจำต่อเวลาในอดีต…หลายครั้งหลายหนที่เราพยายามนำพาตัวเองกลับสู่ความรู้สึกอันแสนผูกพันเหล่า นั้นให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

ใครบางคน อาจแวะไปจิบกาแฟเพียงสักแก้ว ที่ร้านอาแปะอาโกข้างทางในย่านตัวเมืองเก่าที่ไหนสักแห่ง เพื่อนั่งฟังเสียงสนทนาวิพากษ์เรื่องการบ้านการเมือง หลายคนพยายามเสาะซื้อหรือแสวงหาข้าวของเครื่องใช้ย้อนยุคจากร้านขายของเก่า นำมาสะสมเก็บไว้เพื่อเป็นความสุขทางใจ ชวนหวนให้นึกถึงวันวาน

ซึ่งจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตามแต่ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่คือ เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่อย่างคนร่วมสมัย

11

41

5

และคงเป็นเรื่องพิเศษ ถ้าหากจะมีใคร? หรือกลุ่มคนกลุ่มใด? ที่พยายามทำในสิ่งที่เป็นมากกว่าแค่การสะสมเพื่อเก็บไว้ชื่นชมความรู้สึกโหยหา อดีตแต่เพียงลำพัง ซึ่งถือว่ายังโชคดีอยู่ไม่น้อยสำหรับเมืองไทยที่ความพิเศษเหล่านั้น มีอยู่จริง!

บ้านพิพิธภัณฑ์” (โดยสมาคมกิจวัฒนธรรม) ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความเพียรพยายามรวมถึงความร่วมมือของคนกลุ่มคนที่รักการสะสม

นำโดยคุณเอนก นาวิกมูลและกัลยาณมิตร ร่วมจัดตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว โดยมีเนื้อหาสาระเพื่อเป็นบ้านที่รวบรวมสิ่งของต่างๆ อันเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางหรือพิพิธภัณฑ์แขนงอื่นในลำดับ อนาคต โดยเรื่องราวที่จัดแสดง คือวิถีชีวิตชาวตลาด ชาวเมืองในยุค 2500 รวมถึงยุคใกล้เคียง ซึ่งสิ่งของต่างๆที่จัดแสดงนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาค และบางส่วนมาจากการซื้อหาจากงบประมาณรายได้เท่าที่พอมี เพื่อพัฒนามิติในการนำเสนอที่สมจริงยิ่งขึ้น

อาคารการจัดแสดงได้รับการออกแบบให้เป็นเช่นห้องกั้นอารมณ์ห้องแถวในตลาด โดยแบ่งเป็น 2 อาคารได้แก่

อาคารแรก: ชั้นที่1 จัดเป็นร้านของเล่น ร้านขายของจิปาถะ ร้านขายยา เคาเตอร์ขายบัตรเข้าชม และร้านขายของที่ระลึก ชั้นที่ 2 เป็นร้านถ่ายรูป โรงพิมพ์ โรงภาพยนตร์ ร้านตัดผม ร้านให้เช่าหนังสือ ห้องครัว ห้องข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิกจากสกุล สุวัตถีและชั้นที่ 3 จำลองเป็นห้องนายอำเภอ ห้องเรียน ร้านขายแผ่นเสียง ร้านขายสรรพสินค้า

ในส่วนอาคารที่สองซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเติมภายหลัง ขณะนี้จัดแสดงเฉพาะในส่วนชั้นที่ 1 ได้แก่ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านทำฟัน ร้านทอง และร้านริมน้ำ

6

7

8

แม้เวลาจะเป็นสิ่งที่เราไม่อาจเรียกหวนคืน แต่เชื่อมั่นเหลือเกินว่า หากใครได้มีโอกาสไปร่วมเดินทางเชื่อมโยงเวลาอันร่วมสมัยที่ บ้านพิพิธภัณฑ์ความรู้สึกของคำว่า อดีตย่อม เป็นมากกว่าแค่เรื่องที่ผ่านพ้น มีหลายสิ่งที่ยังคงตราตรึง มีหลายเรื่องราวที่ยังเป็นเสน่ห์ที่น่าศึกษาและทวงถามถึงความเป็นปัจจุบัน ให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เราเป็น และเก็บรักษาคุณค่านั้นไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับกาลเวลาแห่งอนาคต “Save it today. Tomorrow it’ll be history”

9

21

บ้านพิพิธภัณฑ์: ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยคลองโพ 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ (ถนนเล็ก ต่อจากปลายถนนพุทธมณฑลสาย 2 ด้านทางรถไฟ) เขตทวีวัฒนา กทม.10170

ช่วงเวลาเข้าชม: จะเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น (เนื่องจากวันจันทร์ถึงศุกร์ กรรมการและอาสาสมัครทุกคนต้องทำงานประจำของตนเอง) ระหว่าง 10.00 . -17.00 .

ติดต่อสอบถามได้ที่ 089-200-2803 คุณเอนก นาวิกมูล และ089-666-2008 คุณวรรณา นาวิกมูล หรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://houseofmuseums.siam.edu

…………………………………………………….

18 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ

ดีไซเนอร์ผู้พิทักษ์ “สิ่งแวดล้อม” ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต

เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ภาพ: ก้องกานต์ สุจิระสิงหะกุล / ตีพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09

ชื่อของผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโตหัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยายาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงการเป็นสถาปนิกและนักออกแบบ อาจจะเป็นชื่อที่ใครหลายคนในวงการกรีนดีไซน์ [GREEN DESIGN] คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จากผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แบรนด์ OSISU และการเป็นหนึ่งในผู้ที่คลุกคลีด้านการจัดการการออกแบบสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรื่องราวเหล่านั้นได้ต่างได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า ความเป็นไปได้มากขึ้น และนี่คือบทสนทนาเกี่ยวกับบางแง่มุมที่เอ่ยถึงลำดับพัฒนาการของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เกี่ยวกับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบทางความคิดของ ผศ.ดรสิงห์ อินทรชูโต

1

(+) ที่มาของแนวคิดหรือแรงบันดาลใจต่องานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมที่อาจารย์สิงห์ทำอยู่ ณ ขณะนี้

ที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบในเรื่องนี้ เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจโดยตรงตั้งแต่ต้น เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่ผมรับงานการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นในเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นประเด็นหลัก และเราก็มาพบว่า หลังจากการก่อสร้าง ต่างมีวัสดุเหลือทิ้งมากมายก่ายกอง แล้วอย่างนี้ประเด็นของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มันก็คงไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดพลังงานแล้วล่ะ แต่มันน่าจะจะรวมหมายถึง การใช้วัสดุให้คุ้มค่า การไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภายหลังด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้นให้คิดว่า เราเป็นต้นเหตุหนึ่งของการสร้างขยะ เหมือนเราเองกำลังโกหกคนอื่นหรือบอกไม่หมด ว่าอันที่จริงแล้วมันยังมีจุดด้อยของเรื่องนี้อยู่ ก็เลยเริ่มเก็บเศษวัสดุจากงานของตัวเองมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใช้เองก่อน แล้วก็ทดลองทำมาเรื่อยๆ

(+)แล้วอาจารย์สิงห์ เริ่มมาจริงจังหรือมองเห็นความเป็นไปได้ในตอนไหนครับ?

สิ่งที่เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ก็ตอนที่หุ้นส่วนผมคือ คุณจ๋า วีรนุช ตันชูเกียรติ ซึ่งตอนนั้นเป็นลูกค้า ให้ผมออกแบบอาคารและผมก็พลอยออกแบบพวกเฟอร์นิเจอร์จากเศษวัสดุของโครงการให้ด้วย ซึ่งเธอชื่นชอบมาก ตัวผมเองก็ไม่เคยคาดคิดว่า เมื่อมันออกมาแล้วจะมีคนชมหรือชอบงานประเภทนี้ ไอ้เราก็พลอยบ้าจี้ไปด้วยเวลามีคนชม ก็เลยเริ่มทำมากขึ้น เอาไปฝากวางโชว์ที่โน่นที่นี่ จนมักจะมีคนขอสั่งทำ ซึ่งเราก็ทำไม่ได้เพราะมันเป็นเศษวัสดุที่ไม่สามารถระบุได้ตรงตามความต้องการในตอนนั้น วันหนึ่งคุณจ๋า ก็เลยเข้ามาถามว่า กำลังจะมีงานโชว์เฟอร์นิเจอร์สนใจจะเอาไปร่วมแสดงในงานไหม? ตอนนั้นแหละที่เริ่มคิด เอาล่ะ! ลองดู เราทำงานมาก็อยากโชว์บ้างล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นงานแรกที่เริ่มมีการลงทุนที่จริงจังในการผลิต พอเปิดบูธโชว์งานก็เริ่มมีคนซื้อหรือสั่งทำ ผมตื่นเต้นมากเมื่อมีคนซื้อเพราะผมไม่เคยทำผลิตภัณฑ์หรือเฟอร์นิเจอร์ออกมาขาย ที่ผ่านมาก็ทำแต่งานออกแบบตึกอาคารโครงการใหญ่ๆซึ่งก็มีรายได้ที่มากมายอยู่แล้ว แปลกนะที่เงินแค่สองสามหมื่น จะทำให้ผมมีความสุขได้มากมาย เพราะมันนิดเดียวมากเมื่อเทียบกัน แต่เออเฮ้ย! มันเป็นไปได้แฮะ!

(+)ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า มันเป็นเรื่องที่เพิ่มมิติอีกด้านของการออกแบบให้กับอาจารย์สิงห์ด้วยหรือเปล่าครับ?

ใช่นะ มันน่าตื่นเต้นตรงที่ปกติแล้ว การแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม คนทั่วไปมักจะนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ วิศวกร หรือคนโน่นคนนี่ แต่ครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่า การออกแบบมันช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย นักออกแบบสามารถช่วยได้ เราทำได้

2

(+)แล้วนับตั้งแต่วันนั้น อะไรบ้างที่ต่อยอดความคิดหรือขยายการพัฒนาทั้งในเรื่องของธุรกิจ รวมถึงเรื่องการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยครับ?

เยอะมากครับ มันมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เพราะจำได้ว่าตอนที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุ ในช่วงแรกเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเป็นช่วงที่ยังไม่มีความกระตือรือร้นหรือสนใจจากผู้คนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเท่าไรนัก มันเป็นเหมือนปรากฏการณ์หรือการจุดประเด็นในสังคม จากที่นิสิตนักศักษาอาจมองว่า สิ่งที่ผมพยายามสอนอยู่เป็นเรื่องที่สอนไปตามแบบหลักการความคิด ก็กลายเป็นตั้งใจฟังมากขึ้น เพราะสิ่งที่อาจารย์สอนอยู่ คนอื่นข้างนอกเขาก็ยังให้ความสนใจเลย หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการของบประมาณเพื่อส่งเสริมงานวิจัย ที่ก่อนหน้านั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ แต่ทุกวันนี้ เราสามารถที่จะมีงบประมาณดังกล่าวเพื่อสิ่งนี้ได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นนามธรรมอีกต่อไป มันเป็นเรื่องที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับการได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อจัดองค์ความรู้เรื่องการออกแบบที่ครบวงจร เป็นรูปธรรมและหลากหลาย ในทุกขนาดงาน ทุกคนทำได้หมด รวมถึงการสร้างจิตสำนึกสำหรับทุกชนชั้น ไม่ว่ารวยหรือจน มันเปลี่ยนวิธีคิดได้

(+)ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้อาจารย์สิงห์มองภาพรวมของสถานการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมชัดเจนขึ้นอย่างไรบ้างครับ ?

ความคิดของผู้คนดีขึ้นนะ คนเข้าใจมากขึ้น ดังนั้นจึงมีกลุ่มคนที่ยอมจ่ายเงินที่มากกว่าเพื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันเราก็สามารถดึงเอาคนในภาคการผลิตอย่างเช่นชาวบ้าน มาช่วยกันผลิตเพื่อสร้างงานซึ่งกัน คิดดูแล้วกันว่า นี่คือการเอาขยะไปขายต่างประเทศนะ เขาเอาขยะเราไป ขณะที่เราเอาเงินเขาเข้ามา

อย่างของบางชิ้น ตอนเป็นเศษเหล็กแค่ 3-4 บาท แต่พอเราเอามาประยุกต์ก็กลายเป็นว่า เราขายพันสองพันก็ยังมีคนซื้อ แค่เอาเศษเหล็กสองชิ้นมาเชื่อมต่อกัน โดยผ่านสายตานักออกแบบ อย่างเศษเชือกกิโลไม่กี่สิบบาทแต่พอเอามาทำเป็นโคมไฟก็กลายเป็นหลายพันบาท ใช่ไหม?

31

(+)ทราบมาว่าเดิมอาจารย์สิงห์จะทำงานในส่วนของการออกแบบเป็นจุดเริ่มต้น แต่ขณะนี้ได้ขยายงานไปถึงการวางระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยใช่ไหมครับ?

ใช่ครับ คือกำลังมองว่าจากที่แต่ก่อนคนมักจะนำเศษวัสดุต่างๆมาให้ผมทำการจัดการออกแบบ แต่ก็นั่นแหละ บ้านคนนะ ไม่ใช่โรงงาน! มันก็เลยเต็มไปด้วยเศษขยะเศษวัสดุ ดูห้องผมสิ! (หัวเราะ) มันมีแต่เศษข้าวของเครื่องใช้เต็มไปหมด จนกระทั่งผมต้องบอกกับทุกคนที่อยากให้ผมช่วยออกแบบว่า อย่าขนอะไรมาให้ผมเลยให้ส่งรูปมาก่อน แล้วผมจะตามไปที่โรงงานและศึกษาตั้งแต่พวกเครื่องยนต์กลไก รวมถึงความเป็นไปได้ในการผลิตว่าสามารถนำกลับไปใช้ในกระบวนการหรือสรรหาเครื่องจักรที่เหมาะสม ทำให้เขาสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตนเองในอนาคต

แต่ก็ถือว่าสิ่งที่ทำอยู่ ณ ตอนนี้ถือเป็นเรื่องปลายน้ำมาก เพราะมันคือตามแก้ปัญหา ในตอนนี้สิ่งที่ผมอยากทำมาก คือการขึ้นสู่ต้นน้ำเพื่อจัดการกับการลดจำนวนเศษวัสดุ หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรว่าทำได้ไหม? เช่น ปัญหาเรื่องความฟุ่มเฟือยในการใช้ทรัพยากร คุยกันตั้งแต่ต้นให้มองเห็นประเด็นบางอย่าง กำไรแค่นี้พอไหม ถ้าได้จิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ในอนาคตเราต้องมองเรื่องความสมดุล ซึ่งมี 3 เรื่องที่เราต้องตระหนักคือ 1.เรื่องเศรษฐกิจ 2.สภาพแวดล้อม และ3.คือคน ยากนะที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้สมดุล เราต้องช่วยกัน! ซึ่งผมในฐานะหน้าที่ปัจจุบันนี้ ผมไม่ได้กลัวว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า คู่แข่งสำหรับผมงานออกแบบหรือการจัดการเศษวัสดุ ยิ่งดีเสียอีก ถ้ายิ่งช่วยกันทำมากๆ เพราะยิ่งแก้ปัญหาได้มาตาม นี่คือการหวนกลับไปมองถึงความสมดุลที่ว่าฯ คนอื่่นมองว่าผมอาจจะมีกำไรลดลง แต่สำหรับผม ผมว่ามันไม่มีทางลดลง ตราบใดที่คนเรายังผลิตขยะได้เก่งกว่าสินค้าจากวัสดุเหลือใช้ [USED PRODUCT] อีกอย่างหนึ่งคงไม่มีใครในโลกนี้ที่จะบินมาเมืองไทยเพียงเพื่อมาซื้อแบรนด์โอซิซุเพียงเจ้าเดียว!

(+)ตอนนี้ก็ยังเป็นแบรนด์เดียวที่ผลิตสินค้าด้านนี้โดยเฉพาะเหรอครับ? ทำไมล่ะครับ?

เออทำไมล่ะ? (ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ) อืมผมคิดว่าเพราะ หนึ่ง เขาอาจจะคิดว่าต้นทุนสูงไปหมด ถ้ามองในแง่ธุรกิจ

(+)หรือว่ามันเป็นเรื่องของต้นทุนทางความคิด?

อืมม แต่มันไม่ยากนะสำหรับใครๆ เพราะอย่างชาวบ้านทั่วไป เขาก็เอาเศษวัสดุเล็กๆ น้อยๆ มาประดิษฐ์หรือประยุกต์ใช้เป็นสิ่งของได้สารพัด เขาเหล่านั้นแหละ ปรมาจารย์! ส่วนผมน่ะแค่คนที่เพิ่งเริ่มทำ เพราะฉะนั้นจึงน่าจะเป็นประเด็นอื่น เช่น วัสดุที่ได้มามันยากต่อการใช้มือทำ ต้องใช้เครื่องจักร ซึ่งไม่รู้จะเริ่มอย่างไร? ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนัก มันตอบยาก ว่าทำไม? แต่สิ่งหนึ่งที่ในแง่การทำธุรกิจที่คนลืมคิดไปว่า นอกเหนือจากการมองปริมาณความเป็นสินค้าตลาดแล้ว เขาอาจลืมไปว่า กระแสของสิ่งแวดล้อมกำลังมา ส่วนแบ่งทางการตลาดอาจจะได้สูงกว่าด้วยซ้ำเมื่อเทียบกัน ของจำนวนชิ้นน้อยกว่าแต่อาจได้กำไรมากกว่า คือผมว่ามันต้งลองน่ะ!

4

(+)มาถึงตอนนี้แล้วอาจารย์สิงห์มีโครงการอะไรที่สามารถเชื่อมโยงหรือแตกสาขาออกไปจากตรงจุดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์อยากทำมากๆบ้างครับ?

ผมอยากทำธุรกิจอื่น ให้คนเห็นว่าธุรกิจอะไรก็สามารถทำเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ เช่น บูติคโฮเทล ทำโรงเรียนหรือสถาบันที่สอนเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ แล้วก็เดินทางไปสอนคนทั่วโลก เพราะผมถือว่ามันไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันเป็นปัญหาของโลก มันคงจะช่วยได้มากขึ้นหากไม่มีพรมแดนใดมากั้นสำหรับการแบ่งปันซึ่งกัน

(+)ทุกวันนี้อาจารย์สิงห์รู้สึกอย่างไรบ้างครับ? ที่ได้ทำในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน

ผมว่ามันเป็น ความมันส์เออเฮ้ย! “ดีไซเนอร์ทำได้หลายอย่าง อย่างนี้เชียวเหรอ? ซึ่งแต่ก่อน คนมักจะมองดีไซเนอร์ว่าเป็นตัวแทนของความฟุ่มเฟือย เป็นพวกสำอาง แต่ผมอยากให้เขามองว่า เราคือผู้พิทักษ์โลกได้นะ (หัวเราะ) อะไรทำนองนั้น

(+)คำถามสุดท้ายนะครับ สิ่งที่อาจารย์สิงห์อยากจะสื่อสารกับการร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับคนคนหนึ่ง เขาต้องเริ่มต้นที่ตรงไหน? และอย่างไรบ้างครับ?

การทำเศษวัสดุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มีคุณค่า เราต้องเข้าใจมันก่อน ง่ายๆ เลยคือ ต้องคัดแยกมันให้เป็น ตอนนี้การแยกขยะมีใครกี่คนที่ทำจริงๆ! มัวแต่ไปพึ่งซาเล้งกันหมดเลย ถูกไหม? ซึ่งสิ่งที่ง่ายที่สุดและทุกคนทำได้ ผมขอแค่นี้เอง คัดแยกไม่ต้องไปคิดว่า เดี๋ยวเขาก็จับไปรวมกันในรถขยะ อย่าคิดอย่างนั้น เพราะการคัดแยก มันมีผลต่อจิตใจเราด้วย 1.ฝึกตัวเอง 2.คนที่นำขยะไปเขาสามารถนำไปปรับแก้ไขได้ง่ายขึ้น 3.บางครั้งในตอนคัดแยก คุณจะเห็นเองว่า มันเยอะ ทำให้อยากจะลดการใช้ การบริโภค หรืออาจจะเอาเศษวัสดุเหล่านั้นไปทำอะไรได้สารพัดหลายประเด็น ซึ่งถ้าอยากจะศึกษาให้ละเอียดมากกว่านี้ ให้มาผมได้เลยที่คณะฯ ได้เลย เราสอนทุกๆเย็นวันพฤหัสเกี่ยวกับการปฏิบัติการออกแบบเศษวัสดุ ไม่มีข้อจำกัดใดที่จะมาคุยมาปรึกษากัน ผมยินดีเสมอครับ

…………………………………………………………

13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ

พิพิธภัณฑ์เปลือกหอยกรุงเทพฯ Bangkok Sea Shell Museum

เรื่อง: น้องฝน ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตึพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09

dsc00341

dsc00329

dsc00332

dsc00336-1

dsc00339

เปลือกหอยนั้นเป็นความสวยงามที่ธรรมชาติรังสรรค์และแต่งแต้มสีสันให้ท้องทะเลสวยงามยิ่งขึ้น เสมือนเป็นอัญมณีแห่งท้องทะเล ที่ไม่ว่าใครได้สัมผัสก็อยากเก็บไว้เป็นสิ่งระลึกแห่งความทรงจำถึงวันที่เยือนทะเล แต่มากไปกว่านั้นเปลือกหอยยังแฝงไปด้วยความลี้ลับน่าค้นหา ซึ่งเป็นทั้งบันทึกเรื่องราวของสายน้ำ และความมหัศจรรย์ของตัวมันเอง สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ผ่านการวิวัฒนาการและคงอยู่สืบเนื่องมานับล้านปี โดยสิ่งต่างๆ ของเปลือกหอยเหล่านี้ ล้วนได้รับการรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพฯ ด้วยการสร้างสรรค์สถานที่จัดแสดงเปลือกหอยไว้มากกว่า 600 ชนิด จากทั่วโลก มีจำนวนเปลือกหอยทั้งหมดนับหมื่นๆ ชิ้น ซึ่งเหมาะทั้งการเข้าชมด้วยใจรักในความงดงามของเปลือกหอย และศึกษาหาความรู้ โดยเปลือกหอยแต่ละชนิดจะมีคำอธิบายถึงชื่อ และประวัติไว้อย่างดี บนพื้นที่จัดแสดง 3 ชั้น จัดแบ่งตามกลุ่มชนิดของหอย

dsc00346

dsc00343

dsc00366

dsc00362

นอกจากความสวยงามของตัวเปลือกหอยเองแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเผยถึงความอลังการของการจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นหอยมือเสือซึ่งเป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จนไปถึงฟอสซิลหอยขนาดใหญ่จากยุคจูราสสิคตอนต้น และเปลือกหอยที่มีความน่ารักสดใสอย่างหอยหัวใจ หรือหอยแครงหัวใจ ที่มีรูปร่างเหมือนหัวใจหลากสีสันดวงเล็กๆไม่มีผิด คล้ายกับเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมชมความงามบรรดาเปลือกหอยเหนือน้ำทะเล ณ ใจกลางกรุง

ทุกภาพมีถ้อยคำ ทุกเปลือกหอยมีเรื่องราว

รอคอยให้คุณสัมผัสความมหัศจรรย์เหนือความงดงาม


Bangkok Sea Shell Museum หัวมุมถนนสีลม ซอย 23

เปิดทำการ 10.00 – 21.00 น.

สอบถามรายละเอียด โทร 02 234 0291

…………………………………………………………

13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ

สวนศิลป์ มีเซียม ยิบอินซอย Misiem’s Sculpture Garden

เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน LEXUS MAGAZINE_JAN-MAR 09

dsc00390ibw

dsc00380i

dsc00381-bwi

dsc00385-bwi

dsc00407-bwi

dsc00410-bwi

dsc00430-bwi

จากความตั้งใจในช่วงบั้นปลายชีวิตต่อการสร้างงานศิลปะ เมื่อหลายทศวรรษก่อน ของคุณมีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินชั้นเยี่ยม สาขาจิตรกรรม พร้อมกับแนวคิดที่ว่า “ประติมากรรมควรอยู่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดสวนศิลป์แห่งนี้ขึ้น ซึ่งได้ถูกแปลงโฉมจากผืนนาในอดีต สู่สวนหลากพันธุ์ไม้อันแสนร่มรื่น เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนและชมงานประติมากรรมที่จัดแสดงท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นงานประติมากรรมที่สะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้คนรอบตัว เด็ก ผู้ชาย ผู้หญิง ในอิริยาบถต่าง ๆ และแสดงออกซึ่งความรู้สึกอันเป็นปุถุชน แด่ผู้รักงานศิลปะและความสงบ ให้สามารถรับรู้ถึงความพิเศษเหล่านั้น

และแม้ ณ วันนี้ ช่วงเวลาอันร่วมสมัยสำหรับคุณมีเซียม ยิบอินซอย จะผ่านพ้นไป แต่เราก็ยังคงเชื่อมั่นว่า (แม้) “ชีวิตสั้น แต่ศิลปะยืนยาว” เสมอ ยามที่ได้ชื่นชมความงามอันเกิดจากแรงบันดาลใจ ระหว่างประติมากรรมและธรรมชาติ ณ ทีแห่งนี้


สวนศิลป์ มีเซียม ยิบอินซอย

เลขที่ 38/1-9 พุทธมณฑลสาย 7 .ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม

เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 . (ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม)

กรุณาติดต่อก่อนเข้าชมที่ โทร. 02 353 8600 หรือ 034 321 792

…………………………………………………………

13 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ


“หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เรื่องที่เป็นมากกว่าเรื่องศิลปะ ในความคิดของฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที”

เรื่อง: อิ่มเอม ภาพ: ก้องกานต์และเอกพันธ์มัลติพลาย / ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine Oct-Dec 08

ในที่สุดการรอคอยที่แสนยาวนานกว่า 11 ปีของโครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหาครหรือหอศิลป์กรุงเทพฯ ก็บรรลุความสำเร็จด้านโครงสร้างภาพรวมของอาคารและการจัดการเบื้องต้น ให้เราได้สามารถมีพื้นที่สาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดต่างๆ หรือเชื่อมโยงความเข้าใจต่อกันโดยผ่านเรื่องราวของงานศิลปะ

ซึ่งในฐานะของกรรมการมูลนิธิ รวมถึงการเป็นผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำหรับคุณฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวทีแล้ว นี่คือบทสนทนาหรือการแสดงความคิดอ่านที่เป็นมากกว่าการพูดถึงศิลปะในแบบที่เราคุ้นชิน จากจุดเริ่มต้นของแนวคิดสู่การพัฒนาสังคมร่วมกันบนพื้นฐานความคิดของงานศิลปะ(สู่ความ)ร่วมสมัย

img_5784is

+ ทราบมาว่า กว่าจะได้มาซึ่งการเป็นหอศิลป์กรุงเทพฯ ต้องใช้เวลาและการเรียกร้องจากหลายส่วน มีที่มาหรือจากกระบวนการแบบใดที่ทำให้เรามีหอศิลป์ฯ อย่างที่เห็น… ?

เรื่องของหอศิลป์กรุงเทพฯ มีการรณรงค์กันมาตั้งแต่แรกเริ่ม โครงการนี้มีการเอ่ยถึงตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว สมัยต้นยุคของคุณพิจิตร รัตตกุล ซึ่งตอนนั้นเราทำเรื่องของมูลนิธิ ร.9 แล้วก็มีการแสดงงานศิลปะ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ หลังจากนั้น 3-4 ปีผ่านมาก็มีการตั้งเรื่อง มีการประกวดเพราะฉะนั้นถ้ารวมแบบที่ประกวดสำเร็จแล้วก็เท่ากับมีอายุ 11 ปีซึ่งตอนนั้นก็มีการวางศิลาฤกษ์แต่หลังจากนั้นไม่นานคุณพิจิตร ก็พ้นสมัยไปพอดี แล้วก็มาถึงสมัยคุณสมัคร ก็กลายเป็นเรื่องมีปัญหาเพราะคุณสมัครอยากให้ที่ตรงนี้เป็นมัลติสตอรี่ คาร์พาร์ค ซึ่งก็เลยทำให้พวกเราเหล่าศิลปินประท้วง จนถึงขนาดต้องฟ้องร้องคุณสมัครต่อศาลด้วย อารมณ์เหมือนคนดุ! ที่ประกอบด้วยฝ่ายนักสื่อสารมวลชนและหนังสือพิมพ์ ทั้งฝ่ายผู้คนในสายนักการเมือง นักกฏหมายช่วยด้วย เพราะพวกเขาต่างก็เห็นว่าศิลปะมันเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิต มันไม่น่าจะมีปัญหา ทำให้นับแต่นั้นมา ก็เกิดการรวมกลุ่มกันขึ้น อาจพูดได้ว่า ศิลปินเริ่มพูดได้เสียงดัง เริ่มประท้วงกันได้ ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไมศิลปินจึงทำได้ เพราะดูเหมือนว่าวิถีชีวิตศิลปินไม่น่าจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อมาเรียกร้องอะไร แต่ถ้าคุณมองถึงสังคมเราแล้ว จะมองเห็นถึงเหตุผลบางอย่างที่ศิลปินสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้นั้น ก็อาจเป็นเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์หรือการพึ่งพาคนอื่นน้อย ไม่มีเจ้านาย ไม่มีผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้า ด้วยความอิสระนี่เองที่ทำให้สามารถทำอะไรโดยไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขมากนัก และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดหอศิลป์อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

+ เนื้อหาหรือหน้าที่หลัก ที่หอศิลป์ฯพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นสำหรับการเริ่มต้นขณะนี้ มีอะไรบ้างครับ ?

ก็ต้องยอมรับว่า ความคิดเรื่องหอศิลป์นั้น มีการพัฒนากันมาในระยะ10 กว่าปีนี้ เริ่มจากตอนแรกที่จะออกมาเป็นในรูปแบบหอศิลป์ร่วมสมัย ต่อมาก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็นหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะบอกว่าเป็นการยอมรับด้วยว่า ในเรื่องของความร่วมสมัยนั้น มันอาจจะมีการชงเรื่องหรือมียุทธศาสตร์ที่จะต้องเกี่ยวกับสังคมโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องความร่วมสมัยจัดๆจ๋าๆจนเกินไป ก็อาจจะกลายเป็นลักษณะของหอคอยงาช้างที่คนเอื้อมไม่ถึง เราเลยต้องมีมุขหรือยุทธศาสตร์ว่า ถ้าเราอยากจะให้มีคนมาดูงานศิลปะ ก็อย่าทำตัวให้มันแปลกแยกนัก ก็เลยกลายเป็นว่า พอถึงเวลาเอาเข้าจริงๆเราต้องปรับต้องพัฒนาตามพื้นฐานความเป็นจริงว่า เราจะสร้างงานศิลปะร่วมสมัยให้แก่สังคมอย่างไร? แล้วผลสุดท้ายการสร้างสิ่งนี้มันอาจจะต้องตีบทให้แตกว่า การทำงานศิลปะมันไม่ได้เกี่ยวกับการที่ศิลปินทำขึ้นกันเอง ดูกันเองหรือเฉพาะในวงแคบๆ ไหนๆเราก็อยู่กันตรงนี้แล้ว เราต้องคิดถึงคนดูด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เป็นไดอะลอก หรือการพูดคุยสนทนากันระหว่างคนทำกับคนดู พอได้แนวคิดมาอย่างนั้นแล้วเราก็มองเห็นว่า ณ ที่แห่งนี้กลายเป็นจุดนัดพบ เป็นสี่แยกที่ผู้คนจะมาเจอกันดีไหม? เป็นเวทีระหว่างศิลปินและผู้เสพมาเจอกัน และศิลปินที่หมายถึงก็ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของวงการทัศนศิลป์อย่างเดียว เพราะมีเรื่องของละคร วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรีเข้ามาผสมโรงด้วย เพราะว่าเนื้อหาสมัยใหม่มันไม่ได้เกาะติดอยู่กับศิลปะแขนงใดแขนงหนึ่งเพียงอย่างเดียว มันหล่อหลอมกัน ซึ่งเท่ากับว่าการรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นครั้งนี้มันเป็นการส่งเสริมศิลปะระหว่างกรุงเทพมหานครกับพันธมิตรเครือข่ายศิลปินทุกสาขา ประมาณ 9 สาขา ทำให้รูปโฉมของศิลปะมันเป็นการเดินร่วมกัน

เพราะฉะนั้นก็เลยต้องวกกลับมาถามถึงตึกแห่งนี้ว่า การออกแบบนั้น ไม่ใช่มีแค่ว่าแกลอรี่หรือการแสดงงานทั่วไป แต่เรามีโรงละคร มีการแสดงดนตรี มีการฉายภาพยนตร์ และมีห้องสมุดด้วยซึ่งงานประเภทวรรณกรรมก็สามารถที่จะไปรวมกลุ่มกันได้ ณ ตรงจุดนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าสนุกเหมือนกับว่าในวันๆหนึ่ง เราสามารถดูงานได้ถึง 6-7 งาน จากศิลปะหลายแขนงเลยทีเดียว นอกจากนี้เรายังมีในส่วนของร้านอาหาร ร้านค้าเพื่อย้อมใจคนมาช้อปปิ้งเพราะเราคนไทยชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว มันเหมือนที่ที่ทำอะไรได้สารพัดครบวงจรกับเรื่องที่สร้างสรรค์

img-3533-11

+แสดงว่ามันก็เป็นการสอดคล้องกับสโลแกนที่ว่า “Come to eat, stay for art” ใช่ไหมครับ ?

อืมใช่ ใช่ ผมมองว่าสิ่งที่เราออกแบบไว้มันก็ไม่ได้บทของฝรั่งหรือประเทศที่เจริญแล้วสักเท่าไหร่ แต่เราทำตามบทแบบไทยๆนี่ล่ะ ความต้องการมันเป็นอย่างนี้นะ มันเป็นเหมือนเค้กชั้นต่างๆ เราอาจจะมีการทำกิจกรรมหลายรูปแบบตามความถนัด ตามมุมของตัวเอง รวมถึงการมีมุขหรือมุมมองที่ให้แก่ชุมชน ให้กับนักศักษาหรือเยาวชนด้วย ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องขบคิดกันต่อไป

+ ในฐานะที่คุณฉัตรวิชัยเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์ฯ มองความยากง่ายในการจัดการหอศิลป์ฯต่อสาธารณชนอย่างไรครับ?

พอถึงตรงจุดนี้แหละครับ ที่มันยากในการตอบโจทย์ของการผสมเรื่องหลายเรื่อง จะต้องทำอย่างไร?ให้มันดูดี เรื่องจับฉ่ายมันก็ต้องมีบ้าง(หัวเราะ) แต่ว่าจะทำให้เป็นรสนิยมที่ดี ที่คนต้องยอมรับได้น่ะ คุณทำมันได้ไหม? อาจจะต้องมีการเปลี่ยนเวลา ถ้าคุณไม่ชอบแบบนี้ คุณอาจจะชอบอีกแบบก็ได้ อะไรทำนองนี้เกี่ยวกับการเรียนรู้ความต้องการของผู้คน ในเวลาเดียวกันมันไม่ใช่เรืองของศิลปะเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของการพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นร้านค้าต่างๆ เป็นโจทย์ที่จะต้องทำไปพร้อมๆกัน แต่มันก็สะท้อนสังคมนะ คล้ายๆกับว่าเราในตอนนี้กำลังเอาศูนย์การค้ากลับมาทำเป็นหอศิลป์ เพราะสังคมด้านหนึ่ง การค้าก็ครอบงำชีวิตเราอยู่ อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของมรดกทางความเชื่อที่ไม่ค่อยดีคอยครอบงำเช่นกัน เช่นถูกปลูกฝังให้เชื่อเกี่ยวกับการเดินตามเป็นทอดๆต้องไปทางเดียวกันหมด เราต้องเปิดพื้นที่ให้กว้างขึ้นมาอีกนิดนึง

+ ถ้าเช่นนั้น ระหว่างเรื่องกระแสบริโภคนิยมกับเรื่องคุณภาพชีวิต อะไรคือความคลาดเคลื่อนที่ศิลปะสามารถอธิบายและเติมเต็มให้ผู้คนรู้สึกตระหนักได้ครับ?

อืมเราน่าจะคิดกันใหม่เลยล่ะ มีใครหลายคนที่เข้าคุยเรื่องแบบนี้เช่นกัน เขาก็ให้ไอเดียคำถามกับผมว่า ศิลปะมันทำให้คนคิดเป็นใช่ไหม? ซึ่งมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ เพราะตั้งแต่เด็กๆ เรื่องของศิลปะมันเป็นวิชาที่มีการปฏิบัติ ทำให้พวกเรามีการแสดงออก มีวิจารณญาณ รู้จักตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่เราคุยกันได้ แล้วก็คิดว่าถ้าเกิดเรื่องของศิลปะหรือวัฒนธรรมที่เราถูกปลูกฝังว่าเป็นอย่างนี้อย่างเดียวล่ะก้อ บางคนเรียกมันว่าเป็นวัฒนธรรมสายเดียว มันมาทางเดียวกันหมด มันก็ไม่มีความหลากหลาย ไม่มี่ความเข้าใจ เพราะฉะนั้นงานของที่หอศิลป์แห่งนี้จึงพยายามอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ การเรียนรู้ เมื่อถึงการทำหรือการปฏิบัติแล้วเราคงจะมีการอิงในเรื่องของระบบภัณฑารักษ์ขึ้นมา การนำเสนอที่มีเนื้อหา ที่มีการคุยกันมีเรื่องของความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน การมีที่มาต่างๆ ซึ่งสร้างความเข้าใจให้กับคนดู อะไรทำนองนี ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องหรือจุดที่น่าจะปฏิบัติได้ ไม่ใช่ว่าเอาอะไรมาแสดงหรืออยู่ดีๆก็ลุกขึ้นมาแสดงโดยที่ไม่มีเหตุไม่มีผล พอเราทำอะไรด้วยแบบนี้ คนก็เริ่มเห็นว่ามันเป็นวิธีการที่สร้างวัฒนธรรมทางศิลปะที่แตกต่างจากเดิมออกไป เหมือนเรามาคิดกันใหม่ลองดูซิว่า ต้องเป็นแบบนั้นนะแบบนี้นะถึงจะถูกต้องทั้งหมด ซึ่งอันที่จริงมันก็เข้าหลักพุทธศาสนาเลยล่ะ มันไม่ได้แปลกแต่เป็นการสร้างความเข้าใจสร้างการเรียนรู้ ยกตัวอย่าง อย่างเช่นเรื่องประวัติศาสตร์ที่เราเรียนแบบคัดๆกันมา จำแบบหนึ่งสองสามบทแล้วที่เหลือก็ช่างมันเถอะ อะไรทำนองนี้ ซึ่งเราก็ต้องสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น

img_5775is

+ ถ้าอย่างนั้น วิธีปลูกฝังแนวคิดเรื่องของศิลปะและสุนทรีศาสตร์ให้กับเยาวชน ในแบบที่คุณฉัตรวิชัยคิด เป็นเช่นไรครับ?

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีความเชื่อบางอย่างในเรื่องของศิลปะที่อยากให้กับเยาวชนหรือประชาชนได้ว่า ศิลปะมันเป็นสมมติฐานของชีวิต หรือถ้าเป็นสมัยเด็กๆเราก็จะติ๊ต่างกันว่า เรามาเล่นกันนะกับเรื่องนี้ เราดูละครหรือภาพยนตร์เราก็รู้สึกได้ว่าอะไรมันผิด อะไรมันถูก ซึ่งง่ายมากในการทำความเข้าใจ หลักธรรมหลักการใช้ชีวิตมันน่าจะมีการแสดงออกโดยให้ศิลปะเป็นตัวสื่อสารหรือเป็นตัวกลางสำหรับชีวิตเรา ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เราจะพึ่งหวังในเรื่องของการสั่งสอนเพียงอย่างเดียวคงยาก มันต้องมีตัวอย่างหรือสมมติฐานว่า ชีวิตเรามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันก็เริ่มจะมีความหมาย เราสามารถเข้าใจตัวเองได้ รู้หลักสังคมได้ จากบริบทสังคม จากสื่อกลางแบบนี้แหละ แต่ว่าในขณะเดียวกันศิลปะเหล่านี้มันก็มีหลักอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต การสะท้อนสังคม แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าตอนนี้เราอาจจะต้องมีการปรับนิดหนึ่งว่า ระหว่างวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมฝรั่ง เรามีวิธีวิเคราะห์วิจัยว่าศิลปะของเราน่าจะอยู่บนพื้นฐานตรงจุดไหน? ยกตัวอย่างเรามีชุมชนใกล้ๆ เช่นชุมชนบ้านครัว เราน่าจะไปร่วมมีกิจกรรมอะไรกับพวกเขาได้บ้าง? แล้วดูซิว่าผลมันจะออกมาอย่างไร? ซึ่งผลสุดท้ายเราอาจจะได้บทละครเรื่องหนึ่งสะท้อนออกมาก็ได้ ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่บทละครแบบฝรั่ง แต่มันอาจจะเป็นบทแบบไทยๆที่คุยกันได้ เราเรียนรู้อะไรจากเขาได้บ้าง? อะไรทำนองนี้ ซึ่งมันอาจจะใกล้ตัวมากขึ้น และก็ใช่ว่าเราจะเป็นศิลปะร่วมสมัยที่ไร้รากฐาน ครึ่งหนึ่งของเราคือวัฒนธรรมหรือจิตใจความเป็นไทย ทั้งหลักธรรมคำสอนวัฒนธรรมต่างๆ เราสามารถแปรเป็นงานที่ร่วมสมัย ศิลปินหลายคนอย่างวสันต์ สิทธิเขตต์ เขาจะทำเรื่องเกี่ยวกับนรกสวรรค์ หรือมณเฑียร บุญมา จะทำเรื่องของพุทธะ มันไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่ว่าพอทำขึ้นมาแล้วมันสะท้อน หรือเล่าเรื่องให้คนที่ร่วมสมัยสามารถรับรู้ได้บ้าง มันก็มีประโยชน์นะ

+ แสดงว่าก็กำลังพยายามอยู่ใช่ไหมครับ กับการนำจุดเด่นหรือความน่าสนใจของบริบทสังคมไทยมาสร้างเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดพื้นที่สื่อสารสำหรับที่นี่ ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ?

ถูกต้องเลยครับ แรงบันดาลใจ! “นี่แหละใช่เลย ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเอามาจากที่อื่น เราออกมาจากเรื่องใกล้ตัว มันมีฝังหัวอยู่แล้วทำให้เราเข้าใจอะไรง่ายขึ้น เชื่อมต่อให้ชีวิตมันสร้างสรรค์ต่อยอดได้มากขึ้น

img-3576-1

+ พอถึงตอนนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าสามารถมองเห็นพัฒนาการของห้องแสดงศิลปะในเมืองไทยชัดเจนขึ้นไหมครับ เมื่อมีหอศิลป์กรุงเทพฯขึ้น ?

หอศิลป์หรือห้องแสดงศิลปะ เลยกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่ต้องทำให้ครบวงจร หอศิลป์ต้องมีลักษณะที่ตอบโจทย์ความลงตัวว่าลักษณะอย่างนี้ได้ไหม? สมบูรณ์แค่ไหน? เช่นตัวของห้องแสดง เรื่องของสมาธิ เรามีให้กับผู้ชมหรือเปล่าสำหรับเสพงาน ? หรือห้องแสดงละครมันดีแค่ไหนกับการชมละคร? ขณะเดียวกัน การประชาสัมพันธ์ดีพอไหมที่จะชวนให้คนมาดู ? สถานที่มาง่ายไหม? ซึ่งสำหรับทางหอศิลป์ถือว่าเรามีชัยไปกว่าครึ่งเพราะที่นี่มันมาได้ง่ายมาก! แค่ทะลุเข้ามาชั้น 3 จากบีทีเอสก็ได้แล้ว แต่มีอีกหลายประเด็นที่จะต้องคิดให้มากก็คือ เรื่องของโปรแกรมงาน หรือการที่จะเอาคนมาสร้างสีสันหรือวิจารณ์งานเพื่อให้มีการเรียนรู้ ให้แตกฉานมากขึ้น บทที่วางไว้มันสอบตกตรงไหนหรือเปล่า? หรืออาจจะต้องย้อนไปถึงเยาวชนอย่างที่พูดถึงก่อนหน้านั้น ว่าถ้าหากคิดไม่เป็น ไม่สามารถที่จะรู้จักตัวเองได้เราก็ต้องทำหน้าที่ในการวางกระบวนการ ซึ่งมันเป็นความถ้าท้าทายมาก เพราะกรุงเทพฯมีโรงเรียนอยู่ในเมื่อ 400 กว่าโรงเรียน เขตก็มีตั้ง 50 เขต เลยเหมือนเรามีวัตถุดิบที่น่าลงไปร่วมเล่นด้วย ถ้าเราพร้อมนะ! ก็เลยกลายเป็นว่าเราเริ่มเห็นภาพของศิลปะที่ชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่เรื่องของภาพที่แขวนอยู่ข้างฝาผนังเฉยๆแล้วนะ มันกว้างกว่านั้นอีก

+ คำถามสุดท้าย มองดูทิศทางเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหอศิลป์ฯกับประชาชนต่อการพัฒนาสังคม ในอนาคตอย่างไรครับ?

คิดว่าอย่างน้อยๆ เราต้องหางานที่เป็นที่น่าสนใจแก่คนดูโดยทั่วไป ส่วนงานที่ยากๆก็ต้องมีแน่นอนเพราะเป็นงานที่ลึกและคนที่ชอบศิลปะแบบลึกซึ้งก็ย่อมมีอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นเราคงต้องเสริมให้ผู้คนได้เสพงานที่ง่ายขึ้น ที่เราเรียกว่า งานอินเตอร์แอคทีฟ พาร์ค (Interactive Park) ให้คนดูที่อยากสนุกกับงานศิลปะเข้ามาด้วย อย่างฝั่งรอบสี่แยกปทุมวันในส่วนที่เป็นห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย เราจะทำบรรยากาศอย่างไร? ให้น่าร่วมสนุก น่าพักผ่อนหย่อนใจด้วย ให้ศิลปะค่อยๆซึมซาบ ให้เห็นช่องทางการแสดงออกที่เป็นไปได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำงานที่สร้างสรรค์ แล้วเอามาดูเอามาทดลองกัน ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่น่าจะส่งเสริม แล้วผลสุดท้ายมันก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างให้เยาวชนหรือคนรุ่นหลัง กล้าแสดงในสิ่งที่ควร เปลี่ยนนิสัยให้รู้จักสื่อสารกันด้วยเหตุและผล ตรงนี้เป็นเหมือนเวทีสาธาณะที่เปิดกว้างสำหรับความคิด

ซึ่งก็แปลกนะที่เรามีประชาธิปไตยมากว่า 70 ปี แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่า? ประชากร 62 ล้านคนมีความเป็นอิสระของการแสดงออกกันสักกี่คน สักแสนคนล้านคน! ถึงไหม? ที่เหลือไปจมอยู่ที่ไหน? มีโอกาสกันบ้างไหม? เพราะฉะนั้นนี่คือโอกาสหนึ่ง ที่อย่างน้อยๆ ผู้คนสามารถมีส่วนร่วม มีการแสดงออก มีการพูดจา แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งอีกนัยยะหนึ่งก็เป็นความท้าทายกับศิลปิน ว่าคุณมีเนื้อหางานเนื้อหาความคิดแค่ไหน?อย่างไร? การสร้างงานจึงต้องอิงอยู่กับพื้นฐานความเป็นจริงหรือบริบทสังคมมากขึ้น แล้วเราไปวัดผลกันซิว่า อิทธิต่อการที่เราทำงาน ต่อความเจริญและการสร้างสรรค์ทางสังคมมันเป็นเช่นไร? เรายังต้องคอยก๊อปปี้งานต่างชาติอยู่หรือเปล่า? ต้องคอยตามคนอื่นอีกนานไหม? ถ้ารักชาติจริงๆ เท่ากับตอนนี้ก็ต้องเปิดโอกาสให้แต่ละปัจเจกบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ให้เรามุ่งเน้นแต่สร้างความเจริญทางวัตถุ สร้างโน่นสร้างนี่สารพัด แต่เราไม่สร้างความเจริญทางด้านสติปัญญา ผมว่าเราไปไม่รอด มันไม่ยั่งยืน มันต้องไปคู่กัน และหอศิลป์คงจะไม่ใช่แค่ค่านิยมหรือไลฟ์สไตล์ตามกระแส แต่หวังว่ามันจะมีผลต่อสังคมต่อคุณภาพชีวิตในปัจจุบันและอนาคต

………………………………………

18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ

“สุโขทัย ประวัติศาสตร์ที่เป็นมากกว่าความสุข”

เรื่องและภาพ : โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ใน Limousine Club Magazine – Dec 08

ในความมืดก่อนถึงรุ่งสาง ดวงตาผมยังคงเบิกโพรงไปตามบรรยากาศข้างทาง โดยอาศัยแสงไฟจากบ้านเรือนที่รถแล่นผ่าน อธิบายถึงเมืองที่คุ้นชื่อมานานในหนังสือประวัติศาสตร์ตอนมัธยม แต่ไม่เคยเดินทางมาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการสักที “ถึงแล้วค่ะ ศรีสัชนาลัยเสียงพนักงานบนรถโดยสารพูดพลางเปิดประตูรถให้ผมแบกสัมภาระลง ตรงตลาดท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งในเวลาตีห้าครึ่งกับฉากหน้าอันเป็นตลาดเช้าเมืองเก่า ย่อมเป็นอะไรที่น่าเดินทอดน่องสำรวจไม่น้อยกับการเริ่มต้นทำความรู้จัก

เสียงแม่ค้าตามแผงรถเข็นต่างเจื้อยแจ้วเชื้อเชิญให้แวะชิมกับเมนูยามเช้า ทั้งโจ๊ก ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวแกงร้อนๆ ขนมหวานสารพัด น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ รวมไปถึงชากาแฟกลิ่นหอมฉุย และผมก็เลือกอย่างหลังนี่แหละ เพราะของมันคุ้นเคยจนสนิทใจในทุกเที่ยวยามของการเดินทาง ว่าพลางปากก็เป่าไล่ความร้อนก่อนจิบกาแฟเบาๆแบบไม่รีบเร่ง หลังจากแม่ค้าวางแก้วลงบนโต๊ะพับสีน้ำเงิน ผลัดกับการนั่งมองดูผู้คนเริ่มต้นชีวิตวันใหม่ในแบบฉบับศรีสัชนาลัยมอร์นิ่ง

dsc00003is

ครึ่งชั่วโมงต่อมา แสงแดดเริ่มสาดส่องทาบฉาบตามตึกไม้เก่าๆจากฝั่งตรงข้ามตลาด ภาพของเมืองเริ่มชัดเจนและมีมิติขึ้น พร้อมกับกาแฟที่พร่องหมดแก้วไปนานแล้ว เป็นอีกความรู้สึกที่ถวิลหาเสมอ ยามแวะจิบกาแฟอาแปะอาโกที่ไหนสักแห่งตามริมทาง มันเป็นเรื่องของอารมณ์กาแฟมากกว่าเรื่องของราคาค่างวด (ที่หลายคนพยายามตีความให้เป็นค่านิยมมีระดับ) จริงไหม?

dsc00013is

dsc00046-3-is

dsc00348is

จากตลาดเช้า ข้ามฝั่งถนนและลัดเลาะไปตามเส้นทางริมฝั่งแม่น้ำยม ก็จะเป็นชุมชนเก่าที่ยังมีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย รอยยิ้มจากคุณป้าเสื้อลายดอกทักทายผมเช่นประสาคนละแวกบ้านเดียวกัน เด็กน้อยสามเกลอที่พร้อมเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ถ่ายภาพคู่กับจักรยานที่มีฉากหลังเป็นสะพานแขวนซึ่งเป็นทางสัญจรเฉพาะกิจของเหล่าพาหนะสองล้อของชุมชนริมแม่น้ำ พระสงฆ์รับบิณฑบาตรภัตตาหารและดอกไม้พร้อมเสียงสวดให้พร นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะอธิบายถึงฉากชีวิตที่เคลื่อนไหวตามจังหวะที่ไม่เร็วจนเกินไปนัก สำหรับเมืองเก่าที่สงบและอบอุ่นเช่นนี้

dsc00166is

เหตุผลอย่างหนึ่ง ที่ผมเลือกเดินทางมาศรีสัชนาลัย ก็เพราะผมต้องการมาตามหาทอง”แม้จะไม่ได้คลั่งไคล้หรือฝังใจอะไรกับทองอย่างเช่นนักล่าสมบัติ แต่ก็ตั้งใจเป็นหนักหนาว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องมาดูวิธีทำทองในแบบศรีสัชนาลัยให้ได้ ผมตระเวณตามหาจากการสอบถามกับผู้คนเกี่ยวกับร้านทำทองศรีสัชนาลัยก็ได้ความว่า มีอยู่สองย่านเป็นหลัก ก็คือฝั่งริมแม่น้ำและฝั่งตลาดที่ผมนั่งกินกาแฟเมื่อเช้านั่นแหละ เลือกเอาว่าจะไปดูที่ไหน? (เอว่าแต่ว่า ร้านไหนจะให้โอกาสเราดูวิธีทำทองหล่ะ?) และนั่นไง ในที่สุดผมก็เจอร้านอรอนงค์ช่างทองที่อยู่ใกล้กับป้อมตำรวจตรงฝั่งตลาด เค้าเขียนวิธีทำทองให้เห็นตรงหน้าร้าน แสดงว่ามีเค้าลางว่าเราจะสมหวังเป็นแน่ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาเปิดโอกาสให้ผมได้ดูวิธีทำทอง โอ้โหประทับใจสุดๆ เพราะภาพที่เห็นคือ ช่างทองกำลังนั่งทำเครื่องประดับทองหลากรูปแบบอย่างตั้งใจ ลวดลายที่ทำช่างวิจิตรงามตานักและไม่ควรถามว่า ทำยากไหม? แค่เห็นก็อึ้ง!แล้วซึ่งเอกลักษณ์ของทองศรีสัชนาลัยคือลวดลายอันซับซ้อนที่ประยุกต์มาจากลายโบราณต่างๆ ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมใครหลายคนที่ชื่นชอบเครื่องประดับจึงยกย่องให้งานทองศรีสัชนาลัยเป็นหัตถศิลป์ขั้นสูง คุ้มค่าแก่การได้ยลโฉม (ของเขาดีจริง!)

หลังจากเดินออกจากร้านทอง สมองรีบสั่งการว่าอย่าล้อเล่นกับความหิว กองทัพย่อมเดินด้วยท้องก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตกสองชาม จึงหายลงไปในกระเพาะอย่างรวดเร็ว ด้วยความเชื่อที่ว่า พบแม่ค้าสวยที่ไหน ให้ฝากท้องไว้ที่นั่น !

dsc00034is

dsc00014is

แดดเปลี่ยนแสง จากสายกลายเป็นเที่ยงบ่าย ผมเดินลัดเลาะลึกเข้าไปในชุมชนอย่างจริงจัง หวังหาที่ทางอันเงียบสงบ นั่งพักสังขารที่เดินตะลอนแบกเป้จนเมื่อยตาตุ่ม และที่ทางที่ว่า ก็คือศาลาท่าน้ำหน้าวัดตลิ่งชัน เมื่อไม่มีอะไรให้บ่าแบก หลังได้พิงเสาศาลา ตาได้มองหมู่บ้านริมแม่น้ำ ฟังเสียงเบาๆรอบตัวพร้อมกับลมที่โชยเอื่อย ช่างเป็นช่วงเวลาที่เราอยากครอบครองให้คงอยู่นานๆโดยแท้

dsc00447is

เหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือ นี่บ่ายสองโมงครึ่งแล้วหรือ? ได้เวลาอำลาศรีสัชนาลัยแบบพบเพื่อจากแล้วสิ ด้วยเหตุที่จองที่พักไว้ในตัวเมือง ซึ่งอยู่ห่างกันจากตรงจุดนี้ ไปอีกประมาณ 50 กม. หาไม่ อาจคลาดเคลื่อนโปรแกรมที่วางไว้ในวันพรุ่งนี้ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ผมเดินจากฉากแม่น้ำยม มาอย่างเงียบๆและข้ามฝั่งไปยังอีกฟากถนน พร้อมกับการรอรถเมล์หวานเย็นอุตรดิตถ์-สุโขทัย นานเกือบสองชั่วโมง กว่าที่จะได้พบเพื่อนร่วมเดินทางที่มีอยู่อย่างประปรายและกระจายที่นั่งตามแต่จับจอง บ้างก็พูดคุยสนทนากัน บ้างก็แอบหลับคาเบาะสีครีม ปล่อยให้ฉากยามเย็นค่อยๆเคลื่อนไหวไปตามแรงล้อหมุน


เมื่อถึงตัวเมืองสุโขทัย ก็จัดแจงตัวเองพร้อมสัมภาระเข้าที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมบ้านเรือนไทยที่มีใครหลายคนโพสต์เอาไว้ในอินเตอร์เน็ต รวมถึงพ็อคเก็ตบุ๊คอย่างLonely Planet ก็แนะนำ ยามที่มาเยือนสุโขทัย ซึ่งถือว่าไม่ผิดหวัง สมคำร่ำลือด้วยบรรยากาศและการบริการที่เป็นกันเอง

ผมเอนตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม นึกทบทวนความรู้สึกจากเช้าตรู่ยันถึงค่ำคืน มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่คุ้นชินเดิม ผมไม่ต้องนั่งประชุม ไม่ต้องนั่งตรวจงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ปล่อยวางหน้าที่จากบางสภาวะ เพื่อต่อเติมจินตนาการและความอิสระเล็กๆให้เกิดขึ้น ใต้ชายคาเรือนไม้ทรงไทยและมุ้งสีขาว ชวนให้คิดถึงตอนเด็กๆที่นอนกอดพ่อแม่ ซึ่งตัวเองในช่วงเวลานั้นยังไม่ประสีประสาอะไรกับคำว่า ความอบอุ่นในครอบครัว (หลับฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ ป๋าแม่…)

……………………………………………..

dsc00362is

เช้าวันใหม่ กับโปรแกรมเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย รถโรงแรมพาผมไปส่งที่คิวรถสองแถวอันมีเอกลักษณ์ด้วยตัวถังไม้สีขาว(ชวนทำให้นึกถึงภูเก็ตและพังงา ที่มีรถสองแถวหน้าตาประมาณนี้ อาจแตกต่างกันตรงลวดลายและสีสันที่เป็นสีฟ้า) ซึ่งเหลืออีกเพียง12 กม. ก็จะได้เวลาของกรุงเก่ากันแล้วครับ พี่น้อง!

dsc00524is

และแล้วก็มาถึง ยินดีต้อนรับสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยหรือเมืองเก่า(คร้าบ)” พร้อมกับชั่วโมงเรียนวิชาประวัติศาสตร์สุโขทัยของจริง ที่กลับมาอีกหนในรอบเกือบ20ปี(ภาพใบหน้าคุณครูวันเพ็ญที่มักทำเสียงดุยามเรียกชื่อชวนให้สะดุ้ง!เริ่มผุดขึ้นมา )


แต่ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่อง มีรายละเอียดบางอย่าง ที่อยากแนะนำให้ใครๆที่ไปเที่ยวชมอุทยานฯ ควรให้ความสำคัญ เมื่อถึงที่นั่น

อย่างแรกก็คือเช่าจักรยานรับรองคุ้มค่าที่สุดและมีหลายแบบ(มีทั้งแบบทันสมัย แบบคลาสสิค รวมถึงสำหรับเด็กๆ) หลากสีสันให้เลือกด้วยราคาเพียงคันละ 30 บาท/วัน เท่านั้น

อย่างที่สอง คือเตรียมน้ำดื่มไว้ให้พร้อม งานนี้มีคอแห้งแน่..(.อิ๊ อิ๊)

อย่างที่สาม ควรไปเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหงซึ่งอยู่ทางซ้ายมือก่อนเข้าอุทยานฯ เพื่อซึมซับบรรยากาศและทราบถึงที่มาที่ไปต่างๆทางประวัติศาสตร์ และเหมือนได้วางแผนอย่างถูกต้องก่อนที่จะเริ่มปั่นอย่างเต็มน่อง

อ้อ! อย่างสุดท้าย ขอให้เคารพสถานที่กันด้วยล่ะ ยังไงเราก็บ้านเมืองที่มีวัฒนธรรม อย่าพยายามแต่งตัวนุ่งสั้น ทะลึ่งไปถ่ายภาพคู่กับโบราณสถานโบราณวัตถุอย่างน่าชื่นแต่ลืมดูความเหมาะสม

dsc00403is

dsc00415is

dsc00425is

เมื่อคลี่แผนที่แผ่นเล็กๆที่เหน็บกระเป๋าหลังออก ก็เริ่มวางแผนในใจไว้เป็นสองช่วงคือ ช่วงเช้าจะขอศึกษาแบบใกล้ๆก่อน นั่นคือ ภายในเขตรอบๆวัดมหาธาตุ ส่วนช่วงบ่ายจะขอปั่นไปไกลๆรอบนอกก่อนย้อนกลับมายังวัดมหาธาตุเป็นลำดับสุดท้าย

แค่ใจคิดวางโปรแแกรมคร่าวๆ เท้าก็เริ่มปั่นไปแบบไม่รอเสียงนกหวีด ตรงไปตามป้ายบอกทางเข้าพร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ “10 บาทค่ะ“…ทำไมถูกจัง? (มารู้ภายหลังว่า ยังมีอีกหลายด่านที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม เช่นเขตรอบนอก อย่างวัดศรีชุม วัดสะพานหิน ซึ่งเราจะซื้อแบบตั๋วรวมก็ได้แค่ 30 บาทเท่านั้น ประหยัดกว่าและไม่ต้องเสียเวลาควักกระเป๋าซื้อทุกเที่ยว แต่ก็ช่างเถอะ! มันไม่ใช่เรื่องน่าหนักสมองอะไร เป้ที่สะพายหลังยังหนักกว่าอีก ฮ่า ฮ่า…)

dsc00445-ajis

ดูไปปั่นไปตามประสาคนไม่รีบ ท่ามกลางบรรยากาศสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นอยากบอกให้อิจฉาเล่นๆว่า สุขใจดีแท้…” ประทับใจกับทุกๆที่ที่น่องปั่นไปชื่นชม หัวใจมันพองโตอย่างกับเด็กได้ลูกโป่ง โดยไล่เรียงเส้นทางตั้งแต่ วัดศรีสวายที่มีพระปรางค์ 3 องค์ศิลปะแบบลพบุรี วัดตระพังเงินกับเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ วัดชนะสงครามที่เด่นสง่ากับเจดีย์แบบทรงระฆัง เห็นแล้วพอจะต่อเติมจินตนาการของยุคสมัยเป็นลำดับวิวัฒนาการได้เลยทีเดียว (แหม่แอบหน้ามึนอยู่นาน ตอนสมัยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ว่าเป็นยังไง? วันนี้ได้ความกระจ่างแล้วครับคุณครู)

จวนเจียนจะใกล้เที่ยงแล้วน้ำดื่ม 3 ขวด เหลือเพียงความว่างเปล่า แต่ได้ความรู้สึกดีๆเกี่ยวกับความเป็นชนชาติมาเติมเต็มจนล้นปรี่ พลอยนึกถึงประโยคที่ใครบางคนเคยเอ่ยกันว่า ประวัติศาสตร์ซื้อกันไม่ได้เห็นด้วยอย่างยิ่ง ด้วยประการทั้งปวง

dsc00461is

dsc00483-1is

หลังจากนั่งพักและเสริมเรียวแรงด้วยผัดไทยสุโขทัย(แสนอร่อย)ในมื้อเที่ยง ได้เวลาของแผนสองโดยเริ่มปั่นไปทางทิศตะวันตกเพื่อไปยังวัดศรีชุม วัดซึ่งประดิษฐาน พระอจนะพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้างเกือบ 12 เมตร โดยมีวิหารผนังก่ออิฐถือปูนกั้นล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ผมรู้สึกได้ถึงความอลังการที่แสดงออกมาด้วยความศรัทธาของยุคสมัย ยามที่พิจารณาพุทธลักษณะอันงดงามขององค์พระปฏิมา และไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ภาพตามโปสการ์ดหรือหนังสือนำเที่ยวจึงปรากฏพระพักตร์อันเอิบอิ่มของพระอจนะในแทบทุกครา ยามที่เอ่ยถึงสุโขทัย

dsc00496is

บ่ายสามโมง ชีวิตบนหลังอานยังคงดำเนินต่อไปสู่วัดสะพานหิน วัดซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูงโดยมีทางเดินปูลาดไต่ระดับเป็นบันไดหินชนวนระยะทางประมาณ 300 เมตร สู่องค์พระประธานปางประทานอภัย ซึ่งมีชื่อเรียกว่าพระอัฏฐารศประทับยืนหันพระพักตร์ไปยังด้านตะวันออก ซึ่งสามารถเห็นบรรยากาศโดยรอบของเมืองเก่าสุโขทัยจาก ณ ตรงจุดนี้

ระยะทางพิสูจน์ขา กาลเวลาพิสูจน์ก้นผมเริ่มเรียนรู้ความหมายของประโยคดัดแปลงนี้ ยามเมื่อปั่นจักรยานกลับสู่จุดหมายสุดท้าย นั่นคือวัดมหาธาตุเพื่อให้ทันช่วงเวลายามเย็น โดยมีจินตนาการหลักว่า ต้องถ่ายภาพฉากวัดแบบย้อนแสง ยามพระอาทิตย์ลับฟ้าให้ได้ แต่สังขารเจ้ากรรม กำลังขาอ่อนแรงไปมากโขทีเดียว เลยต้องปั่นน่องไปแบบเจียมเนื้อเจียมตัว พลางนึกถึงคำขวัญท้ายรถสิบล้อที่ว่าแอบแซงเพราะแรงน้อยขึ้นมาทันที เพราะแซงได้ก็เฉพาะคนเดินข้างถนนเท่านั่นเฮ้อ!

dsc00530is

ช้าหรือเร็วก็ถึงอยู่ดี ถึงแล้ว…”วัดมหาธาตุวัดสำคัญของกรุงสุโขทัย โดยมีพระเจดีย์มหาธาตุทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์รองอีก 8 องค์ รวมถึงโบราณสถานเช่น วิหาร มณฑป อีกมากมายทั่วบริเวณวัด ซึ่งมีการสำรวจพบว่าที่วัดแห่งนี้ มีเจดีย์แบบต่างๆ มากถึง 200 องค์ทีเดียว! และวิหารด้านทิศตะวันออก เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนั่นคือ พระศรีศากยมุนีซึ่งปัจจุบันอยู่ ณ วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพมหานคร

dsc00549is

dsc00557is

ยามเย็นจวนพลบค่ำ ณ วัดมหาธาตุ ถือเป็นบรรยากาศที่แสนพิเศษที่ใครหลายคนมักพลาดโอกาส (ด้วยเหตุที่มีเวลาอันจำกัดกระมัง) เพราะเราอาจได้เห็นรอยต่อของวันเวลา มีหลายความรู้สึกและหลายคำถามผุดขึ้นในหัวสมอง จนบรรทัดสุดท้ายก่อนปิดสมุดบันทึก

ผมไม่ได้แค่บันทึกว่า ผมมีความสุขแค่ไหน? กับชั่วโมงประวัติศาสตร์ที่มีกว่าในตำราเรียนพลางนึกเชื่อมโยงกับความเป็นปัจจุบันเหมือนคนโยนหินถามทาง ว่าเราเรียนรู้อะไร? จากประวัติศาสตร์กันบ้างหนอ…?(เพื่อนเอ๋ย!)”

………………………………………………………….

18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ

Older entries »