"โลกอิ่มเอม" (ในความธรรมดาแห่งชีวิต)

"โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…"

Archive for Uncategorized

“จดหมายต่างหน้า”

ขอเวลาเดินทางไปตามแรงดึงดูดจักรวาลชั่วคราว….นะมิตรสหายทั้งหลาย…

ลาพักฝน…

ลาพักฝน…สัก 2 วันนะ… ระหว่างนี้ ก็ให้เข้าไปดูที่บล็อก http://2art.wordpress.com พลางๆ ก่อน…เจอกันวันอังคาร…เหล่าสหาย…

โอ๋ อิ่มเอม

“ดูนก” กันเถิด…จะเกิดผล!

 

นก . . สัญญาณเตือนภัยจากโลกร้อน

                ปัจจุบันประชาคมโลกยอมรับแล้วว่า ภาวะโลกร้อนไม่ใช่นิทานหลอกเด็ก ของนักวิทยาศาสตร์กระต่ายตื่นตูมอีกต่อไปพวกเราทุกคนล้วนรับรู้ได้ถึงผลกระทบทั้งทางตรงทางอ้อมของภาวะโลกร้อน

            สภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติปกติที่เคยเกิดขึ้นกับโลกที่ผ่านเข้าออกยุคน้ำแข็ง อันเป็นผลจากการเบี่ยงเบนวิถีวงโคจรของโลกที่บางครั้งเข้าใกล้หรือบางครั้งห่างไกลจากดวงอาทิตย์เป็นวัฐจักรครั้งแล้วครั้งเล่า มาแล้วชั่วกัปชั่วกัลป์

            การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้รวดเร็วเกินกว่าครั้งใดๆ จนเชื่อได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ ผิดธรรมชาติอันเป็นผลมาจากน้ำมือมนุษย์นั่นเอง

            อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงให้เรารู้สึกอึดอัด หงุดหงิด เหนียวตัวจนต้องวิ่งไปตากแอร์ตามห้างฯ     ผลกระทบของมันยิ่งใหญ่กว้างไกลและลึกซึ้งกว่านั้นมาก

            ปัญหาความแห้งแล้ง การเหือดแห้งของสายธารที่หล่อเลี้ยงชีวิต ไฟป่าที่รุนแรงและถี่ขึ้น สังคมป่าที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตทั่วโลก

            สิ่งมีชีวิตน้อย ใหญ่เหล่านี้เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนการสร้างความอุดมสมบูรณ์และความปกติสุขของระบบนิเวศและระบบพยุงชีวิตของโลก (life – support system) ที่ดำเนินมาช้านาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังทุกชีวิตบนโลก

            นักดูนกอาจสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกได้โดยตรง นกหลายชนิดที่ปกติจะต้องอพยพย้ายถิ่นจากเขตหนาวลงมายังเขตร้อนในช่วงฤดูหนาวกลับไม่อพยพลงมา เนื่องจากฤดูหนาวในตอนบนของทวีป ไม่หนาวจัดจนเป็นปัญหาต่อการดำรงชีพอย่างในอดีต หรือบางตัวที่อพยพลงมาก็บินกลับไปถิ่นหนาวเร็วขึ้นกว่าที่เคยมีบันทึกไว้แต่ก่อน หลายสัปดาห์ (เช่น บินอพยพกลับไปตั้งแต่มีนาคม แทนที่จะเป็นเมษายนเป็นต้น)

            การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความแห้งแล้งส่งผลต่อปริมาณและจังหวะเวลาของการออกดอก ออกผลของไม้ป่าหลายชนิด นกที่กินผลไม้เป็นหลักอย่างนกเงือก นกโพระดก จึงได้รับผลกระทบโดยตรง

            ผลการศึกษาระยะยาวของโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือกที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้  ระยะเวลาตั้งแต่นกเข้าโพรงรัง ออกไข่  เลี้ยงลูกจนลูกนกออกจากโพรงรัง ของนกกก หรือ นกกาฮัง ยืดเวลาออกจากเดิมเฉลี่ย 120 วันเป็นราว 140 วันในปัจจุบัน  สาเหตุหนึ่งอาจเนื่องจากผลไม้ที่เป็นพืช อาหารนกไม่เพียงพอนั่นเอง

            ตัวอย่างที่ชัดเจนอีกอย่างคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับดอยอินทนนท์ และดอยสูงทางภาคเหนือ

            ป่าดิบเขาเป็นระบบนิเวศที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก      ทุกวันนี้เมื่อเราไปเที่ยวยอดดอยอินนนท์ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของป่าได้อย่างชัดเจน จากสภาพป่ายอดดอยที่เคยชุ่มชื้น มีเมฆหมอกปกคลุม ลำต้นและกิ่งไม้ถูกปกคลุมห่อหุ้มไปด้วยเฟิร์นและกล้วยไม้นานาชนิด ดูเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำ เปล่งปลั่งไปทั้งป่า

            มาวันนี้ เรากลับพบ ต้นก่อ ต้นกุหลาบพันปี หลายต่อหลายต้นยืนแห้งตาย หักล้มระเนระนาด ผืนมอสที่ปกคลุมกิ่งก้านหลุดออก ถลอกปลอกเปิดเป็นแผ่นๆ  เฟิร์น กล้วยไม้ และไลเค็น แห้งกรอบตายคาต้น  ดูแล้วเป็นสภาพที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง

            ข้อมูลจากการสำรวจนกประจำปีดอยอินทนนท์ (Inthanon Bird Census) แสดงให้เราเห็นว่า นกหลายชนิดที่เป็นนกประจำถิ่นที่พบแต่เพียงในป่าดิบเขาสูงเริ่มลดจำนวนลง ในขณะที่เรากลับพบนกที่ปกติอาศัยในป่าต่ำลงมาที่ทนต่อความแห้งแล้งได้มากกว่า มาอาศัยทดแทน

            เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยให้พวกเราตระหนักถึงอันตรายอันใหญ่หลวงที่กำลังจะตามมา

            หากแต่มีใครบ้างที่ใส่ใจ ฟังสัญญาณเตือนเหล่านี้และลงมือแก้ไขก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

            ถึงคราวต้องลั่นเสียงไซเรน ประกาศภาวะฉุกเฉินทางนิเวศแล้วกระมัง

 

 

ดูนก ช่วยลดโลกร้อน…ได้อย่างไร

            การดูนกเป็นกิจกรรมที่สนุก น่าตื่นเต้น ผู้เข้ามาเรียนรู้การดูนกจะรู้สึกเพลิดเพลินกับพฤติกรรม สีสันรูปทรงแปลกตาและเสียงร้องที่ไพเราะหลากหลายของนกนานาพันธุ์

            เมื่อเริ่มรู้จักนก ก็เริ่มมีความช่างสังเกต มองเห็น นกรอบๆตัวมากขึ้นและยิ่งมีความต้องการค้นหานกพันธุ์แปลกๆที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน    กิจกรรมดูนกจึงนำพานักดูนก เข้าไปสัมผัสธรรมชาติในโลกกว้างในระบบนิเวศต่างๆ ตั้งแต่ชายทะเล และป่าชายเลนริมฝั่งอ่าวไทยตอนใน จนถึงป่าเมฆแห่งยอดดอยอินทนนท์  และจากพื้นที่ชุ่มน้ำริมโขงเหนือสุดแดนสยาม จนถึงป่าดิบชื้น แห่งฮาลาบาลา ชายแดนมาเลเซีย

เมื่อยิ่งได้รู้จักนกและเรื่องราวชีวิตพวกของมันมากเท่าใด นักดูนกก็เริ่มเห็นความเกี่ยวโยงของนกและสิ่งแวดล้อมที่มันอาศัย   ในที่สุด นักดูนกจะสามารถปะติดปะต่อจิ๊กซอร์ข้อมูลจนมองเห็นภาพใหญ่ เกิดความเข้าใจการทำงานของระบบนิเวศที่ซับซ้อนได้

จากความรู้และความเข้าใจ นักดูนกจึงเกิดความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน มีความรัก ความเมตตา ต่อสรรพชีวิตรอบตัวมีความเคารพและศรัธทาต่อวิถีแห่งธรรมชาติ ลดอัตตาและความอหังการของการเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์  มองเห็นผลกระทบของการกระทำของตนต่อส่วนรวม

             และเมื่อถึงวันที่นักดูนกตระหนักมากพอ เขาก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้บริโภคแต่พอเพียง ไม่ติดความสะดวกสบาย ลดความสิ้นเปลืองฟุ้งเฟ้อสูญเปล่า  ดำเนินชีวิตให้ส่งผลกระทบเบียดเบียนและเป็นภาระต่อโลกให้น้อยที่สุด และยังชักชวนเพื่อนฝูงให้มาเป็นแนวร่วมอุดมการณ์ หรือลุกขึ้นแก้ไขฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมด้วยตนเองอย่างเป็นรูปธรรม

            ดังนี้แล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่ากิจกรรมดูนกช่วยหล่อหลอมคน ให้เป็นคนดี มีสำนึกและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและต่อโลก

            หากเราสามารถปลูกฝังเผยแพร่ความรักธรรมชาติ รักนกให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในหมู่ประชาชนแล้ว   โลกนี้ก็อาจสามารถพ้นวิกฤตและความหายนะจากภาวะโลกร้อนและการล่มสลายของระบบนิเวศที่ค้ำจุนชีวิตทั้งมวลบนโลก ไปได้

 

 

 10 วิธี ที่นักดูนกจะช่วยลดโลกร้อน

1. ปลูกต้นไม้ เยอะๆ จัดทำบริเวณบ้านให้ร่มรื่นให้เป็นที่อยู่ และแหล่งอาหารของนก ทำให้ได้มีนกเข้ามาอาศัยในบ้านมากมาย และช่วยลดก๊าซเรือนกระจก

2. ลดการใช้น้ำมัน เดินทางไปดูนกด้วยระบบขนส่งมวลชน หรือแชร์รถกัน หารเฉลี่ย ทางเดียวกันไปด้วยกัน ลดการใช้เครื่องบิน เดินทางไปดูนกในประเทศลองเลือกใช้ระบบขนส่งอื่นๆ เช่นรถไฟ รถประจำทาง เพราะระยะทางเท่ากัน เครื่องบินใช้เชื้อเพลิงมากที่สุด

3. ลดการใช้ไฟฟ้า เปิดเท่าที่จำเป็น ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ อย่าชาร์ตไฟข้ามวัน เปิดแอร์ที่อุณหภูมิพอเหมาะ ทำความสะอาดสม่ำเสมอ หรือออกมาเดินดูนกรับลมนอกบ้านก็ประหยัดไฟเหมือนกัน

4. ช็อบปิ้งอย่างมีสติ ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ลดการใช้บรรจุภัณฑ์

5. พกถุงผ้าใส่ของ ลดการใช้ถุงพลาสติก ลดการสร้างขยะ

6. ลดความสะดวกสบายลงเสียบ้าง วางแผนการใช้ชีวิต ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา

7.ใช้จักรยานหรือเดินมากขึ้นถ้าเดินทางไม่ไกล อย่าลืมว่ามีขา

8. ลดขยะ โดยการใช้ให้น้อยลง หรือแยกขยะก่อนทิ้ง ใช้ของรีไซเคิล คัดแยกของที่ยังมีประโยชน์ส่งต่อให้คนที่ต้องการ และซ่อมแซมของใช้เพื่อลดการทิ้งขยะ ไปดูนกต่างจังหวัด เราก็พกไปบริจาคให้เด็กที่ขาดแคลน

9.ใช้พลังงานสะอาด เช่นพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์

10.บริโภคอาหารออร์แกนิก ปลอดภัยกับตัวเองเพราะปลอดสารเคมี และบริโภคของที่ผลิตในประเทศ  เพราะเป็นการลดการใช้เชื้อเพลิงในการขนส่ง และลดการเสียดุลการค้า

 

Text : นพ. รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์

สมาคมอนุรักษ์นกและ ธรรมชาติแห่งประเทศไทย http://www.bcst.or.th/index.htm

ภาพประกอบ : Jeab /    www.thaibirder.com 

Timmy / www.atdesignphoto.com  

www.surfbirds.com

“วันกรรมกรสากล” กับการปฏิวัติเพื่อการอยู่ร่วม และอยู่รอด

 

เขียนโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์ ชื่อบทความเดิม ภัควดี เล่าเรื่องกำเนิดวันแรงงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในจุลสารเสมอภาค ฉบับที่ 2: พฤษภาคม มิถุนายน 2551
ความย่อ : กว่าจะเกิดวันกรรมกรสากลขึ้นมาสักหนึ่งวัน การเรียกร้องของแรงงานจากทั่วโลก แต่การสำแดงพลังของชนชั้นกรรมาชีพอาจทำให้ภาครัฐหวาดหวั่น รัฐในหลายๆ ประเทศจึงพยายามเข้ามาแทรกแซงความหมายของวันกรรมกรสากล ไม่ต่างจากวันกรรมกรหรือวันแรงงานแห่งชาติของไทยที่ถูกลดความหมายเหลือเพียงวันที่จัดงานรื่นเริงประจำปีเท่านั้นเอง

 

นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา การผลิตในระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่มีสภาพเปรียบเสมือน โรงสีปีศาจชนชั้นแรงงานถูกขูดรีดอย่างหนักเพื่อการสั่งสมทุนในระบบทุนนิยม คนงานต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-18 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยหรือสวัสดิการใดๆ ทั้งสิ้น

ความเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานเพื่อปลดแอกตัวเองเกิดขึ้นเป็นระยะๆ นับครั้งไม่ถ้วน การต่อสู้เรียกร้องให้ลดชั่วโมงทำงานปะทุขึ้นทั้งในยุโรป ละตินอเมริกา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ใน ค.ศ. 1840 ที่อาณานิคมเวลลิงตันในนิวซีแลนด์ ช่างไม้ชื่อ ซามูเอล พาร์เนลล์ ยืนกรานไม่ยอมทำงานมากกว่าวันละ 8 ชั่วโมง พาร์เนลล์เรียกร้องให้ช่างฝีมือคนอื่นๆ สนับสนุนเวลาทำงานแปดชั่วโมงนี้ และในเดือนตุลาคมของปีนั้น การประชุมของแรงงานในอาณานิคมเวลลิงตันก็ลงมติสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว

ใน ค.ศ. 1872 ที่ประเทศแคนาดา ช่างพิมพ์คนหนึ่งในเมืองโตรอนโตลุกขึ้นเรียกร้องเวลาทำงาน 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในสมัยนั้น ความเคลื่อนไหวของแรงงานเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย กระนั้นก็ไม่ทำให้กรรมกรกว่า 10,000 คน ออกมาเดินขบวนประท้วง จนกดดันให้เซอร์จอห์น แมคโดนัลด์ นายกรัฐมนตรีของแคนาดาในสมัยนั้น ต้องยอมยกเลิกกฎหมายต่อต้านสหภาพแรงงานในที่สุด

ช่วง ค.ศ. 1882 มีการนัดหยุดงานของคนงานรถไฟในกรุงโตเกียว คนงานไร่ในประเทศรัสเซีย และคนงานเหมืองแร่ในประเทศฝรั่งเศส ตลอดช่วง ค.ศ. 1884-1886 มีการนัดหยุดงานในสหรัฐอเมริกาหลายพันครั้ง และมีคนงานเข้าร่วมชุมนุมเดินขบวนนับแสนคน ถึงแม้จะต้องเผชิญการปราบปรามอย่างรุนแรงจากรัฐและฝ่ายนายทุน แต่ขบวนการกรรมกรก็มิได้ย่อท้อ

 

จุดกำเนิดวันกรรมกรสากล

เหตุการณ์ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจและต้นกำเนิดของวันกรรมกรสากลก็คือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่าการจลาจลที่เฮย์มาร์เก็ตเหตุครั้งนี้สืบเนื่องมาจากสหพันธ์แรงงานในสหรัฐอเมริกาและแคนาดากำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1886 เป็นวันนัดหยุดงานครั้งใหญ่ และจัดการชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้อง ระบบสามแปดคือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง

การเดินขบวนของแรงงานเกิดขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ประมาณกันว่ามีผู้ออกมาชุมนุมประท้วงราว 10,000 คน ในนิวยอร์ก 11,000 คนในดีทรอยต์ อีก 10,000 คนในเมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน แต่ศูนย์กลางการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่เมืองชิคาโก ซึ่งมีกรรมกรออกมาประท้วงถึง 40,000 คน และมีกรรมกรโรงงานแปรรูปไม้อีก 10,000 คนที่จัดเดินขบวนต่างหาก การชุมนุมประท้วงครั้งนี้น่าจะมีแรงงานชาวอเมริกันเข้าร่วมรวมทั้งหมด 300,000 – 500,000 คน

การประท้วงยืดเยื้อมาอีกสองสามวัน วันที่ 3 พฤษภาคม มีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจชิคาโกกับขบวนการแรงงาน ทำให้กรรมกรเสียชีวิต 4 รายและบาดเจ็บอีกหลายราย

กลุ่มผู้นำแรงงานแนวอนาธิปไตยนัดชุมนุมในวันถัดมาที่จัตุรัสเฮย์มาร์เก็ต ซึ่งในสมัยนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของชิคาโก การชุมนุมที่เริ่มขึ้นท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ในวันที่ 4 พฤษภาคมดำเนินไปอย่างสงบ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจวางกำลังไว้เป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้ปราศรัยคนสุดท้ายกำลังกล่าวปิดการชุมนุมในเวลาราวสี่ทุ่มครึ่ง ตำรวจก็สั่งให้ผู้ชุมนุมสลายตัว แต่ทันใดนั้นเอง โดยไม่มีใครคาดคิด มีคนโยนระเบิดลูกหนึ่งใส่แถวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ตำรวจนายหนึ่งเสียชีวิตทันที ตำรวจจึงเปิดฉากยิง มีคนงานยิงตอบโต้บ้าง เหตุจลาจลครั้งนี้กินเวลาน้อยกว่าห้านาทีด้วยซ้ำ

ถึงแม้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายได้รับบาดเจ็บจากระเบิด แต่ตำรวจอีกหลายคนที่เสียชีวิตนั้นเป็นเพราะการยิงกันเองในหมู่ตำรวจด้วยความผิดพลาดเนื่องจากความมืด การจลาจลครั้งนี้ทำให้ตำรวจ 7 นายและกรรมกร 4 รายเสียชีวิต กรรมกรที่บาดเจ็บมีเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีตัวเลขแน่นอน จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงของฝ่ายกรรมกรอาจสูงกว่านี้ก็เป็นได้

ล่วงมาถึง ค.ศ.1889 ในการประชุมสมัชชาสังคมนิยมของสภาสากลที่สอง ซึ่งมีตัวแทนจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมประชุมถึง 20 ประเทศ มีมติให้ชุมนุมเดินขบวนเรียกร้องเพื่อให้มีการลดชั่วโมงทำงานลงอีกครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1890 และเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุจลาจลที่เฮย์มาร์เก็ต การเดินขบวนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนทำให้ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกพร้อมใจกันกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันกรรมกรสากล

 

การแทรกแซงของภาครัฐ

วันกรรมกรสากลจึงกลายเป็นวันแสดงพลังของชนชั้นแรงงานทั่วโลก เป็นวันนัดพบของทั้งนักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์และอนาธิปไตย การเดินขบวนของกรรมกรมีการปะทะกับฝ่ายรัฐหลายครั้งในประเทศต่างๆ ทั่วโลก อาทิเช่น ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ค.ศ. 1929 ขบวนของกรรมกรถูกตำรวจบุกเข้าปราบปราม จนมีผู้ร่วมชุมนุมและคนนอกถูกลูกหลงเสียชีวิตถึง 32 ราย และมีอีกอย่างน้อย 80 รายที่บาดเจ็บสาหัส ตำรวจเมืองเบอร์ลินยิงกระสุนออกไปถึง 11,000 นัด โศกนาฏกรรมครั้งนี้มีชื่อเรียกขานว่า Blutmai หรือ พฤษภาเลือด

การสำแดงพลังของชนชั้นกรรมาชีพทำให้ภาครัฐหวาดหวั่น ด้วยเหตุนี้ รัฐในหลายๆ ประเทศจึงพยายามเข้ามาแทรกแซงความหมายของวันกรรมกรสากล อาทิเช่น ในสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่ประเทศนี้เป็นต้นกำเนิดของวันกรรมกรสากล แต่ วันกรรมกรอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ กลับกำหนดไว้ที่วันจันทร์แรกของเดือนกันยายน การกำหนดวันกรรมกรเช่นนี้เป็นการร่วมมือกันของสหภาพแรงงานที่เข้าข้างรัฐกับประธานาธิบดีโกรเวอร์ คลีฟแลนด์ ถึงแม้จะถูกสหภาพแรงงานและกรรมกรอเมริกันจำนวนมากคัดค้านก็ตาม อย่างไรก็ดี ใน ค.ศ. 2006 แรงงานอพยพจากละตินอเมริกาเลือกวันที่ 1 พฤษภาคมเป็นวันนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ เพื่อสำแดงให้รัฐบาลสหรัฐฯ รับรู้ถึงความสำคัญของแรงงานอพยพ

 

วันกรรมกรสากลในประเทศไทย

ในประเทศไทย มีการจัดงานวันกรรมกรสากลอย่างเปิดเผยครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2489 ที่สนามหน้าสำนักงานสมาคมไตรจักร์ (สามล้อ) พระราชวังอุทยานสราญรมย์ จัดโดยสมาคมกรรมกรสงเคราะห์กรุงเทพร่วมกับสมาคมไตรจักร์ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 3 พันคน

ปีต่อมา การชุมนุมวันกรรมกรสากล พ.ศ.2490 มีขึ้นที่ท้องสนามหลวง ภายใต้คำขวัญ กรรมกรทั้งหลายจงสามัคคีกันถือเป็นการแสดงพลังของชนชั้นกรรมาชีพไทยครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อเฉลิมฉลองการจัดตั้งสหพันธ์กรรมกรระดับชาติแห่งแรกในประเทศไทย คือสมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทยวันกรรมกรสากลปีนั้นมีผู้เข้าร่วมกว่าแสนคน

แต่แล้วเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ก็เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ รัฐบาลเผด็จการได้ห้ามจัดงานวันกรรมกรสากลอีก กระทั่งในปี พ.ศ. 2499 กรรมกรในประเทศไทยรวมตัวกันเป็น กรรมกร 16 หน่วยมีเป้าหมายเคลื่อนไหวให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายรับรองสิทธิด้านต่างๆ รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลถือเอาวันกรรมการสากลเป็นวันกรรมกรแห่งประเทศไทย ให้กรรมกรเฉลิมฉลองในวันนี้ได้ รวมทั้งให้กรรมกรทั่วประเทศหยุดงานโดยไม่ถูกตัดค่าแรง แต่ผลการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลเผด็จการของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำให้กรรมกรจำต้องยอมรับเงื่อนไขให้เปลี่ยนชื่อจาก วันกรรมกรสากลเป็นวันแรงงานแห่งชาติ

จากจุดเริ่มต้นในครั้งนั้น ทำให้วันกรรมกรสากลของไทยถูกแทรกแซงจากรัฐบาลมาโดยตลอด จนกระทั่งปัจจุบัน เนื้อหา และรูปแบบของการจัดงานมักถูกควบคุมโดยรัฐบาลและบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งเน้นไปในเรื่องกิจกรรมบันเทิงสนุกสนาน ไม่มีการสะท้อนปัญหาและวัฒนธรรมของผู้ใช้แรงงาน การยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในวันที่ 1 พฤษภาคม ก็ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวติดตามอย่างจริงจัง ทำให้ข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานกลายเป็นเพียงพิธีการประกอบเท่านั้น อีกทั้งในบางปียังให้นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานเพื่อให้โอวาทอบรมด้วย

 

ก้าวให้พ้นประเด็นค่าแรงและชั่วโมงการทำงาน

ผู้ได้รับอานิสงส์จากการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ ส่วนใหญ่กลับเป็นมนุษย์เงินเดือนชนชั้นกลางทั้งหลาย ไม่ว่าชั่วโมงการทำงาน 8 ชั่วโมง สวัสดิการต่างๆ ทั้งที่ได้จากภาครัฐและเอกชน รวมทั้งศักดิ์ศรีของการเป็นคนทำงานล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงมาจากการต่อสู้อย่างอดทนของแรงงานทั้งสิ้น ทว่าชนชั้นแรงงานเองกลับไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ระบบทุนนิยมขับเคลื่อนด้วยแรงงานเหมาช่วงและแรงงานนอกระบบ ชนชั้นแรงงานก็ยิ่งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นทุกที

กระนั้นก็ตาม ชนชั้นแรงงานในหลายๆ ประเทศทั่วโลกยังคงเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งสร้างสรรค์แนวทางใหม่ๆ ที่จะข้ามพ้นการเป็นเพียงผู้ร้องขอเศษเดนจากระบบทุนนิยม โดยเฉพาะในละตินอเมริกา ในอาร์เจนตินา มีสถานประกอบการหลายแห่งที่แรงงานเข้ากอบกู้ ด้วยการผลิต บริหารและขายเอง โดยไม่ต้องมีชนชั้นผู้จัดการ ทั้งยังประสบความสำเร็จอย่างดีด้วย

ในอีกหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะในเวเนซุเอลา เรามักได้เห็นขบวนพาเหรดของชนชั้นแรงงานในวันกรรมกรสากลถือป้ายผ้าที่มีข้อความว่าหากปราศจากการร่วมบริหารงาน ก็ไม่มีการปฏิวัติหรือการร่วมบริหารงานคือการปฏิวัติ

การร่วมบริหารงาน หรือในภาษาสเปนเรียกว่า autogestion หมายถึงการที่แรงงานมีสิทธิ์ตัดสินใจในการบริหารสถานประกอบการ มิใช่ปล่อยให้เจ้าของทุนหรือชนชั้นผู้จัดการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว หากแรงงานสามารถเข้ามาร่วมบริหารงานในสถานประกอบการได้ เป้าหมายของการผลิตก็จะเปลี่ยนไปจากการผลิตเพื่อทำกำไรสูงสุด มาเป็นเป้าหมายของการผลิตเพื่อรับใช้ชุมชนและสังคม เป้าหมายที่กำกับการผลิตควรกำหนดขึ้นมาด้วยกระบวนการประชาธิปไตย ทั้งในชุมชนและสถานประกอบการ เพื่อให้การผลิตนั้นตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง เป้าหมายนี้จะบรรลุได้ก็ด้วยการเปิดโอกาสให้ชนชั้นแรงงานมีสิทธิ์ในการร่วมบริหารงานเท่านั้น

ด้วยสมองและสองมือ ชนชั้นแรงงานไม่จำเป็นต้องพิชิตโลก แค่สร้างโลกใบใหม่ที่มีเป้าหมายให้มนุษย์ทุกคนมีโอกาสพัฒนาเป็นมนุษย์เต็มคน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

http://www.localtalk2004.com/