“The camera is an instrument that teaches people how to see without a camera.”

Dorothea Lange "โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…" >> โอ๋ อิ่มเอม

“อนุทิน วงศ์สรรคกร” นักสื่อสาร (ผ่าน) ตัวอักษร

เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ภาพ: คัดสรรดีมาก / ตีพิมพ์ใน LEXUS Magazine_April-June 2009

DSC_0184is

สำหรับวงการออกแบบฟอนต์หรือชุดตัวอักษร ชื่อชั้นของ อนุทิน วงศ์สรรคกรแห่ง คัดสรรดีมากบริษัทออกแบบแห่งแรกในประเทศไทยที่ให้บริการครบวงจรเกี่ยวกับตัวอักษร ย่อมการันตีความพิเศษในสิ่งที่คิดและทำ อันมีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนอยู่ไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลงานคุณภาพมากมาย (อย่างที่ใครหลายคนอาจคาดไม่ถึง) ตั้งแต่การออกแบบตัวอักษรบนเครื่องเล่นเอ็มพีสาม ไปจนถึงหนังสือ นิตยสารหลายฉบับทั้งในและต่างประเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค และการออกแบบชุดตัวอักษรพิเศษเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับบริษัทชั้นนำ อย่าง เอไอเอส, ดีแทค, กสท, เทสโก้ โลตัส และนิตยสารวอลล์เปเปอร์

และนี่คือบทสนทนาเล็กๆ ที่บอกเล่ากระบวนการความคิดบางอย่าง เพื่อขยายความเข้าใจถึงที่มาหรือเบื้องหลัง ความเป็นปัจจุบัน และทิศทางของรูปแบบตัวอักษรเหล่านั้นให้ (ชัดเจน) มากขึ้น จากนักออกแบบเลขนศิลป์สิ่งพิมพ์และนักออกแบบตัวอักษร ผู้ไม่ใคร่ถนัดที่จะแสดงตน เพื่อให้ใครๆ เข้าใจว่าเป็น นักออกแบบฯแต่กลับยินดีที่จะบอกว่า มีความสุขกับการออกแบบ (ตัวอักษร)” เป็นที่สุด!


ในฐานะนักออกแบบเลขนศิลป์และอักขรศิลป์ บ่อยครั้งที่ใครๆ มักตั้งคำถามว่า

สิ่งที่คุณทำอยู่มันคืออะไร?” คุณอนุทินมีวิธีการตอบหรืออธิบายอย่างไรกับคำถามนี้?

คำถามนี้ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงจะพยายามตอบอย่างละเอียด อาจจะเป็นเพราะพื้นฐานที่มีของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ทุกวันนี้ก็จะมีพัฒนาการในการตอบไปอีกแบบ ฉะนั้นที่ผมตอบแบบนี้แสดงให้เห็นว่าได้รับคำถามนี้บ่อย จริงๆแล้วเป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะความเข้าใจเรื่องการออกแบบในแต่ละแขนงในบ้านเรายังทับซ้อนกันอยู่มาก

การตอบคำถามนี้จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเราที่มีต่อตัวผู้ถาม (พิจารณา) ว่าจำเป็นต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่เราทำอยู่มากแค่ไหน?

ซึ่งถ้าตอบแบบพอสังเขป คำตอบในการอธิบายเรื่องเลขนศิลป์ หรือที่ทั่วไปรู้จักในชื่อ กราฟิกดีไซน์นั้น คือเรื่องที่มีได้ตั้งแต่งานออกแบบสิ่งพิมพ์ งานออกแบบเพื่อการสื่อสาร ไปจนถึงคำตอบที่ซับซ้อนมากขึ้น อย่างเช่นการดูแลภาพพจน์ขององค์กร

ส่วนอักขรศิลป์ ก็จะเป็นคำตอบแบบรวบรัด ว่าคือ การออกแบบตัวอักษรเพื่อการใช้งาน หรือที่เรียกทั่วไปว่า ฟอนต์ซึ่งพอใช้คำนี้ คนส่วนใหญ่จะ (เริ่ม) เข้าใจ แต่จริงๆ แล้วเป็นการอธิบายที่ผิด เพราะนิยามของฟอนต์หรือในภาษาไทยที่เรียกว่า ชุดตัวอักษรกับ แบบตัวอักษรนั้นเป็นคนละเรื่องกัน นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่ต้องขยายความไปถึงในเรื่องของธุรกิจเกี่ยวกับตัวอักษร และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้ และจัดวางตัวอักษร ซึ่งหากอธิบายถึงตรงนี้ คนส่วนมากก็จะเริ่มตกใจ เพราะนึกไม่ถึงว่ามีธุรกิจหมวดนี้อยู่ด้วย และผมก็จะตอบว่า ก็มันต้องมีใครสักคนที่ทำธุรกิจนี้ ไม่อย่างนั้นสิ่งเหล่านี้มันจะมาจากไหน?

คำว่า คัดสรรดีมากอะไรที่เป็นความพิเศษหรือเนื้อหาสำคัญ ที่คุณอนุทินต้องการสื่อสาร?


อันที่จริงแล้วต้องย้อนความกลับไปประมาณแปดปีก่อน เมื่อตอนที่เราก่อตั้งบริษัทกันใหม่ๆ คัดสรรดีมากขณะนั้นเราตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจออกแบบที่เน้นหนักไปทางการออกแบบผลิตภัณฑ์จำพวกของใช้ ของตกแต่งบ้าน

เราต้องการชื่อที่มีความหมายดี และเมื่อเขียน (สะกดคำ) เป็นภาษาอังกฤษแล้วก็สามารถอ่านได้ในความรู้สึกแบบภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งบ่อยครั้งที่มีคนเข้ามาทัก นึกว่าเป็นชื่อบริษัทฝรั่ง แต่พอได้รู้หรือเห็นชื่อเป็นภาษาไทย ก็พลอยต้องอมยิ้มไปด้วย เมื่อทราบว่าที่จริงแล้ว มันก็คือ “คัดสรรดีมาก” นี่เอง

ส่วนเรื่องความหมายนั้น คงไม่ต้องขยายความมาก เพราะชื่อนั้น ได้อธิบายตัวเองในเชิงบวกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว

และแม้เมื่อเราต้องปรับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ ซึ่งเน้นหนักกับงานทางกราฟิกดีไซน์ สิ่งพิมพ์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับตัวอักษรมากขึ้น แต่เราก็ยังคงเลือกใช้ชื่อ คัดสรรดีมากเหมือนเดิม เพราะเราต่างเห็นว่า ชื่อนี้มีความหมายที่ดีอยู่แล้ว เราต้องการคัดสรรสิ่งที่ดีมากที่สุดมาให้กับลูกค้าของเราเสมอ นั่นเอง

bigcaslonTHAI


อะไรคือเสน่ห์ของการออกแบบฟอนต์ ที่คุณอนุทินสัมผัสได้?


ผมมองว่า ทุกคนมีความชอบส่วนตัวในเรื่องต่างๆ บางครั้งก็เป็นการยากที่จะแจงให้ชัดเจนว่า เสน่ห์ของสิ่งที่เราชอบอยู่ตรงไหน เพราะเราจะได้คำตอบหลายคำตอบตามติดๆ กันมา ด้วยรายละเอียดที่เยอะมากมาย ซึ่งเสน่ห์สำหรับผมมันเป็นเชิงนามธรรม มันจึงอธิบายได้ค่อนข้างยาก

ตัวอักษรเป็นสิ่งที่เราใช้บันทึกแทนภาษาที่เราพูด เป็นกราฟิกฟอร์มเบื้องต้น (ที่ทุกคนใช้อย่างไม่ได้คิดกับมันมากนัก) แต่มันกลับเปี่ยมไปด้วยพลังในการสื่อความหมาย เราสามารถมีหลากอารมณ์ร่วมกับตัวอักษรได้ ขึ้นอยู่กับการประกอบกันเป็นคำ คำกลายเป็นประโยค ตรงนี้ถ้า (ช่าง) สังเกต เราก็จะเห็นว่า มีมิติที่เกี่ยวข้องกับอักษรศาสตร์อยู่ด้วย และยังโยงไปทางจิตวิทยาด้วยอีกต่างหาก เราจะเห็นศิลปะในการใช้ภาษาทั้งในรูปแบบของศิลปะการออกแบบไปพร้อมๆ กับการใช้ภาษาเขียน

นอกจากนั้นแบบตัวอักษร ก็ยังเป็นอีกสิ่งที่ช่วยนำส่งใจความ และเป็นตัวแทนของความรู้สึกที่เราต้องการจะพูดผ่านคำหรือประโยค หรืองานออกแบบชิ้นนั้นๆ เราจะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้มันอยู่ใกล้เรามากๆ แล้วเราก็ใช้มันอย่างเคยชิน ไม่ค่อยได้ฉุกใจคิด เราใช้สมองในโหมดออโต้กับเรื่องพวกนี้ แต่จริงๆ แล้ว ผมคิดว่ามันสำคัญมาก ยิ่งถ้าคุณเป็นนักออกแบบกราฟิก ยิ่งต้องเข้าถึงเรื่องเหล่านี้

อีกส่วนที่มันทำให้ผมรักงานออกแบบตัวอักษรก็คือ เราสร้างฟอร์มเหล่านี้ (อย่างที่คุณกำลังอ่านอยู่) เพื่อถูกถ่ายทอดให้ได้ใจความทางภาษาและถูกบันทึกไว้เป็นมรดกทางการสื่อสาร ผมถือว่า มันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากทีเดียว ถ้าเราลองคิดดูดีๆ !

ถ้าเช่นนั้นคุณอนุทินมีมุมมองอย่างไรต่อการมองโลกหรือสิ่งที่พบเห็น เพื่อเชื่อมโยงถึงมิติการออกแบบต่างๆ?

อืมม เป็นคำถามที่ใหญ่และกว้างมากทีเดียว แต่จะพยายามตอบแบบสั้นๆ นะครับ ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทุกอย่างรอบๆ ตัวเรา หากพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า ล้วนผ่านกระบวนการออกแบบมาโดยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะออกแบบได้ดีหรือออกแบบมาไม่ได้เรื่องก็ตาม

การออกแบบมันเกิดขึ้นตั้งแต่การเริ่มคิด! ซึ่งคุณค่ามันจึงอยู่ที่ตรงนั้น ตรงเนื้อแท้ของการออกแบบไม่ได้ถูกแทนค่าความสำคัญด้วยกระดาษหรือคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้หลายคนคิดถึงการออกแบบหรือเสพงานออกแบบที่ตัวสื่อหรือตัววัสดุ ไม่ใช่ที่งานออกแบบจริงๆ

สำหรับผมเองมองว่า การออกแบบ คือการจัดการกับปัญหาหรือตอบโจทย์ต่างๆ ตามสถานการณ์และช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน แต่มีความเกี่ยวเนื่อง (กับข้อจำกัด) ในมิติต่างๆเช่น มิติของการตลาด มิติของเทคนิคทางการผลิต มิติทางวัฒนธรรมความเชื่อ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนักออกแบบที่ดีจึงต้องมองมิติที่ทับซ้อนเหล่านี้ให้ออก

นอกจากนี้ การออกแบบ ก็คือส่วนหนึ่งในโครงสร้างสังคม ฉะนั้นผมจึงไม่เคยปฏิเสธหรือให้ความรู้แบบผิดๆว่า การออกแบบคือการออกแบบ เพราะถ้าเข้าใจเรื่องที่เกริ่นมา ก็จะเห็นว่าโครงสร้างต่างๆ ในสังคมเรา มันเกี่ยวเนื่องกันหมดในน้ำหนักที่ต่างกัน เป็นส่วนหนึ่งของสังคม นอกจากที่เราเห็นทั่วไปในการใช้งานออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า สังคมก็ต้องอาศัยความเจริญและพัฒนาการทางการออกแบบด้วยเช่นกัน เช่น เทคโนโลยีก็ต้องการให้การออกแบบสร้างความท้าทาย ให้เกิดเป็นโจทย์ กำเนิดเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมารองรับจิตนาการที่เกิดจากการออกแบบ

และท้ายที่สุด เราจะเห็นว่าการออกแบบเป็นบันทึกทางวัฒนธรรมแบบหนึ่ง มันสะท้อนความสามารถทางเทคโนโลยีในห้วงเวลานั้นๆ สะท้อนวิธีคิด สะท้อนว่าสังคมเปิดกว้างกับเรื่องนั้นๆ มากแค่ไหน ?


DSC_0163is

พูดถึงการทำงาน หลายคนมักบอกว่า คุณทำงานด้วยความสุขความสุขที่ว่านั้นมีรูปแบบ หรือแนวทางอย่างไร?

ไม่แน่ใจว่าหลายคนที่ว่ามีใครบ้าง? (พลางครุ่นคิด…) บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่า เรามีความสุข ต้องให้คนอื่นมาเตือนสติเราว่า เรากำลังมีความสุขอยู่ ส่วนใหญ่เราจะรู้แต่ว่า ตอนนี้ไม่ได้ทุกข์ ซึ่งก็อาจจะมองกันจากคนละจุด

แต่ถ้าถามว่าทุกวันนี้มีความสุขกับงานที่ทำหรือไม่? ก็คงตอบว่า มีความทุกข์กับงานที่ทำตามปกติ ซึ่งนี่แหละคือ ความสุข ผมว่ามันคงไม่มีงานอะไรที่เราทำแล้ว มันจะไม่มีปัญหาอะไรให้เป็นทุกข์เลย ถ้าตอบว่ามีความสุขกับงานโดยไม่มีทุกข์เลย ก็คงไม่จริง คงเป็นคำตอบเอาโก้เอาเก๋เสียมากกว่า

การที่ได้ทำอะไรที่เรารัก นั่นก็หมายความว่าเราไม่เบื่อกับมัน รู้สึกว่าเราขลุกอยู่กับมันได้จริงๆ วัดกันง่ายๆ ก็คือ เราตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วไม่รู้สึกเบื่องาน แม้อาจจะมีบ้างกับการบ่นหรือเซ็งกับปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้น แต่มันก็ยังอยู่ในขั้นที่ทำให้เรารู้สึกท้าทาย ไม่รู้สึกท้อใจ ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมก็อาจเรียกได้ว่า มีความสุขกับงาน กับสิ่งที่เราทำ แล้วล่ะ!


จากจุดเริ่มต้นในฐานะบริษัทผู้บุกเบิก จนสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านการออกแบบฟอนต์ของเมืองไทย คุณอนุทินเรียนรู้อะไรบ้าง? จากคำว่า พัฒนาการและ ความสำเร็จ” ?


เราเริ่มต้นในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำว่า สิ่งที่เราทำคืออะไร? มิหนำซ้ำการละเมิดสิทธิ์ทางการออกแบบก็เยอะมาก เราจึงเหมือนถูกบังคับให้ต้องเริ่มธุรกิจจากติดลบ เพราะต้องทำความเข้าใจกับผู้บริโภคใหม่หมด แต่ด้วยความที่เราเชื่ออย่างหมดใจว่า เราเข้ามาในธุรกิจนี้ในเวลาอันควร ธุรกิจการออกแบบตัวอักษรในยุคดิจิตอลในบ้านเรา จำเป็นต้องมีโมเดลทางธุรกิจที่ชัดเจน และมีการบริหารจัดการอย่างสากล

ในขณะนั้นแม้แต่การขายปลีกเรื่องสิทธิ์การใช้ฟอนต์ยังไม่ได้เป็นธุรกิจเลย แต่เนื่องด้วยเราตั้งเป้าไปที่การทำฟอนต์เพื่อองค์กร เราจึงมองข้ามช็อตเรื่องการขายปลีกไปเลย ทุกวันนี้เราก็มีไลเซนท์และเอ็กคลูซีฟ ไลเซนท์ ฟอนต์อยู่บ้าง แต่เน้นที่การทำคอสตอมมากกว่า

จะเห็นว่าเราอยู่ในคนละตลาดกับค่ายฟอนต์อื่นๆ นอกจากจะเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาการละเมิดสิทธิ์แล้ว เราต้องการให้คนทั่วไปเห็นข้อดีและไม่กลัวในการที่จะลงทุนกับการพัฒนาฟอนต์ใหม่เพื่อให้เข้ากับงานโดยแท้จริง เพราะในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว สำหรับองค์กรใหญ่นั้นจะคุ้มมาก นอกจากจะได้เอกลักษณ์เสริมจากแบบตัวอักษรเฉพาะแล้ว ยังเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย เพราะการเสียค่าสิทธิ์ในการใช้ฟอนต์ที่มีอยู่แล้วในตลาดซ้ำกับคนอื่น โดยเฉพาะในโปรเจคใหญ่ๆ หรือองค์กรใหญ่ๆ นั้นมันไม่คุ้มกัน!

เราต้องใช้เวลานานมากในช่วงแรก ให้ความรู้ตั้งแต่ระดับนักศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์ของการออกแบบและจัดวางตัวอักษร เพื่อให้บุคลากรในอนาคตมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้ความรู้กับนักออกแบบอาชีพด้วยกันก่อนว่า แบบตัวอักษรพิเศษคืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร? ช่วยงานออกแบบและการควบคุมอัตลักษณ์องค์กรได้อย่างไร? มีผลทางการออกแบบ และผลทางเศรษฐศาศตร์อย่างไร? กล่าวคือเราต้องประชาสัมพันธ์ ตระเวนบรรยายให้ความรู้ค่อนข้างเยอะ กว่าจะเป็นรูปแบบธุรกิจได้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

จนถึงทุกวันนี้ ผมรู้เลยว่า พัฒนาการกับ ความสำเร็จไม่เหมือนกัน มันเป็นคนละเรื่องแต่มีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ในมิติหนึ่งคือ การมีพัฒนาการ ไม่ได้หมายความว่า มีความสำเร็จ ความสำเร็จอยู่ที่เราตั้งเป้าหมาย คุณอยากมีความสำเร็จเท่าไหร่ก็ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน ทีนี้พัฒนาการก็จะมารับช่วงต่อ แต่ถ้าไม่มีเป้าหมาย (ความสำเร็จ) พัฒนาการจะไม่เกิดเลย ขณะเดียวกัน คุณจะมีพัฒนาการไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเป้าหมายก็คงไม่ได้ !


DSC_0203is

ในภาวะของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศ ที่ (เรา) กำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ คุณอนุทินคิดเห็น หรือมีวิธีการอย่างไร? ในการจัดการองค์กร

คัดสรรดีมากเป็นองค์กรขนาดเล็ก เราไม่มีระบบซับซ้อนยุ่งยาก บริษัทขนาดเล็กก็จะปรับตัวได้อย่างแคล่วคล่องกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้ที่เห็นใครๆ ต่างพูดกัน คือลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำสำหรับองค์กรใหญ่ ต่อการลดต้นทุนและให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดนี้ดูจะเหมือนจะเป็นเรื่องทั่วไปที่ได้ยินกันบ่อย

แต่ผมกลับมองว่า การลดรายจ่ายจะไม่เกิดผลเลย ถ้าหากกระเทือนวัฒนธรรมและขั้นตอนการทำงานในองค์กร การลดน้ำหนักโดยไม่ทำให้ร่างกายฟิตก็จะไม่มีประโยชน์ มันจะทำให้เราโทรมและป่วยในที่สุด ทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่ตามมาก็คือ กระทบกับรายได้ธุรกิจโดยตรง

ซึ่งที่จริงแล้ว ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์รอบนี้ เรามีนโยบายและแนวคิดเรื่องการทำงานในลักษณะที่โพรเกสซีฟมาก ซึ่งเราก็เดินมาสู่จุดที่เกือบจะเป็นเวอร์ชวลออฟฟิศ (ออฟฟิศเสมือน) ได้เลยด้วยซ้ำ ลดพื้นที่ออฟฟิศได้ด้วย ซึ่งนั่นหมายถึง ต้นทุนส่วนหนึ่ง แต่เนื่องด้วยพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจบ้านเรายังขึ้นอยู่กับการเจอหน้าค่าตา ต้องการติดต่อกับผู้คนเกือบทุกขั้นตอน เราจึงยังไม่สามารถฟรีสไตล์ได้ขนาดนั้น

อย่างตอนนี้ก็ดีขึ้น ที่อีเมลกลายมาเป็นมาตรฐานเสียที ซึ่งไม่กี่ปีก่อนนี่ ส่งอีเมลแล้วยังต้องโทรไปบอกให้เช็ค หรือไม่ก็ถามหาแต่แฟ็กซ์ ต้องส่งไฟล์เป็นซีดี เป็นต้น ทุกวันนี้ทุกคนอยู่ร่วมสมัยกันมากขึ้น มันก็เลยเหมือนอนุญาตให้วัฒธรรมการทำงานเกิดการเปลี่ยนแปลง

ผมเห็นด้วยและสนับสนุนกับระบบไร้สาย ออฟฟิศเซิร์ฟเวอร์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ค เน้นการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้น้อยลง ใช้เทคโนโลยีช่วยในการลดขั้นตอนการทำงาน เอกสารที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ เราก็เปลี่ยนหมด การประชุมโดยไม่จำเป็นก็สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยใช้โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้ เราพยายามที่จะนำการทำงานแบบรีโมทออฟฟิศเข้ามาใช้ คือใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตอย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าการประหยัดเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเวลามีค่ามากกว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการทำธุรกิจเสียอีก
อะไรคือความท้าทาย หรือโครงการที่คุณอนุทินอยากจะทำให้สำเร็จในอนาคต?


สิ่งที่เราพยายามผลักดันในขณะนี้คือ การทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า นักออกแบบคือ บิสิเนส พาร์ทเนอร์ (หุ้นส่วนทางธุรกิจ) ไม่ใช่คู่ค้า อันนี้เป็นความท้าทายมากที่เราเจอ ณ ขณะนี้ งานออกแบบเป็นการทำงานที่เป็นขั้นตอน ไม่ใช่ทำให้งานเสร็จเป็นชิ้นออกมาในตอนท้าย เราต้องการชี้ให้เห็นว่า นักออกแบบ คือคู่คิดที่ไม่ใช่แค่นักทำเพียงอย่างเดียว เพราะปัญหาที่เราเจอบ่อยมากในอุตสาหกรรมการออกแบบ คือลูกค้ามักมองเราเป็นคนทำภาพให้เป็นงานสำเร็จ ซึ่งที่จริงแล้วงานออกแบบไม่ได้เข้ามาในตอนท้ายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ งานออกแบบที่ดีมันจะต้องถูกคิดขึ้นมาให้สอดคล้องกับธุรกิจตั้งแต่ต้น

ซึ่งถือว่าที่ผ่านมา เรื่องการไม่เข้าใจกันของนักออกแบบกับลูกค้า ถือเป็นปัญหาคลาสสิค! เมื่อต่างคิดกันแบบแยกส่วน ที่ต่างไม่เข้าใจในพฤติกรรมต่อกัน ผนวกกับนักออกแบบเองก็ยังไม่เข้าใจว่า หน้าที่ของงานออกแบบอยู่ตรงไหนบ้าง? และปัญหาของการเรียนการสอนออกแบบ ที่ขาดเรื่องของการเรียนรู้ธุรกิจ ทำให้นักออกแบบส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ จึงพลอยทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในการประกอบการอีกด้วย

เพราะฉะนั้น นักออกแบบและเจ้าของกิจการก็คงต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันถึงโครงสร้างต่างๆ (เอาแค่เฉพาะในกรอบธุรกิจ) ว่ามันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ และหาจุดลงตัวระหว่างการออกแบบกับการตลาดในตอนท้ายของโปรเจคว่าทำได้อย่างไร?

ซึ่งหากความเข้าใจที่ว่านี้ เกิดขึ้นร่วมกันได้เมื่อไหร่แล้วคงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการออกแบบ (ตัวอักษร) สู่การสื่อสารที่ตอบโจทย์ต่างๆ ในสังคมอนาคต ผมหวังว่าเช่นนั้น!!!

(พร้อมรอยยิ้มและแววตาที่สื่อถึงความมุ่งมั่น เป็นอวัจนภาษาส่งท้ายการสนทนา)

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อนุทินดอทคอม http://www.anuthin.com

………………………………………………….

12 พฤษภาคม 2552 / เอกมัย กรุงเทพฯ


3 comments on ““อนุทิน วงศ์สรรคกร” นักสื่อสาร (ผ่าน) ตัวอักษร

  1. mortgages
    มิถุนายน 29, 2009

    well you are right…diary design reflect the culture and thinking of the people…nowadays the designs are more modern and unique.

  2. gclub
    กันยายน 12, 2009

    cool site ka

  3. free stuff online
    พฤษภาคม 9, 2011

    Another intelligent blog! Really can’t wait for more!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: