“The camera is an instrument that teaches people how to see without a camera.”

Dorothea Lange "โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…" >> โอ๋ อิ่มเอม

“หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เรื่องที่เป็นมากกว่าเรื่องศิลปะ ในความคิดของฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที”

เรื่อง: อิ่มเอม ภาพ: ก้องกานต์และเอกพันธ์มัลติพลาย / ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine Oct-Dec 08

ในที่สุดการรอคอยที่แสนยาวนานกว่า 11 ปีของโครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหาครหรือหอศิลป์กรุงเทพฯ ก็บรรลุความสำเร็จด้านโครงสร้างภาพรวมของอาคารและการจัดการเบื้องต้น ให้เราได้สามารถมีพื้นที่สาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดต่างๆ หรือเชื่อมโยงความเข้าใจต่อกันโดยผ่านเรื่องราวของงานศิลปะ

ซึ่งในฐานะของกรรมการมูลนิธิ รวมถึงการเป็นผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำหรับคุณฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวทีแล้ว นี่คือบทสนทนาหรือการแสดงความคิดอ่านที่เป็นมากกว่าการพูดถึงศิลปะในแบบที่เราคุ้นชิน จากจุดเริ่มต้นของแนวคิดสู่การพัฒนาสังคมร่วมกันบนพื้นฐานความคิดของงานศิลปะ(สู่ความ)ร่วมสมัย

img_5784is

+ ทราบมาว่า กว่าจะได้มาซึ่งการเป็นหอศิลป์กรุงเทพฯ ต้องใช้เวลาและการเรียกร้องจากหลายส่วน มีที่มาหรือจากกระบวนการแบบใดที่ทำให้เรามีหอศิลป์ฯ อย่างที่เห็น… ?

เรื่องของหอศิลป์กรุงเทพฯ มีการรณรงค์กันมาตั้งแต่แรกเริ่ม โครงการนี้มีการเอ่ยถึงตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว สมัยต้นยุคของคุณพิจิตร รัตตกุล ซึ่งตอนนั้นเราทำเรื่องของมูลนิธิ ร.9 แล้วก็มีการแสดงงานศิลปะ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ หลังจากนั้น 3-4 ปีผ่านมาก็มีการตั้งเรื่อง มีการประกวดเพราะฉะนั้นถ้ารวมแบบที่ประกวดสำเร็จแล้วก็เท่ากับมีอายุ 11 ปีซึ่งตอนนั้นก็มีการวางศิลาฤกษ์แต่หลังจากนั้นไม่นานคุณพิจิตร ก็พ้นสมัยไปพอดี แล้วก็มาถึงสมัยคุณสมัคร ก็กลายเป็นเรื่องมีปัญหาเพราะคุณสมัครอยากให้ที่ตรงนี้เป็นมัลติสตอรี่ คาร์พาร์ค ซึ่งก็เลยทำให้พวกเราเหล่าศิลปินประท้วง จนถึงขนาดต้องฟ้องร้องคุณสมัครต่อศาลด้วย อารมณ์เหมือนคนดุ! ที่ประกอบด้วยฝ่ายนักสื่อสารมวลชนและหนังสือพิมพ์ ทั้งฝ่ายผู้คนในสายนักการเมือง นักกฏหมายช่วยด้วย เพราะพวกเขาต่างก็เห็นว่าศิลปะมันเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิต มันไม่น่าจะมีปัญหา ทำให้นับแต่นั้นมา ก็เกิดการรวมกลุ่มกันขึ้น อาจพูดได้ว่า ศิลปินเริ่มพูดได้เสียงดัง เริ่มประท้วงกันได้ ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไมศิลปินจึงทำได้ เพราะดูเหมือนว่าวิถีชีวิตศิลปินไม่น่าจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อมาเรียกร้องอะไร แต่ถ้าคุณมองถึงสังคมเราแล้ว จะมองเห็นถึงเหตุผลบางอย่างที่ศิลปินสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้นั้น ก็อาจเป็นเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์หรือการพึ่งพาคนอื่นน้อย ไม่มีเจ้านาย ไม่มีผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้า ด้วยความอิสระนี่เองที่ทำให้สามารถทำอะไรโดยไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขมากนัก และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดหอศิลป์อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

+ เนื้อหาหรือหน้าที่หลัก ที่หอศิลป์ฯพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นสำหรับการเริ่มต้นขณะนี้ มีอะไรบ้างครับ ?

ก็ต้องยอมรับว่า ความคิดเรื่องหอศิลป์นั้น มีการพัฒนากันมาในระยะ10 กว่าปีนี้ เริ่มจากตอนแรกที่จะออกมาเป็นในรูปแบบหอศิลป์ร่วมสมัย ต่อมาก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็นหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะบอกว่าเป็นการยอมรับด้วยว่า ในเรื่องของความร่วมสมัยนั้น มันอาจจะมีการชงเรื่องหรือมียุทธศาสตร์ที่จะต้องเกี่ยวกับสังคมโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องความร่วมสมัยจัดๆจ๋าๆจนเกินไป ก็อาจจะกลายเป็นลักษณะของหอคอยงาช้างที่คนเอื้อมไม่ถึง เราเลยต้องมีมุขหรือยุทธศาสตร์ว่า ถ้าเราอยากจะให้มีคนมาดูงานศิลปะ ก็อย่าทำตัวให้มันแปลกแยกนัก ก็เลยกลายเป็นว่า พอถึงเวลาเอาเข้าจริงๆเราต้องปรับต้องพัฒนาตามพื้นฐานความเป็นจริงว่า เราจะสร้างงานศิลปะร่วมสมัยให้แก่สังคมอย่างไร? แล้วผลสุดท้ายการสร้างสิ่งนี้มันอาจจะต้องตีบทให้แตกว่า การทำงานศิลปะมันไม่ได้เกี่ยวกับการที่ศิลปินทำขึ้นกันเอง ดูกันเองหรือเฉพาะในวงแคบๆ ไหนๆเราก็อยู่กันตรงนี้แล้ว เราต้องคิดถึงคนดูด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เป็นไดอะลอก หรือการพูดคุยสนทนากันระหว่างคนทำกับคนดู พอได้แนวคิดมาอย่างนั้นแล้วเราก็มองเห็นว่า ณ ที่แห่งนี้กลายเป็นจุดนัดพบ เป็นสี่แยกที่ผู้คนจะมาเจอกันดีไหม? เป็นเวทีระหว่างศิลปินและผู้เสพมาเจอกัน และศิลปินที่หมายถึงก็ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของวงการทัศนศิลป์อย่างเดียว เพราะมีเรื่องของละคร วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรีเข้ามาผสมโรงด้วย เพราะว่าเนื้อหาสมัยใหม่มันไม่ได้เกาะติดอยู่กับศิลปะแขนงใดแขนงหนึ่งเพียงอย่างเดียว มันหล่อหลอมกัน ซึ่งเท่ากับว่าการรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นครั้งนี้มันเป็นการส่งเสริมศิลปะระหว่างกรุงเทพมหานครกับพันธมิตรเครือข่ายศิลปินทุกสาขา ประมาณ 9 สาขา ทำให้รูปโฉมของศิลปะมันเป็นการเดินร่วมกัน

เพราะฉะนั้นก็เลยต้องวกกลับมาถามถึงตึกแห่งนี้ว่า การออกแบบนั้น ไม่ใช่มีแค่ว่าแกลอรี่หรือการแสดงงานทั่วไป แต่เรามีโรงละคร มีการแสดงดนตรี มีการฉายภาพยนตร์ และมีห้องสมุดด้วยซึ่งงานประเภทวรรณกรรมก็สามารถที่จะไปรวมกลุ่มกันได้ ณ ตรงจุดนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าสนุกเหมือนกับว่าในวันๆหนึ่ง เราสามารถดูงานได้ถึง 6-7 งาน จากศิลปะหลายแขนงเลยทีเดียว นอกจากนี้เรายังมีในส่วนของร้านอาหาร ร้านค้าเพื่อย้อมใจคนมาช้อปปิ้งเพราะเราคนไทยชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว มันเหมือนที่ที่ทำอะไรได้สารพัดครบวงจรกับเรื่องที่สร้างสรรค์

img-3533-11

+แสดงว่ามันก็เป็นการสอดคล้องกับสโลแกนที่ว่า “Come to eat, stay for art” ใช่ไหมครับ ?

อืมใช่ ใช่ ผมมองว่าสิ่งที่เราออกแบบไว้มันก็ไม่ได้บทของฝรั่งหรือประเทศที่เจริญแล้วสักเท่าไหร่ แต่เราทำตามบทแบบไทยๆนี่ล่ะ ความต้องการมันเป็นอย่างนี้นะ มันเป็นเหมือนเค้กชั้นต่างๆ เราอาจจะมีการทำกิจกรรมหลายรูปแบบตามความถนัด ตามมุมของตัวเอง รวมถึงการมีมุขหรือมุมมองที่ให้แก่ชุมชน ให้กับนักศักษาหรือเยาวชนด้วย ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องขบคิดกันต่อไป

+ ในฐานะที่คุณฉัตรวิชัยเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์ฯ มองความยากง่ายในการจัดการหอศิลป์ฯต่อสาธารณชนอย่างไรครับ?

พอถึงตรงจุดนี้แหละครับ ที่มันยากในการตอบโจทย์ของการผสมเรื่องหลายเรื่อง จะต้องทำอย่างไร?ให้มันดูดี เรื่องจับฉ่ายมันก็ต้องมีบ้าง(หัวเราะ) แต่ว่าจะทำให้เป็นรสนิยมที่ดี ที่คนต้องยอมรับได้น่ะ คุณทำมันได้ไหม? อาจจะต้องมีการเปลี่ยนเวลา ถ้าคุณไม่ชอบแบบนี้ คุณอาจจะชอบอีกแบบก็ได้ อะไรทำนองนี้เกี่ยวกับการเรียนรู้ความต้องการของผู้คน ในเวลาเดียวกันมันไม่ใช่เรืองของศิลปะเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของการพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นร้านค้าต่างๆ เป็นโจทย์ที่จะต้องทำไปพร้อมๆกัน แต่มันก็สะท้อนสังคมนะ คล้ายๆกับว่าเราในตอนนี้กำลังเอาศูนย์การค้ากลับมาทำเป็นหอศิลป์ เพราะสังคมด้านหนึ่ง การค้าก็ครอบงำชีวิตเราอยู่ อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของมรดกทางความเชื่อที่ไม่ค่อยดีคอยครอบงำเช่นกัน เช่นถูกปลูกฝังให้เชื่อเกี่ยวกับการเดินตามเป็นทอดๆต้องไปทางเดียวกันหมด เราต้องเปิดพื้นที่ให้กว้างขึ้นมาอีกนิดนึง

+ ถ้าเช่นนั้น ระหว่างเรื่องกระแสบริโภคนิยมกับเรื่องคุณภาพชีวิต อะไรคือความคลาดเคลื่อนที่ศิลปะสามารถอธิบายและเติมเต็มให้ผู้คนรู้สึกตระหนักได้ครับ?

อืมเราน่าจะคิดกันใหม่เลยล่ะ มีใครหลายคนที่เข้าคุยเรื่องแบบนี้เช่นกัน เขาก็ให้ไอเดียคำถามกับผมว่า ศิลปะมันทำให้คนคิดเป็นใช่ไหม? ซึ่งมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ เพราะตั้งแต่เด็กๆ เรื่องของศิลปะมันเป็นวิชาที่มีการปฏิบัติ ทำให้พวกเรามีการแสดงออก มีวิจารณญาณ รู้จักตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่เราคุยกันได้ แล้วก็คิดว่าถ้าเกิดเรื่องของศิลปะหรือวัฒนธรรมที่เราถูกปลูกฝังว่าเป็นอย่างนี้อย่างเดียวล่ะก้อ บางคนเรียกมันว่าเป็นวัฒนธรรมสายเดียว มันมาทางเดียวกันหมด มันก็ไม่มีความหลากหลาย ไม่มี่ความเข้าใจ เพราะฉะนั้นงานของที่หอศิลป์แห่งนี้จึงพยายามอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ การเรียนรู้ เมื่อถึงการทำหรือการปฏิบัติแล้วเราคงจะมีการอิงในเรื่องของระบบภัณฑารักษ์ขึ้นมา การนำเสนอที่มีเนื้อหา ที่มีการคุยกันมีเรื่องของความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน การมีที่มาต่างๆ ซึ่งสร้างความเข้าใจให้กับคนดู อะไรทำนองนี ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องหรือจุดที่น่าจะปฏิบัติได้ ไม่ใช่ว่าเอาอะไรมาแสดงหรืออยู่ดีๆก็ลุกขึ้นมาแสดงโดยที่ไม่มีเหตุไม่มีผล พอเราทำอะไรด้วยแบบนี้ คนก็เริ่มเห็นว่ามันเป็นวิธีการที่สร้างวัฒนธรรมทางศิลปะที่แตกต่างจากเดิมออกไป เหมือนเรามาคิดกันใหม่ลองดูซิว่า ต้องเป็นแบบนั้นนะแบบนี้นะถึงจะถูกต้องทั้งหมด ซึ่งอันที่จริงมันก็เข้าหลักพุทธศาสนาเลยล่ะ มันไม่ได้แปลกแต่เป็นการสร้างความเข้าใจสร้างการเรียนรู้ ยกตัวอย่าง อย่างเช่นเรื่องประวัติศาสตร์ที่เราเรียนแบบคัดๆกันมา จำแบบหนึ่งสองสามบทแล้วที่เหลือก็ช่างมันเถอะ อะไรทำนองนี้ ซึ่งเราก็ต้องสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น

img_5775is

+ ถ้าอย่างนั้น วิธีปลูกฝังแนวคิดเรื่องของศิลปะและสุนทรีศาสตร์ให้กับเยาวชน ในแบบที่คุณฉัตรวิชัยคิด เป็นเช่นไรครับ?

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีความเชื่อบางอย่างในเรื่องของศิลปะที่อยากให้กับเยาวชนหรือประชาชนได้ว่า ศิลปะมันเป็นสมมติฐานของชีวิต หรือถ้าเป็นสมัยเด็กๆเราก็จะติ๊ต่างกันว่า เรามาเล่นกันนะกับเรื่องนี้ เราดูละครหรือภาพยนตร์เราก็รู้สึกได้ว่าอะไรมันผิด อะไรมันถูก ซึ่งง่ายมากในการทำความเข้าใจ หลักธรรมหลักการใช้ชีวิตมันน่าจะมีการแสดงออกโดยให้ศิลปะเป็นตัวสื่อสารหรือเป็นตัวกลางสำหรับชีวิตเรา ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เราจะพึ่งหวังในเรื่องของการสั่งสอนเพียงอย่างเดียวคงยาก มันต้องมีตัวอย่างหรือสมมติฐานว่า ชีวิตเรามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันก็เริ่มจะมีความหมาย เราสามารถเข้าใจตัวเองได้ รู้หลักสังคมได้ จากบริบทสังคม จากสื่อกลางแบบนี้แหละ แต่ว่าในขณะเดียวกันศิลปะเหล่านี้มันก็มีหลักอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต การสะท้อนสังคม แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าตอนนี้เราอาจจะต้องมีการปรับนิดหนึ่งว่า ระหว่างวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมฝรั่ง เรามีวิธีวิเคราะห์วิจัยว่าศิลปะของเราน่าจะอยู่บนพื้นฐานตรงจุดไหน? ยกตัวอย่างเรามีชุมชนใกล้ๆ เช่นชุมชนบ้านครัว เราน่าจะไปร่วมมีกิจกรรมอะไรกับพวกเขาได้บ้าง? แล้วดูซิว่าผลมันจะออกมาอย่างไร? ซึ่งผลสุดท้ายเราอาจจะได้บทละครเรื่องหนึ่งสะท้อนออกมาก็ได้ ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่บทละครแบบฝรั่ง แต่มันอาจจะเป็นบทแบบไทยๆที่คุยกันได้ เราเรียนรู้อะไรจากเขาได้บ้าง? อะไรทำนองนี้ ซึ่งมันอาจจะใกล้ตัวมากขึ้น และก็ใช่ว่าเราจะเป็นศิลปะร่วมสมัยที่ไร้รากฐาน ครึ่งหนึ่งของเราคือวัฒนธรรมหรือจิตใจความเป็นไทย ทั้งหลักธรรมคำสอนวัฒนธรรมต่างๆ เราสามารถแปรเป็นงานที่ร่วมสมัย ศิลปินหลายคนอย่างวสันต์ สิทธิเขตต์ เขาจะทำเรื่องเกี่ยวกับนรกสวรรค์ หรือมณเฑียร บุญมา จะทำเรื่องของพุทธะ มันไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่ว่าพอทำขึ้นมาแล้วมันสะท้อน หรือเล่าเรื่องให้คนที่ร่วมสมัยสามารถรับรู้ได้บ้าง มันก็มีประโยชน์นะ

+ แสดงว่าก็กำลังพยายามอยู่ใช่ไหมครับ กับการนำจุดเด่นหรือความน่าสนใจของบริบทสังคมไทยมาสร้างเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดพื้นที่สื่อสารสำหรับที่นี่ ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ?

ถูกต้องเลยครับ แรงบันดาลใจ! “นี่แหละใช่เลย ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเอามาจากที่อื่น เราออกมาจากเรื่องใกล้ตัว มันมีฝังหัวอยู่แล้วทำให้เราเข้าใจอะไรง่ายขึ้น เชื่อมต่อให้ชีวิตมันสร้างสรรค์ต่อยอดได้มากขึ้น

img-3576-1

+ พอถึงตอนนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าสามารถมองเห็นพัฒนาการของห้องแสดงศิลปะในเมืองไทยชัดเจนขึ้นไหมครับ เมื่อมีหอศิลป์กรุงเทพฯขึ้น ?

หอศิลป์หรือห้องแสดงศิลปะ เลยกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่ต้องทำให้ครบวงจร หอศิลป์ต้องมีลักษณะที่ตอบโจทย์ความลงตัวว่าลักษณะอย่างนี้ได้ไหม? สมบูรณ์แค่ไหน? เช่นตัวของห้องแสดง เรื่องของสมาธิ เรามีให้กับผู้ชมหรือเปล่าสำหรับเสพงาน ? หรือห้องแสดงละครมันดีแค่ไหนกับการชมละคร? ขณะเดียวกัน การประชาสัมพันธ์ดีพอไหมที่จะชวนให้คนมาดู ? สถานที่มาง่ายไหม? ซึ่งสำหรับทางหอศิลป์ถือว่าเรามีชัยไปกว่าครึ่งเพราะที่นี่มันมาได้ง่ายมาก! แค่ทะลุเข้ามาชั้น 3 จากบีทีเอสก็ได้แล้ว แต่มีอีกหลายประเด็นที่จะต้องคิดให้มากก็คือ เรื่องของโปรแกรมงาน หรือการที่จะเอาคนมาสร้างสีสันหรือวิจารณ์งานเพื่อให้มีการเรียนรู้ ให้แตกฉานมากขึ้น บทที่วางไว้มันสอบตกตรงไหนหรือเปล่า? หรืออาจจะต้องย้อนไปถึงเยาวชนอย่างที่พูดถึงก่อนหน้านั้น ว่าถ้าหากคิดไม่เป็น ไม่สามารถที่จะรู้จักตัวเองได้เราก็ต้องทำหน้าที่ในการวางกระบวนการ ซึ่งมันเป็นความถ้าท้าทายมาก เพราะกรุงเทพฯมีโรงเรียนอยู่ในเมื่อ 400 กว่าโรงเรียน เขตก็มีตั้ง 50 เขต เลยเหมือนเรามีวัตถุดิบที่น่าลงไปร่วมเล่นด้วย ถ้าเราพร้อมนะ! ก็เลยกลายเป็นว่าเราเริ่มเห็นภาพของศิลปะที่ชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่เรื่องของภาพที่แขวนอยู่ข้างฝาผนังเฉยๆแล้วนะ มันกว้างกว่านั้นอีก

+ คำถามสุดท้าย มองดูทิศทางเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหอศิลป์ฯกับประชาชนต่อการพัฒนาสังคม ในอนาคตอย่างไรครับ?

คิดว่าอย่างน้อยๆ เราต้องหางานที่เป็นที่น่าสนใจแก่คนดูโดยทั่วไป ส่วนงานที่ยากๆก็ต้องมีแน่นอนเพราะเป็นงานที่ลึกและคนที่ชอบศิลปะแบบลึกซึ้งก็ย่อมมีอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นเราคงต้องเสริมให้ผู้คนได้เสพงานที่ง่ายขึ้น ที่เราเรียกว่า งานอินเตอร์แอคทีฟ พาร์ค (Interactive Park) ให้คนดูที่อยากสนุกกับงานศิลปะเข้ามาด้วย อย่างฝั่งรอบสี่แยกปทุมวันในส่วนที่เป็นห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย เราจะทำบรรยากาศอย่างไร? ให้น่าร่วมสนุก น่าพักผ่อนหย่อนใจด้วย ให้ศิลปะค่อยๆซึมซาบ ให้เห็นช่องทางการแสดงออกที่เป็นไปได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำงานที่สร้างสรรค์ แล้วเอามาดูเอามาทดลองกัน ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่น่าจะส่งเสริม แล้วผลสุดท้ายมันก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างให้เยาวชนหรือคนรุ่นหลัง กล้าแสดงในสิ่งที่ควร เปลี่ยนนิสัยให้รู้จักสื่อสารกันด้วยเหตุและผล ตรงนี้เป็นเหมือนเวทีสาธาณะที่เปิดกว้างสำหรับความคิด

ซึ่งก็แปลกนะที่เรามีประชาธิปไตยมากว่า 70 ปี แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่า? ประชากร 62 ล้านคนมีความเป็นอิสระของการแสดงออกกันสักกี่คน สักแสนคนล้านคน! ถึงไหม? ที่เหลือไปจมอยู่ที่ไหน? มีโอกาสกันบ้างไหม? เพราะฉะนั้นนี่คือโอกาสหนึ่ง ที่อย่างน้อยๆ ผู้คนสามารถมีส่วนร่วม มีการแสดงออก มีการพูดจา แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งอีกนัยยะหนึ่งก็เป็นความท้าทายกับศิลปิน ว่าคุณมีเนื้อหางานเนื้อหาความคิดแค่ไหน?อย่างไร? การสร้างงานจึงต้องอิงอยู่กับพื้นฐานความเป็นจริงหรือบริบทสังคมมากขึ้น แล้วเราไปวัดผลกันซิว่า อิทธิต่อการที่เราทำงาน ต่อความเจริญและการสร้างสรรค์ทางสังคมมันเป็นเช่นไร? เรายังต้องคอยก๊อปปี้งานต่างชาติอยู่หรือเปล่า? ต้องคอยตามคนอื่นอีกนานไหม? ถ้ารักชาติจริงๆ เท่ากับตอนนี้ก็ต้องเปิดโอกาสให้แต่ละปัจเจกบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ให้เรามุ่งเน้นแต่สร้างความเจริญทางวัตถุ สร้างโน่นสร้างนี่สารพัด แต่เราไม่สร้างความเจริญทางด้านสติปัญญา ผมว่าเราไปไม่รอด มันไม่ยั่งยืน มันต้องไปคู่กัน และหอศิลป์คงจะไม่ใช่แค่ค่านิยมหรือไลฟ์สไตล์ตามกระแส แต่หวังว่ามันจะมีผลต่อสังคมต่อคุณภาพชีวิตในปัจจุบันและอนาคต

………………………………………

18 ธันวาคม 2551 / เอกมัย กรุงเทพฯ

2 comments on ““หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เรื่องที่เป็นมากกว่าเรื่องศิลปะ ในความคิดของฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที”

  1. LP
    ธันวาคม 19, 2008

    ผมไม่ใช่เด็กศิลป์ แถมมีความรู้เกี่ยวกับศิลปะชนิดที่น้อยนิดจนมิอาจประเมินค่าได้ แต่มีโอกาสไปเดินชมนิทรรศการ ‘รอยยิ้มสยาม’ แล้วก็ได้ยิ้มจริงๆครับ

    เด็กบ้านนอกอย่างผมแอบอิจฉาที่คนกรุงเทพมีอะไรดีๆ ให้ดูเยอะ แต่น่าแปลกทั้งๆที่เป็นวันอาทิตย์ เกือบ3ชั่วโมงที่นั่น ผมว่าผมเห็นคนไม่เกิน 20 คน พอพ้นประตูหอศิลป์ออกมา

    โอววว แม่เจ้า คนประมาณล้านแปดที่ห้างสรรพสินค้านั่น

    “หอศิลป์คงจะไม่ใช่แค่ค่านิยมหรือไลฟ์สไตล์ตามกระแส…” ผมว่าไม่ใช่แค่การสร้างความเจริญทางด้านปัญญาครับ ในอีกด้าน กุญแจสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้หอศิลป์อยู่รอดก็ไม่ต่างจากการทำห้างสรรพสินค้า คือต้องเข้า(ไปใน)ใจ ผู้คน ประกอบกับหลายมิติที่มันซ้อนทับกันอยู่ ยาวนานและเหนื่อยครับเรื่องนี้

    ..ไปหล่ะ🙂

  2. กล้วยไม้
    สิงหาคม 18, 2009

    อยากทราบว่าใครเป็นคนออกแบบโรงละครด้านในคะ ฟังชั่นของโรงละครที่มีทางเข้าออกได้ทางเดียว ค่อนข้างลำบากกับนักแสดงและการทำการแสดงส่วนใหญ่ รวมถึงห้องคอนโทรลที่ต้องเดินทางไกลมากกว่าจะเดินทางไปถึงด้านบน ทางโหลดของเข้าหอก็น่าจะกว้างกว่านี้นะคะ สำหรับโหลดพวกฉากหรืออุปกรณืการแสดง อันนี้แค่ความคิดเห็นส่วนหนึ่งเท่านั้นคะ แต่ยังไงก็ขอขอบคุณที่สร้างพื้นที่ให้กัยงานศิลปะสู่ใจกลางเมืองนะคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: