“The camera is an instrument that teaches people how to see without a camera.”

Dorothea Lange "โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…" >> โอ๋ อิ่มเอม

“เรื่องนอกบท…ฉบับวันหยุด”

ปัดฝุ่นขี้นมาพลิกอ่านจากสมุดบันทึกเก่า – ๒๔  พฤษภาคม ๔๙

 

 

เช้าวันอาทิตย์…ในวันที่ฟ้าครึ้ม

ดวงตาผมมองผ่านหยดน้ำที่เคลื่อนตัวแบบเอื่อยเฉื่อยบนกระจกหน้าต่างรถเมล์

ไปสู่โลกภายนอกที่ดูวุ่นวายอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลงของย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ

 

            แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆดำเนินต่อไปพร้อมกับฉากข้างทางที่เปลี่ยนไปตามแรงหมุนของล้อ

และหยุดลงตรงพื้นที่สีเขียวเบื้องหน้า ซึ่งนั้นก็คือ”สวนสราญรมย์” สวนสาธารณะที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของกาลเวลา…อายุนับร้อยกว่าปี (สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๕(พ.ศ.๒๔๑๗) เพื่อเป็นพระราชอุทยานส่วนพระองค์ จวบจนมีการบูรณะฟื้นฟูเพื่อเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างเช่นทุกวันนี้ ใน พ.ศ. ๒๕๐๓)

 

 

             ทันทีที่เท้าก้าวผ่านซุ้มประตูเหล็กลวดลายอ่อนช้อยสไตล์ยุโรป เสียงเพลงยุคอดีตสมัยรุ่นคุณแม่ยังสาว…จากลำโพงประชาสัมพันธ์ภายในสวน…ก็ลอยเข้าไปในโสตประสาทเชื้อเชิญให้สัมผัสกับบรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นอีกครั้ง… รู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับบ้าน คล้ายตัวเองกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ในสวนหลังบ้านและแม่กำลังทำกับข้าว ซึ่งในยามเช้าเสียงเพลงเหล่านี้ จะดังคลอเคล้าในความทรงจำวัยเด็กของผมอยู่เสมอ…

 

 

 

 

 

               ทางเดินเล็กๆที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยคราบฝนซา นำพาผมไปทำความรู้จักกับมุมต่างๆที่แทรกตัวและตั้งตระหง่านอยู่ ท่ามกลางความร่มรื่นของหมู่แมกไม้นานาพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุทรงกลมฝั่งถนนเจริญกรุงที่มีเอกลักษณ์เด่นตรงโลหะหล่อรูปเด็กๆนั่งลดหลั่นตามขอบน้ำพุ หรือจะเป็นศาลาแปดเหลี่ยมสีเขียวอ่อนที่เหมาะในการนั่งผ่อนคลายอารมณ์ไปกับหนังสือเล่มโปรด ตลอดจนกระโจมแตรและลานลีลาศ ที่ในอดีตมีไว้สำหรับเป็นสถานที่บรรเลงดนตรีในงานเลี้ยงต่างๆ นอกจากนี้ ตรงบริเวณกลางสวนสราญรมย์ ซึ่งถูกโอบล้อมไปด้วยเหล่าดอกลีลาวดีสีขาวนวลตาบานสะพรั่ง ก็จะเป็นที่ประดิษฐานของอนุสาวรีย์หินอ่อนแบบปรางค์ย่อส่วน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักและอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์

           

            รอยเท้าผมมาหยุดลง ณ เก้าอี้ริมน้ำพร้อมปล่อยความคิดไปกับสายธารเล็กๆตรงหน้า มองดูเหล่าปลาตะเพียนและปลาสวายเวียนว่ายทักทายผิวน้ำ…นานพอดูเหมือนกันที่ไม่ได้เจอะเจอกับอารมณ์แบบนี้…กับการนั่งมองดูฝูงปลามากมายด้วยความเพลิดเพลิน… ช่วงเวลานั้นโลกใบเล็กในจินตนาการของผมก็เริ่มก่อตัวขึ้น…อีกครั้ง

 

 

 

           

           แดดอ่อนๆหลังฝนซา เริ่มส่องแสง พร้อมกับการก้าวเดินออกจากรั้วสวนสราญรมย์ ผมเดินเลียบเคียงไปยังสถานที่ต่อไปที่ใจอยากเยี่ยมชม นั่นก็คือ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร โดยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นตามพระราชดำริ (และถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4) ซึ่งบรรยากาศภายในวัดเต็มไปด้วยกลิ่นไอของความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา ที่ถ่ายทอดออกมาด้วยศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่างชัดเจน ทั้งอุโบสถเก่า องค์เจดีย์ต่างๆรวมถึงบริเวณโดยรอบ เห็นแล้วรู้สึกชื่นชมความเพียรพยายามในการสร้างสรรค์ผลงานของเหล่าบรรพชนเป็นอย่างยิ่ง

พลางรู้สึกประทับใจอยู่ไม่น้อย…ยามเมื่อหันกลับไปมองผ่านซุ้มประตูทางออกด้านข้างวัด…พร้อมกับการเดินจากไปอย่างเงียบๆ…ตามจังหวะเวลา

 

 

  

             

            จากวัดราชประดิษฐฯ การเดินทางเล็กๆของผมยังคงดำเนินต่อไป…สู่ย่านเจริญกรุง-บำรุงเมือง-เฟื่องนคร ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยตึกเก่า สมัยเมื่อ 70 80 ปีก่อน หรือที่รุ่นคุณลุงมักจะเรียกกันว่า ยุคโก๋หลังวัง ที่คงเสน่ห์ ไปด้วยกลิ่นไอของอารยธรรมแบบตะวันตกหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง หากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ก็คงจะพอนึกถึงบรรยากาศนั้นออก ซึ่งเสน่ห์ในยุคนั้นยังคงปรากฏให้เห็นอยู่บ้างทั้งตึกรามบ้านช่อง วิถีชีวิต ร้านค้า ต่างๆ เช่น อู่ซ่อมรถ แถวแพร่งภูธร, ร้านหนังสือ-แถวเฟื่องนคร, รวมถึงร้านกาแฟที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแรกๆของประเทศไทย ที่ยังคงเปิดบริการอยู่ อย่างร้านที่ชื่อ ออน ล็อก หยุ่น แถวศาลาเฉลิมกรุง หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้าที่จำลองบรรยากาศคลาสสิคอย่าง ห้างดิโอลด์ สยาม ก็ช่างเป็นอะไรที่น่าชื่นชมในการพยายามรักษาคุณค่าของกาลเวลาเอาไว้….ใครที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบเดิมๆ อารมณ์ประมาณว่า โหยหาอดีต จึงไม่ควรพลาดในการนั่งไทม์ แมชชีนกลับไปให้หายคิดถึง เพราะนับวันจะเลือนหายจางลงไปทุกที

 

 

            

             ฝนโปรยปรายลงมาอีกครั้ง…อย่างจริงจัง  ขณะที่ผมนั่งจิบชาร้อนคู่กับขนมปังปิ้งแสนอร่อย อยู่ในร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของผู้คน นั่งมองดูรถยนต์ และรถเมล์เรียงตัวเข้าคิวติดไฟแดง ชุ่มฝนอยู่ภายนอก ซึ่งเป็นอารมณ์ที่แตกต่างระหว่างคนเดินทางกับคนที่หยุดพัก…

            ผ่านไป เกือบชั่วโมงบนโต๊ะตรงหน้าผมเหลือเพียงคราบน้ำชาตรงขอบแก้วและผงเศษขนมปัง ในจานสีครีมเท่านั้น  ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านแล้ว…

 

 

 

           

           

             ผมเดินฝ่าฝนเย็นฉ่ำ…เพื่อไปขึ้นรถเมล์ฝั่งตรงข้าม และเหมือนโลกหมุนย้อนกลับมาอีกครั้ง ทันทีที่ประตูเปิดออก ผมก็พบกับว่า นี่มันกระเป๋ารถเมล์คนเดิม บนรถคันเดิม และที่นั่งที่เดิม เพียงแต่นี่คือขากลับเท่านั้น จึงอดคิดถึงเพื่อนสนิท คนหนึ่งที่มักพูดเสมอยามที่ออกเดินทางว่า ขาไปไม่เหมือนขากลับ เพราะดูว่าเหมือนว่า ขากลับ ชีวิตเรามักจะมีประสบการณ์และความรู้สึกที่มากกว่า ขาไป อยู่เสมอ…จริงไหม?

2 comments on ““เรื่องนอกบท…ฉบับวันหยุด”

  1. ธุลีดิน
    พฤษภาคม 30, 2008

    สายสวัสดิ์ขอรับ

    -1-
    ข้าพเจ้าชอบขาไปมากกว่าขากลับ ยิ่งกลับทางเดิมยิ่งเลี่ยงสุดขีด

    -2-
    ตอนฝึกเขียนสีน้ำข้าพเจ้าเคยไปนั่งสเก็ตซ์ภาพที่สวนสราญรมย์ เที่ยงวันเดินทางหน้าวังไปหาอะไรกินที่ท่าช้าง วกทางหลังวังเลียบกำแพงวัดโพธิ์ (เลี่ยงไม่กลับทางเดิมอยู่แล้ว)

    จ่อมอยู่ในสวนยันเย็น (ศาลานั่นคิดว่าเคยเขียนสีน้ำไว้เช่นกัลล์) สวนเล็ก ๆ เดินไปมาสักพักก็ทั่วแล้ว ข้าพเจ้ากลับอยู่ได้ทั้งวัน

    -3-
    ข้าพเจ้าไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลย ขาไปคงไม่เป็นไร แต่ขากลับนี่สิ

    คนที่เคยนั่งสเก็ตซ์ภาพข้าง ๆ เขาไม่อยู่แล้ว แน่ล่ะหากสามารถกลับได้ ขากลับเราย่อมเติบโตขึ้น มองภาพต่าง ๆ เปลี่ยนไป

    แต่จะกลับอย่างไร?

    -4-
    ไม่ไปดีกว่า!

    -5-
    จริงไหม?

  2. ชายกลาง
    พฤษภาคม 30, 2008

    มีเรื่องราวมากมาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on พฤษภาคม 29, 2008 by in 01 PHOTO & JOURNEY / ภาพถ่ายและการเดินทาง.

นำทาง

%d bloggers like this: