"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)

"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"

Archive for สุขภาพ

โฮลวีทบ้านนอก

เรื่อง: สาวเพียงฟ้า ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม

DSC00140is

              ความใฝ่ฝันของใครหลายคน คงหนีไม่พ้นการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น…คิดอยู่นานจนได้ลงมือมือทำสักที จึงได้ลองปลีกตัวเองออกจากความสับสนวุ่นวายหนีมาใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านนอก (เป็นคำที่ฉันชอบใช้แทนบ้านหลังน้อยริมเนินเขาของฉันด้วยความภาคภูมิใจ “บ้านนอก!”) ก็อย่างที่บอก ว่าฉันยังคงติดยึดกับอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งมักทึกทักเอาเองว่าเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น กาแฟสดยามเช้ากับกลิ่นหอมเย้ายวนใจ ซึ่งเพิ่งบดเมล็ดคั่วใหม่ๆ และตักใส่ในคอฟฟี่เพรส  แล้วรอเวลาเพื่อรินลงไปในแก้วที่ฉันเตรียมไว้พร้อมกับหนังสือเล่มโปรด                 

                นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งฉันก็ถือว่ามันเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีของฉัน (ทึกทักเอาเองอีกแล้ว) นั่นก็คือ “ขนมปังโฮลวีท” นั่นเอง ก่อนหน้าที่ฉันจะมาอยู่บ้านนอก ฉันต้องตระเวนหาซื้อขนมปังโฮลวีทในเมืองมากักตุนไว้ที่บ้านอยู่เสมอ นานๆครั้งยังพอไหว แต่บ่อยๆ เข้าชักเหนื่อยแฮะ  เลยมานั่งทบทวนว่าจะทำอย่างไรฉันถึงจะมีขนมปังโฮลวีททานทุกวัน โดยที่ไม่ต้องเข้าไปในเมืองด้วยระยะทางไป-กลับร่วมๆ กว่า  80 กิโล ปิ๊ง !!!! สัญชาตญาณการรักความสบายของฉันผุดขึ้นมาทันที ทำเองสิ….ทำเองสิ…..โอว….หัวใจสั่งมาถึงเพียงนี้  เอาวะ….ลองสักตั้ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (จริงๆ แล้ว เพื่อความสบายของตัวเองทั้งนั้น…อิอิ) แต่ว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำขนมปังเลยให้ตายเถอะ                

                นั่งตรึกตรองอยู่นาน… ก็ได้คำตอบว่า “อินเทอร์เน็ตช่วยท่านได้” จึงได้เริ่มค้นหาสูตรขนมปังโฮลวีท  แต่ด้วยความรักสบายเป็นทุนเดิมจึงเลือกเอาสูตรที่ง่ายที่สุดลองทำดู  ทำไปทำมาด้วยความชอบทานของรสชาติตามใจปาก  ทำให้คิดได้ว่าไหนๆ ก็ทำกินเองแล้ว ทำไมไม่ทำขนมปังโฮลวีทรสชาติที่ตัวเองชอบหละ  ก็เลยเกิดการพลิกแพลงสูตรของชาวบ้านมาเป็นสูตรของตัวเองขึ้นมาซะงั้น ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ทำขนมเก่งอะไรมากมายเลยแม่เจ้าประคุณลุนช่อง  แค่อาศัยความรู้ทางด้านสายวิทย์ที่ร่ำเรียนมานานหลายปี (เกี่ยวกันไหมเนี่ย) คือ “ความน่าจะเป็น” และเชื่อในทฤษฎีที่ว่า วัตถุดิบในการทำขนมนั้นย่อมแปรผันตรงกับรสชาติที่ต้องการ เช่น ถ้าอยากให้ขนมปังหวานกว่านี้ ก็เพิ่มน้ำตาลเข้าไปก็แค่นั้น และเมื่อได้ทดลองทำในแบบถูกผิดต่างๆ กระทั่งออกมาเป็นขนมปัง (ที่กินได้)  จนคนที่บ้านเมื่อได้ลองชิมก็ต้องร้องขอให้ทำอีก ยามเมื่อขนมปังหมด  ทำให้ฉันมีความมั่นใจแบบหลงตัวเองมากขึ้นเป็นภูเขาเลากา  แถมยังมีแรงบวกจากการยุยง (ในทางที่ผิด) ว่าฉันควรแบ่งปันความสุขเกี่ยวกับขนมปังโฮลวีทบ้านนอกของฉันให้คนอื่นรับรู้บ้าง ว่าการที่เรามาใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ที่ซึ่งไม่มีความสะดวกและความพร้อมมากมายนั้น  ไม่ได้แสดงว่าคุณภาพชีวิตมันจะต้องด้อยตามลงไปด้วย  เฉกเช่นเดียวกับที่ชีวิตของฉันกำลังดำเนินอยู่  อยู่อย่างมีความสุขเสียด้วยสิ….

นี่จึงเป็นที่มาของตัวอักษรที่ฉันเขียนขึ้น แด่…ขนมปังโฮลวีทบ้านนอกของฉัน

…………………………..

 ขนมปังโฮลวีทบ้านนอก

DSC00092is

 ส่วนผสมเปียก

 - นมสด               1             ถ้วย
- น้ำเปล่า             3/4           ถ้วย               

- น้ำมันพืช          1/2           ถ้วย

- ยีสต์แห้ง             5            ช้อนชา

 ส่วนผสมแห้ง 

- แป้งขนมปัง        3            ถ้วย                                      

(แล้วแต่ว่าจะใช้ยี่ห้ออะไร แต่ส่วนมากเค้านิยม                

แป้งตราห่านถุงเขียว แต่จริงๆ ที่ถุงเขียนหงษ์นะ)             

- แป้งโฮลวีท                                 2             ถ้วย                                        

- น้ำตาลทรายแดง/ น้ำตาลไอซิ่ง   1        ถ้วย

- เกลือ                                             1/4      ช้อนชา

- ไข่ไก่                                           1             ฟอง

( ตีให้พอแตก เอาไว้ทาหน้าขนมปัง อันนี้แล้วแต่คนชอบหรือถ้าชอบหน้าขนมนิ่มๆ แบบไม่กลัวเสียจริตโฮลวีทก็ทาหน้าด้วยนมสดก่อนเข้าอบ หน้าขนมจะออกมานิ่มอารมณ์แบบขนมปังเนยสดเทือกๆ นั้น) 

 

วิธีทำ 

 ส่วนผสมเปียก

1. นำนมสด (จะใช้นมกล่อง U.H.T หรือ นมข้นจืดก็ได้) ใส่ถ้วยแล้วนำไปอุ่นให้ ร้อนทิ้งไว้ให้อุ่นพอเอานิ้วจุ่มลงไปแล้วไม่ร้อน ก็เป็นอันว่าใช้ได้  จึงให้เติมน้ำตาลลงไปครึ่งหนึ่ง (เพื่อเป็นอาหารยีสต์) คนให้ละลายแล้วตามด้วยยีสต์  เสร็จแล้วก็ตั้งไว้ประมาณ 3 -5 นาที จะเกิดฟองขึ้นมา แต่ไม่ต้องตกใจให้หาฝาชีปิดกันแมลงไว้เลยก็จะดีค่ะ            

DSC00097isj   

ส่วนผสมแห้ง

1. ใส่แป้งทั้งสองชนิดลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ เหลือแป้งขนมปังไว้อีก 1/2 ถ้วย  ขยักแบ่งไว้ทำแป้งนวล ใช้โรยเวลานวดแป้งเดี๋ยวแป้งติดมือค่ะ (จะขยักไว้มากน้อยเท่าไหร่ตามแต่สะดวก ซึ่งถ้าโรยแป้งนวลมากไปจะทำให้ขนมปังแข็งได้นะคะ)

2. เมื่อใส่แป้งลงในภาชนะที่เตรียมไว้แล้ว ให้ทำหลุมไว้ตรงกลางแป้ง (คล้ายกับเราก่อแป้งเป็นภูเขาแล้วเจาะช่องตรงกลางยอดนั่นแหละค่ะ)

3.ใส่น้ำตาลและเกลือลงไปในหลุมแป้งที่เตรียมไว้ แล้วตามด้วยน้ำมันพืชได้เลยค่ะ (บางสูตรใช้เนยแทนน้ำมัน แต่จะใส่ทีหลังเดี๋ยวเนื้อขนมจะไม่เข้ากันค่ะ)

4. ผสมแป้งให้เข้ากันโดยการนวดแล้วค่อยๆ เติมน้ำเปล่าลงไป  แล้วตามด้วยส่วนผสมเปียกที่ตั้งทิ้งไว้ (นม+ยีสต์+น้ำตาล)   

DSC00094is

DSC00096is

DSC00099is

DSC00103is

DSC00108isj

DSC00114is               

DSC00122is

5. นวดจนแป้งได้ที่ แล้วให้หยุดนวดเพื่อพักแป้ง  ตอนนี้เราก็ปล่อยแป้งไว้รอจนกระทั่งแป้งพองขึ้นมาหนึ่งเท่าตัวแล้วเอามาตบๆ ไล่อากาศออก  แต่อย่าลืมหาผ้าขาวบางมาคลุมไว้ด้วยนะคะ

DSC00120is               

6. ให้เตรียมเปิดเตาอบได้เลยค่ะ โดยตั้งอุณหภูมิไว้ที่ประมาณ  165 องศาเซลเซียส

7. เสร็จแล้วเราก็กลับมาที่ภาชนะใส่แป้ง  ให้เราแบ่งแป้งเป็นก้อน วางใส่พิมพ์แล้วนำไปตากแดด (แดดอ่อนๆ นะคะหรือวางไว้ในห้องก็ได้น่าจะสะดวกกว่า แต่อาจใช้เวลานานกว่านิดหน่อย) จนกว่าแป้งจะได้ที่ คราวนี้ขนมปังจะนิ่มหรือจะแข็งแบบปาหัวหมาร้องเอ๋ง ก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้เป็นสำคัญค่ะ (วิธีเช็คว่าได้หรือยัง คือการใช้นิ้วจิ้มลงไปที่แป้ง ถ้าจิ้มแล้วแป้งเด้งหดตัวกลับคืนมาเป็นอันว่าใช้ได้ค่ะ)

DSC00125is               

8. เมื่อเช็คว่าขนมปังได้ที่แล้ว ก็นำเข้าเตาอบได้เลยค่ะ

อ้อ!!!  เกือบไป อย่าลืมทาหน้าก้อนขนมด้วยไข่หรืนมสด ตามแต่ชอบนะคะ หรือจะไม่ทาเลยก็ได้

DSC001303is 

หมายเหตุ

           1. ถ้าอ่านตามขั้นตอนวิธีทำแล้วรู้สึกยุ่งยากก็ให้ตัดคำพูดที่เยิ่นเย้อออกไปเลยค่ะ  แล้วจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว มีอยู่ไม่กี่ขั้นเอง ลองทำดูนะคะไม่ยากเกินความสามารถของทุกคนหรอกค่ะ  แถมถูกใจ..(รึเปล่า ?) แต่ที่แน่ๆ ถูกกว่าซื้อกินหลายเท่าตัว ประหยัดสตางค์ไปได้อีกโขแน่นอนค่ะ  

           2. จากสูตรข้างบนนี้ หากใครยังไม่แน่ใจในฝีมือ (มือใหม่หัดทำ) อาจจะเอาสูตรข้างบนหาร 2 ก็ได้นะคะ

…………………………………………

บันทึกจากบ้านเพียงดิน แม่แตง เชียงใหม่ / 2 กค. 52

Delete Fast-food “น้ำพริก-ผักจิ้ม วิถีไทยต้านภัยอาหารขยะ”

เนื้อหา: เว็บไซต์ “หมอชาวบ้าน” http://www.doctor.or.th  ภาพประกอบ : ปกหนังสือเรื่อง “น้ำพริก” – มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / หนังสือเรื่อง “ระบายให้อร่อย” – เมตตา สุดสวาท

DSC00081

 การขยายตัวของอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูง กำลังแทรกซึมเข้ามายังห่วงโซ่อาหารของคนไทย ทำให้วิถีการกินแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย เริ่มถูกกระแสโลกาภิวัตน์ครอบงำ ประเทศไทยกำลังเป็นเหยื่อ พื้นที่ชนบทที่เคยเป็นแหล่งผลิตอาหาร ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ถูกครอบงำด้วยระบบโฆษณา ทำให้กลายเป็นพื้นที่ ขาดแคลน ไปได้ เพราะพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป จากที่เคยบริโภคอาหารหลากหลาย หันมาบริโภคตามแรงโฆษณา อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างชาติสยายปีกเข้ามาขยายสาขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ข้อมูลจาก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แผนกงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ประเทศที่ขาดแคลนอาหารกลับเป็นประเทศที่มีประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งแม้แต่ประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตอาหารก็เป็นประเทศที่นำเข้าอาหารมหาศาลเช่นกัน
มันบิดเบี้ยว บางส่วนขาดแคลน ขณะที่บางส่วนล้นเกิน ปรากฏการณ์แบบนี้ผมมองว่า มาจากการส่งเสริมการค้าแบบเสรีเป็นหลัก  เพราะระบบอุตสาหกรรมเข้ามาครอบงำระบบอาหารผูกขาด”

 

น้ำพริก เป้านิ่งของกระแสโลกาภิวัตน์
อาหารคู่ครัวไทยอย่างหนึ่ง ที่กำลังได้รับผลกระทบจนเซซวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยที่น้อยคนจะคาด คิดถึงก็คือ น้ำพริก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ บอกว่า การหลั่งไหลของอาหารฟาสต์ฟู้ดวัฒนธรรมอาหารตะวันตกและอื่นๆ
  ตลอดจนอาหารสำเร็จรูปแบบต่างๆ ทำให้คนรุ่นใหม่กินน้ำพริกน้อยลงและมีคนตำน้ำพริกเป็นน้อยลง ส่งผลต่อน้ำพริกถึงขั้น วิกฤติ เลยทีเดียว

ที่เป็นอย่างนั้น เพราะนอกจากคนกินน้ำพริกและตำน้ำพริกเป็นน้อยลงแล้ว น้ำพริกยังถูกรุกอีกด้านจาก ความเสื่อมของฐานทรัพยากร กล่าวคือแหล่งผลิตของส่วนประกอบน้ำพริกก็กำลังโดนรุกคืบจากปัจจัยต่างๆ

แหล่งผลิตกะปิจากกุ้งทะเลกลายเป็นท่าจอดเรือ ชุมชนถูกกดดันออกจากอาชีพให้ไปทำอย่างอื่นในภาคบริการท่องเที่ยวแทน ตัวเคยที่นำมาทำกะปิชั้นดีก็หายไป เพราะสารเคมีที่เจือปนในแม่น้ำ เหลือเพียงตัวเคยที่ไม่มีคุณภาพในท้องทะเลมาทำกะปิให้คนกิน  ขณะที่ปลาร้า กะปิ กุ้งที่ขายตามท้องตลาดก็เต็มไปด้วยผงชูรส สารกันเสียและสีย้อม

แหล่งปลูกหอม กระเทียม ก็ถูกกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร  การทำเอฟทีเอกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กระเทียมจีนและหอมจีนหัวใหญ่ๆ ไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่เกษตรกรไทยที่เคยปลูกกระเทียมต้องหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนนับหมื่นครอบครัว

ส่วนผักพื้นบ้านที่กินกับน้ำพริกก็อยู่ในภาวะวิกฤติของสารพิษเจือปน อีกทั้งเกษตรกรที่เคยปลูกพืช ผักแบบพอเพียงก็เปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดียว ปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรม เช่น การปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมันแทน เรียกได้ว่า น้ำพริกถูกรุกรานจากทุกด้านจนแทบไม่มีที่ยืน “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป  น้ำพริกอาจหายไปไม่เกิน ๒ ทศวรรษ”   วิฑูรย์กล่าว

Untitled-4 

เมื่อน้ำพริกหายไป อะไรจะเกิดขึ้น
ความจริงแล้ว สูตรน้ำพริกในตำราของประเทศไทยมีความหลากหลายมากกว่า ๕๐๐ สูตร ดังที่การศึกษาของแผนงานฐานทรัพยากรอาหารในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และการสำรวจสูตรน้ำพริกชุมชนใน
  ๓๕ ชุมชน รวบรวมสูตรน้ำพริกได้ถึง ๑๙๑ สูตร แต่จากการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ ๘๐ รู้จักน้ำพริกเพียงแค่ ๘ ชนิดเท่านั้น
การสูญหายไปของสูตรน้ำพริก แม้เพียงสักหนึ่งสูตรอาจมีผลกระทบเชื่อมโยงกว้างขวางกว่าที่เราคาดคิด
  ด้วยเหตุที่น้ำพริกแต่ละสูตรนั้นเชื่อมโยงกับเรื่องทรัพยากรชีวภาพและวิถีชีวิตของชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้อง  ชาวประมงพื้นบ้าน คนจับปลาจำนวนมาก

ฐานทรัพยากรอาหารของไทยจะถูกกระทบอย่างรุนแรงเพราะต่อไปอาหารอาจต้องมาจากการนำเข้าล้วนๆ ซึ่งอาหารต่างชาติอุดมไขมันยังก่อให้เกิดโรคจากการบริโภค เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอาหาร

ดังตัวเลขคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปีละ ๕๐,๐๐๐ คน อีกมากเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพาต  อัมพฤกษ์ นอกจากนี้ประชากร ๖๕ ล้านคน มีผู้เป็นเบาหวานกำลังอยู่ระหว่างการรักษาประมาณ ๓ ล้านคน  และอีก ๖ ล้านคนมีน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเพียงแต่ยังไม่ปรากฏอาการเท่านั้น

รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปีหนึ่งประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ สูงถึง  ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่ายาประมาณร้อยละ ๓๐ หรือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่ายาแผนปัจจุบันที่สั่งตัวยาจากต่างประเทศเข้ามาผลิต คาดว่าไม่เกิน ๑๐ ปีจากนี้ ค่ายาจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

 

ทางรอดของ น้ำพริก ทางออกของฐานทรัพยากรอาหารไทย
อย่างไรก็ตาม วิฑูรย์บอกว่า ศัตรูของน้ำพริกอย่างอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็กำลังมีปัญหาเช่นกัน เพราะโรคที่เกิดจากอาหารเหล่านี้ทำให้คนระมัดระวังเรื่องการกินมากขึ้น ซึ่ง วิกฤติ ของอาหารฟาสต์ฟู้ดนี้เอง ก็ถือเป็นโอกาสของน้ำพริกไปในเวลาเดียวกัน

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง  เพราะวัฒนธรรมการบริโภคแบบไทยเท่านั้นจึงสอดคล้องกับวิถีการรักษาฐานทรัพยากรอาหารให้เกิดความยั่งยืนได้ เพราะน้ำพริกไม่ใช่เป็นเพียงอาหาร หากแต่เป็นชุดวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความเป็นชุมชน มีฐานทรัพยากรที่หลากหลาย ถึงเวลาที่จะฟื้นสูตรอาหารไทย เพื่อรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมเอาไว้ ก่อนที่กระแสโลกาภิวัตน์ และโลกเสรีจะกลืนวัฒนธรรมอาหารของไทยไปจนหมดสิ้น

…………………………………………………….. 

ปลูกผักสวนครัว ทำเองได้ไม่ยาก!!!

ผักสวนครัว

โดย นันทา กันตรี : เว็บไซต์ food4change.in.th “กินเปลี่ยนโลก” ภาพประกอบ : http://portfolio.marikahahn.com

ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่อาจจะทำให้ใครหลายๆคนเครียด หากมีเวลาลองหันมาปลูกผักกันดูบ้าง นอกจากช่วยให้ประหยัดรายจ่ายในส่วนของผักแล้ว ยังได้ผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ที่สำคัญการให้เวลาส่วนหนึ่งกับการปลูกและดูแลผักจะช่วยให้คุณลดความเครียดได้อีกด้วย

เรากำลังจะบอกคุณถึงการปลูกผัก ที่คุณสามารถลองทำเองได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างจำกัด เช่น บ้านจัดสรร ระเบียงคอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเมนต์ เป็นแนวทางสำหรับการปลูกผักแบบอินทรีย์ โดยคุณไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆเลยในการปลูก

  1. สถานที่ และขนาดของการปลูก ต้องดูว่าคุณพอจะมีที่ว่างในบริเวณบ้านของคุณเหลืออยู่บ้างรึเปล่า อาจจะเป็นที่ว่างที่พอมีแสงส่องรำไร หรือมีแสงส่องตลอดเวลา ที่ว่างนี้อาจจะเป็นแปลงดอกไม้เก่าของคุณ หรือกระถางปลูกต้นไม้ ที่คุณอาจจะลองเปลี่ยนมาปลูกผักดูบ้าง นอกจากสวยงามไม่แพ้กันแล้วยังกินได้อีกด้วย นอกจากผักใบแล้ว ผักจำพวกที่เป็นเถาเลื้อย เช่น ถั่วพู บวบ ถั่วฝักยาว ผักตำลึง ฯลฯ ก็ให้ร่มเงาและสวยงามไม่แพ้ไม้ดอกเลยเชียว ขนาดของการปลูกก็จะสัมพันธ์กับสถานที่และเวลาที่คุณจะมีพอสำหรับการดูแลผักทั้งหลายที่คุณปลูกไว้
  2. จะปลูกผักอะไร คุณอาจจะต้องเลือกว่าแต่ละช่วงจะปลูกผักอะไรได้บ้าง เพื่อให้มีผักชนิดต่างๆหมุนเวียนไว้กินตลอดทั้งปี เช่น ผักบางชนิดอาจจะชอบหน้าหนาว บางชนิดชอบหน้าร้อน แต่บางชนิดก็ปลูกได้ตลอดปี ชนิดของผักที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค มีทั้งผักที่กินใบ เช่นผักบุ้ง ผักคะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักชี ต้นหอม ผักสลัด ผักโขม กุ้ยช่าย คื่นช่าย กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ตะไคร้ ฯลฯ ผักกินดอก เช่น กะหล่ำดอก บรอคโคลี่ เป็นต้น ผักกินผล เช่นมะเขือ มะเขือยาว มะเขือเทศ บวบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว แตงกวา ถั่วแขก มะระจีน ฯลฯ ผักกินหัวเช่นหัวไชเท้า แครอท เป็นต้น ผักแต่ละชนิดก็มีอายุเก้บเกี่ยวแตกต่างกันไป ผักบางชนิดเก็บได้ครั้งหรือสองครั้ง แต่บางชนิดปลูกได้นานข้ามปีก็มี และยังมีผักพื้นบ้าน เช่น ตำลึง มะระขี้นก ฟักแม้ว ฟักข้าว ฯลฯ ที่น่าสนใจนำมาปลูกไว้กินเอง
  3. แหล่งน้ำ โดยส่วนใหญ่ผักไม่ชอบน้ำประปา แต่หากคุณไม่มีน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติการรดด้วยน้ำประปาก็ทำได้ แต่หากเป็นไปได้คุณควรมีถังสำหรับพักน้ำประปาก่อนจะนำมารดผัก

TomatoAsparagusTulips

อุปกรณ์ที่ใช้

  1. ภาชนะสำหรับปลูก มีวัสดุหลายอย่างที่คุณสามารถนำมาใช้ปลูกผักได้ เช่น กระถาง กระบะ กะละมังแตก ยางรถยนต์ หรือปลอกซีเมนต์ ภาชนะสำหรับปลูกควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 6 นิ้วการเลือกภาชนะขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่คุณมี และการออกแบบของคุณ หากปลูกพืชจำพวกกินใบ หรือกินผล กินฝัก ที่ไม่ใช่ไม้เลื้อยก็ไม่จำเป็นต้องทำค้าง ใช้เพียงกระถางก็เพียงพอ แต่ถ้าปลูกผักที่เป็นเถา นอกจากใช้กระถางแล้วก็อาจจะต้องหาวัสดุสำหรับให้เถาไม้ยึดเกาะ หรือให้เลื้อยเกาะต้นไม้ต้นๆอื่นๆในบ้านก็ได้ ถ้าจะทำให้บ้านคุณไม่รกเกินไป สำหรับขนาดกระถางก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่คุณมี
  2. ดินปลูก การปลูกในภาชนะ คุณอาจจะต้องซื้อดินปลูกสำเร็จรูปที่มีขายตามร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป หากไม่แน่ใจว่าดินปลูกนั้นจะปลูกแล้วงามหรือไม่คุณอาจจะต้องซื้อปุ๋ยหมักมาคลุกเคล้ากับดินปลูกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสำหรับการปลูกผัก และหากคุณสามารถหาน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพได้ก็ยิ่งดีให้นำมาเจือจางแล้วนำมาราดกับดินปลูกที่เคล้ากันกับปุ๋ยหมัก เพื่อให้จุลินทรีย์จากน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพช่วยในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืชอีกทางหนึ่ง นอกจากการซื้อดินปลูกจากร้านวัสดุการเกษตรแล้ว คุณยังสามารถทำดินปลูกไว้ใช้เองได้อีกด้วย โดยมีสูตรง่ายๆคือปุ๋ยหมัก 2 ส่วน ดิน 2 ส่วน? ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แกลบดิบ 1/2 ส่วน น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ ( เจือจาง 1 ลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร ) คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันราดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพให้เข้ากันและมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แฉะเกินไป หมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ จึงนำมาใช้
  3. เมล็ดพันธุ์สำหรับปลูก คุณสามารถซื้อเมล็ดพันธ์ผักชนิดต่างๆ ที่คุณอยากจะปลูกได้จากร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป โดยในซองบรรจุจะระบุฤดูปลูก เปอร์เซนต์ความงอก อายุเก็บเกี่ยว วันเดือนที่ที่ผลิตและหมดอายุ ผักบางชนิดเมื่อปลูกแล้วคุณอาจจะเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองได้ แต่บางชนิดจะเป็นพันธุ์ลูกผสมซึ่งเก็บพันธุ์ไว้ปลูกไม่ได้ นอกจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้ว ผักหลายชนิดสามารถปลูกด้วยหัวหรือกิ่งปักชำได้ หรือคุณจะซื้อต้นกล้าผัก เช่น พริก กะเพรา โหระพา ฯลฯ จากร้านขายต้นไม้ แล้วนำมาปลูกก็ได้ แต่ต้องเลือกต้นที่ยังไม่แก่เกินไป และมีความแข็งแรง

VegetableGarden

ขั้นตอนการปลูก

  1. การเตรียมดิน นำดินปลูกที่เตรียมไว้ใส่ในภาชนะ ให้พอประมาณ โดยควรจะมีความสูงของดินไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว หากมีดินอยู่ในภาชนะอยู่แล้วควรพรวนดินแล้วปล่อยตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ และเติมปุ๋ยหมัก ก่อนการปลูกครั้งต่อไป
  2. การปลูก มี 3 แบบ
    การหยอดด้วยเมล็ด เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วก็นำเมล็ดมาหยอดลงในดินปลูก หากเป็นภาชนะขนาดเล็ก ควรหยอดแต่น้อย ไม่ควรเกิน 4-5 เมล็ดต่อตารางฟุต เพราะเมื่อผักโตเต็มที่จะใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น เมื่อต้นกล้าโตจนมีใบจริงใช้กรรไกรตัดต้นกล้าที่ไม่ต้องการออก เหลือต้นแข็งแรงไว้ 1-2 ต้น ก็พอ ไม่ควรใช้มือถอนเพราะจะทำให้รากต้นข้างเคียงกระทบกระเทือนได้
    การปลูกด้วยต้นกล้า เตรียมดินปลูกในภาชนะ แล้วนำเมล็ดผักหว่านบางๆ โรยด้วยดินปลูกด้านบนอีกเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่มชื้น เมื่อต้นกล้าโตมีใบ 3-4 ใบ จึงย้ายมาปลูกในกระถางที่เตรียมไว้ พืชจำพวกพริก กะเพรา โหระพา จะมีต้นกล้าเพาะใส่ถุงขายตามตลาดต้นไม้ทั่วไป คุณสามารถซื้อต้นกล้ามาแล้วย้ายลงปลูกในภาชนะได้เลย
    การปักชำด้วยกิ่งหรือหัว พืชหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ตะไคร้ ชะพลู? ฯลฯ สามารถปักชำโดยใช้กิ่งได้ นำกิ่งที่แก่มาปักชำลงในภาชนะแล้วรดน้ำให้ชุ่มชื้น สำหรับพืชหัว เช่น หอมแดงหรือกระเทียม ก่อนปลูกนำมาห่อผ้าแช่น้ำสัก 1 -2 คืน สังเกตุว่าเริ่มมีรากงอกก็นำมาปลูกในภาชนะได้
  3. การรดน้ำ รดน้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ควรจะรดน้ำให้มากหน่อยในระยะแรกของการปลูก และฤดูร้อน สำหรับในฤดูฝนควรลดการให้น้ำลงถ้ามีความชุ่มชื้นพอแล้ว
  4. การกำจัดศัตรูพืช วิธีการปลูกที่แนะนำนี้เป็นการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี หากพบว่ามีการระบาดของหนอนอาจจะใช้มือจับออก หรือใช้น้ำสะเดาฉีด และหากเป็นพวกเพลี้ยต่างๆ ก็ใช้น้ำยาล้างจาน เจือจาง 15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดตามใต้ใบในเวลาเย็น สำหรับการบำรุงดินก็เพียงเติมปุ๋ยหมักลงไปเท่านั้น
  5. การเก็บเกี่ยว หากเก็บผักในเวลาเช้าจะทำให้ได้ผักที่สวย ผักหลายชนิดคุณสามารถเก็บส่วนยอดอ่อนไปปรุงอาหารแล้วเหลือส่วนที่เป็นต้นไว้เพื่อให้แตกยอดใหม่ได้อีกหลายครั้ง การปลูกผักในภาชนะสามารถปลูกหลายชนิดผสมผสานกัน คุณจะมีผักสดหลากหลายชนิดไว้กินตลอดทั้งปี และปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย

…………………………………………………….

Whole Grains “โฮลเกรน” สิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติ

เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ภาพ: AFP / ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine JAN-MAR 09

ปัจจุบันเรื่องของอาหารจากธรรมชาติ ถือเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้น ซึ่งจากการค้นคว้าวิจัยต่างๆ ล้วนมีผลชี้ชัดในประเด็นของคุณค่าอาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องล่าสุดอย่างข้าวกล้องงอก อาหารออแกนิกส์ อาหารสมุนไพร รวมถึงเรื่องที่ยังอยู่ในกระแสจนถึงขณะนี้ นั่นก็คือ โฮลเกรนซึ่งหลายคนอาจเคยได้ยินหรือผ่านตาจากสื่อต่างๆ มาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ด้วยความที่ยังมีหลายสิ่ง ที่เรายังต้องทำความรู้จักเพิ่มเติม ว่าทำไม? โฮลเกรนจึงเป็นเทรนด์อาหารยอดนิยมแห่งทศวรรษ

12

โฮลเกรน (Whole Grains) คือ ธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด โดยยังคงมีส่วนประกอบสำคัญอยู่อย่างครบถ้วน ได้แก่ เยื่อหุ้มเมล็ด เนื้อเมล็ด และจมูกข้าว ถือเป็นส่วนที่มีคุณค่าโภชนาการสูงทั้งใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และไฟโตนิวเตรียนท์ หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ตัวอย่างของโฮลเกรน ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ ลูกเดือย รวมถึงอาหารจำพวกขนมปังโฮลวีต ซีเรียล คุกกี้ธัญพืช

โดยคุณสมบัติพิเศษของโฮลเกรนนั้น มีความสำคัญต่อร่างกายอยู่หลายด้าน ซึ่งนอกเหนือจากวิตามิน แร่ธาตุ ที่ค่อนข้างจะมีอยู่อย่างครบถ้วนตามลักษณะธรรมชาติแล้ว ยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์หรือใยอาหาร ซึ่งคอยกวาดสิ่งเหลือใช้ที่ตกค้างในกระเพาะ ลำไส้ ทั้งไขมัน น้ำตาล สารก่อมะเร็ง ที่เกาะติดอยู่ตามที่ต่างๆ ออกไปจากร่างกายด้วย อาหารจำพวกโฮลเกรน จึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในทางเดินอาหาร รวมถึงโรคหัวใจ โรคความดันสูง และโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ ผลการวิจัยทางโภชนาการจำนวนมาก ยังมีการระบุว่า หากบริโภคโฮลเกรนเป็นประจำจะส่งผลดีโดยตรงกับทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียน พบว่า หากบริโภคโฮลเกรนเป็นอาหารเช้า ร่างกายจะย่อยอย่างช้าๆ และค่อยปลดปล่อยพลังงานออกมา จึงช่วยให้มีพลังงานอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะถึงมื้อกลางวัน ทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียน สามารถเรียนรู้ได้ดี อย่างเต็มศักยภาพ

22

สำหรับเรื่องของความอ้วน มีข้อมูลสนับสนุนให้บริโภค โฮลเกรนอย่างน้อยมื้อละ 1 ออนซ์ให้ได้วันละ 3 มื้อ แทนธัญพืชที่ผ่านการขัดสีมาแล้วอย่างข้าวขาว ขนมปังขาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน เพราะช่วยให้ได้รับเส้นใยอาหารเพิ่มขึ้นจากการบริโภคผักและผลไม้ จึงช่วยให้ร่างกายกระชับ หุ่นเพรียวขึ้น เพราะเส้นใยและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในโฮลเกรน ทำให้ร่างกายย่อยอาหารช้าลง จึงรู้สึกอิ่มนาน และมีผลต่อการลดน้ำหนักในระยะยาว งานวิจัย พบว่า หากกินอาหารโฮลเกรน 40 กรัมทุกวันจะทำให้น้ำหนักลดลงถึงเดือนละ 0.49 กิโลกรัม โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม

และนี่คือความพิเศษของ โฮลเกรนสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ที่เชื่อว่าใครหลายคน อาจต้องกลับมาทบทวนใหม่ว่า ทุกวันนี้เราดูแลสุขภาพด้วยอาหารการกิน อย่างไรกันบ้าง?

……………………………………………

18 มีนาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ