“The camera is an instrument that teaches people how to see without a camera.”

Dorothea Lange "โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…" >> โอ๋ อิ่มเอม

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ วิเคราะห์ปัญหาโลกร้อน “พืชอาหาร VS พืชพลังงาน”

 

 

สัมภาษณ์ และเรียบเรียงโดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์
ความย่อ : บทสัมภาษณ์ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) กล่าวถึงกระแสการส่งเสริมปลูกพืชพลังงาน และลดพื้นที่การปลูกข้าว ซึ่งอาจทำลายเกษตรกรรายย่อยในระยะยาว ขณะที่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตร บรรษัทข้ามชาติ ได้รับผลประโยชน์โดยไม่คำนึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยที่จะต้องเผชิญในอนาคต

 

ความเปลี่ยนแปลงของระบบการผลิตภายหลังการยุคปฏิวัติเขียว และการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้จังหวะชีวิตในการบริโภคของมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นานมาแล้วที่วิธีการผลิตกับวิธีการบริโภค รวมถึงกลไกทางการตลาด อุปสงค์อุปทานไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมดุล และเป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป เนื่องด้วยปัจจัยแทรกแซงจากอำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจ…

เมื่อรัฐ บรรษัทธุรกิจการค้าและสื่อมวลชนทั้งหลาย ได้ทำหน้าที่เป็นผู้วางหมาก และกำหนดกลไกด้านการตลาด และวิถีการผลิต บริโภคใหม่ เพื่อตอบสนอง หรือเอื้อต่อการกอบโกยผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลักเพียงเท่านั้น ด้วยการเปลี่ยนระบบการเพาะปลูกพืชที่หลากหลายของเกษตรกรรายย่อย เป็นการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวของเกษตรกรรายใหญ่ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ

ด้วยเหตุนี้เอง การกอบโกยที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายศตวรรษนี้ จึงได้ขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติบนโลก และได้กดขี่ขูดรีดทั้งแรงงาน และวัฒนธรรม ความรู้ดั้งเดิมของมนุษย์ที่มีความหลากหลายทางด้านการจัดการ และพืชพันธุ์ที่ปลูก ซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติแวดล้อมได้ถูกทำลายไป ความหลากหลายของพืชและสัตว์ลดลงอย่างมาก…

ปัญหาสิ่งแวดล้อม และภัยธรรมชาติกต่างๆ อาทิ ภาวะโลกร้อน ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง มลพิษทางดิน น้ำ อากาศ พื้นที่ป่าลดลงอย่างน่าใจหาย ปัญหาเกษตรกรไร้ที่ดิน วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันหวนคืนได้อีก สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากวิธีการผลิตและการบริโภคที่เปลี่ยนไปของมนุษย์นั่นเอง ในวันนี้ การผลิตที่รวดเร็ว ทำให้คนต้องบริโภคเร็วขึ้นและมากขึ้น เราใช้ทรัพยากรเพิ่มทวีขึ้น แน่นอนว่า โลกใบนี้ก็จะหมดอายุเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน

หากย้อนมองมายังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกมุมโลก เมื่อพลังงานน้ำมันเป็นปัจจัยพื้นฐานหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ วิกฤตน้ำมันที่ใกล้จะหมดจากโลก ได้ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตความมั่นคงทางอาหารขึ้นแล้ว เมื่อการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานกำลังคุกคามพื้นที่การเพาะปลูกข้าว และพืชอาหารอื่นๆ ลองอ่านความคิดจากบทสัมภาษณ์ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ต่อประเด็นเหล่านี้กันคะ

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กล่าวว่า ประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือความขัดแย้งระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงานซึ่งมีการผลักดันให้มีการขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นภาวการณ์แย่งชิงทรัพยากรกันอยู่ และตามที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้กำหนดวาระนี้ไปแล้ว ซึ่งไม่ว่าใครจะเห็นพ้องด้วยหรือไม่ก็ตาม นายธนินทร์ได้เสนอให้มีการขยายพื้นที่การปลูกพืชพลังงานเพิ่มขึ้น เช่นเสนอให้เพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มอีก 12 ล้านไร่ และลดพื้นที่การปลูกข้าวลงให้เหลือประมาณ 25 ล้านไร่จากที่เราเคยมีอยู่ประมาณ 55-60 ล้านไร่

หากเป็นเช่นนี้ การเปลี่ยนการใช้พื้นที่จากการเพาะปลูกพืชอาหารไปปลูกพืชพลังงานจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวอย่างแน่นอน สำหรับประเทศไทยแล้ว ความมั่นคงทางอาหารนั้นมีรากฐานหลักการผลิตที่สำคัญมาจากเกษตรกรรายย่อย และการใช้พื้นที่เพาะปลูกอย่างหลากหลาย ฉะนั้นผลที่ตามมาเมื่อมีการลดพื้นที่การผลิต การเพาะปลูกข้าว สิ่งแรกคือ จำนวนเกษตรกรก็จะลดลง สิ่งที่สองก็คือ จะมีการผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเก็บผลผลิตให้ได้มากขึ้น

วิฑูรย์ กล่าวต่อว่า แม้ว่าชาวบ้าน-เกษตรกรจะสามารถทำการผลิตได้ผลจริง แต่ก็ต้องอาศัยปัจจัยการผลิตมากขึ้น สุดท้ายชาวบ้านก็ไม่ได้อะไรเลย กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์คือกลุ่มบริษัทธุรกิจการเกษตรเท่านั้นเอง แนวคิดการเปลี่ยนฐานการผลิตจากพืชอาหารไปเป็นพืชพลังงานนี้ แท้จริงแล้วการผลิตจะต้องอยู่ภายใต้พันธนาการของบรรษัทยิ่งกว่าการผลิตพืชอาหารเสียอีก เพราะนอกจากเกษตรกรจะต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิต และเทคโนโลยีต่างๆ แล้ว ยังต้องส่งผลผลิตให้โรงงานจึงต้องพึ่งพาอยู่กับระบบอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งสำหรับพืชอาหารยังคงสามารถพึ่งพากลไกทางการตลาด หรือระบบตลาดแบบเดิมได้อยู่บ้าง และยังมีกลุ่มผู้ประกอบการในขั้นตอนต่างๆ อยู่มากราย แต่สำหรับพืชพลังงานแล้วนั้นมีน้อยรายกว่ามากนัก

ผอ.มูลนิธิชีววิถี กล่าวต่อว่า ในท่ามกลางสถานการณ์เหล่านี้ ก็มีข้อเสนอขึ้นมาด้วยว่าควรจะต้องมีการเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์จากพืชจีเอ็มโอ (พืชตัดต่อพันธุกรรม) มากยิ่งขึ้น จึงเกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาว่า ยังไม่มีการพิสูจน์ได้เลยว่า พืชจีเอ็มโอได้ผลผลิตมากกว่าพืชทั่วไป แม้กระทั่งการปลูกพืชจีเอ็มโอในสหรัฐอเมริกามาหลายปี ก็เห็นชัดว่าพืชจีเอ็มโอไม่ได้ให้ผลผลิตมากไปกว่าพืชทั่วไป คิดเฉลี่ยตามปริมาณผลผลิตเทียบกับขนาดของพื้นที่เพาะปลูก หรือผลผลิตต่อไร่ไม่ได้สูงกว่าเลย

สิ่งที่สำคัญคือในการผลิตพืชแบบนี้ อำนาจในการผลิตจะตกไปอยู่ในมือของบรรษัทมากขึ้น นอกจากเรื่องของปุ๋ย ยาเคมีแล้ว ก็ต้องเพิ่มเรื่องพันธุกรรม (สิทธิบัตรพันธุ์พืช) เข้าไปด้วย ส่วนด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ปัจจุบันก็เกิดเหตุการณ์บุกรุกที่ป่ากันอย่างมาก เพื่อนำมาปลูกพืชพลังงาน

นอกจากนี้ คือต้องเฝ้าระวังคือ บรรษัทและอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ ที่จะถือโอกาสผลักดันนโยบายของรัฐ เพื่อสนองผลประโยชน์ตน เช่น การลดพื้นที่ปลูกข้าวลง ให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่บริษัทตนได้ประโยชน์ เช่น ใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งต้องการน้ำและปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก รวมทั้งต้องซื้อพันธุ์จากบริษัททุกฤดูกาลผลิต และอาจถือโอกาสผลักดันพืชดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะข้าวโพด ถั่วเหลือง รวมถึงข้าว ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานและผลการศึกษาใดๆยืนยัน ว่าจะเกิดผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมไทย

ไม่เพียงเท่านั้น อาจมีการผลักดันให้มีจัดสรรพื้นที่เกษตรกรรมใหม่ เพื่อทำนิคมเกษตรกรรมใหม่ ที่ให้เกษตรกรมาเป็นแรงงานรับจ้าง โดยอ้างว่าเพื่อรับภาระความเสี่ยงแทนเกษตรกร หรือขยายโครงการเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) ออกไป โดยที่ดินยังเป็นของเกษตรกร แต่บริษัทควบคุมการผลิตและการตลาดไว้ในมือของตนแต่เพียงผู้เดียว และอาจเสนอเปลี่ยนพื้นที่ผลิตอาหารมาเป็นพืชพลังงานที่เกษตรกรต้องขึ้นต่อบรรษัทขนาดใหญ่มากขึ้น สัดส่วนการพึ่งพาอาหารในไร่นาตนเองลดลง เช่นเกษตรกรในภาคอีสานภาคกลางลดลงจาก 37-39 % เหลือเพียง 6 % ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ยของเกษตรกรในภาคใต้ที่ปลูกยางพารา

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิข้าวขวัญ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เสนอให้รัฐบาลยึดนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา คือครัวเรือนเกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ส่งเสริมการขยายกระบวนการเรียนรู้ระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร” โดยเกษตรกรและชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางและแนวทางด้วยตนเอง” และ “อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจระดับประเทศ

ฉะนั้น หัวใจสำคัญของปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คือเราต้องคิดถึงการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ หรือการกระจายทรัพยากรกันอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้ไม่ว่าจะมีการพูดถึงการจัดสรรทรัพยากร หรือนโยบายส่งเสริมการเพาะปลูกทั้งพืชอาหาร และพืชพลังงาน ก็เป็นการส่งเสริมการผลิตเพื่อการค้าเป็นสำคัญเท่านั้น ภายใต้กลไกดังกล่าวนี้ เกษตรกรรายย่อยก็ยังคงตกอยู่ในภาวะที่ถูกบีบให้ต้องสูญเสียที่ดินออกไปมากยิ่งขึ้นทุกที ก็ทำให้กำลังการผลิตอาหารลดลงอีกด้วย นี่เป็นเรื่องใหญ่

ผอ.มูลนิธิ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ณ วันนี้ว่า แม้ราคาข้าวจะดีขึ้นมากก็ตามแต่มีชาวนาฆ่าตัวตาย เพราะแท้จริงแล้ว ฐานทรัพยากรไม่ได้เป็นของชาวนา ไม่ว่าจะขายข้าวได้เงินมาก แต่ชาวนาจะได้จริงๆ เท่าไรไม่รู้เลย เพราะราคาปุ๋ยก็แพงขึ้นมาก ดังนั้นหากจะพูดกันถึงประเด็นปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ก็ต้องพูดถึงเรื่องการกระจายปัจจัยทางการผลิต ทั้งที่ดิน และรวมถึงเทคโนโลยีด้วย ที่ดินและเทคโนโลยีต้องอยู่ในมือของชาวนา แต่สิ่งที่บรรษัทธุรกิจต่างๆ นำเสนอต่อรัฐ ก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองทั้งสิ้น

โดยได้ยกตัวอย่าง กรณีที่มีการนำอาหารสัตว์ หรือข้าวโพดราคาถูกเข้ามา เนื่องจากราคาอาหารสัตว์ในประเทศแพงขึ้น บรรษัทเองก็ไม่ได้คำนึงถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลย คำนึงแต่การจะลดต้นทุนการผลิตของตัวเองเท่านั้น หรือกรณีของราคาเนื้อสัตว์แพงขึ้น รัฐก็ไม่มองว่าจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องราคาอาหารเป็นต้น นั่นคือการคิดถึงแต่ประโยชน์ของกลุ่มตนเป็นหลัก

อีกทั้ง ที่ผ่านมารัฐไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่รัฐทำหน้าที่และเป็นกลไกหนึ่งที่ตอบสนองต่อบรรษัท ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือนโยบายทางการค้าใดๆ ก็ตาม ฉะนั้นภายใต้กลไกสถานการณ์ และวิกฤตพืชอาหารกับพืชพลังงานนี้ เราก็คงพึ่งพารัฐไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ ขบวนการภาคประชาชนต้องรีบแสดงจุดยืนร่วมกัน และมีข้อเสนอร่วมกันต่อสถานการณ์นี้อย่างเร่งด่วน โดยไม่ปล่อยให้กลุ่มธุรกิจ หรือภาครัฐที่อ้างว่าเป็นตัวแทนในการตัดสินใจเพื่อประชาชน ทำหน้าที่นั้นแต่เพียงผู้เดียว เพราะว่าเรากำลังถูกกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมกำหนดวาระอยู่ในขณะนี้ ภาคประชาชนต้องร่วมกำหนดวาระเอง และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยวิฑูรย์ กล่าว

 

 

One comment on “วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ วิเคราะห์ปัญหาโลกร้อน “พืชอาหาร VS พืชพลังงาน”

  1. Elbert Triveno
    เมษายน 28, 2011

    It’s actually a cool and useful piece of info.I am glad that you shared this useful information with us.Please keep us up to date like this.Thanks for sharing

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

%d bloggers like this: