"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)
"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"Archive for เกษตรอินทรีย์
Delete Fast-food “น้ำพริก-ผักจิ้ม วิถีไทยต้านภัยอาหารขยะ”
เนื้อหา: เว็บไซต์ “หมอชาวบ้าน” http://www.doctor.or.th ภาพประกอบ : ปกหนังสือเรื่อง “น้ำพริก” – มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / หนังสือเรื่อง “ระบายให้อร่อย” – เมตตา สุดสวาท
การขยายตัวของอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูง กำลังแทรกซึมเข้ามายังห่วงโซ่อาหารของคนไทย ทำให้วิถีการกินแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย เริ่มถูกกระแสโลกาภิวัตน์ครอบงำ ประเทศไทยกำลังเป็นเหยื่อ พื้นที่ชนบทที่เคยเป็นแหล่งผลิตอาหาร ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ถูกครอบงำด้วยระบบโฆษณา ทำให้กลายเป็นพื้นที่ ขาดแคลน ไปได้ เพราะพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป จากที่เคยบริโภคอาหารหลากหลาย หันมาบริโภคตามแรงโฆษณา อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างชาติสยายปีกเข้ามาขยายสาขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง
ข้อมูลจาก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แผนกงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ประเทศที่ขาดแคลนอาหารกลับเป็นประเทศที่มีประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งแม้แต่ประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตอาหารก็เป็นประเทศที่นำเข้าอาหารมหาศาลเช่นกัน
“มันบิดเบี้ยว บางส่วนขาดแคลน ขณะที่บางส่วนล้นเกิน ปรากฏการณ์แบบนี้ผมมองว่า มาจากการส่งเสริมการค้าแบบเสรีเป็นหลัก เพราะระบบอุตสาหกรรมเข้ามาครอบงำระบบอาหารผูกขาด”
น้ำพริก เป้านิ่งของกระแสโลกาภิวัตน์
อาหารคู่ครัวไทยอย่างหนึ่ง ที่กำลังได้รับผลกระทบจนเซซวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยที่น้อยคนจะคาด คิดถึงก็คือ น้ำพริก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ บอกว่า การหลั่งไหลของอาหารฟาสต์ฟู้ดวัฒนธรรมอาหารตะวันตกและอื่นๆ ตลอดจนอาหารสำเร็จรูปแบบต่างๆ ทำให้คนรุ่นใหม่กินน้ำพริกน้อยลงและมีคนตำน้ำพริกเป็นน้อยลง ส่งผลต่อน้ำพริกถึงขั้น วิกฤติ เลยทีเดียว
ที่เป็นอย่างนั้น เพราะนอกจากคนกินน้ำพริกและตำน้ำพริกเป็นน้อยลงแล้ว น้ำพริกยังถูกรุกอีกด้านจาก ความเสื่อมของฐานทรัพยากร กล่าวคือแหล่งผลิตของส่วนประกอบน้ำพริกก็กำลังโดนรุกคืบจากปัจจัยต่างๆ
แหล่งผลิตกะปิจากกุ้งทะเลกลายเป็นท่าจอดเรือ ชุมชนถูกกดดันออกจากอาชีพให้ไปทำอย่างอื่นในภาคบริการท่องเที่ยวแทน ตัวเคยที่นำมาทำกะปิชั้นดีก็หายไป เพราะสารเคมีที่เจือปนในแม่น้ำ เหลือเพียงตัวเคยที่ไม่มีคุณภาพในท้องทะเลมาทำกะปิให้คนกิน ขณะที่ปลาร้า กะปิ กุ้งที่ขายตามท้องตลาดก็เต็มไปด้วยผงชูรส สารกันเสียและสีย้อม
แหล่งปลูกหอม กระเทียม ก็ถูกกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร การทำเอฟทีเอกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กระเทียมจีนและหอมจีนหัวใหญ่ๆ ไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่เกษตรกรไทยที่เคยปลูกกระเทียมต้องหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนนับหมื่นครอบครัว
ส่วนผักพื้นบ้านที่กินกับน้ำพริกก็อยู่ในภาวะวิกฤติของสารพิษเจือปน อีกทั้งเกษตรกรที่เคยปลูกพืช ผักแบบพอเพียงก็เปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดียว ปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรม เช่น การปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมันแทน เรียกได้ว่า น้ำพริกถูกรุกรานจากทุกด้านจนแทบไม่มีที่ยืน “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป น้ำพริกอาจหายไปไม่เกิน ๒ ทศวรรษ” วิฑูรย์กล่าว
เมื่อน้ำพริกหายไป อะไรจะเกิดขึ้น
ความจริงแล้ว สูตรน้ำพริกในตำราของประเทศไทยมีความหลากหลายมากกว่า ๕๐๐ สูตร ดังที่การศึกษาของแผนงานฐานทรัพยากรอาหารในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และการสำรวจสูตรน้ำพริกชุมชนใน ๓๕ ชุมชน รวบรวมสูตรน้ำพริกได้ถึง ๑๙๑ สูตร แต่จากการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ ๘๐ รู้จักน้ำพริกเพียงแค่ ๘ ชนิดเท่านั้น
การสูญหายไปของสูตรน้ำพริก แม้เพียงสักหนึ่งสูตรอาจมีผลกระทบเชื่อมโยงกว้างขวางกว่าที่เราคาดคิด ด้วยเหตุที่น้ำพริกแต่ละสูตรนั้นเชื่อมโยงกับเรื่องทรัพยากรชีวภาพและวิถีชีวิตของชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้อง ชาวประมงพื้นบ้าน คนจับปลาจำนวนมาก
ฐานทรัพยากรอาหารของไทยจะถูกกระทบอย่างรุนแรงเพราะต่อไปอาหารอาจต้องมาจากการนำเข้าล้วนๆ ซึ่งอาหารต่างชาติอุดมไขมันยังก่อให้เกิดโรคจากการบริโภค เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอาหาร
ดังตัวเลขคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปีละ ๕๐,๐๐๐ คน อีกมากเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ นอกจากนี้ประชากร ๖๕ ล้านคน มีผู้เป็นเบาหวานกำลังอยู่ระหว่างการรักษาประมาณ ๓ ล้านคน และอีก ๖ ล้านคนมีน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเพียงแต่ยังไม่ปรากฏอาการเท่านั้น
รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปีหนึ่งประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ สูงถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่ายาประมาณร้อยละ ๓๐ หรือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่ายาแผนปัจจุบันที่สั่งตัวยาจากต่างประเทศเข้ามาผลิต คาดว่าไม่เกิน ๑๐ ปีจากนี้ ค่ายาจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ทางรอดของ น้ำพริก ทางออกของฐานทรัพยากรอาหารไทย
อย่างไรก็ตาม วิฑูรย์บอกว่า ศัตรูของน้ำพริกอย่างอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็กำลังมีปัญหาเช่นกัน เพราะโรคที่เกิดจากอาหารเหล่านี้ทำให้คนระมัดระวังเรื่องการกินมากขึ้น ซึ่ง วิกฤติ ของอาหารฟาสต์ฟู้ดนี้เอง ก็ถือเป็นโอกาสของน้ำพริกไปในเวลาเดียวกัน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง เพราะวัฒนธรรมการบริโภคแบบไทยเท่านั้นจึงสอดคล้องกับวิถีการรักษาฐานทรัพยากรอาหารให้เกิดความยั่งยืนได้ เพราะน้ำพริกไม่ใช่เป็นเพียงอาหาร หากแต่เป็นชุดวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความเป็นชุมชน มีฐานทรัพยากรที่หลากหลาย ถึงเวลาที่จะฟื้นสูตรอาหารไทย เพื่อรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมเอาไว้ ก่อนที่กระแสโลกาภิวัตน์ และโลกเสรีจะกลืนวัฒนธรรมอาหารของไทยไปจนหมดสิ้น
……………………………………………………..
ปลูกผักสวนครัว ทำเองได้ไม่ยาก!!!
โดย นันทา กันตรี : เว็บไซต์ food4change.in.th “กินเปลี่ยนโลก” ภาพประกอบ : http://portfolio.marikahahn.com
ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่อาจจะทำให้ใครหลายๆคนเครียด หากมีเวลาลองหันมาปลูกผักกันดูบ้าง นอกจากช่วยให้ประหยัดรายจ่ายในส่วนของผักแล้ว ยังได้ผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ที่สำคัญการให้เวลาส่วนหนึ่งกับการปลูกและดูแลผักจะช่วยให้คุณลดความเครียดได้อีกด้วย
เรากำลังจะบอกคุณถึงการปลูกผัก ที่คุณสามารถลองทำเองได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างจำกัด เช่น บ้านจัดสรร ระเบียงคอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเมนต์ เป็นแนวทางสำหรับการปลูกผักแบบอินทรีย์ โดยคุณไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆเลยในการปลูก
- สถานที่ และขนาดของการปลูก ต้องดูว่าคุณพอจะมีที่ว่างในบริเวณบ้านของคุณเหลืออยู่บ้างรึเปล่า อาจจะเป็นที่ว่างที่พอมีแสงส่องรำไร หรือมีแสงส่องตลอดเวลา ที่ว่างนี้อาจจะเป็นแปลงดอกไม้เก่าของคุณ หรือกระถางปลูกต้นไม้ ที่คุณอาจจะลองเปลี่ยนมาปลูกผักดูบ้าง นอกจากสวยงามไม่แพ้กันแล้วยังกินได้อีกด้วย นอกจากผักใบแล้ว ผักจำพวกที่เป็นเถาเลื้อย เช่น ถั่วพู บวบ ถั่วฝักยาว ผักตำลึง ฯลฯ ก็ให้ร่มเงาและสวยงามไม่แพ้ไม้ดอกเลยเชียว ขนาดของการปลูกก็จะสัมพันธ์กับสถานที่และเวลาที่คุณจะมีพอสำหรับการดูแลผักทั้งหลายที่คุณปลูกไว้
- จะปลูกผักอะไร คุณอาจจะต้องเลือกว่าแต่ละช่วงจะปลูกผักอะไรได้บ้าง เพื่อให้มีผักชนิดต่างๆหมุนเวียนไว้กินตลอดทั้งปี เช่น ผักบางชนิดอาจจะชอบหน้าหนาว บางชนิดชอบหน้าร้อน แต่บางชนิดก็ปลูกได้ตลอดปี ชนิดของผักที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค มีทั้งผักที่กินใบ เช่นผักบุ้ง ผักคะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักชี ต้นหอม ผักสลัด ผักโขม กุ้ยช่าย คื่นช่าย กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ตะไคร้ ฯลฯ ผักกินดอก เช่น กะหล่ำดอก บรอคโคลี่ เป็นต้น ผักกินผล เช่นมะเขือ มะเขือยาว มะเขือเทศ บวบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว แตงกวา ถั่วแขก มะระจีน ฯลฯ ผักกินหัวเช่นหัวไชเท้า แครอท เป็นต้น ผักแต่ละชนิดก็มีอายุเก้บเกี่ยวแตกต่างกันไป ผักบางชนิดเก็บได้ครั้งหรือสองครั้ง แต่บางชนิดปลูกได้นานข้ามปีก็มี และยังมีผักพื้นบ้าน เช่น ตำลึง มะระขี้นก ฟักแม้ว ฟักข้าว ฯลฯ ที่น่าสนใจนำมาปลูกไว้กินเอง
- แหล่งน้ำ โดยส่วนใหญ่ผักไม่ชอบน้ำประปา แต่หากคุณไม่มีน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติการรดด้วยน้ำประปาก็ทำได้ แต่หากเป็นไปได้คุณควรมีถังสำหรับพักน้ำประปาก่อนจะนำมารดผัก
อุปกรณ์ที่ใช้
- ภาชนะสำหรับปลูก มีวัสดุหลายอย่างที่คุณสามารถนำมาใช้ปลูกผักได้ เช่น กระถาง กระบะ กะละมังแตก ยางรถยนต์ หรือปลอกซีเมนต์ ภาชนะสำหรับปลูกควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 6 นิ้วการเลือกภาชนะขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่คุณมี และการออกแบบของคุณ หากปลูกพืชจำพวกกินใบ หรือกินผล กินฝัก ที่ไม่ใช่ไม้เลื้อยก็ไม่จำเป็นต้องทำค้าง ใช้เพียงกระถางก็เพียงพอ แต่ถ้าปลูกผักที่เป็นเถา นอกจากใช้กระถางแล้วก็อาจจะต้องหาวัสดุสำหรับให้เถาไม้ยึดเกาะ หรือให้เลื้อยเกาะต้นไม้ต้นๆอื่นๆในบ้านก็ได้ ถ้าจะทำให้บ้านคุณไม่รกเกินไป สำหรับขนาดกระถางก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่คุณมี
- ดินปลูก การปลูกในภาชนะ คุณอาจจะต้องซื้อดินปลูกสำเร็จรูปที่มีขายตามร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป หากไม่แน่ใจว่าดินปลูกนั้นจะปลูกแล้วงามหรือไม่คุณอาจจะต้องซื้อปุ๋ยหมักมาคลุกเคล้ากับดินปลูกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสำหรับการปลูกผัก และหากคุณสามารถหาน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพได้ก็ยิ่งดีให้นำมาเจือจางแล้วนำมาราดกับดินปลูกที่เคล้ากันกับปุ๋ยหมัก เพื่อให้จุลินทรีย์จากน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพช่วยในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืชอีกทางหนึ่ง นอกจากการซื้อดินปลูกจากร้านวัสดุการเกษตรแล้ว คุณยังสามารถทำดินปลูกไว้ใช้เองได้อีกด้วย โดยมีสูตรง่ายๆคือปุ๋ยหมัก 2 ส่วน ดิน 2 ส่วน? ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แกลบดิบ 1/2 ส่วน น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ ( เจือจาง 1 ลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร ) คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันราดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพให้เข้ากันและมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แฉะเกินไป หมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ จึงนำมาใช้
- เมล็ดพันธุ์สำหรับปลูก คุณสามารถซื้อเมล็ดพันธ์ผักชนิดต่างๆ ที่คุณอยากจะปลูกได้จากร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป โดยในซองบรรจุจะระบุฤดูปลูก เปอร์เซนต์ความงอก อายุเก็บเกี่ยว วันเดือนที่ที่ผลิตและหมดอายุ ผักบางชนิดเมื่อปลูกแล้วคุณอาจจะเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองได้ แต่บางชนิดจะเป็นพันธุ์ลูกผสมซึ่งเก็บพันธุ์ไว้ปลูกไม่ได้ นอกจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้ว ผักหลายชนิดสามารถปลูกด้วยหัวหรือกิ่งปักชำได้ หรือคุณจะซื้อต้นกล้าผัก เช่น พริก กะเพรา โหระพา ฯลฯ จากร้านขายต้นไม้ แล้วนำมาปลูกก็ได้ แต่ต้องเลือกต้นที่ยังไม่แก่เกินไป และมีความแข็งแรง
ขั้นตอนการปลูก
- การเตรียมดิน นำดินปลูกที่เตรียมไว้ใส่ในภาชนะ ให้พอประมาณ โดยควรจะมีความสูงของดินไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว หากมีดินอยู่ในภาชนะอยู่แล้วควรพรวนดินแล้วปล่อยตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ และเติมปุ๋ยหมัก ก่อนการปลูกครั้งต่อไป
- การปลูก มี 3 แบบ
การหยอดด้วยเมล็ด เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วก็นำเมล็ดมาหยอดลงในดินปลูก หากเป็นภาชนะขนาดเล็ก ควรหยอดแต่น้อย ไม่ควรเกิน 4-5 เมล็ดต่อตารางฟุต เพราะเมื่อผักโตเต็มที่จะใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น เมื่อต้นกล้าโตจนมีใบจริงใช้กรรไกรตัดต้นกล้าที่ไม่ต้องการออก เหลือต้นแข็งแรงไว้ 1-2 ต้น ก็พอ ไม่ควรใช้มือถอนเพราะจะทำให้รากต้นข้างเคียงกระทบกระเทือนได้
การปลูกด้วยต้นกล้า เตรียมดินปลูกในภาชนะ แล้วนำเมล็ดผักหว่านบางๆ โรยด้วยดินปลูกด้านบนอีกเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่มชื้น เมื่อต้นกล้าโตมีใบ 3-4 ใบ จึงย้ายมาปลูกในกระถางที่เตรียมไว้ พืชจำพวกพริก กะเพรา โหระพา จะมีต้นกล้าเพาะใส่ถุงขายตามตลาดต้นไม้ทั่วไป คุณสามารถซื้อต้นกล้ามาแล้วย้ายลงปลูกในภาชนะได้เลย
การปักชำด้วยกิ่งหรือหัว พืชหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ตะไคร้ ชะพลู? ฯลฯ สามารถปักชำโดยใช้กิ่งได้ นำกิ่งที่แก่มาปักชำลงในภาชนะแล้วรดน้ำให้ชุ่มชื้น สำหรับพืชหัว เช่น หอมแดงหรือกระเทียม ก่อนปลูกนำมาห่อผ้าแช่น้ำสัก 1 -2 คืน สังเกตุว่าเริ่มมีรากงอกก็นำมาปลูกในภาชนะได้ - การรดน้ำ รดน้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ควรจะรดน้ำให้มากหน่อยในระยะแรกของการปลูก และฤดูร้อน สำหรับในฤดูฝนควรลดการให้น้ำลงถ้ามีความชุ่มชื้นพอแล้ว
- การกำจัดศัตรูพืช วิธีการปลูกที่แนะนำนี้เป็นการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี หากพบว่ามีการระบาดของหนอนอาจจะใช้มือจับออก หรือใช้น้ำสะเดาฉีด และหากเป็นพวกเพลี้ยต่างๆ ก็ใช้น้ำยาล้างจาน เจือจาง 15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดตามใต้ใบในเวลาเย็น สำหรับการบำรุงดินก็เพียงเติมปุ๋ยหมักลงไปเท่านั้น
- การเก็บเกี่ยว หากเก็บผักในเวลาเช้าจะทำให้ได้ผักที่สวย ผักหลายชนิดคุณสามารถเก็บส่วนยอดอ่อนไปปรุงอาหารแล้วเหลือส่วนที่เป็นต้นไว้เพื่อให้แตกยอดใหม่ได้อีกหลายครั้ง การปลูกผักในภาชนะสามารถปลูกหลายชนิดผสมผสานกัน คุณจะมีผักสดหลากหลายชนิดไว้กินตลอดทั้งปี และปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย
…………………………………………………….
“บ้านไร่ ฤดูร้อน”

ผลผลิตชุดแรกสำหรับการทดลองปลูกมะเขือเทศแบบอินทรีย์ ลูกเท่ากำปั้น!!!

และแล้วก็กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญ กับการทำ “ยำไข่ดาวและน้ำพริกอ่อง” ครั้งแรกในชีวิต (อร่อยที่สุดเล้ย…ย)



ตะวันลับเหลี่ยมเขา จากมุมเฉลียงหลังบ้าน ซึ่งคือหนึ่งในเหตุผล ที่ทำให้เลือกปักหลักชีวิต ณ ที่แห่งนี้



บราวนี่ โฮมเมด (ประสาบ้านนอก) ความสุขเล็กๆ ที่เราต้องการ

“เต้าหู้” หมาแสนรักตัวแสบ ที่มักสร้างความตื่นเต้นให้ชีวิตด้วยวีรกรรมล้านแปด จนทำให้รู้สึกว่า มันเป็นมากกว่าหมา !!! (แน่ๆ)

ภาพถ่ายครอบครัว ต้อนรับปีใหม่มหาสงกรานต์ 52
…………………………………………
บันทึกจากความทรงจำระหว่าง วันที่ 10-14 เมษายน 2552
บ้านเพียงดิน แม่แตง เชียงใหม่
พืชพลังงานลดโลกร้อน : นิทานหลอกเด็ก
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโลก
รัฐบาลหลายแห่งทั่วโลก พร้อมทั้งหน่วยงานและองค์กรที่ทำงานด้านอาหาร รวมไปถึงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ต่างได้ออกมาแถลง เตือน และแสดงถึงความห่วงใยต่อวิกฤตอาหารแพงกันแล้ว โดยปีที่แล้วราคาอาหารทั่วโลกเฉลี่ยแพงขึ้น 40% ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็คือคนจน นำมาซึ่งการประท้วงบนท้องถนนทั้งในพม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน ฯลฯ
ไม่เพียงแค่นั้น องค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ออกมาเตือนว่า 37 ประเทศทั่วโลก กำลังเผชิญวิกฤติอาหาร และราคาธัญพืชที่อยู่ระดับสูงในตลาดโลก เพราะธัญพืชส่วนใหญ่ได้ถูกนำไปใช้เป็นพลังงานทางเลือกมากขึ้น ส่วนซีพีของไทยก็จี้รัฐปล่อยลอยตัวสินค้าเกษตร และระบุว่าใน 10 ปีข้างหน้า ราคาสินค้าเกษตรเกษตรจะสูงขึ้นปี 10–12 %
ปัญหาป่าไม้-พรุ ถูกรุกหนักก็เป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรแห่บุกรุกป่าปลูกพืชพลังงาน เฉพาะเขตอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์กินอาณาเขตกว่า 25% ของพื้นที่แล้ว อีกทั้งมีกระแสข่าวว่ามีนายทุนจากกรุงเทพฯ รายหนึ่งกำลังจะเข้าไปปลูกปาล์มใน “พื้นที่ชุ่มน้ำควนเคร็ง” ซึ่งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งแรกของไทยที่ขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์
จากข้อมูลราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินทั่วประเทศขณะนี้ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 26.90 พื้นที่ที่อัตราการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่สำคัญ 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต อุดรธานี เลย และตราด เป็นต้น ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มของราคาที่ดินเกษตรกรรมสำหรับสินค้าพลังงานทดแทน เช่น ปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีมากในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยราคาประเมินที่ดินสวนปาล์มใน จ.สุราษฎร์ธานี เพิ่มขึ้นจาก 100 บาทต่อตารางวา เป็น 12,000 บาทต่อตารางวา
นอกจากนี้ บรรษัทข้ามชาติด้านการทำป่าไม้และเส้นใยเซลลูโลส (เช่น บริษัท Stora Enso, Aracruz, Arauco, Botnia, Ence ฯลฯ) ซึ่งปัจจุบันผลิตวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมกระดาษ แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีเพียงเล็กน้อยบรรษัทเหล่านี้สามารถเปลี่ยนผลผลิตไปเป็นพืชที่ใช้ทำเอธานอลได้ โดยบรรษัทข้ามชาติทุกบริษัทที่ควบคุมเมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมล้วนแล้วแต่ทุ่มลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ ส่วนใหญ่เป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่มีสารให้น้ำมันสูง เช่น น้ำตาลหรือแป้ง
ข้ออ้าง: น้ำมันหมดโลก และโลกร้อน
การผลักดันสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดการนำใช้พืชมาผลิตพลังงานนี้ สาเหตุหลักที่มักมีการอ้างถึงอยู่เสมอ คือ เรื่องของความมั่นคงทางพลังงาน เพราะยุคทองของน้ำมันได้ผ่านพ้นไปแล้ว หากประชากรโลกยังคงรักษาระดับการใช้น้ำมันฟอสซิลอยู่อย่างนี้ คาดว่าคงไม่เกิดอีก 2 ช่วงอายุคน น้ำมันก็จะหมดจากโลกเป็นแน่แท้ บวกกับความผันผวนของราคาน้ำมันที่ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจไม่เสถียร ประเทศหลายประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน จึงไร้อำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจ (จึงไม่น่าแปลกใจ หากบราซิล แม้จะไม่เป็นเจ้าน้ำมันปิโตรเลียม ก็ขออาจหาญเป็นเจ้าเอธานอลจากอ้อยแทนก็แล้วกัน)
ข้ออ้างถัดมา คือ การขยายตัวของตลาดการค้า ผลิตผลเกษตรกร และข้อสุดท้ายคือ ข้อห่วงใยด้านปัญหาโลกร้อน เนื่องจากแรงจูงใจจากพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นแนวทางการบรรเทาภาวะโลกร้อนโดยใช้กลไกตลาด และการให้การอุดหนุนการผลิตน้ำมัน Agrofuels เป็นแรงกระตุ้นอย่างสำคัญ โดยตามข้อผูกพันในพิธีสารเกียวโตประเทศพัฒนาแล้วมีพันธะผูกพันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5-10% ภายในปี 2552-2557 รวมไปถึง กลไกการพัฒนาแบบสะอาด (CDM ) และระบบการค้าก๊าซเรือนกระจกของ EU -ตั้งแต่ปี 2548
ฉะนั้น เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติน้ำมัน แต่เรามีหนทางต่อกรกับปัญหานี้ได้ 2 ทาง “ต้องพัฒนาค้นหาพลังงานทางเลือก” น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช และ ต้องค้นหาทางเลือกในการลดการบริโภคที่เกินความจำเป็นด้วยเช่นกัน
แหล่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือแหล่งปัญหา?
ส่วนใหญ่ พืชน้ำมันเพาะปลูกกันและผลิตในยุโรปกว่า 90% ตามมาด้วยมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเอธานอล ได้มาจาก อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าวสาลี หญ้าหวาน ข้าวและอื่นๆ ส่วน อะโกรดีเซล (Agrodiesel) จาก เรปซีด ปาล์มน้ำมัน น้ำมันละหุ่ง สบู่ดำ มะพร้าว ถั่วเหลือง และอื่นๆ ทั้งนี้ 90% ของน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชทั้งหมดถูกใช้เพื่อการขนส่ง
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในการผลิตเอธานอล หรืออะโกรดีเซลนั้น ต้องใช้ผลผลิตทางการเกษตรมากมายขนาดไหน นี่คืออัตราส่วนการผลิตพลังงาน ข้าวโพด 1 กก. ผลิตเอธานอลได้ 0.313 กก., อ้อย 1 ตัน ผลิตเอธานอลได้ 67.94 กก., อ้อยแห้ง 1 ตัน ผลิตเอธานอลได้ 247 กก., เรปซีด 1 ตัน ได้ดีเซล 450 กก., เมล็ดปาล์มน้ำมัน 100 กก. ได้น้ำมัน 20 กก.
ด้วยปริมาณพืชจำนวนมากแต่สามารถนำมาผลิตได้เชื้อเพลิงลดเหลือเพียง 30% จนถึงแค่ 7% ดังนั้น ยิ่งมีความต้องการเชื้อเพลิงทดแทนมากขึ้นเท่าไร ก็ต้องยิ่งต้องปลูกพืชมาเป็นวัตถุดิบมากขึ้นเท่านั้น เมื่อปาล์มน้ำมันไปใช้ทำอะโกรดีเซลบูม พื้นที่ป่าฝนเขตร้อนจำนวนกว้างใหญ่ไพศาลถูกทำลายไปทำสวนปาล์ม โดย 27% ของพื้นที่สวนปาล์มในอินโดนีเซียเป็นพื้นที่ป่าพรุ และ 50% ของพื้นที่มีการขยายใหม่ก็เป็นที่ป่าพรุเช่นกัน
ภัยนี้กำลังคุกคามพื้นที่ป่าพรุ ซึ่งแท้จริงแล้วป่าพรุ และพื้นที่ป่าชุ่มน้ำของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะเป็น พื้นที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ดินชุ่มน้ำ ไม่เป็นที่ดึงดูดในการทำการเกษตร เมื่อปล่อยน้ำออกจากพรุ ดินก็จะเหมาะสมกับการทำสวนปาล์ม แต่พื้นที่ป่าพรุเป็นพื้นที่ที่ความสำคัญในการรักษาน้ำไว้ในดินหลังจากฤดูฝนผ่านไป และจะค่อยปล่อยน้ำให้เกิดความชุ่มชื้นในฤดูแล้ง ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีการเก็บกับคาร์บอนเป็นชั้นหนามาก มาเป็นเวลามากกว่าพันปีอีกด้วย
เมื่อมีการทำสวนปาล์มในที่ดินป่าพรุ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ 50 ถึง 100 กว่าตัน ต่อ 6 ไร่ต่อปี เทียบกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเกษตรจากพื้นที่เดียวกัน แทนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพียง 9-18 ตันเท่านั้น โดยจากงานศึกษาของ FOE ในอินโดนีเซีย ‘Wilmar’ บริษัทการค้า น้ำมันปาล์มองค์กรใหญ่ที่สุด สมาชิกของสมาคมการทำสวนปาล์มอย่างยั่งยืน RSPO ได้ละเมิดกติกา หรือมาตรฐานทั้งที่ตัวเองตั้งขึ้น กับมาตรฐานของ RSPO โดยใช้ไฟเผาเพื่อถากที่ดิน ทำลายป่าฝนเขตร้อนดั้งเดิม เพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์ม และบริษัทยังไปแย่งชิงมาจากชาวบ้านท้องถิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย
ด้านบราซิล คนงานต้องตัดอ้อยให้ได้วันละ 12-15 ตันต่อวัน ในช่วงระหว่างปี 2548-2549 มีรายงายการเสียชีวิตของคนงานเนื่องจากการทำงานเกินควร รวมถึงรายงานที่ว่ามีเพียง 20% ของที่ดินที่ใช้เพาะปลูกอ้อยถือครองโดยผู้ผลิตขนาดเล็กและกลาง ส่วนใหญ่แล้วถือครองโดยผู้ผลิตขนาดยักษ์ ในจังหวัดปลูกอ้อย ที่ชื่อ ริเบเรา เปรโต ที่ดินทั้งหมดถือครองโดย 8 ตระกูลเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อผลิตพืชพลังงาน มากกว่าตัวเลขที่เคยทำการศึกษาไว้ถึง 3-5 เท่า “เอธานอลจากข้าวโพด และเรปสีดทำให้โลกร้อนขึ้นกว่าจะทำให้มันเย็นลงต่างหาก” ปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนดังกล่าว ได้ทำให้ความท้าทายการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตอย่างหนักอยู่แล้วกลายเป็นเรื่องยิ่งยากขึ้นไปอีก
เนื่องจากการทำพืชเชิงเดี่ยวอย่างเข้มข้น แน่นอนว่า มันกำลังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดิน นำมาสู่ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดมลภาวะ มีการขูดรีดแรงงานอย่างหนัก เกิดปัญหาแย่งชิงที่ดิน การเปลี่ยนแปลงพืชและระบบการเพาะปลูก ยังถือเป็นการใช้ที่ดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย อีกหนึ่งปัญหาคือการผูกขาดผลกำไร ของบรรษัทและเกษตรกรรายใหญ่ไม่กี่รายในวงการเชื้อเพลิงนี้เท่านั้นเอง
ด้านข้ออ้างที่กล่าวถึงเรื่องความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนจึงยิ่งดูเหมือนนิยายหลอกเด็ก เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ได้ทำลายพื้นที่ป่าไปอย่างน่าเสียดาย ป่าฝนเขตร้อนเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่อุดมสมบูรณ์กำลังถูกทำลายด้วยอัตราความเร็ว 84 ล้านไร่ต่อปีจะส่งผลให้คาร์บอนถูกปล่อยออกมาในชั้น บรรยากาศถึง 5,800,000,000 ตัน, ที่ดิน 6 ไร่อาจจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนได้ 13 ตันถ้าถูกนำมาใช้ปลูกอ้อยเพื่อทำเอธานอล แต่ที่ดินจำนวนเท่ากันนี้ถ้าเก็บไว้เป็นป่าตามธรรมชาติจะสามารถดูดซับคาร์บอนไดอ็อกไซด์ถึง 20 ตัน
ข้อห่วงใยว่าด้วยเรื่องน้ำก็ต้องคิดกันหนัก เพราะในกระบวนการผลิตเอธานอลทุกๆ ลิตร ต้องใช้น้ำถึง 3-5 ลิตร ถ้าประเทศไทยต้องการผลิตเอธานอล 950,000 ลิตรต่อวัน ก็จะใช้น้ำเท่ากับการใช้น้ำอุปโภคบริโภค ของคนไทยในภาคชนบท 95,000 คน นั่นจึงเป็นการใช้น้ำเพื่อการผลิตอาหาร หรือเพื่อการดำรงชีวิตจะถูกแย่งชิงไปใช้ในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเกษตรอย่างหนัก เมื่อพืชพลังงานบูม ราคาข้าวโพดก็พุ่งสูงถึง 400% ส่งผลกระทบต่อคนจนที่ไม่มีเงินพอซื้อหามาได้ เช่น ตอติลลา ซึ่งเป็นอาหารหลัก ของคนเม็กซิโกเฉพาะอย่างยิ่งคนจน ตั้งแต่เปิดเขตการค้าเสรี อเมริกาเหนือ NAFTA ราคาตอติลลาสูงขึ้นเรื่อย มาจนขณะนี้กว่า 738% และทำให้คนชนบทว่างงานมากกว่า 1.5 ล้านคน
Jean Ziegler ผู้ตรวจการสหประชาชาติด้านสิทธิทางอาหาร กล่าวว่า การเปลี่ยนที่ดินเกษตรกรรม เพื่อนำไปปลูกพืชที่จะเอาไปเผาสำหรับน้ำมัน ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จึงขอเสนอให้ระงับการผลิตพืชน้ำมัน เพื่อการค้าเป็นเวลา 5 ปี
มองสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้าน
ใน สปป.ลาว บริษัทน้ำตาลมิตรผล จากไทย ได้สัมปทานที่ดินในสะหวันนะเขต 60,000 กว่าไร่ เพื่อปลูกอ้อย และทำโรงงานผลิตเอธานอล ซึ่งกว่า 80% ของผลผลิตเพื่อการส่งออกไปเวียดนามและไทย, บริษัทน้ำตาลขอนแก่น ได้สัมปทานที่ดินในสะหวันนะเขต 60,000 กว่าไร่ เป็นเวลา 30 ปี และกำลังก่อสร้างโรงงานน้ำตาล คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2552, บริษัทโกลาวสบู่ดำ (Kolao) พม่า ตั้งเป้าหมายที่การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเกษตร 20 ล้านตันต่อปี จากสบู่ดำ (20 ล้านไร่) ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกไปแล้ว 4 ล้านไร่ใน 1 ปี เป็นการบังคับใช้ที่ดิน บังคับให้ชาวบ้านซื้อต้นกล้า และบังคับให้ชาวบ้านปลูก เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นจำนวนมาก
บริษัทซีพี ส่งเสริมให้เกษตรกรประเทศเพื่อนบ้านปลูกข้าวโพดในรูปแบบคอนแทร็คท์ฟาร์มมิ่ง ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (AMECS) จำนวน 3 ล้านไร่ แบ่งเป็นที่กัมพูชา 700,000 ไร่ ลาว 500,000 ไร่ เวียดนาม 1.7 ล้านไร่ ได้ผลผลิตรวมกว่า 2 ล้านตัน รวมทั้งไทยเองก็ได้ตั้งเป้าปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา, ลาว) 1 ล้านไร่
ส่วน ปตท. ซื้อกิจการของบริษัท PT. Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR) ประเทศอินโดนีเซีย ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 14,000 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 87,500 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เริ่มให้ผลผลิตแล้วประมาณ 3,100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 19,375 ไร่ เป็นพื้นที่พร้อมปลูกประมาณ 5,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 31,250 ไร่ และเป็นพื้นที่ใหม่ประมาณ5,900 เฮกตาร์ หรือประมาณ 36,875 ไร่ นอกจากนี้ PT.MAR อยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบด้วย
ย้อนดูสถานการณ์ในประเทศไทย
หากพิจารณาจากยุทธศาสตร์พลังงานทดแทน ในส่วนของ ไบโอดีเซล ได้มีการบังคับใช้ B2 (ไบโอดีเซล 2%) ในวันที่ 2 กพ.2551 ต้องการน้ำมันปาล์มดิบ 350,000 ลิตรต่อปี ในปี 2548 กระทรวงพลังงานได้ตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2550 จะผลักดันให้มีการใช้ไบโอดีเซลในระดับ 3 ล้านลิตรต่อวัน และในอีกไม่นานนี้ ในปี 2555 ปริมาณการใช้ไบโอดีเซลจะเพิ่มเป็น 8.5 ล้านลิตรต่อวัน เท่ากับ 3,100 ล้านลิตรต่อปี
ด้าน ก๊าซโซฮอล์ ซึ่งคือการผสมเอธานอลลงไปในน้ำมันเบนซินในอัตราส่วน 10% แทนสารเพิ่มประสิทธิภาพน้ำมัน (เอ็มทีบี) ตามเป้าหมายว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.50 จะไม่มีน้ำมันเบนซิน 95 ซึ่งใช้สารเอ็มทีบี แต่จะเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ผสมเอธานอลแทน โดยจะต้องใช้เอธานอล 850,000 ลิตร และในปี 2550 กระทรวงพลังงานตั้งเป้าให้มีการใช้แก๊สโซฮอล์ 8 ล้านลิตรต่อวัน และในปี 2554 ประมาณ 20 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะต้องใช้เอธานอลวันละ 4 ล้านลิตร
สืบเนื่องจาก “แผนส่งเสริมปาล์มน้ำมันของรัฐบาล” ที่ตั้งยอดการจำหน่าย น้ำมันไบโอดีเซล B100(%) เพิ่มขึ้นจาก 0.179 ล้านลิตร/เดือน ในปี 2549 เป็น 13.05 ล้านลิตรในเดือนพฤศจิกายน 2550 แบ่งเป็นน้ำมันไบโอดีเซล B5 ที่ 4.65 ล้านลิตร และไบโอดีเซล B2 ที่ 8.40 ล้านลิตร คาดว่าความต้องการน้ำมัน B100 จะเพิ่มเป็น 1.16 ล้านลิตรต่อวันเลยทีเดียว
แต่ในปี 2549 ได้ส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันได้เพียง 3 แสนไร่เท่านั้น จากจำนวนที่ตั้งเป้าหมายไว้ 7.2 แสนไร่ ในระยะ 3 ปี ตั้งแต่ 2550-2552 จะสามารถขยายพื้นที่ปลูกปาล์มได้ 7 แสนไร่ ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้วางแผนจะปลูกในปี 2550 จำนวน 1 แสนไร่ ปี 2551 จำนวน 3 แสนไร่ และในปี 2552 อีก 3 แสนไร่ โดยได้กำหนดพื้นที่ปลูกไว้ในภาคใต้ 5 แสนไร่ในชุมพร กระบี่ นครศรีธรรมราช และสุราษฏร์ธานี กับภาคตะวันออก 2 แสนไร่ ในจันทบุรี ระยอง ตราด และชลบุรี รวมไปถึงการขยายพื้นที่ในภาคอีสานตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 328,000 ไร่ และตั้งโรงงาน 2 โรงงาน
ในภาคเอธานอล ที่นำไปผสมกับเบนซินเป็น ก๊าซโซฮอล์ 91, 95 มีปริมาณการจำหน่ายในปี 2550 สูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามนโยบายและการส่งเสริมของรัฐบาล โดยมีการจำหน่าย 3.4 ล้านลิตรต่อวัน ในเดือนมกราคมเพิ่มเป็น 6.1 ล้านลิตรต่อวัน ในเดือนธันวาคม 2550 คาดว่าในปี 2551 มีความต้องการใช้เอธานอลวันละ 1.3 ล้านลิตร โดยมีแผนการส่งเสริมดังนี้
สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัท บุญเอนก จำกัด และบริษัท พลังเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด เพื่อส่งเสริมเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ ชัยภูมิ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และยโสธร ให้ปลูกมันสำปะหลังป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตเอธานอลเป็นพลังงานทดแทน ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังในเขตปฏิรูปที่ดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดยในปี 2551-2552 มีพื้นที่เป้าหมายกว่า 500,000 ไร่ เกษตรกรประมาณ 25,000 ราย มีกำลังการผลิต 1,050,000 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 346.5 ล้านลิตรต่อปี มีความต้องการมันสำปะหลังสดป้อนเข้าโรงงานวันละประมาณ 6,600 ตัน หรือกว่า 2.2 ล้านตันต่อปี
พลังงานทดแทน เพื่อความมั่งคั่งของนายทุน
จากข้อมูลพื้นฐานการเกษตร – ประเทศไทยมีเนื้อที่รวม 320 ล้านไร่ จำแนกเป็นเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรประมาณ 131 ล้านไร่ ซึ่งเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวทั้งนาปี และนาปรับครอบคลุมพื้นที่ถึง 65 ล้านไร่
และใช้พื้นที่ปลูกสำหรับการปลูกพืชหลัก หรือพืชสำคัญตามนัยยะของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวมประมาณ 15 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ทานตะวัน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ปาล์มน้ำมัน หอมหัวใหญ่ กระเทียม ทุเรียน ลำไย สับปะรดโรงงาน กาแฟ และยางพารา ครอบคลุมพื้นที่ 41 ล้านไร่ (จำแนกเป็น ยางพารา 15 ล้านไร่ ปาล์มน้ำมัน 2.2 ล้านไร่ มันสำปะหลัง 7.3-4 ล้านไร่ อ้อยโรงงาน 6 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6 ล้านไร่)
ปัจจุบัน สถานการณ์ผลิตเอธานอล ในภาคอีสาน ซึ่งมีพื้นที่ 105.5 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ทางการเกษตร 37.43 ล้านไร่ ปลูกมันสำปะหลังประมาณ 3.69 ล้านไร่/ร้อยละ 54 ของพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ ปลูกอ้อยโรงงาน 2.65 ล้านไร่ เพื่อป้อนให้บริษัทไทยง้วน เอธานอล จำกัด จ.ขอนแก่น ผลิตได้วันละ 1 แสนลิตร ใช้วัตถุดิบมันสำปะหลังดิบวันละ 700 ตัน ด้านบริษัท เพโทรกรีน จำกัด (เครือมิตรผล) จ.ชัยภูมิ 2 แสนลิตร และบริษัท ขอนแก่นแอลกอฮอล์ จำกัด ขอนแก่น 1 แสนลิตร และกำลังขยายเพิ่มเป็น 150,000 ลิตรต่อวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ได้ส่งผลให้ราคาพืชผลการเกษตรสูงขึ้น แล้ว ประโยชน์จะตกแก่เกษตรกรได้หรือไม่ จากปีที่แล้วราคาข้าวโพดในตลาดโลกสูงขึ้น 400 % ในประเทศไทยตก กก.ละ 8-9 บาท, แป้งข้าวสาลี ที่ใช้ทำมาม่า ขึ้นราคาจาก 370.35 ต่อกระสอบปริมาณ 25 กิโลกรัม ขึ้นไปอยู่ที่ 484.36 บาท, ราคาน้ำมันปาล์ม ตอนนี้ 38 -43.5 บาทต่อลิตร คาดการณ์ว่าจะขึ้นถึง 49 บาทต่อลิตร ในเดือนหน้า ปัจจุบันราคาปาล์มแพงเป็นประวัติการณ์ มีราคาสูงถึง 850 เหรียญต่อตัน จากปีก่อนหน้าราคาประมาณ 450 เหรียญต่อตัน
“การพยายามตอบสนองความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างไร้ขีดจำกัดนั้น เป็นความบ้าคลั่ง เพราะในความเป็นจริงการมุ่งส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชนั้น ก็คือการแสวงหาผลประโยชน์ใหม่ๆ ของบรรษัทที่หากินกับการค้าด้านการเกษตรอยู่แล้ว (สิ่งแวดล้อมไม่เกี่ยว แถมยังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างแท้จริงอีกด้วย) ราคาพืชผลการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อาหารราคาสูงขึ้นโดยเฉพาะอาหารของคนจน ทรัพยากรของโลกถูกแย่งชิงจากคนจนมากยิ่งขึ้น”
“การต่อสู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน อธิปไตยทางอาหาร และสิทธิของชาวนาชาวไร่ เพื่อความยั่งยืนของครัวเรือนเกษตรยังคงมีความสำคัญสูงสุดไม่ว่าในสถานการณ์ใด นโยบายด้านเชื้อเพลิงจากพืชนั้นต้องเหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่น คนยากคนจนสามารถเข้าถึงได้ แต่หากภายใต้กระบวนการค้าการตลาดผูกขาดของบรรษัทแบบนี้ คนจนจะถูกกีดกันออกไป ฉะนั้นนโยบายต้องส่งเสริมพลังงานชุมชน”
“เพราะการทำลายป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อการเพาะปลูกพืชพลังงาน เป็นเรื่องที่โลกยอมรับไม่ได้ การทำลายป่า ก็เสมือนกับการทำลายถังเก็บคาร์บอนของโลก นั่นคือการทำให้โลกร้อนขึ้น และทำให้ความพยายามในการทำให้โลกเย็นขึ้นเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก นับรวมไปถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เมื่อพื้นที่การเพาะปลูกพืชอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ กำลังถูกเปลี่ยนไปปลูกพืชผลิตน้ำมันเพื่อป้อนรถยนต์ ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตสิ่งแวดล้อมโลก และมนุษย์จะดำรงรอดต่อไปได้อย่างไร”…
แหล่งข้อมูลข่าว : โลคัล ทอล์ค / แหล่งภาพ : http://biodieselstocks.blogspot.com/ และ http://www.earthportal.org/news/
วิถีไร่หมุนเวียน – จำยอมและดิ้นรน
23 พฤษภาคม 2551
เรื่องโดย อัจฉรา รักยุติธรรม
……………………………………………………………………………
ความย่อ :
ไร่หมุนเวียน ระบบการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะปกากะญอ นั้นมีการสืบทอดความรู้การเพาะปลูกที่กลมกลืนกับป่าโดยรอบ ปัจจุบันถูกกล่าวหาเป็นแพะรับบาปกรณีปัญหาหมอกควันในเมืองเชียงใหม่ และการลดพื้นที่ป่าในภาคเหนือ แรงกดดันจากสังคมและกรมป่าไม้พยายามลดพื้นที่ไร่หมุนเวียน โดยไม่คำนึงถึงทางเลือกของเกษตรกรกรบนที่สูงว่าจะดำรงวิถีชีวิต และการพึ่งพาตัวเองได้อยางไร ขณะที่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาแรงกระหน่ำจากเกษตรเชิงเดี่ยว อย่างเช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้บ่อนเซาะทำลายระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียนอย่างไม่อาจหวนคืนได้
“ยาฆ่าหญ้ามันแพงขึ้น เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลหรือเปล่า?” พะตีชิด ถามฉันในระหว่างสับสันเหล็กลงบนดินนุ่มๆ หลังฝนตก
ปีนี้ชาวบ้านหลายคนบ่นคล้ายๆ กันว่ายาฆ่าหญ้าทุกยี่ห้อแพงขึ้นเป็นเท่าตัวจากแกลลอนละสามร้อยกว่าบาทเป็นแกลลอนละเกือบหกร้อย
“เขาลดความเข้มข้นลงหรือเปล่า ทำไมพ่นไปสองรอบเสียเงินเปล่าๆ ดูสิหญ้ายังเขียวอยู่เลย” ชาวบ้านอีกคนที่กำลังหยอดเมล็ดข้าวโพดสามเมล็ดใส่หลุมชี้ให้ดูรอบๆ
ไร่แห่งนี้อยู่ในทำเลดี ที่ดินค่อนข้างราบ ไม่ไกลถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ฤดูเก็บเกี่ยวปีที่แล้วรถโม่ข้าวโพดของพ่อค้าเข้ามาได้จนถึงกลางไร่ โม่เอาแต่เมล็ดใส่กระสอบออกไป ส่วนซังข้าวโพดยังทิ้งไว้ให้เห็นเกลื่อนกลาด
“ยา” (พิษ) ฆ่าหญ้า สมัยก่อนทำไร่ข้าวฤดูหนึ่งถอนหญ้าแค่สองรอบก็พอ สารเคมีอะไรก็ไม่ต้องใช้ แต่ทุกวันนี้เมื่อเผาไร่เสร็จแล้ว ต้องพ่นยาฆ่าหญ้าซ้ำหนึ่งถึงสองรอบ พอข้าวงอกได้ราวหนึ่งฟุตก็จะถอนหญ้าต้นสูงๆ ออก แล้วพ่นยาฆ่าหญ้าตามเพื่อกำจัดหญ้าต้นเล็กๆ ชาวบ้านบอกว่าถ้าไม่ถอนหญ้าต้นสูงออกก่อนหญ้าต้นเล็กๆ ที่ถูกหญ้าต้นใหญ่คลุมเอาไว้จะไม่ถูกยาที่พ่น สักหน่อยก็จะโตขึ้นมาแข่งกับต้นอีกข้าวอีก เปลืองยาพ่นเสียเปล่าๆ
ไกลโพเสด อาร์มี่ กรัมมอกโซน ราวด์อัพ ฯลฯ เป็นชื่อ “ยา” หลายขนานที่ชาวบ้านใช้กำจัดวัชพืชในระยะสี่ห้าปีที่ผ่านมา แต่เหมือนว่ายิ่งใช้ “ยา” เหล่านี้อาการกลับยิ่งทรุดหนักลงทุกที ทั้งค่ายาที่แพงขึ้นทุกปี ทั้งอาการดื้อยาของวัชพืชที่ยิ่งใช้ก็ยิ่งต้องเพิ่มปริมาณ นอกจากผลผลิตจะไม่ได้ดีขึ้นตามที่คาดหมายแล้ว สุขภาพร่างกายของชาวบ้านเองก็ย่ำแย่ลงไปด้วย
“เมื่อวานไปลากสายยางพ่นยา กลับมาทั้งเจ็บตา ทั้งแสบคอ ปวดเมื่อยไปหมด” โส่แบเล่าอาการหลังจากไปช่วยสามีพ่นยาฆ่าหญ้า ปกติการพ่นยาฆ่าเป็นงานของผู้ชายเพราะเป็นงานหนักและอันตราย แม้แต่การแลกเปลี่ยนแรงงานก็จะนับว่าการไปช่วยพ่นยาจะต้องตอบแทนแรงงานด้วยการพ่นยาเท่านั้น แต่หากตอบแทนแรงงานด้วยการทำงานแบบอื่นจะต้องทำงานคืนสองแรง
แม้จะรู้ว่ายามีพิษแต่การจัดหาหน้ากากหรืออุปกรณ์ป้องกันร่างกายในขณะพ่นยาก็เป็นเรื่องเกินกำลัง เท่าที่เห็นชาวบ้านสวมใส่เพียงเสื้อแขนยาวบางๆ และมีผ้าบางๆ ปิดจมูกเท่านั้น บางคนถึงกับเปิดหน้าพ่นยาเสียเฉยๆ ตอนเที่ยงก็พักกินข้าวกันตรงบริเวณที่พ่นยานั่นเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมชาวบ้านหมู่บ้านนี้ถึงเจ็บป่วยวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลกันไม่ว่างเว้น
“สวัสดี…วสันตฤดู”
10 พฤษภาคม 51
บ่ายแก่ๆ …จากอากาศที่ร้อนชื้นจนชวนให้ตัวเหนียว…พร้อมกับความรู้สึกว่าอยากอาบน้ำเป็นการด่วน…
ทันทีที่ตั้งท่าจะถอดเสื้อและปลดกางเกงขาก๊วยไปคว้าผ้าขาวม้า…ลม..ระลอกใหญ่จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือก็พัดพามาปะทะผิวหยาบกร้าน…ให้ขนลุกอย่างกับโดนแป้งเย็นป้ายใต้รักแร้…ซะงั้น!
ฟ้าเริ่มร้อง…อย่างเสียงท้องร้องยามหิวโหย กลิ่นดินเริ่มโชย…อย่างปลาช่อนนึ่งมะนาวยามที่เข้าปากคำแรก… เสียงสายฝนโหมกระหน่ำ…อย่างกับตอนเทหอมแดงซอยลงบนน้ำมันร้อนๆ
เฮ้ยตื่นๆ!! เก็บความหิวไว้ก่อน…ฝนตกแล้ว…ชุดใหญ่เลย! ไปเก็บผ้าที่ตากหลังบ้านเร็ว…
มาแล้วครับ ฤดูฝน…ผมรอคอยเวลานี้ มาได้สักระยะแล้ว…เพราะไม่ค่อยชอบฤดูร้อนสักเท่าไหร่ นอกจากความงามของดอกไม้บานอย่าง หางนกยูง ดอกคูณ และอินทนิลเท่านั้น
คำพยากรณ์เสี่ยงทายปีนี้ คงพอทำให้เกษตรกรมีกำลังใจอยู่มากโข เพราะพระโคท่านเลือกกินข้าว พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหารจะบริบูรณ์ดี กินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วยธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี
แหม่…ฟังแล้ว น่าเอาใจช่วยเกษตรกรเสียจริงๆ หวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น ! แต่ที่แน่ๆที่ผมรู้คือ ปีนี้ นายทุนผู้รับซื้อ-โรงสี มีหวังรวยซ้ำรวยซ้อน …ภาวนาอย่าให้เอาเปรียบ กดราคาผลผลิตจนเกินงามไปล่ะ…
แต่ที่น่าหนักใจ! ก็ขอให้ระวัง..จะเกิดสงครามน้ำ เพราะใครๆ ต่างกันหันมาปลูกข้าวมากขึ้น จากที่ทำนาปี ปีละครั้ง ก็ดันขอขยันทำงานเพิ่ม ทำนาปลังเข้าให้อีกหน…แหม่…งานนี้…เพราะเงินแท้ๆ เลยจริงน้า…
…อย่างไรเสีย…ก็ยังยินดีที่ประเทศเรายังคงมีข้าวกิน…มีผืนดินที่อุดมด้วยความหวัง … แม้ว่าเราอาจจะพลัดหลงอยู่ในกระแสของโลกบริโภคนิยมอันเชี่ยวกราดก็ตาม…
แต่เมื่อถึง…วันหนึ่ง! เราอาจได้เรียนรู้กับความหมายที่ชวนให้ตื่นจากภวังค์…ว่าสุดท้ายแล้ว… “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”
“สวัสดี…วสันตฤดู”
……………………………………..
ความรู้เพิ่มเติม*
วันพืชมงคล หมายถึง วันที่กำหนดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีเก่าแก่มาแต่โบราณ ที่เสริมสร้างให้เกิดขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรของชาติ พระราชพิธีพืชมงคลได้เริ่มมีขึ้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระราชพิธี 2 พิธี รวมกันคือ พระราชพิธีมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์อย่างหนึ่ง กับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยพิธีสงฆ์จะจัดในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลท้องสมนามหลวง การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้กระทำเต็มรูปแบบครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ.2479 แล้วว่างเว้นไป ต่อมาในปี พ.ศ.2503 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้ฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีกระแสรับสั่งให้ปรับปรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัย ในการประกอบพระราชพิธีพืชมงคล พระมหากษัตริย์ จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทำขวัญพืชพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ข้าวเปลือก เป็นต้น ส่วนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกหน้าขวัญ เป็นพระราชพิธีเริ่มการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยจะโปรดเกล้าแต่งตั้งนางเทพีหาบพันธุ์พืช เช่น พันธุ์ข้าว ตามหลังพระยาแรกนา โดยมีพระโคเทียมแอกและไถพร้อมอยู่ ณ บริเวณนาจำลองที่ท้องสนามหลวง พระยาแรกนาจะไถหว่านพันธุ์พืช โดยใช้พันธุ์พืชที่นางเทพีหาบตามหลัง หว่านลงบนนาจำลองเสมือนเป็นการประกาศแก่เกษตรกรว่า ฤดูกาลทำนาเริ่มแล้ว โดยสมมุติว่าพระมหากษัตริย์ ทรงพระกรุณาเริ่มการหว่านไถเป็นแบบอย่างและเป็นมงคล เพื่อให้เกษตรกรดำเนินตาม
สำหรับการพยากรณ์ในการเสี่ยงทาย ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะเป็น
- ผ้านุ่งแต่งกาย ผ้านุ่ง ซึ่งพระยาแรกนาขวัญ ตั้งสัตยาอธิฐานหยิบนั้นเป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน คือ หกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ผ้านุ่งนี้จะวางเรียงบนโตก มีผ้าคลุมให้พระยาแรกนาขวัญหยิบ ถ้าหยิบได้ผืนใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น คือ
- ถ้าหยิบได้ผ้า 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่
- ถ้าหยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่าน้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในในนาจะได้ผลบริบูรณ์และผลาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี
- ถ้าหยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้างไม่ได้ผลเต็มที่
ของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโคนั้นมีข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา หล้า น้ำ และหญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น คือ
- ถ้าพระโคกินข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหารจะบริบูรณ์ดี
- ถ้าพระโคกินถั่วหรืองา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี
- ถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี
- ถ้าพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง
ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (ร.9) ทรงเพาะพันธุ์ข้าวชั้นดีในเขตพระราชฐาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่จัดพันธุ์ข้าวบรรจุซองเพื่อแจกแก่เกษตรกรด้วย ส่วนตำแหน่งพระยาแรกนาในสมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงต้นรัชกาลที่ 4 ได้แก่ เจ้าพระยาพลเทพ ส่วนพระยาแรกนาในรัชกาลปัจจุบัน (ร.9) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นพระยาแรกนา พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี เนื่องจากระยะนี้เป็นระยะที่เหมาะสม ที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของคนไทย แต่มิได้กำหนดวันที่แน่นอน เพียงแต่พิจารณาว่า วันใดในเดือนหก หรือเดือนพฤษภาคม ที่มีฤกษ์ยามเหมาะสมก็ให้จัดในวันนั้น
ไปเข้าสวน…ไปไหม?
สุขสันต์วันแรงงาน…สากล
พี่ไทยเราพอถึงวันแรงงานทีไร มีอยู่ไม่กี่อย่างที่เราจะได้ยิน
1 ลุ้นขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
2 ข้าวของ อาหาร สัพเพเหระ ขอปรับขึ้นราคาตามซะงั้น
3 ไปกินเหล้ากัน ทั้งๆที่รู้ว่า (เครียด กินเหล้า)…จน
4 ไปเที่ยวห้างดีฝ่า แอร์เย็นฉ่ำ …อืม ม ไปเฮอะ!
ไปเข้าสวน…ไปไหม?
…ไม่มีเสียงตอบรับ จาก(…)ที่ท่านเรียก
ในจำนวนคน100 คน เราจะพบว่ามีประมาณ 10 % เท่านั้นที่จะมีสัญญาณตอบรับ ในการไปสำรวจเรือกสวนไร่นา ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ไปทำไม ฉันไม่มีสวนซะกะหน่อย ก็จริงครับ ไม่มีแล้วจะไปไหน เพื่ออะไร?
อันที่จริงถ้าเราคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะไปเสาะหา ยิ่งถ้าอยู่ต่างจังหวัดด้วยแล้ว ยิ่งง่ายไปใหญ่ แค่ลองสังเกตข้างทางว่ามีที่ไหนที่เขาชอบเขียนชื่อประกาศไว้ เช่น ฟาร์ม….. สวน…… ไร่……..สถานีทดลองเกษตร….ที่แบบนี้แหละครับ ที่จะทำให้เราได้เปิดหูเปิดตาดูโลกกว้างที่เราอาจยังไม่เคยรู้… ใครหลายคนมัวแต่เอาชีวิตไปลงกับขวดเหล้ามากเกินไปจนมองไม่เห็นโลกนอกขวด หรือถ้าเห็นป่านนั้นก็คงมึนอยู๋ เห็นอะไรไม่ค่อยชัด… ส่วนบางคน ชีวิตฉันมีเงินซะอย่าง จะซื้ออะไรก็ได้…(แต่ไม่ทั้งหมด) อยากได้ผักผลไม้ ก็ไปซื้อที่ห้าง ง่ายนิดเดียว! เออมันก็จริง! แต่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าไอ้ที่ซื้อเขากินน่ะ มันเป็นยังไง? บางคนกินสตรอเบอรี่ ยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำว่าหน้าตาต้น-ใบ มันประมาณไหน? มันปลูกกันที่ไหนว่ะ? และที่สำคัญไม่เคยรู้อะไรเลยว่ามันปลอดภัยหรือเปล่า? …วันหนึ่งลองได้ไปสวนสตรอเบอรี่แล้วอาจจะไม่อยากกินมันเลยอีกก็ได้! หากได้รู้ว่า แม่เจ้าโว้ย !!! เฮ้ยมันใช้สารเคมีกันเป็นรถบรรทุกเลยหรือว่ะเนี่ย!!! ก็มัวแต่อยู่ปลายทางซะขนาดนั้น ไม่ไปลองดูต้นทางซะบ้างล่ะว่ามันเป็นยังไง? จะได้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น รักตัวเองมากขึ้น
ว่างวันไหน? ก็ไปซะ ไปเข้าสวน แม้มันเป็นของคนอื่น แม้แค่เฉียดๆ ก็ยังดี ขอให้ได้ไป !
เพราะคิดจะกิน คิดจะใช้ บางทีมันก็ต้องรู้เขารู้เราหน่อย จริงป่ะ!
จ่ายเงินไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องก็มีบ่อย ออกไปเปิดหู เปิดตา มันคงไม่ยากล่ะมั้ง ?
ว่าด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนใน ชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และ ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลก ภายนอกได้เป็นอย่างดี
หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้
1 กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจาก วิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนา
>> ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
>> การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล4 เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
>> เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความ อดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต5 แนวทางปฏิบัติ / ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี
เศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนา ที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสียงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณ และความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร และความอดทน สติ และปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี
เศรษฐกิจพอเพียงความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิด ที่ชี้บอกหลักการ และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ ในขณะที่ แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรม เฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม
ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานกับแบบ ก้าวหน้า ได้ดังนี้
ความพอเพียงในระดับบุคคล และครอบครัว โดยเฉพาะเกษตรกรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน เทียบได้กับ ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝน และประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว จากการแก้ ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่ง และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้อง การพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็น การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว
http://www.youtube.com/watch?v=cHiGDJL2Qfs
อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือ จากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม
ความพอเพียงในระดับชุมชน และระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็น เรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกัน ในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ
http://www.porpeanglife.com/2008/download/movie/03_ชุมชนเป็นสุข.zip
กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัว หรือองค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อ ร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่ม และส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามกำลัง และความสามารถของตน ซึ่งจะสามารถทำให้ ชุมชนโดยรวม หรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง
ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่
ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจ สร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือ ร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วย ชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง กลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียง ที่เชื่อมโยงกันด้วยหลักไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ วิเคราะห์ปัญหาโลกร้อน “พืชอาหาร VS พืชพลังงาน”
สัมภาษณ์ และเรียบเรียงโดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์
ความย่อ : บทสัมภาษณ์ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) กล่าวถึงกระแสการส่งเสริมปลูกพืชพลังงาน และลดพื้นที่การปลูกข้าว ซึ่งอาจทำลายเกษตรกรรายย่อยในระยะยาว ขณะที่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตร บรรษัทข้ามชาติ ได้รับผลประโยชน์โดยไม่คำนึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยที่จะต้องเผชิญในอนาคต
ความเปลี่ยนแปลงของระบบการผลิตภายหลังการยุคปฏิวัติเขียว และการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้จังหวะชีวิตในการบริโภคของมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นานมาแล้วที่วิธีการผลิตกับวิธีการบริโภค รวมถึงกลไกทางการตลาด – อุปสงค์อุปทานไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมดุล และเป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป เนื่องด้วยปัจจัยแทรกแซงจากอำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจ…
เมื่อรัฐ บรรษัทธุรกิจการค้าและสื่อมวลชนทั้งหลาย ได้ทำหน้าที่เป็นผู้วางหมาก และกำหนดกลไกด้านการตลาด และวิถีการผลิต – บริโภคใหม่ เพื่อตอบสนอง หรือเอื้อต่อการกอบโกยผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลักเพียงเท่านั้น ด้วยการเปลี่ยนระบบการเพาะปลูกพืชที่หลากหลายของเกษตรกรรายย่อย เป็นการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวของเกษตรกรรายใหญ่ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ
ด้วยเหตุนี้เอง การกอบโกยที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายศตวรรษนี้ จึงได้ขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติบนโลก และได้กดขี่ขูดรีดทั้งแรงงาน และวัฒนธรรม – ความรู้ดั้งเดิมของมนุษย์ที่มีความหลากหลายทางด้านการจัดการ และพืชพันธุ์ที่ปลูก ซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติแวดล้อมได้ถูกทำลายไป ความหลากหลายของพืชและสัตว์ลดลงอย่างมาก…
ปัญหาสิ่งแวดล้อม และภัยธรรมชาติกต่างๆ อาทิ ภาวะโลกร้อน ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง มลพิษทางดิน น้ำ อากาศ พื้นที่ป่าลดลงอย่างน่าใจหาย ปัญหาเกษตรกรไร้ที่ดิน วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันหวนคืนได้อีก สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากวิธีการผลิตและการบริโภคที่เปลี่ยนไปของมนุษย์นั่นเอง ในวันนี้ “การผลิตที่รวดเร็ว ทำให้คนต้องบริโภคเร็วขึ้นและมากขึ้น เราใช้ทรัพยากรเพิ่มทวีขึ้น แน่นอนว่า โลกใบนี้ก็จะหมดอายุเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน”
หากย้อนมองมายังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกมุมโลก เมื่อพลังงานน้ำมันเป็นปัจจัยพื้นฐานหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ วิกฤตน้ำมันที่ใกล้จะหมดจากโลก ได้ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตความมั่นคงทางอาหารขึ้นแล้ว เมื่อการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานกำลังคุกคามพื้นที่การเพาะปลูกข้าว และพืชอาหารอื่นๆ ลองอ่านความคิดจากบทสัมภาษณ์ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ต่อประเด็นเหล่านี้กันคะ
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กล่าวว่า ประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือความขัดแย้งระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงานซึ่งมีการผลักดันให้มีการขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นภาวการณ์แย่งชิงทรัพยากรกันอยู่ และตามที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้กำหนดวาระนี้ไปแล้ว ซึ่งไม่ว่าใครจะเห็นพ้องด้วยหรือไม่ก็ตาม นายธนินทร์ได้เสนอให้มีการขยายพื้นที่การปลูกพืชพลังงานเพิ่มขึ้น เช่นเสนอให้เพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มอีก 12 ล้านไร่ และลดพื้นที่การปลูกข้าวลงให้เหลือประมาณ 25 ล้านไร่จากที่เราเคยมีอยู่ประมาณ 55-60 ล้านไร่
“หากเป็นเช่นนี้ การเปลี่ยนการใช้พื้นที่จากการเพาะปลูกพืชอาหารไปปลูกพืชพลังงานจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวอย่างแน่นอน สำหรับประเทศไทยแล้ว ความมั่นคงทางอาหารนั้นมีรากฐานหลักการผลิตที่สำคัญมาจากเกษตรกรรายย่อย และการใช้พื้นที่เพาะปลูกอย่างหลากหลาย ฉะนั้นผลที่ตามมาเมื่อมีการลดพื้นที่การผลิต การเพาะปลูกข้าว สิ่งแรกคือ จำนวนเกษตรกรก็จะลดลง สิ่งที่สองก็คือ จะมีการผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเก็บผลผลิตให้ได้มากขึ้น”
วิฑูรย์ กล่าวต่อว่า แม้ว่าชาวบ้าน-เกษตรกรจะสามารถทำการผลิตได้ผลจริง แต่ก็ต้องอาศัยปัจจัยการผลิตมากขึ้น สุดท้ายชาวบ้านก็ไม่ได้อะไรเลย กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์คือกลุ่มบริษัทธุรกิจการเกษตรเท่านั้นเอง แนวคิดการเปลี่ยนฐานการผลิตจากพืชอาหารไปเป็นพืชพลังงานนี้ แท้จริงแล้วการผลิตจะต้องอยู่ภายใต้พันธนาการของบรรษัทยิ่งกว่าการผลิตพืชอาหารเสียอีก เพราะนอกจากเกษตรกรจะต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิต และเทคโนโลยีต่างๆ แล้ว ยังต้องส่งผลผลิตให้โรงงานจึงต้องพึ่งพาอยู่กับระบบอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งสำหรับพืชอาหารยังคงสามารถพึ่งพากลไกทางการตลาด หรือระบบตลาดแบบเดิมได้อยู่บ้าง และยังมีกลุ่มผู้ประกอบการในขั้นตอนต่างๆ อยู่มากราย แต่สำหรับพืชพลังงานแล้วนั้นมีน้อยรายกว่ามากนัก
ผอ.มูลนิธิชีววิถี กล่าวต่อว่า ในท่ามกลางสถานการณ์เหล่านี้ ก็มีข้อเสนอขึ้นมาด้วยว่าควรจะต้องมีการเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์จากพืชจีเอ็มโอ (พืชตัดต่อพันธุกรรม) มากยิ่งขึ้น จึงเกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาว่า ยังไม่มีการพิสูจน์ได้เลยว่า พืชจีเอ็มโอได้ผลผลิตมากกว่าพืชทั่วไป แม้กระทั่งการปลูกพืชจีเอ็มโอในสหรัฐอเมริกามาหลายปี ก็เห็นชัดว่าพืชจีเอ็มโอไม่ได้ให้ผลผลิตมากไปกว่าพืชทั่วไป คิดเฉลี่ยตามปริมาณผลผลิตเทียบกับขนาดของพื้นที่เพาะปลูก หรือผลผลิตต่อไร่ไม่ได้สูงกว่าเลย
“สิ่งที่สำคัญคือในการผลิตพืชแบบนี้ อำนาจในการผลิตจะตกไปอยู่ในมือของบรรษัทมากขึ้น นอกจากเรื่องของปุ๋ย ยาเคมีแล้ว ก็ต้องเพิ่มเรื่องพันธุกรรม (สิทธิบัตรพันธุ์พืช) เข้าไปด้วย ส่วนด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ปัจจุบันก็เกิดเหตุการณ์บุกรุกที่ป่ากันอย่างมาก เพื่อนำมาปลูกพืชพลังงาน”
นอกจากนี้ คือต้องเฝ้าระวังคือ บรรษัทและอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ ที่จะถือโอกาสผลักดันนโยบายของรัฐ เพื่อสนองผลประโยชน์ตน เช่น การลดพื้นที่ปลูกข้าวลง ให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่บริษัทตนได้ประโยชน์ เช่น ใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งต้องการน้ำและปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก รวมทั้งต้องซื้อพันธุ์จากบริษัททุกฤดูกาลผลิต และอาจถือโอกาสผลักดันพืชดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะข้าวโพด ถั่วเหลือง รวมถึงข้าว ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานและผลการศึกษาใดๆยืนยัน ว่าจะเกิดผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมไทย”
“ไม่เพียงเท่านั้น อาจมีการผลักดันให้มีจัดสรรพื้นที่เกษตรกรรมใหม่ เพื่อทำนิคมเกษตรกรรมใหม่ ที่ให้เกษตรกรมาเป็นแรงงานรับจ้าง โดยอ้างว่าเพื่อรับภาระความเสี่ยงแทนเกษตรกร หรือขยายโครงการเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) ออกไป โดยที่ดินยังเป็นของเกษตรกร แต่บริษัทควบคุมการผลิตและการตลาดไว้ในมือของตนแต่เพียงผู้เดียว และอาจเสนอเปลี่ยนพื้นที่ผลิตอาหารมาเป็นพืชพลังงานที่เกษตรกรต้องขึ้นต่อบรรษัทขนาดใหญ่มากขึ้น สัดส่วนการพึ่งพาอาหารในไร่นาตนเองลดลง เช่นเกษตรกรในภาคอีสานภาคกลางลดลงจาก 37-39 % เหลือเพียง 6 % ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ยของเกษตรกรในภาคใต้ที่ปลูกยางพารา”
นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิข้าวขวัญ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เสนอให้รัฐบาลยึดนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา คือ “ครัวเรือนเกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ส่งเสริมการขยายกระบวนการเรียนรู้ระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร” โดย “เกษตรกรและชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางและแนวทางด้วยตนเอง” และ “อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจระดับประเทศ”
“ฉะนั้น หัวใจสำคัญของปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คือเราต้องคิดถึงการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ หรือการกระจายทรัพยากรกันอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้ไม่ว่าจะมีการพูดถึงการจัดสรรทรัพยากร หรือนโยบายส่งเสริมการเพาะปลูกทั้งพืชอาหาร และพืชพลังงาน ก็เป็นการส่งเสริมการผลิตเพื่อการค้าเป็นสำคัญเท่านั้น ภายใต้กลไกดังกล่าวนี้ เกษตรกรรายย่อยก็ยังคงตกอยู่ในภาวะที่ถูกบีบให้ต้องสูญเสียที่ดินออกไปมากยิ่งขึ้นทุกที ก็ทำให้กำลังการผลิตอาหารลดลงอีกด้วย นี่เป็นเรื่องใหญ่”
ผอ.มูลนิธิ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ณ วันนี้ว่า แม้ราคาข้าวจะดีขึ้นมากก็ตามแต่มีชาวนาฆ่าตัวตาย เพราะแท้จริงแล้ว ฐานทรัพยากรไม่ได้เป็นของชาวนา ไม่ว่าจะขายข้าวได้เงินมาก แต่ชาวนาจะได้จริงๆ เท่าไรไม่รู้เลย เพราะราคาปุ๋ยก็แพงขึ้นมาก ดังนั้นหากจะพูดกันถึงประเด็นปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ก็ต้องพูดถึงเรื่องการกระจายปัจจัยทางการผลิต ทั้งที่ดิน และรวมถึงเทคโนโลยีด้วย ที่ดินและเทคโนโลยีต้องอยู่ในมือของชาวนา แต่สิ่งที่บรรษัทธุรกิจต่างๆ นำเสนอต่อรัฐ ก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองทั้งสิ้น
โดยได้ยกตัวอย่าง กรณีที่มีการนำอาหารสัตว์ หรือข้าวโพดราคาถูกเข้ามา เนื่องจากราคาอาหารสัตว์ในประเทศแพงขึ้น บรรษัทเองก็ไม่ได้คำนึงถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลย คำนึงแต่การจะลดต้นทุนการผลิตของตัวเองเท่านั้น หรือกรณีของราคาเนื้อสัตว์แพงขึ้น รัฐก็ไม่มองว่าจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องราคาอาหารเป็นต้น นั่นคือการคิดถึงแต่ประโยชน์ของกลุ่มตนเป็นหลัก
อีกทั้ง “ที่ผ่านมารัฐไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่รัฐทำหน้าที่และเป็นกลไกหนึ่งที่ตอบสนองต่อบรรษัท ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือนโยบายทางการค้าใดๆ ก็ตาม ฉะนั้นภายใต้กลไกสถานการณ์ และวิกฤตพืชอาหารกับพืชพลังงานนี้ เราก็คงพึ่งพารัฐไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ ขบวนการภาคประชาชนต้องรีบแสดงจุดยืนร่วมกัน และมีข้อเสนอร่วมกันต่อสถานการณ์นี้อย่างเร่งด่วน โดยไม่ปล่อยให้กลุ่มธุรกิจ หรือภาครัฐที่อ้างว่าเป็นตัวแทนในการตัดสินใจเพื่อประชาชน ทำหน้าที่นั้นแต่เพียงผู้เดียว เพราะว่าเรากำลังถูกกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมกำหนดวาระอยู่ในขณะนี้ ภาคประชาชนต้องร่วมกำหนดวาระเอง และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย” วิฑูรย์ กล่าว







































