“The camera is an instrument that teaches people how to see without a camera.”

Dorothea Lange "โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…" >> โอ๋ อิ่มเอม

พืชพลังงานลดโลกร้อน : นิทานหลอกเด็ก


11 มิถุนายน 2551 
 
ตัดต่อและเรียบเรียงจาก รายงานศึกษาเรื่อง
น้ำมันเชื้อเพลิงเกษตร โอกาสหรือภัยคุกคามเกษตรกรโดย กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา มูลนิธิชีววิถี และ รีเบคา เลียวนาด TERRA/ พฤษภาคม 2551
………………………………………………….. 
ความย่อกระแสการใช้น้ำมันผสมจากพืชพลังงานแทบไม่ต้องคิดว่าได้ผลตอบรับมากเพียงใด เพราะการบริโภคน้ำมันอันมหาศาลในแต่ละวันก็สร้างความรู้สึกผิดลึกๆ ในใจของผู้บริโภคน้ำมันอยู่แล้ว อีกทั้งการสอดรับกับการรณรงค์ลดโลกร้อนจากสื่อทุกด้าน พืชพลังงานจึงถูกโหมกระพือทั้งข้อเท็จจริงและข้อสนับสนุนจนแยกออกจากกันได้ยากยิ่ง พร้อมกับนิทานเรื่องเล่าใหม่ที่ใช้ปลอบประโลมว่าพืชพลังงานลดโลกร้อนได้ชะงัดนัก แต่นิทานก็ยังไม่ใช่เรื่องจริงอยู่วันยังค่ำ
สงครามระหว่างพืชอาหาร กับ พืชพลังงานเริ่มขึ้นแล้วหรือยัง? หากมันปะทุขึ้นแล้ว ความสูญเสีย และความเสียหายจะเกิดขึ้นกับใคร อย่างไรบ้าง? ส่วนกระแสนิยมแก้ปัญหาโลกร้อนที่มีสาเหตุมาจากการอุปโภคน้ำมันฟอสซิล ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากมายนั่นเอง เราจึงต้องหันมาสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงจากพืชน้ำมัน-ธัญพืช ที่เราเรียกกันว่า Agrofuel เป็นพลังงานทดแทนอย่างนั่นหรือ? เอ…แล้วนั่นจะเป็นการแก้โลกร้อนได้จริงหรือไม่
ข้อสงสัยมากมายเหล่านี้ ชวนให้เราต้องแสวงหาข้อมูลและศึกษาให้มาก ในมิติหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือ ชีวิตของ เกษตรกรที่เพาะปลูกพืชที่จะนำมาผลิตพลังงานทดแทน ทั้งเอธานอล และอะโกรดีเซล พวกเขากำลังเป็นผู้คุมเกมและกอบโกยผลประโยชน์จากสถานการณ์วิกฤตน้ำมันแพงนี้ หรือเป็นเหยื่อกันแน่ นี่สิต้องชวนกันขบคิด!
จากรายงานการศึกษาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงเกษตร โอกาสหรือภัยคุกคามเกษตรกรที่ศึกษาและนำเสนอโดย กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา จากมูลนิธิชีววิถี และ รีเบคา เลียวนาด จาก TERRA ได้นำเสนอหัวข้อสำคัญ ดังนี้
1.สถานการณ์ระดับโลก กับคำถามที่ว่า ทำไมจึงต้องเป็น น้ำมันเชื้อเพลิงเกษตรแล้วอะไรคือเชื้อเพลิงเกษตร ผู้ผลิตสำคัญในโลกคือใคร รวมไปถึงข้อโต้แย้ง และผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และในอนาคต 2.สถานการณ์ในระดับภูมิภาค และ 3.สถานการณ์ประเทศไทย โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจต่อไปนี้
 
 

 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโลก

รัฐบาลหลายแห่งทั่วโลก พร้อมทั้งหน่วยงานและองค์กรที่ทำงานด้านอาหาร รวมไปถึงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ต่างได้ออกมาแถลง เตือน และแสดงถึงความห่วงใยต่อวิกฤตอาหารแพงกันแล้ว โดยปีที่แล้วราคาอาหารทั่วโลกเฉลี่ยแพงขึ้น 40% ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็คือคนจน นำมาซึ่งการประท้วงบนท้องถนนทั้งในพม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน ฯลฯ

ไม่เพียงแค่นั้น องค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ออกมาเตือนว่า 37 ประเทศทั่วโลก กำลังเผชิญวิกฤติอาหาร และราคาธัญพืชที่อยู่ระดับสูงในตลาดโลก เพราะธัญพืชส่วนใหญ่ได้ถูกนำไปใช้เป็นพลังงานทางเลือกมากขึ้น ส่วนซีพีของไทยก็จี้รัฐปล่อยลอยตัวสินค้าเกษตร และระบุว่าใน 10 ปีข้างหน้า ราคาสินค้าเกษตรเกษตรจะสูงขึ้นปี 10–12 %

ปัญหาป่าไม้-พรุ ถูกรุกหนักก็เป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรแห่บุกรุกป่าปลูกพืชพลังงาน เฉพาะเขตอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์กินอาณาเขตกว่า 25% ของพื้นที่แล้ว อีกทั้งมีกระแสข่าวว่ามีนายทุนจากกรุงเทพฯ รายหนึ่งกำลังจะเข้าไปปลูกปาล์มในพื้นที่ชุ่มน้ำควนเคร็ง” ซึ่งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งแรกของไทยที่ขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์

จากข้อมูลราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินทั่วประเทศขณะนี้ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 26.90 พื้นที่ที่อัตราการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่สำคัญ 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต อุดรธานี เลย และตราด เป็นต้น ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มของราคาที่ดินเกษตรกรรมสำหรับสินค้าพลังงานทดแทน เช่น ปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีมากในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยราคาประเมินที่ดินสวนปาล์มใน จ.สุราษฎร์ธานี เพิ่มขึ้นจาก 100 บาทต่อตารางวา เป็น 12,000 บาทต่อตารางวา

นอกจากนี้ บรรษัทข้ามชาติด้านการทำป่าไม้และเส้นใยเซลลูโลส (เช่น บริษัท Stora Enso, Aracruz, Arauco, Botnia, Ence ฯลฯ) ซึ่งปัจจุบันผลิตวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมกระดาษ แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีเพียงเล็กน้อยบรรษัทเหล่านี้สามารถเปลี่ยนผลผลิตไปเป็นพืชที่ใช้ทำเอธานอลได้ โดยบรรษัทข้ามชาติทุกบริษัทที่ควบคุมเมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมล้วนแล้วแต่ทุ่มลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ ส่วนใหญ่เป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่มีสารให้น้ำมันสูง เช่น น้ำตาลหรือแป้ง

 

ข้ออ้าง: น้ำมันหมดโลก และโลกร้อน

การผลักดันสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดการนำใช้พืชมาผลิตพลังงานนี้ สาเหตุหลักที่มักมีการอ้างถึงอยู่เสมอ คือ เรื่องของความมั่นคงทางพลังงาน เพราะยุคทองของน้ำมันได้ผ่านพ้นไปแล้ว หากประชากรโลกยังคงรักษาระดับการใช้น้ำมันฟอสซิลอยู่อย่างนี้ คาดว่าคงไม่เกิดอีก 2 ช่วงอายุคน น้ำมันก็จะหมดจากโลกเป็นแน่แท้ บวกกับความผันผวนของราคาน้ำมันที่ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจไม่เสถียร ประเทศหลายประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน จึงไร้อำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจ (จึงไม่น่าแปลกใจ หากบราซิล แม้จะไม่เป็นเจ้าน้ำมันปิโตรเลียม ก็ขออาจหาญเป็นเจ้าเอธานอลจากอ้อยแทนก็แล้วกัน)

ข้ออ้างถัดมา คือ การขยายตัวของตลาดการค้า ผลิตผลเกษตรกร และข้อสุดท้ายคือ ข้อห่วงใยด้านปัญหาโลกร้อน เนื่องจากแรงจูงใจจากพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นแนวทางการบรรเทาภาวะโลกร้อนโดยใช้กลไกตลาด และการให้การอุดหนุนการผลิตน้ำมัน Agrofuels เป็นแรงกระตุ้นอย่างสำคัญ โดยตามข้อผูกพันในพิธีสารเกียวโตประเทศพัฒนาแล้วมีพันธะผูกพันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5-10% ภายในปี 2552-2557 รวมไปถึง กลไกการพัฒนาแบบสะอาด (CDM ) และระบบการค้าก๊าซเรือนกระจกของ EU –ตั้งแต่ปี 2548

ฉะนั้น เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติน้ำมัน แต่เรามีหนทางต่อกรกับปัญหานี้ได้ 2 ทาง ต้องพัฒนาค้นหาพลังงานทางเลือกน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช และ ต้องค้นหาทางเลือกในการลดการบริโภคที่เกินความจำเป็นด้วยเช่นกัน

 

แหล่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือแหล่งปัญหา?

ส่วนใหญ่ พืชน้ำมันเพาะปลูกกันและผลิตในยุโรปกว่า 90% ตามมาด้วยมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเอธานอล ได้มาจาก อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าวสาลี หญ้าหวาน ข้าวและอื่นๆ ส่วน อะโกรดีเซล (Agrodiesel) จาก เรปซีด ปาล์มน้ำมัน น้ำมันละหุ่ง สบู่ดำ มะพร้าว ถั่วเหลือง และอื่นๆ ทั้งนี้ 90% ของน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชทั้งหมดถูกใช้เพื่อการขนส่ง

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในการผลิตเอธานอล หรืออะโกรดีเซลนั้น ต้องใช้ผลผลิตทางการเกษตรมากมายขนาดไหน นี่คืออัตราส่วนการผลิตพลังงาน ข้าวโพด 1 กก. ผลิตเอธานอลได้ 0.313 กก., อ้อย 1 ตัน ผลิตเอธานอลได้ 67.94 กก., อ้อยแห้ง 1 ตัน ผลิตเอธานอลได้ 247 กก., เรปซีด 1 ตัน ได้ดีเซล 450 กก., เมล็ดปาล์มน้ำมัน 100 กก. ได้น้ำมัน 20 กก.

ด้วยปริมาณพืชจำนวนมากแต่สามารถนำมาผลิตได้เชื้อเพลิงลดเหลือเพียง 30% จนถึงแค่ 7% ดังนั้น ยิ่งมีความต้องการเชื้อเพลิงทดแทนมากขึ้นเท่าไร ก็ต้องยิ่งต้องปลูกพืชมาเป็นวัตถุดิบมากขึ้นเท่านั้น เมื่อปาล์มน้ำมันไปใช้ทำอะโกรดีเซลบูม พื้นที่ป่าฝนเขตร้อนจำนวนกว้างใหญ่ไพศาลถูกทำลายไปทำสวนปาล์ม โดย 27% ของพื้นที่สวนปาล์มในอินโดนีเซียเป็นพื้นที่ป่าพรุ และ 50% ของพื้นที่มีการขยายใหม่ก็เป็นที่ป่าพรุเช่นกัน

ภัยนี้กำลังคุกคามพื้นที่ป่าพรุ ซึ่งแท้จริงแล้วป่าพรุ และพื้นที่ป่าชุ่มน้ำของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะเป็น พื้นที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ดินชุ่มน้ำ ไม่เป็นที่ดึงดูดในการทำการเกษตร เมื่อปล่อยน้ำออกจากพรุ ดินก็จะเหมาะสมกับการทำสวนปาล์ม แต่พื้นที่ป่าพรุเป็นพื้นที่ที่ความสำคัญในการรักษาน้ำไว้ในดินหลังจากฤดูฝนผ่านไป และจะค่อยปล่อยน้ำให้เกิดความชุ่มชื้นในฤดูแล้ง ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีการเก็บกับคาร์บอนเป็นชั้นหนามาก มาเป็นเวลามากกว่าพันปีอีกด้วย

เมื่อมีการทำสวนปาล์มในที่ดินป่าพรุ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ 50 ถึง 100 กว่าตัน ต่อ 6 ไร่ต่อปี เทียบกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเกษตรจากพื้นที่เดียวกัน แทนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพียง 9-18 ตันเท่านั้น โดยจากงานศึกษาของ FOE ในอินโดนีเซีย ‘Wilmar’ บริษัทการค้า น้ำมันปาล์มองค์กรใหญ่ที่สุด สมาชิกของสมาคมการทำสวนปาล์มอย่างยั่งยืน RSPO ได้ละเมิดกติกา หรือมาตรฐานทั้งที่ตัวเองตั้งขึ้น กับมาตรฐานของ RSPO โดยใช้ไฟเผาเพื่อถากที่ดิน ทำลายป่าฝนเขตร้อนดั้งเดิม เพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์ม และบริษัทยังไปแย่งชิงมาจากชาวบ้านท้องถิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย

ด้านบราซิล คนงานต้องตัดอ้อยให้ได้วันละ 12-15 ตันต่อวัน ในช่วงระหว่างปี 2548-2549 มีรายงายการเสียชีวิตของคนงานเนื่องจากการทำงานเกินควร รวมถึงรายงานที่ว่ามีเพียง 20% ของที่ดินที่ใช้เพาะปลูกอ้อยถือครองโดยผู้ผลิตขนาดเล็กและกลาง ส่วนใหญ่แล้วถือครองโดยผู้ผลิตขนาดยักษ์ ในจังหวัดปลูกอ้อย ที่ชื่อ ริเบเรา เปรโต ที่ดินทั้งหมดถือครองโดย 8 ตระกูลเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อผลิตพืชพลังงาน มากกว่าตัวเลขที่เคยทำการศึกษาไว้ถึง 3-5 เท่า เอธานอลจากข้าวโพด และเรปสีดทำให้โลกร้อนขึ้นกว่าจะทำให้มันเย็นลงต่างหากปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนดังกล่าว ได้ทำให้ความท้าทายการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตอย่างหนักอยู่แล้วกลายเป็นเรื่องยิ่งยากขึ้นไปอีก

เนื่องจากการทำพืชเชิงเดี่ยวอย่างเข้มข้น แน่นอนว่า มันกำลังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดิน นำมาสู่ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดมลภาวะ มีการขูดรีดแรงงานอย่างหนัก เกิดปัญหาแย่งชิงที่ดิน การเปลี่ยนแปลงพืชและระบบการเพาะปลูก ยังถือเป็นการใช้ที่ดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย อีกหนึ่งปัญหาคือการผูกขาดผลกำไร ของบรรษัทและเกษตรกรรายใหญ่ไม่กี่รายในวงการเชื้อเพลิงนี้เท่านั้นเอง

ด้านข้ออ้างที่กล่าวถึงเรื่องความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนจึงยิ่งดูเหมือนนิยายหลอกเด็ก เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ได้ทำลายพื้นที่ป่าไปอย่างน่าเสียดาย ป่าฝนเขตร้อนเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่อุดมสมบูรณ์กำลังถูกทำลายด้วยอัตราความเร็ว 84 ล้านไร่ต่อปีจะส่งผลให้คาร์บอนถูกปล่อยออกมาในชั้น บรรยากาศถึง 5,800,000,000 ตัน, ที่ดิน 6 ไร่อาจจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนได้ 13 ตันถ้าถูกนำมาใช้ปลูกอ้อยเพื่อทำเอธานอล แต่ที่ดินจำนวนเท่ากันนี้ถ้าเก็บไว้เป็นป่าตามธรรมชาติจะสามารถดูดซับคาร์บอนไดอ็อกไซด์ถึง 20 ตัน

ข้อห่วงใยว่าด้วยเรื่องน้ำก็ต้องคิดกันหนัก เพราะในกระบวนการผลิตเอธานอลทุกๆ ลิตร ต้องใช้น้ำถึง 3-5 ลิตร ถ้าประเทศไทยต้องการผลิตเอธานอล 950,000 ลิตรต่อวัน ก็จะใช้น้ำเท่ากับการใช้น้ำอุปโภคบริโภค ของคนไทยในภาคชนบท 95,000 คน นั่นจึงเป็นการใช้น้ำเพื่อการผลิตอาหาร หรือเพื่อการดำรงชีวิตจะถูกแย่งชิงไปใช้ในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเกษตรอย่างหนัก เมื่อพืชพลังงานบูม ราคาข้าวโพดก็พุ่งสูงถึง 400% ส่งผลกระทบต่อคนจนที่ไม่มีเงินพอซื้อหามาได้ เช่น ตอติลลา ซึ่งเป็นอาหารหลัก ของคนเม็กซิโกเฉพาะอย่างยิ่งคนจน ตั้งแต่เปิดเขตการค้าเสรี อเมริกาเหนือ NAFTA ราคาตอติลลาสูงขึ้นเรื่อย มาจนขณะนี้กว่า 738% และทำให้คนชนบทว่างงานมากกว่า 1.5 ล้านคน

Jean Ziegler ผู้ตรวจการสหประชาชาติด้านสิทธิทางอาหาร กล่าวว่า การเปลี่ยนที่ดินเกษตรกรรม เพื่อนำไปปลูกพืชที่จะเอาไปเผาสำหรับน้ำมัน ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จึงขอเสนอให้ระงับการผลิตพืชน้ำมัน เพื่อการค้าเป็นเวลา 5 ปี

 

มองสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้าน

ใน สปป.ลาว บริษัทน้ำตาลมิตรผล จากไทย ได้สัมปทานที่ดินในสะหวันนะเขต 60,000 กว่าไร่ เพื่อปลูกอ้อย และทำโรงงานผลิตเอธานอล ซึ่งกว่า 80% ของผลผลิตเพื่อการส่งออกไปเวียดนามและไทย, บริษัทน้ำตาลขอนแก่น ได้สัมปทานที่ดินในสะหวันนะเขต 60,000 กว่าไร่ เป็นเวลา 30 ปี และกำลังก่อสร้างโรงงานน้ำตาล คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2552, บริษัทโกลาวสบู่ดำ (Kolao) พม่า ตั้งเป้าหมายที่การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเกษตร 20 ล้านตันต่อปี จากสบู่ดำ (20 ล้านไร่) ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกไปแล้ว 4 ล้านไร่ใน 1 ปี เป็นการบังคับใช้ที่ดิน บังคับให้ชาวบ้านซื้อต้นกล้า และบังคับให้ชาวบ้านปลูก เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นจำนวนมาก

บริษัทซีพี ส่งเสริมให้เกษตรกรประเทศเพื่อนบ้านปลูกข้าวโพดในรูปแบบคอนแทร็คท์ฟาร์มมิ่ง ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (AMECS) จำนวน 3 ล้านไร่ แบ่งเป็นที่กัมพูชา 700,000 ไร่ ลาว 500,000 ไร่ เวียดนาม 1.7 ล้านไร่ ได้ผลผลิตรวมกว่า 2 ล้านตัน รวมทั้งไทยเองก็ได้ตั้งเป้าปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา, ลาว) 1 ล้านไร่

ส่วน ปตท. ซื้อกิจการของบริษัท PT. Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR) ประเทศอินโดนีเซีย ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 14,000 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 87,500 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เริ่มให้ผลผลิตแล้วประมาณ 3,100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 19,375 ไร่ เป็นพื้นที่พร้อมปลูกประมาณ 5,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 31,250 ไร่ และเป็นพื้นที่ใหม่ประมาณ5,900 เฮกตาร์ หรือประมาณ 36,875 ไร่ นอกจากนี้ PT.MAR อยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบด้วย

 

ย้อนดูสถานการณ์ในประเทศไทย

หากพิจารณาจากยุทธศาสตร์พลังงานทดแทน ในส่วนของ ไบโอดีเซล ได้มีการบังคับใช้ B2 (ไบโอดีเซล 2%) ในวันที่ 2 กพ.2551 ต้องการน้ำมันปาล์มดิบ 350,000 ลิตรต่อปี ในปี 2548 กระทรวงพลังงานได้ตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2550 จะผลักดันให้มีการใช้ไบโอดีเซลในระดับ 3 ล้านลิตรต่อวัน และในอีกไม่นานนี้ ในปี 2555 ปริมาณการใช้ไบโอดีเซลจะเพิ่มเป็น 8.5 ล้านลิตรต่อวัน เท่ากับ 3,100 ล้านลิตรต่อปี

ด้าน ก๊าซโซฮอล์ ซึ่งคือการผสมเอธานอลลงไปในน้ำมันเบนซินในอัตราส่วน 10% แทนสารเพิ่มประสิทธิภาพน้ำมัน (เอ็มทีบี) ตามเป้าหมายว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.50 จะไม่มีน้ำมันเบนซิน 95 ซึ่งใช้สารเอ็มทีบี แต่จะเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ผสมเอธานอลแทน โดยจะต้องใช้เอธานอล 850,000 ลิตร และในปี 2550 กระทรวงพลังงานตั้งเป้าให้มีการใช้แก๊สโซฮอล์ 8 ล้านลิตรต่อวัน และในปี 2554 ประมาณ 20 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะต้องใช้เอธานอลวันละ 4 ล้านลิตร

สืบเนื่องจาก แผนส่งเสริมปาล์มน้ำมันของรัฐบาลที่ตั้งยอดการจำหน่าย น้ำมันไบโอดีเซล B100(%) เพิ่มขึ้นจาก 0.179 ล้านลิตร/เดือน ในปี 2549 เป็น 13.05 ล้านลิตรในเดือนพฤศจิกายน 2550 แบ่งเป็นน้ำมันไบโอดีเซล B5 ที่ 4.65 ล้านลิตร และไบโอดีเซล B2 ที่ 8.40 ล้านลิตร คาดว่าความต้องการน้ำมัน B100 จะเพิ่มเป็น 1.16 ล้านลิตรต่อวันเลยทีเดียว

แต่ในปี 2549 ได้ส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันได้เพียง 3 แสนไร่เท่านั้น จากจำนวนที่ตั้งเป้าหมายไว้ 7.2 แสนไร่ ในระยะ 3 ปี ตั้งแต่ 2550-2552 จะสามารถขยายพื้นที่ปลูกปาล์มได้ 7 แสนไร่ ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้วางแผนจะปลูกในปี 2550 จำนวน 1 แสนไร่ ปี 2551 จำนวน 3 แสนไร่ และในปี 2552 อีก 3 แสนไร่ โดยได้กำหนดพื้นที่ปลูกไว้ในภาคใต้ 5 แสนไร่ในชุมพร กระบี่ นครศรีธรรมราช และสุราษฏร์ธานี กับภาคตะวันออก 2 แสนไร่ ในจันทบุรี ระยอง ตราด และชลบุรี รวมไปถึงการขยายพื้นที่ในภาคอีสานตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 328,000 ไร่ และตั้งโรงงาน 2 โรงงาน

ในภาคเอธานอล ที่นำไปผสมกับเบนซินเป็น ก๊าซโซฮอล์ 91, 95 มีปริมาณการจำหน่ายในปี 2550 สูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามนโยบายและการส่งเสริมของรัฐบาล โดยมีการจำหน่าย 3.4 ล้านลิตรต่อวัน ในเดือนมกราคมเพิ่มเป็น 6.1 ล้านลิตรต่อวัน ในเดือนธันวาคม 2550 คาดว่าในปี 2551 มีความต้องการใช้เอธานอลวันละ 1.3 ล้านลิตร โดยมีแผนการส่งเสริมดังนี้

สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัท บุญเอนก จำกัด และบริษัท พลังเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด เพื่อส่งเสริมเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ ชัยภูมิ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และยโสธร ให้ปลูกมันสำปะหลังป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตเอธานอลเป็นพลังงานทดแทน ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังในเขตปฏิรูปที่ดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยในปี 2551-2552 มีพื้นที่เป้าหมายกว่า 500,000 ไร่ เกษตรกรประมาณ 25,000 ราย มีกำลังการผลิต 1,050,000 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 346.5 ล้านลิตรต่อปี มีความต้องการมันสำปะหลังสดป้อนเข้าโรงงานวันละประมาณ 6,600 ตัน หรือกว่า 2.2 ล้านตันต่อปี

 

พลังงานทดแทน เพื่อความมั่งคั่งของนายทุน

จากข้อมูลพื้นฐานการเกษตร – ประเทศไทยมีเนื้อที่รวม 320 ล้านไร่ จำแนกเป็นเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรประมาณ 131 ล้านไร่ ซึ่งเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวทั้งนาปี และนาปรับครอบคลุมพื้นที่ถึง 65 ล้านไร่

และใช้พื้นที่ปลูกสำหรับการปลูกพืชหลัก หรือพืชสำคัญตามนัยยะของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวมประมาณ 15 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ทานตะวัน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ปาล์มน้ำมัน หอมหัวใหญ่ กระเทียม ทุเรียน ลำไย สับปะรดโรงงาน กาแฟ และยางพารา ครอบคลุมพื้นที่ 41 ล้านไร่ (จำแนกเป็น ยางพารา 15 ล้านไร่ ปาล์มน้ำมัน 2.2 ล้านไร่ มันสำปะหลัง 7.3-4 ล้านไร่ อ้อยโรงงาน 6 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6 ล้านไร่)

ปัจจุบัน สถานการณ์ผลิตเอธานอล ในภาคอีสาน ซึ่งมีพื้นที่ 105.5 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ทางการเกษตร 37.43 ล้านไร่ ปลูกมันสำปะหลังประมาณ 3.69 ล้านไร่/ร้อยละ 54 ของพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ ปลูกอ้อยโรงงาน 2.65 ล้านไร่ เพื่อป้อนให้บริษัทไทยง้วน เอธานอล จำกัด จ.ขอนแก่น ผลิตได้วันละ 1 แสนลิตร ใช้วัตถุดิบมันสำปะหลังดิบวันละ 700 ตัน ด้านบริษัท เพโทรกรีน จำกัด (เครือมิตรผล) จ.ชัยภูมิ 2 แสนลิตร และบริษัท ขอนแก่นแอลกอฮอล์ จำกัด ขอนแก่น 1 แสนลิตร และกำลังขยายเพิ่มเป็น 150,000 ลิตรต่อวัน

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ได้ส่งผลให้ราคาพืชผลการเกษตรสูงขึ้น แล้ว ประโยชน์จะตกแก่เกษตรกรได้หรือไม่ จากปีที่แล้วราคาข้าวโพดในตลาดโลกสูงขึ้น 400 % ในประเทศไทยตก กก.ละ 8-9 บาท, แป้งข้าวสาลี ที่ใช้ทำมาม่า ขึ้นราคาจาก 370.35 ต่อกระสอบปริมาณ 25 กิโลกรัม ขึ้นไปอยู่ที่ 484.36 บาท, ราคาน้ำมันปาล์ม ตอนนี้ 38 -43.5 บาทต่อลิตร คาดการณ์ว่าจะขึ้นถึง 49 บาทต่อลิตร ในเดือนหน้า ปัจจุบันราคาปาล์มแพงเป็นประวัติการณ์ มีราคาสูงถึง 850 เหรียญต่อตัน จากปีก่อนหน้าราคาประมาณ 450 เหรียญต่อตัน

การพยายามตอบสนองความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างไร้ขีดจำกัดนั้น เป็นความบ้าคลั่ง เพราะในความเป็นจริงการมุ่งส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชนั้น ก็คือการแสวงหาผลประโยชน์ใหม่ๆ ของบรรษัทที่หากินกับการค้าด้านการเกษตรอยู่แล้ว (สิ่งแวดล้อมไม่เกี่ยว แถมยังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างแท้จริงอีกด้วย) ราคาพืชผลการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อาหารราคาสูงขึ้นโดยเฉพาะอาหารของคนจน ทรัพยากรของโลกถูกแย่งชิงจากคนจนมากยิ่งขึ้น

การต่อสู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน อธิปไตยทางอาหาร และสิทธิของชาวนาชาวไร่ เพื่อความยั่งยืนของครัวเรือนเกษตรยังคงมีความสำคัญสูงสุดไม่ว่าในสถานการณ์ใด นโยบายด้านเชื้อเพลิงจากพืชนั้นต้องเหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่น คนยากคนจนสามารถเข้าถึงได้ แต่หากภายใต้กระบวนการค้าการตลาดผูกขาดของบรรษัทแบบนี้ คนจนจะถูกกีดกันออกไป ฉะนั้นนโยบายต้องส่งเสริมพลังงานชุมชน

เพราะการทำลายป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อการเพาะปลูกพืชพลังงาน เป็นเรื่องที่โลกยอมรับไม่ได้ การทำลายป่า ก็เสมือนกับการทำลายถังเก็บคาร์บอนของโลก นั่นคือการทำให้โลกร้อนขึ้น และทำให้ความพยายามในการทำให้โลกเย็นขึ้นเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก นับรวมไปถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เมื่อพื้นที่การเพาะปลูกพืชอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ กำลังถูกเปลี่ยนไปปลูกพืชผลิตน้ำมันเพื่อป้อนรถยนต์ ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตสิ่งแวดล้อมโลก และมนุษย์จะดำรงรอดต่อไปได้อย่างไร”…

แหล่งข้อมูลข่าว : โลคัล ทอล์ค  /  แหล่งภาพ : http://biodieselstocks.blogspot.com/ และ http://www.earthportal.org/news/

4 comments on “พืชพลังงานลดโลกร้อน : นิทานหลอกเด็ก

  1. ธุลีดิน
    มิถุนายน 12, 2008

    ปลูกพีชเพื่อเอามาเผาผลาญ ปลูกอย่างไรก็ปลูกไม่ทัน แล้วจะปลูกอย่างไร? มองเห็นใช่ไหมขะรับ?

    OOO

    แสงแรกสวัสดิ์ขอรับท่านอิ่ม

    อากาศเย็นอย่างกับอยู่ช่องฟิสช์ เย็นจนถุงนอนโกโลโกโสของข้าพเจ้าเอาไม่อยู่ ถึงกับขดตัวละเมอ ‘สงสัยได้เวลาหาถุงนอนใบใหม่’

    ฟ้าสว่างแล้วพวกจิ้งหรีดทางข้าพเจ้ายังไม่ยอมเงียบเสียง (สงสัยร้องมาทั้งคืนไม่มีตัวเมียสนใจ)(ว่าแต่จิ้งหรีดมันกรีดปีกทำไมอ่ะทั่น? พอจะทราบไหม?)

    โปสะการ์ดกึ่งเอ็มเป็นอย่างไรขะรับ? (หรือคือการแวะเก้าอี้นั่งสนทนาเยี่ยงนี้?)

    พวกนกกำลังกระพือปีกตัดฟ้า ตัวโน้นไปทางนี้ ตัวนี้ไปทางโน้น อ๊ะ! ตัวนั้นไปทางไหน? เสียงวิ๊ด ๆ ปู๊ด ๆ หลากสำเนียงจ๊อกแจ๊กมา คงพากันออกหากิน ข้าพเจ้าก็ได้เวลาเริ่มวัตรประจำวัน

    พบกันเวลาคอฟฟี่เบรคยามบ่าย ในเงาไม้แดดกล้าลมอ่อนขะรับ

    มา..เริ่มงานกัลล์

    ‘บ้าน’ใด..ที่ใจอยู่..ที่นั่นคือ ‘บ้าน’

    คารวะ (ท่านมีสองบ้านเรอะ..ระวังหน่อยนะขะรับ😉 )

  2. เพลงพันวา
    มิถุนายน 12, 2008

    ไม่รู้ทำไมอ่านแล้วนึกถึงการล่าของสัตว์ป่าไปได้

    เสือนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นนักล่าในระดับต้นของป่า
    พฤติกรรมในการล่าของเสือนั้น ล่าเพื่อประทังความหิว
    เพราะฉะนั้นไม่ว่าเสือจะออกล่าอย่างไร
    เหล่ากวางน้อยก็ไม่เคยหมดไปจากผืนป่า
    สัตว์ป่าที่สูญพันธุ์หรือหลงเหลือน้อยเต็มที
    จึงเป็นฝีมือในการล่าของมนุษย์มากกว่า
    มนุษย์ไม่ได้ล่าเพื่อให้คลายหิว
    หากล่าเพื่อสะสม จึงทำให้มนุษย์ไม่รู้จักอิ่ม

    อ่า…แต่ข้าเจ้ารู้จักนะ
    เริ่มรู้จัก “กำกึ๊ด” ท่านอิ่มนี่ไง (ฮา)

    ไปแล้วเจ้าค่ะ…แล้วจะแวะเวียนมากึ๊ดเติ้งหาคน “ติดเพลง”
    ว่าแต่เอาเพลงอะไรดี
    เพลงนี้ไหม “วาง” ของพี่เอี้ยว ณ ปานนั้น
    อยู่เจียงใหม่รู้จักนักร้องคนนี้หรือยังนี่

    อ้ะ…เอาเนื้อไปฮัมก่อนละกันท่านอิ่ม

    – – –
    ลมพัดใบไม้ไหว ใจของเรานั่นแหละ สั่นไหว
    ชงน้ำชาก็ล้น ยังยึดมั่นตัวตน ขนาดนั้น
    ไม้ท่อนนี้ยาวเกินไปหากต้องการมันสั้นกว่านั้น
    ไม้ท่อนนั้นสั้นเกินไปหากต้องการมันยาวกว่านี้
    ใจก็เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวก็เป็นอย่างนี้
    เทียนสวยหลากสี แต่แสงเทียนมีแสงเดียวเท่านั้น
    ใจหนอ จิตนั้น เกิดแล้วพลันตั้งอยู่… ดับไป
    พระอุ้มสีกาคนหนึ่งผ่านน้ำโคลนในวันฉ่ำฝน
    ไม่สนสายตาผู้คนผิดวินัยเณรจึงเอ่ยถาม

    เราปล่อยวางหล่อนแล้ว… หรือเณรยังไม่วาง
    – – –

    ถ้าอยากฟังเสียงพี่เอี้ยวโปรดแวะไปที่

    http://www.aeawthatsong.com/audio?page=1

    ไปล่ะท่านอิ่ม…เดี๋ยวไปขอคิดค่าโฆษณามาจ่ายค่าอิ่มเอมเสียหน่อย (ฮา)

    ด้วยมิตรภาพ

    ปล.เพื่อป้องกันความยุ่งยากที่จักตามมาในการมีสองบ้าน ขอแนะนำให้ท่านมีสาม หรือ สี่ หรือห้า ไปเสีย
    ทีนี้บ้านแรกก็จะเกิดความรู้สึก “วาง” ได้เอง
    เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกกกกก

  3. imaim
    มิถุนายน 12, 2008

    ถึง ท่านดิน…

    >>โปสะการ์ดกึ่งเอ็มเป็นอย่างไรขะรับ?

    <<อารมณ์ โปสการ์ดกึ่งเอ็ม …ในความหมายของกระผม ก็คือ สิ่งที่พวกเราสนทนาอยู่นั้น มันเหมือนเขียนโปสการ์ดถึงกัน…เขียนด้วยความรู้สึก…แล้วก็ส่งถึงกัน…ทุกๆวัน
    เรามักจะไปรอลุ้นอยู่ที่หน้าตู้ไปรษณีย์ แต่มันเป็นไปรษณีย์ชนิดพิเศษ บางวันก็ได้รับและการตอบกลับภายในไม่กี่ชั่วโมง…เพราะมันเป็นโลกไซเบอร์ที่…สนทนาชนิดเฉียดไปเฉียดมา…คล้ายการเอ็มเอสเอ็น…ด้วยเพราะเราอยู่ห่างกันแค่คนละมิติเวลานิดเดียวเท่านั้น…ขอรับ

    ส่วนเรื่องบ้านหลังที่สอง…อิ๊ อิ๊ มันอยู่ที่การตีความ…เช่นเคย…พวกท่าน(ทั้งคู่ )อารมณ์ขันดีแท้…

    ปล.วันนี้(หรืออาจเป็นช่วงนี้)ไม่มีเรื่องอัพ นะท่าน เพราะระบบอัพโหลดของผม มีปัญหาแจ้งศูนย์ wordpress ไปแล้ว คาดว่าจะใช้การได้ในเร็ววัน…

    …เลยสนทนากันได้แค่ใน comment ไปพลาง…ก่อนนะทัลล์

  4. imaim
    มิถุนายน 12, 2008

    โอ้แม่เพลง…

    << อะกรี วิท ยู ขอรับ…

    บนโลกใบนี้…คนเป็นสัตว์ประเสริฐ…ที่โลภ(และน่ากลัว)ที่สุด…โดยแท้ !

    ส่วนเรื่อง…พี่เอี้ยว ณ ปานนั้น เคยได้ยินแต่ชื่อ ได้ยินแต่เสียง…แต่ไม่เคยเจอตัวเป็นๆ ขอรับ

    ชอบมากมายกับเพลง “วาง” และเพลงอื่นๆในเว็บไซต์
    แถม…มีเพลงโปรด “ทานตะวัน” ด้วย…ช้อบ ชอบ…)
    (แม้แม่เพลงจะรับค่านายหน้า…ไปก็ตาม…อิ๊ อิ๊ )

    ขอบคุณมากมาย

    กูด อีฟนิง ขอรับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: