"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)
"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"Archive for หนังสือ
Delete Fast-food “น้ำพริก-ผักจิ้ม วิถีไทยต้านภัยอาหารขยะ”
เนื้อหา: เว็บไซต์ “หมอชาวบ้าน” http://www.doctor.or.th ภาพประกอบ : ปกหนังสือเรื่อง “น้ำพริก” – มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / หนังสือเรื่อง “ระบายให้อร่อย” – เมตตา สุดสวาท
การขยายตัวของอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูง กำลังแทรกซึมเข้ามายังห่วงโซ่อาหารของคนไทย ทำให้วิถีการกินแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย เริ่มถูกกระแสโลกาภิวัตน์ครอบงำ ประเทศไทยกำลังเป็นเหยื่อ พื้นที่ชนบทที่เคยเป็นแหล่งผลิตอาหาร ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ถูกครอบงำด้วยระบบโฆษณา ทำให้กลายเป็นพื้นที่ ขาดแคลน ไปได้ เพราะพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป จากที่เคยบริโภคอาหารหลากหลาย หันมาบริโภคตามแรงโฆษณา อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างชาติสยายปีกเข้ามาขยายสาขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง
ข้อมูลจาก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แผนกงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ประเทศที่ขาดแคลนอาหารกลับเป็นประเทศที่มีประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งแม้แต่ประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตอาหารก็เป็นประเทศที่นำเข้าอาหารมหาศาลเช่นกัน
“มันบิดเบี้ยว บางส่วนขาดแคลน ขณะที่บางส่วนล้นเกิน ปรากฏการณ์แบบนี้ผมมองว่า มาจากการส่งเสริมการค้าแบบเสรีเป็นหลัก เพราะระบบอุตสาหกรรมเข้ามาครอบงำระบบอาหารผูกขาด”
น้ำพริก เป้านิ่งของกระแสโลกาภิวัตน์
อาหารคู่ครัวไทยอย่างหนึ่ง ที่กำลังได้รับผลกระทบจนเซซวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยที่น้อยคนจะคาด คิดถึงก็คือ น้ำพริก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ บอกว่า การหลั่งไหลของอาหารฟาสต์ฟู้ดวัฒนธรรมอาหารตะวันตกและอื่นๆ ตลอดจนอาหารสำเร็จรูปแบบต่างๆ ทำให้คนรุ่นใหม่กินน้ำพริกน้อยลงและมีคนตำน้ำพริกเป็นน้อยลง ส่งผลต่อน้ำพริกถึงขั้น วิกฤติ เลยทีเดียว
ที่เป็นอย่างนั้น เพราะนอกจากคนกินน้ำพริกและตำน้ำพริกเป็นน้อยลงแล้ว น้ำพริกยังถูกรุกอีกด้านจาก ความเสื่อมของฐานทรัพยากร กล่าวคือแหล่งผลิตของส่วนประกอบน้ำพริกก็กำลังโดนรุกคืบจากปัจจัยต่างๆ
แหล่งผลิตกะปิจากกุ้งทะเลกลายเป็นท่าจอดเรือ ชุมชนถูกกดดันออกจากอาชีพให้ไปทำอย่างอื่นในภาคบริการท่องเที่ยวแทน ตัวเคยที่นำมาทำกะปิชั้นดีก็หายไป เพราะสารเคมีที่เจือปนในแม่น้ำ เหลือเพียงตัวเคยที่ไม่มีคุณภาพในท้องทะเลมาทำกะปิให้คนกิน ขณะที่ปลาร้า กะปิ กุ้งที่ขายตามท้องตลาดก็เต็มไปด้วยผงชูรส สารกันเสียและสีย้อม
แหล่งปลูกหอม กระเทียม ก็ถูกกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร การทำเอฟทีเอกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กระเทียมจีนและหอมจีนหัวใหญ่ๆ ไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่เกษตรกรไทยที่เคยปลูกกระเทียมต้องหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนนับหมื่นครอบครัว
ส่วนผักพื้นบ้านที่กินกับน้ำพริกก็อยู่ในภาวะวิกฤติของสารพิษเจือปน อีกทั้งเกษตรกรที่เคยปลูกพืช ผักแบบพอเพียงก็เปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดียว ปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรม เช่น การปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมันแทน เรียกได้ว่า น้ำพริกถูกรุกรานจากทุกด้านจนแทบไม่มีที่ยืน “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป น้ำพริกอาจหายไปไม่เกิน ๒ ทศวรรษ” วิฑูรย์กล่าว
เมื่อน้ำพริกหายไป อะไรจะเกิดขึ้น
ความจริงแล้ว สูตรน้ำพริกในตำราของประเทศไทยมีความหลากหลายมากกว่า ๕๐๐ สูตร ดังที่การศึกษาของแผนงานฐานทรัพยากรอาหารในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และการสำรวจสูตรน้ำพริกชุมชนใน ๓๕ ชุมชน รวบรวมสูตรน้ำพริกได้ถึง ๑๙๑ สูตร แต่จากการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ ๘๐ รู้จักน้ำพริกเพียงแค่ ๘ ชนิดเท่านั้น
การสูญหายไปของสูตรน้ำพริก แม้เพียงสักหนึ่งสูตรอาจมีผลกระทบเชื่อมโยงกว้างขวางกว่าที่เราคาดคิด ด้วยเหตุที่น้ำพริกแต่ละสูตรนั้นเชื่อมโยงกับเรื่องทรัพยากรชีวภาพและวิถีชีวิตของชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้อง ชาวประมงพื้นบ้าน คนจับปลาจำนวนมาก
ฐานทรัพยากรอาหารของไทยจะถูกกระทบอย่างรุนแรงเพราะต่อไปอาหารอาจต้องมาจากการนำเข้าล้วนๆ ซึ่งอาหารต่างชาติอุดมไขมันยังก่อให้เกิดโรคจากการบริโภค เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอาหาร
ดังตัวเลขคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปีละ ๕๐,๐๐๐ คน อีกมากเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ นอกจากนี้ประชากร ๖๕ ล้านคน มีผู้เป็นเบาหวานกำลังอยู่ระหว่างการรักษาประมาณ ๓ ล้านคน และอีก ๖ ล้านคนมีน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเพียงแต่ยังไม่ปรากฏอาการเท่านั้น
รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปีหนึ่งประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ สูงถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่ายาประมาณร้อยละ ๓๐ หรือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่ายาแผนปัจจุบันที่สั่งตัวยาจากต่างประเทศเข้ามาผลิต คาดว่าไม่เกิน ๑๐ ปีจากนี้ ค่ายาจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ทางรอดของ น้ำพริก ทางออกของฐานทรัพยากรอาหารไทย
อย่างไรก็ตาม วิฑูรย์บอกว่า ศัตรูของน้ำพริกอย่างอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็กำลังมีปัญหาเช่นกัน เพราะโรคที่เกิดจากอาหารเหล่านี้ทำให้คนระมัดระวังเรื่องการกินมากขึ้น ซึ่ง วิกฤติ ของอาหารฟาสต์ฟู้ดนี้เอง ก็ถือเป็นโอกาสของน้ำพริกไปในเวลาเดียวกัน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง เพราะวัฒนธรรมการบริโภคแบบไทยเท่านั้นจึงสอดคล้องกับวิถีการรักษาฐานทรัพยากรอาหารให้เกิดความยั่งยืนได้ เพราะน้ำพริกไม่ใช่เป็นเพียงอาหาร หากแต่เป็นชุดวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความเป็นชุมชน มีฐานทรัพยากรที่หลากหลาย ถึงเวลาที่จะฟื้นสูตรอาหารไทย เพื่อรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมเอาไว้ ก่อนที่กระแสโลกาภิวัตน์ และโลกเสรีจะกลืนวัฒนธรรมอาหารของไทยไปจนหมดสิ้น
……………………………………………………..
“ความสำคัญของการอ่านกับปัญหาการศึกษาไทย”
โดย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์
ระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2552 ณ บ้านลูกท้อรีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่
จัดโดย ห้องสมุดเยาวชนหนองควาย
เรียบเรียงโดย โดย ฝ่ายสารสนเทศ มูลนิธิรักษ์เด็ก http://www.rakdek.or.th
ห้องสมุดเยาวชนหนองควายได้จัดเสวนาหัวข้อนี้ขึ้น ในงานประชุม-เสวนาห้องสมุดเยาวชนหนองควาย โดยมีผู้เข้า
ร่วมแลกเปลี่ยนดังนี้ ห้องสมุดเยาวชนหนองควาย มูลนิธิรักษ์เด็ก อันไดการละคร CIA-Creative Idea of Art
ภาคีคนฮักเจียงใหม่ มะขามป้อม Rabbithood และนักเขียนอิสระ
จากการเสวนาผมใคร่ขอตัดเอาเฉพาะบางส่วนในการเสวนา คือในช่วงที่ท่าน อ.นิธิ ได้บรรยายไว้ ดังนี้นะครับ
“ความสำคัญของการอ่านกับการศึกษา” ขอสรุปว่า รู้กันดีอยู่แล้วทุกคน ว่าระบบการศึกษาของไทยนั้นไม่ค่อยได้สนใจและไม่ได้มีการส่งเสริมเรื่องการอ่านเท่าใดนัก ทีนี้ปัญหาไม่อยู่ตรงที่ว่า เราต้องไปส่งเสริมการอ่านให้อยู่ในการศึกษา หรือการผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติอะไรก็แล้วแต่เหมือนที่ทำกันอยู่ในเวลานี้แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ โดยส่วนตัวผมออกจะสงสัยว่า ปัญหาเรื่องการอ่านในการศึกษานี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอ่านหรือไม่อ่าน หรืออ่านมากอ่านน้อย แต่มันอยู่ที่ว่าตัวกระบวนการเรียนรู้ในระบบการศึกษาของไทยนี้ มันขัดขวางการอ่าน มันไม่ส่งเสริมให้อ่านโดยตัวมันเอง เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะไปทำการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่ามันยากมาก ๆ เลย เรากำลังอยู่ในงานที่ผมคิดว่ามันยาก หรือจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมก็ได้ แต่วัฒนธรรมก็กว้างมาก
ผมอยากจะพูดถึงเฉพาะลงลึกไปเลยว่าตัวกระบวนการเรียนรู้นี้มันมีอุปสรรคยังไงกับการอ่าน ทีนี้เพื่อที่จะให้เข้าใจเรื่องนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นก่อนว่า จริง ๆ แล้วการอ่านมันเป็นสื่อชนิดหนึ่งในการศึกษาหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ การอ่านนี่ เป็นสื่ออย่างหนึ่ง การเล่าก็เป็นสื่ออีกอย่างหนึ่ง การสนทนา ก็เป็นสื่ออีกอย่างหนึ่ง ทีวี ดูหนัง ดูละคร ก็ล้วนแต่เป็นสื่อ ซึ่งสามารถเอามาใช้กับการศึกษาได้ทั้งนั้น การอ่านก็เป็นสื่ออีกชนิดหนึ่ง แต่บังเอิญว่าการอ่านมันเป็นสื่อที่มีลักษณะพิเศษ ที่ไม่เหมือนการเล่า การสนทนา ทีวี ละคร เพลง แต่ละอย่างก็มีคุณลักษณะของมันแตกต่างกันไปและแต่ละอย่างล้วนมีข้อจำกัดและข้อดีของตัวเอง ซึ่งไม่สามารถเอาสื่อชนิดหนึ่งมาแทนอีกชนิดหนึ่งได้
ทีนี้ การอ่านมันคืออะไร ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ว่าการอ่านมันคืออะไรมันค่อนข้างจะยุ่งยากอยู่ซักหน่อย มันเริ่มต้นจากนักภาษาศาสตร์คนหนึ่งชาวสวิตเซอร์แลนด์ เขามีความเห็นอย่างนี้เวลาที่เราเรียนภาษาทั้งหลาย เรามักนึกว่าภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ภาษาคือเราตั้งชื่อ เช่นเป็นต้นว่า เราตั้งชื่อไอ้ตัวที่มันงอกขึ้นมาจากดินแล้วมีใบเขียว ๆ นี้ว่า “ต้นไม้” แล้วเราทุกคนก็ตกลงร่วมกันว่าเราจะเรียกไอ้ที่งอกจากดิน ใบเขียว ๆ นี้เรียกมันว่า “ต้นไม้”
เพราะฉะนั้นภาษาก็จะเต็มไปด้วยชื่อสมมุติที่แต่ละเผ่าพันธุ์ตั้งขึ้นมา แล้วเราก็สามารถสื่อความกันได้ ตั้งชื่อของกิริยา ตั้งชื่อของสิ่งของ ตั้งชื่อของความรู้สึก ตั้งชื่อของสิ่งต่าง ๆ นานา นี่ก็เป็นทฤษฎีภาษาซึ่งมีมานานแล้ว ทีนี้นักภาษาศาสตร์คนที่พูดถึงนี้ เขาบอกว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่ ไอ้ชื่อทั้งหลายที่เราตั้งขึ้นนี้ จริง ๆ แล้วเราอาจจะแบ่งออกได้เป็นอย่างนี้คือ “สิ่งที่ถูกหมายถึงว่า” สิ่งนั้น เช่น ต้นไม้นี่คือสิ่งที่ถูกหมายถึง แล้วก็มีเสียง ๆ หนึ่งที่เป็นผู้หมายว่าไอ้นี่คือไอ้นั้น แล้วเค้าบอกว่าไอ้ทั้งสองอย่างนี้มันไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างที่นักภาษาศาสตร์รุ่นก่อนพูดว่า ต้นไม้หมายถึงไอ้นี่
เราจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่ถูกหมายถึงนั้น เกิดจากการที่แต่ละคนเป็นคนคิดขึ้นมาเอง เช่น พอพูดว่าต้นไม้ทุกคนคิดถึงอะไรที่ไม่เหมือนกันเลย บางคนคิดถึงต้นไม้ใหญ่ บางคนคิดถึงแค่ต้นหญ้า ตรงความหมายที่เราหมายถึง ต่างคนต่างสร้างต่างคนต่างคิดขึ้นมาจากประสบการณ์ จากอคติ จากอะไรก็แล้วแต่ทั้งหมด
ฉะนั้น ในการอ่าน หรือการใช้ภาษาในการเล่า การฟังหรืออะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านเราแต่ละคนจึงสร้างความหมายให้แก่สิ่งที่เราอ่านเอง ถามว่าทฤษฎีนี้เอาไปใช้กับการเล่า กับทีวีได้ไหม ได้แต่ไม่มีอะไรเกินการอ่านเพราะมันเงียบ ในการสนทนากัน พอบอกว่าต้นไม้แล้วผมก็ชี้ไปที่ต้นไม้ ต้นหนึ่ง โอกาสที่คุณจะไปนึกถึงความหมายอื่นนอกจากต้นไม้ที่ผมชี้มันก็นึกลำบาก แต่ในการอ่านไม่มีใครเป็นคนชี้ เราเป็นคนนึกขึ้นมาเอง ไม่ทราบว่าเคยได้ยินคำว่า “นักเขียนตายแล้ว” หรือเปล่า
นักเขียนตายแล้ว ในความหมายที่ผมพูดถึงหมายถึง การที่คุณอ่านงานเขียนของใครก็แล้วแต่ เช่นงานเขียนของคุณ ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ แล้วคิดว่าคุณ ‘รงค์ เก่งจริง ๆ เลยที่เขียนสิ่งเหล่านี้มาให้คุณ ท่านเป็นที่มีความคิดสร้างสรรค์เหลือเกิน เปล่าเขาบอกไม่ใช่ ตรงที่คุณคิดว่าสร้างสรรค์ ที่คุณคิดว่าดีเหลือเกินนั้น มันเกิดจากการที่คุณคิดเองทั้งนั้น มันจะตรงกับที่คุณ ‘รงค์ คิดหรือเปล่านั้นก็ไม่สำคัญ และที่สำคัญเราก็ไม่มีทางรู้ว่าคุณ ‘รงค์ คิดอะไร
คุณต้องเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง สิ่งนี้ไม่ว่าจะเป็นการสนทนา การเล่านิทานเมื่อไหร่ที่เราใช้ภาษา เราไม่สามารถจะเอาความหมายของเรายัดเข้าไปใส่หู ในหัวของคนอื่นได้ เราได้แต่ให้อะไรที่กว้าง ๆ ลอย ๆ เบลอ ๆ แล้วคนรับสารเป็นคนสร้างความหมายขึ้นมาเอง มันใช้ได้กับทุกเรื่องกับสื่อทุกชนิดถ้าต้องผ่านภาษา จริง ๆ เวลานี้นักวิชาการพูดเลยจากภาษาไปถึงภาพ ทุกอย่างหมดไปถึงบรรยากาศ ถึงทุกอย่างหมด เราเข้ามาในรีสอร์ทมันมีความหมายที่สื่อให้เราโดยไม่ได้ผ่านภาษามากเลย แต่ละคนก็รับภาษาและสร้างความหมายขึ้นมาเอง เช่น ดอกไม้ที่เห็น แต่ละคนก็จะให้ความหมายกับสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกว่านักเขียนมันตายแล้ว และในบรรดาการใช้ภาษาทั้งหมดนี่ ไม่มีอะไรเกินการอ่านที่คุณจะต้องเป็นผู้สร้างความหมายเอง มากยิ่งกว่าสื่อทุกชนิดที่ใช้ในการศึกษา
นี่คือประการที่หนึ่งในการอ่าน คือ คุณต้องสร้างความหมายเองและในการสร้างความหมายเองนั้น จริง ๆ แล้วนั้นคุณสร้างตรรกะเองด้วย หนังสือทั้งเล่ม หนังสือทั้งบทความ หนังสือทั้งหน้า มันสัมพันธ์กันอย่างไรระหว่างบรรทัดที่หนึ่งและบรรทัดสุดท้าย ผู้เขียนก็มีตรรกะของตัวเองอย่างหนึ่ง เราผู้อ่านก็มีตรรกะของตัวเองอีกอย่างหนึ่งไม่จำเป็นต้องตรงกัน แล้วก็ทำให้เราได้ความหมายของสิ่งนั้นแตกต่างกันออกไป
ผมคิดว่า พวกคุณก็เคยเจอประสบการณ์อย่างนี้อยู่บ่อย ๆ หมายความว่า คุณกำลังพูดถึงสิ่งหนึ่งออกมา อาจจะเป็นสีดำ แล้วผู้ฟังบอกว่าเห็นด้วยหมดทุกอย่างเลย แล้วก็พูดเสริมมา แต่ความจริงสิ่งที่เขาพูดนั้นมันมันคือสีขาว เพราะเขาเข้าใจสิ่งที่เราพูดจากตรรกะคนละอย่างกัน
ผมจะขอเล่าเรื่องส่วนตัวก็ได้ ผมไปแสดงปาฐกถาเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของสุนทรภู่ ซึ่งผมก็พยายามจะวิจารณ์ว่าความจริงแล้วท่านก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหลอก ต่าง ๆ นานา ก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งนั่งฟังอยู่ตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ พอผมลงมาจากเวทีแกก็เข้ามาแสดงความยินดี ว่าดีมากเลยที่ผมอุตส่าห์พูดถึงเรื่องสุนทรภู่เพราะสุนทรภู่นั้นเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ มโหฬาร อะไรต่าง ๆ นานา แล้วคนก็ไม่ค่อยพูดถึงสุนทรภู่แล้วในสมัยนี้ คือแกก็ฟังในสิ่งที่เราพูด แต่ความเข้าใจของแกเกี่ยวกับสุนทรภู่ที่เราเสนอโดยอาศัยตรรกะของเรานั้น มันไม่ได้ทะลุเข้าไปในหูของแก แกก็ยังอาศัยตรรกะอันเก่าของแกนั่นแหละที่มาเข้าใจสุนทรภู่อย่างเก่า แล้วก็มานึกว่าเรามานั่งสรรเสริญสุนทรภู่เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วแกก็รู้สึกดีใจเพราะแกรักสุนทรภู่แล้วแกก็อยากให้ทุกคนมีความรักสุนทรภู่เหมือนกับแก อะไรอย่างนี้เป็นต้น
การสร้างตรรกะให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่เป็นหัวใจของการศึกษา เลยก็ว่าได้ สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถทำให้ผ่านมาได้โดยสื่อชนิดใดทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งที่เราต้องเป็นผู้สร้างให้กับตัวเองแล้วจริง ๆ แล้ว ต่างคนต่างสร้างที่ไม่ค่อยจะตรงกันเท่าไหร่นักด้วย สร้างตรรกะเอง สร้างความหมายเอง สร้างความเข้าใจเอาเองด้วย
โดยสรุปก็คือว่า ถ้าเราเริ่มจากการสร้างความหมายเอง สร้างตรรกะเอง สร้างความเข้าใจเอง ซึ่งผมคิดว่าสื่อในการศึกษาอะไรก็ตาม ก็ไม่สำคัญที่จะสร้างสามอย่างนี้ได้ ดีเท่ากับการอ่าน ก็คือเรามีความสามารถในการสร้างความรู้เอง
คือเราเรียนอะไรก็แล้วแต่ เพราะเรามีเหตุที่แตกต่างจากผู้สอน เพราะเรามีตรรกะไม่เหมือนกับผู้สอน เพราะเรามีความหมายซึ่งแตกต่างจากผู้สอน มันก่อให้โอกาสขึ้นอันหนึ่งในการที่จะทำให้เราพบว่าตรงนี้ยังไม่มีความรู้นี่หว่า ตรงนี้เป็นความรู้ที่ผิดนี่หว่า ทำให้เราสามารถสร้างความรู้ขึ้นใหม่เองได้ และผมคิดว่าการศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาลขึ้นไปจนถึงมหาวิทยาลัย หัวใจสำคัญทั้งหมดมันอยู่ที่สามสี่อย่างที่พูดไปแล้ว ไม่ใช่อยู่ที่การรู้ข้อมูล ข้อมูลไม่ใช่ไม่สำคัญ แต่ข้อมูลเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดถึงกันได้ง่าย แต่ข้อมูลเฉย ๆ มันไม่มีความหมาย
คุณต้องเอาข้อมูลมันมาสัมพันธ์กันมาบวกกัน จนกระทั้งทำให้พบว่ามันมีผลลัพธ์เป็นอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ไอ้นั้นคือตัวความรู้ ฉะนั้นความรู้นี่คือ มันจึงเกิดจากการที่คุณสามารถสร้างความหมายเองจากข้อมูลอันเดียวกันได้ สามารถสร้างตรรกะได้เอง สามารถสร้างความเข้าใจได้เอง จึงจะสามารถสร้างความรู้ใหม่ได้ โดยสรุปก็คือว่า ผมคิดว่ามันไม่มีการรับสื่ออะไรที่เหมือนกับการอ่าน มันเป็นสื่อของมันโดนเฉพาะที่ให้ความสามารถสามสี่อย่างที่ว่านี่ มากกว่าสื่ออื่น ๆ จริง ๆ สื่ออื่น ๆก็ให้เหมือนกันแต่ให้ไม่มากเท่ากับการอ่าน เพราะในการอ่านนั้นคุณต้องกระทำกับตัวเองคนเดียว มันไม่มีการโต้ตอบ มันไม่มีการดึงความสนใจ มันยากมากในการจะดึงคุณออกไปสู่การยอมจำนนต่อสิ่งที่เขาทำมาให้แก่คุณ เพราะมันต้องการสิ่งแวดล้อมเฉพาะชนิดหนึ่งถึงจะอ่านได้ มันไม่เหมือนกับการเอาทีวีมาฉายให้ดู เอาหนังมาฉายให้ดู ในห้องเรียนเลยมันไม่เหมือนกัน
เหตุดังนั้น เพราะการอ่านมันน่ากลัวอย่างนี้ คือมันทำให้คนกบฏ มันทำให้คนคิดเองได้ มันทำให้คนแตกต่างจากสิ่งที่ถูกสอนได้ การอ่านจึงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในการศึกษาไทย ผมคิดว่าที่เขาให้อ่านน้อยนั้น ผมพบว่าการเรียนการสอนในประเทศไทยจนถึงจบมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก คือเมื่อเปรียบเทียบกับที่ไหนในโลกก็แล้วแต่
การอ่านเป็นเรื่องที่ใหญ่ แต่ในการศึกษาไทยให้อ่านน้อยมาก และด้วยเหตุดังนั้น ผมคิดว่ามันไม่ใช่เพราะ ว่าเราไม่ศรัทธาต่อการอ่าน แต่ผมสงสัยว่าลึก ๆ ลงไปแล้ว เราระแวงการอ่าน เรากลัวการอ่าน ถ้านักเรียนอ่านมาก ๆ นักเรียนจะคิดอะไรที่ไม่เหมือนกันกับครูและนี่คือเหตุผลที่ทำไมข้อสอบในประเทศไทย พอหลังจากที่นำข้อสอบปรนัยมามันถึงได้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะข้อสอบปรนัยเท่านั้นที่ทำให้นักเรียนไม่สามารถคิดเองได้ คือมันมีให้เลือกสี่ถึงห้าข้อและมีถูกข้อเดียว และถ้าคุณเห็นว่าข้อที่มันผิด ถูก คุณติ๊กผิดที่ คุณก็ไม่รู้จะไปอธิบายที่ไหน ว่าทำไมคุณถึงติ๊กตรงนี้ ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้ แต่ตรรกะมันดีกว่ามันเป็นความเข้าใจใหม่ ซึ่งน่าจะได้ A+ ยิ่งกว่าคนที่ติ๊กถูกอีกก็ได้ เพราะว่าคุณสามารถคิดอะไรบางอย่างที่มันแหกออกไปได้
ฉะนั้น ในการศึกษาของไทยนั้นที่บอกว่าให้เด็กคิดเป็นทำเป็นนั้น ไอ้คิดเป็นนั้นมันคิดยากมาก เพราะว่าเริ่มต้นก็คือว่า ไม่ว่าคุณจะใช้เวลาในการจดบันทึก ใช้เวลาสอนซักกี่ชั่วโมงต่อปีก็ตามแต่ ยังไง ๆ ข้อมูลที่ให้แก่นักเรียนมันก็น้อยกว่าการอ่านอยู่นั่งเอง มันไม่มีทางเทียบกัน สิ่งที่เขาสอน ๆกันอยู่ในมหาวิทยาลัย จริง ๆ แล้วประกอบด้วยหนังสือไม่เกินเล่มนึง อาจจะประมาณร้อยหน้าด้วยซ้ำไป
จริง ๆ ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นประกอบด้วยข้อมูลมากกว่านั้นไม่รู้กี่เท่าตัว แต่เมื่อคุณไม่อ่าน คุณก็ได้เฉพาะข้อมูลที่ครูบอกให้คุณรู้เอาไว้ หรืออ่านหนังสือประกอบหนึ่งเล่มที่ครูสั่งเอาไว้ ซึ่งผลก็คือข้อมูลคุณน้อยเกินกว่าคุณจะคิดอะไรเองได้เอง ที่บอกว่าคิดเป็นทำเป็น มันเป็นไปไม่ได้หลอกถ้าข้อมูลที่มีในมือเรามีน้อยขนาดนี้ เพราะเวลาที่ครูสอนเขาไม่ได้ให้ข้อมูลเฉย ๆ เขาให้ข้อมูลพร้อมทั้งข้อสรุปบางอย่างไปแล้ว
ฉะนั้น ถ้าเราไม่มีข้อมูลมากกว่านั้นคุณจะสรุปแตกต่างจากนั้นก็ย่อมไม่ได้ อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว จึงคิดเองยังทำไม่ได้ตราบที่เรามีข้อมูลน้อย แล้วผมคิดว่าไม่มีการให้ข้อมูลอะไรที่ทำได้มากในเวลาอันสั้นยิ่งไปกว่าการอ่าน
นอกจากนั้นแล้ว เมื่อข้อมูลน้อยอ่านน้อยเช่นนี้ คุณก็แตกแขนงความคิดไม่ได้ ก็อย่างที่บอกว่าคุณไม่สามารถสรุปให้แตกต่างจากนั้นได้ ความรู้ที่ได้มาก็แตกแขนงไม่ได้ ความคิดริเริ่มในการศึกษาไทยเป็นสิ่งที่เกือบจะไม่ค่อยมีเลยก็ว่าได้ เราเรียนหนังสือมาขนาดไหนก็แล้วแต่เราคิดอะไรที่นอกครูไปไม่ได้ เราคิดริเริ่มให้แตกต่างไม่ได้เพราะว่าข้อมูลเราน้อยเกินไป
เพราะฉะนั้น การคิดเองทำเองนั้นมันจึงยาก เพราะว่าเราไม่ได้ให้โอกาสแก่เด็ก ในการที่จะสะสมข้อมูลมากขึ้น ให้ความหมายแก่ข้อมูลด้วยตนเองและอื่น ๆ ร้อยแปด ทั้งหมดเหล่านี้ ผมคิดว่ามันฝังอยู่ในตัวระบบการศึกษาของไทย ไอ้การรังเกียจการอ่านไม่ใช่เป็นแต่เพียงเพราะว่าเราไม่มีนิสัยรักการอ่านอย่างเดียว เพราะถ้าตราบเท่าที่เรายังดำเนินการศึกษาในลักษณะแบบนี้ การอ่านเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและอาจจะน่ากลัวด้วยที่จะปล่อยให้เด็กอ่านหนังสือมาก ๆ ด้วย
ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงเรื่องของการส่งเสริมการอ่าน ผมออกจะสงสัยว่าเราจะสามารถผลักดันส่งเสริมการอ่านเข้าไปในโรงเรียนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าถ้าเด็กอ่านมากนัก แล้วเด็กเริ่มถามปัญหาที่ครูรู้สึกอึดอัด เด็กคนนั้นก็จะถูกลงทัณฑ์ เริ่มเป็นที่รังเกียจของครู จนทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองด้อยในห้องเรียน ในความสัมพันธ์กับครู ก็เลยทำให้เขาหมดกำลังใจที่จะอ่านหนังสือในอะไรร้อยแปด
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าต้องคิดถึงกิจกรรมอะไรที่มัน มันไม่ผูกกับโรงเรียนมากเกินไป ในการส่งเสริมการอ่านให้มากขึ้นผมคิดไม่ออกหลอก คิดในรูปนี้มากขึ้นในการสร้างกิจกรรมให้มากขึ้น ที่จะทำให้เด็กได้อ่านมากขึ้น แทนที่จะพยายามไปผูกมัดกับโรงเรียน แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้ปฏิเสธนะครับถ้าคุณสามารถทำให้ครูในโรงเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน แล้วสามารถผูกกิจกรรมการอ่านเข้ากับโรงเรียนได้มันก็ดี แต่ผมรู้สึกมันค่อนข้างยาก.
………………………………………….
5 มิ.ย. 52 / บ้านเพียงดิน แม่แตง เชียงใหม่
พฤษภาอาลัย ’รงค์ วงษ์สวรรค์ _PS GALLERY แพร่งภูธร

ถึงวันนี้ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จากพวกเราไปได้ร่วมเดือนแล้ว จากไปก่อนที่ความวุ่นวายชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินจะปะทุขึ้นในกรุงเทพมหานคร จากทำเนียบรัฐบาลลุกลามไปทั่วเมือง โดยเฉพาะเขตรัตนโกสินทร์ชั้นใน จนทำให้เราเกรงว่า งานแสดงภาพที่เราตั้งใจจะจัดให้ คุณ ’รงค์ นั้นจะยังคงดำเนินต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากสถานที่ที่ใช้จัดแสดงย่านแพร่งภูธร ล้วนถูกห้อมล้อมด้วยความรุนแรง
ครั้นเมื่อความสงบกลับคืนมา แม้จะเป็นการชั่วคราว เราจึงขอส่งข่าวมายังญาติมิตรทุกท่านว่า ตลอดเดือนพฤษภาคม 2552 นี้ PS แกลเลอรี โดยความร่วมมือของมิตรสหายทั้งหลาย ได้จัดการเปลี่ยนตึกแถวเก่าย่านแพร่งภูธรอายุเลยร้อยปี ให้เป็นสถานที่จัดแสดงภาพถ่ายฝีมือของ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยใช้ชื่อว่า ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์
นอกจากภาพบุคคลสำคัญเช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แล้ว ยังมีภาพถ่ายประเทศไทยในอดีตที่หาชมได้ยากอีกหลายภาพ ซึ่งแม้จะผ่านกาลเวลามายาวนาน แต่ยังคงคุณค่าและความงดงามจวบจนปัจจุบัน
นอกจากนี้ในงานเดียวกัน ยังมีภาพถ่ายขาว-ดำ ของ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยฝีมือของ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ช่างภาพที่เคยฝากฝีมือไว้ในหนังสือ ที่เกิดเหตุ ร่วมสร้างความสมบูรณ์ของงานแสดงด้วย ทั้งหมดนี้เป็นภาพขาว-ดำ ถ่ายด้วยฟิล์ม พิมพ์ด้วยมือ มีขนาดใหญ่พิเศษ ให้รายละเอียดตามเทคนิคดั้งเดิมอย่างครบครัน
เปิดการแสดงวันแรก ศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
ในงานทุกท่านจะได้พบกับ นักคิด นักเขียน นักวิจารณ์ และบรรณาธิการ ผู้จะมาร่วมกันกล่าวรำลึกถึง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยมาลัยอักษรสั้นๆ ในหัวข้อ รำพึงรำพันถึงลำพู
กิจกรรมอื่นๆ
• อาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ นักเขียนรางวัลซีไรต์ บินหลา สันกาลาคีรี ในหัวข้อ จากบินหลาถึงพญาอินทรีย์
- พบ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ในหัวข้อ แสงสุดท้ายที่สวนทูนอิน
• วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ในหัวข้อ คิดถึง’รงค์ วงษ์สวรรค์ คิดถึงสวรรค์แห่งชีวิต
• อาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ (อดีต) คณะบรรณาธิการ open ครบคน ปราบดา หยุ่น , วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และภิญโญ ไตรสุริยธรรม กับการเปิดตัวหนังสือ เสียงพูดสุดท้าย (รวมบทสัมภาษณ์ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์) โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) และ ยี่หวาไชน่า ทาวน์ เรื่องยาวที่ไม่เคยตีพิมพ์รวมเล่มมาก่อนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (openbooks)
• อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.
- พบ โตมร ศุขปรีชา และชาวคณะ GMbooks กับการเปิดตัวหนังสือ แฝงพวงองุ่น โดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์



