“The camera is an instrument that teaches people how to see without a camera.”

Dorothea Lange "โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…" >> โอ๋ อิ่มเอม

“เทศบาลเมืองตราด วิถีแห่งชุมชนบนความสมดุล”

เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์โดย : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


“คุณค่าของมนุษย์ อยู่กับสิ่งที่เขาให้ ไม่ใช่ที่ความสามารถในการแสวงหา…”

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ทุกวันนี้…ไม่รู้ว่า เพราะโลกเราหมุนเร็วเกินไปหรือเปล่า จึงทำให้ใครหลายคนพลอยใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ (ไปตามแรงเหวี่ยงนั้น) รีบทำ รีบแสวงหาตามค่านิยมแห่งการบริโภค และอยู่อย่างตัวใครตัวมัน ด้วยอาจคาดหวังที่จะครอบครองให้ได้โดยเร็วและนานที่สุด จนบางครั้งหลงลืมรายละเอียดรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องของการแบ่งปันความสุขให้แก่ผู้คนรอบข้าง

บทเรียนบางอย่างจากการมีชีวิตอยู่เช่นนั้น เริ่มส่งผลชัดเจนออกมาเป็นสิ่งที่หลายคนพยายามปฏิเสธที่จะรับ แต่กลับหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ นั่นก็คือ ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังรุกคืบเข้าไปอยู่ในทุกแห่งหน ที่เปิดรับความคิดตามกระแสบริโภคอย่างไม่รู้เท่าทัน ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับโลก จนมีหลายฝ่ายเริ่มขบคิดที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ซึ่งแม้คำว่า “จะแก้ไขอย่างไร ?” จะเป็นคำถามที่ปลายเหตุ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีไม่น้อยต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน ที่เหมือนเป็นต้นแบบของการปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนสู่ความสมดุล ผ่านการเรียนรู้จากอดีต และฟื้นฟูจัดการกับปัจจุบัน เพื่อการวางรากฐานสำหรับอนาคต

โดยหลายปีที่ผ่านมาของแนวคิดในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน “เทศบาลเมืองตราด” ถือเป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบที่สามารถลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงและจัดการต่อปัญหาที่สังคมส่วนใหญ่กำลังเผชิญ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างเป็นรูปธรรมจากความร่วมมือร่วมใจของผู้คนในชุมชน เช่น การจัดการปัญหาขยะ การส่งเสริมอาชีพครบวงจร การผลิตไบโอดีเซลชุมชน รวมถึงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้เกิดความสมดุลระหว่างธรรมชาติและความเป็นเมือง จนอาจกล่าวได้อย่างไม่เกินเลยต่อความจริงว่า นี่คือ “ชุมชนเมืองในอุดมคติ” ที่ใครหลายคนกำลังใฝ่หาสำหรับการเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงชีวิต

“พหุภาคี” โลกทัศน์ต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ณ ที่ทำการสำนักงานเทศบาลเมืองตราด กับการเข้าร่วมเสวนา “โครงการถอดบทเรียน โครงการส่งเสริมพหุภาคีในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนปฏิบัติการ 21 [Local Agenda 21]” ถือเป็นดั่งแว่นขยายที่ช่วยส่องให้เห็นภาพรวมของความสำเร็จในการเป็นชุมชนต้นแบบของเทศบาลเมืองตราดชัดเจนต่อความเข้าใจ โดยผ่านคำบอกเล่าและร่วมกันหารือจากประสบการณ์ของตัวแทนเทศบาล ซึ่งนำโดยคุณนิมิตร สมุทรคีรี รองนายกเทศมนตรีฝ่ายสาธารณสุข คุณเกยูร ชีวไพบูลย์ ผู้อำนวยการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และคุณวินิจ บุญเรือง นักวิชาการสุขาภิบาล เทศบาลเมืองตราด พร้อมด้วยแกนนำชุมชน จาก 4 ชุมชน (จากทั้งหมด 6 ชุมชน) ได้แก่ คุณลุงจรัญ อุทิศ แห่งชุมชนโภคไพร คุณลุงวินิต นิรันต์พานิช แห่งชุมชนรักษ์คลองบางพระ คุณน้าอรอนงค์ คล่องกิจกล แห่งชุมชนท่าเรือจ้าง และคุณลุงสมศักดิ์ ทีฆายุ แห่งชุมชนบ้านล่าง ร่วมด้วยวิทยากรในโครงการฯ อย่างคุณประภาพรรณ อุ่นอบ ในการเป็นผู้ดำเนินการเสวนาต่อการตั้งประเด็นคำถาม เพื่อติดตามความคืบหน้า และสรุปผลของการทำแผนปฏิบัติการท้องถิ่นที่ผ่านมา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารและการพัฒนาร่วมกันในลำดับต่อไป

ซึ่งหากจะมีมองย้อนกลับไปเพื่อเปรียบเทียบความเป็นอดีตและปัจจุบันนั้น เทศบาลเมืองตราดก็คงคล้ายกับคนที่เคยป่วย ด้วยเคยตกอยู่ในสภาพชุมชนเมืองขยายที่สุ่มเสี่ยงต่อการรักษาสมดุลด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อปัญหาที่ส่งผลกระทบในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแหล่งน้ำเน่าเสีย ขยะมูลฝอย ผังเมืองที่ไร้ระเบียบ รวมถึงปัญหายาเสพติดและครอบครัว  ซึ่งสืบเนื่องมาจากการเพิ่มของจำนวนประชากร การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยหลงลืมประเด็นในการจัดการที่สอดคล้องหรือเหมาะสมกับภูมิศาสตร์ และศักยภาพของชุมชนเป็นสำคัญ

กอรปกับในระหว่างนั้นเอง ชุมชนเมืองขยายทั่วโลกต่างก็ประสบกับปัญหาที่คล้ายคลึงนี้เช่นกัน จนได้มีการขับเคลื่อนจากประชาคมโลก อันประกอบด้วยผู้แทนจาก 178 ประเทศสมาชิก ต่างร่วมลงนามกำหนดแผนแม่บทต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักต่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ภายใต้กรอบแนวคิดของความสมดุลใน 3 มิติ อันได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเห็นควรให้ทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชน สามารถเข้ามามีบทบาทร่วมกันต่อการบริหารและจัดการดูแลท้องถิ่นของตนในลักษณะพหุภาคี จนเป็นที่มาของแผนปฏิบัติการ 21 ระดับท้องถิ่นสำหรับชุมชน [Local Agenda 21] ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในเวลาต่อมา

กระทั่งในปี พ.ศ. 2547 โครงการดังกล่าว ก็ได้เริ่มดำเนินนโยบายนำร่อง มายังเทศบาลเมืองตราด โดยมีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเสมือนพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนแนวคิดองค์ความรู้ การติดตาม รวมถึงการร่วมส่งเสริมแผนงาน เพื่อวัตถุประสงค์ให้ชุมชนมีศักยภาพในการดูแลอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นบนความสมดุลที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ

กระนั้น แม้ทฤษฎีและนโยบาย จะเป็นสิ่งที่ชวนให้ภาพความหวังแห่งการเป็นชุมชนเมืองน่าอยู่ เริ่มมีเค้าลางที่เกิดขึ้นได้จริง แต่หากใครได้ลองเข้าไปร่วมเสวนาในครั้งนี้ก็จะพบว่า ในทางปฏิบัติ กว่าที่ชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองตราดจะสามารถเป็นชุมชนแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้นั้น ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เหล่าพหุภาคี ต่างก็เจอะเจอกับความซับซ้อนอยู่ไม่ใช่น้อยทั้งในกระบวนการและองค์ประกอบทางสังคม นับตั้งแต่การเริ่มต้นให้ชุมชนยอมรับสู่การเปลี่ยนแปลง การจัดเวทีชุมชนระดมความคิดเพื่อค้นหาศักยภาพชุมชนสู่การแก้ไขปัญหา การส่งเสริมคุณภาพชีวิตตามลำดับแบบแผน การร่วมกันทำกิจกรรมชุมชนอย่างจริงจังต่อเนื่องด้วยความเสียสละ พร้อมกับการประสานงานร่วมกันระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชนในการผลักดันนโยบายเชิงปฏิบัติ  ตลอดจนการสร้างเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งกระบวนการทั้งหมดมีอยู่หลายต่อหลายครั้ง ที่อาจสร้างความทดท้อใจให้แก่สมาชิกพหุภาคี ในบางช่วงตอนและบางแง่มุม ได้เช่นกัน

“สำหรับดิฉัน ก่อนหน้านั้นก็มีความหนักใจไม่น้อย ต่อการพยายามสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน ว่าพวกเรากำลังพยายามทำอะไรกันอยู่ ? ทำไมต้องทำเรื่องแบบนี้ ? ทำไมต้องร่วมกันประชุม ? แล้วเขาจะได้อะไร ? ในเมื่อการมาประชุมแต่ละครั้ง พวกเขาต้องเสียรายได้ไปอย่างน้อยก็วันละสองสามร้อยบาทเข้าไปแล้ว ดังนั้นดิฉันและแกนนำชุมชนท่านอื่นๆ จึงต้องใช้วิธีที่เริ่มจากการทำตัวเองเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน แล้วค่อยดึงผู้คนที่สนใจมาร่วม ค่อยๆ เติมกิจกรรมและโครงการที่ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ เช่น การคัดแยกขยะ การประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ที่สามารถขายได้ในชุมชน จนสามารถผลักดันไปสู่โครงการอื่นๆ ที่เป็นระบบมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ ค่อยเป็นค่อยไป จนถึงทุกวันนี้หลายครัวเรือน ต่างเห็นความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้มากขึ้นตามลำดับ ซึ่งก็ทำให้ดิฉันและแกนนำท่านอื่นพลอยมีกำลังใจและมีความสุขไปด้วย”

นั่นคือความรู้สึกที่สะท้อนออกมาให้เห็นจากคุณน้าอรอนงค์ หรือที่ใครหลายคนเรียกว่า “ครูติ๋ม” อดีตครูโรงเรียนอนุบาลเมืองตราด ที่ผันตัวเองมาทำงานด้านการพัฒนาชุมชน ได้ถ่ายทอดถึงการเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนชุมชน ในคราแรกที่ดำเนินโครงการฯ จนถึงทุกวันนี้ที่หลายโครงการได้สัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรมในชุมชนท่าเรือจ้างแล้ว

ขณะที่คุณลุงวินิต หรืออาจารย์วินิต อดีตผู้บริหารโรงเรียน ที่ใช้ชีวิตหลังการเกษียณกับการทุ่มเทดูแลชุมชนบ้านเกิด ก็ได้กล่าวเสริมถึงจุดเริ่มต้นในการเข้ามาร่วมเป็นแกนนำชุมชนว่า

“ในส่วนของชุมชนรักษ์คลองบางพระ ในเบื้องต้นอาจมีหลายคนเคลือบแคลงใจว่า ทำไมพวกเราต้องทุ่มเทอะไรกันมากขนาดนี้ ? มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการหรือเปล่า ? ซึ่งก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าที่จะทำให้พวกเขายอมรับในสิ่งที่เรากำลังพยายามทำอยู่นี้ ว่าคือการเสียสละเพื่อชุมชนบ้านเกิดด้วยความจริงใจ ซึ่งพอมาปรึกษากันในกลุ่มพหุภาคี เราก็พอจะได้ข้อสรุปเริ่มต้นว่า เหล่าแกนนำต้องเริ่มทำเป็นแบบอย่างก่อน ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง กลายเป็นข้อเปรียบเทียบ แล้วแนวร่วมก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น เพราะคงไม่มีใครที่อยากเห็นชุมชนของตัวเองแย่ไปกว่าเดิมเป็นแน่ ซึ่งมันก็ได้ผลจริงๆ เพียงแต่ทุกฝ่ายต้องใส่ใจทำงานกันอย่างเต็มที่ เสียสละ และอดทนเป็นพิเศษ จึงจะมีวันที่พวกเรายิ้มได้อย่างนี้”

และเมื่อบททดสอบต่างๆ ได้ค่อยๆ แปรผันเป็นผลคำตอบ ที่ทำให้ชุมชนเมืองมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีที่มาจากโครงการมากมายร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดการขยะมูลฝอยครบวงจร โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการทำน้ำสกัดชีวภาพจากขยะอินทรีย์ โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชน โครงการคลองสวยน้ำใส โครงการปลูกป่าชายเลน โครงการส่งเสริมสุขภาพชุมชน และโครงการไบโอดีเซลชุมชนแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดกระบวนการทางความคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน หรือพหุภาคีอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งบางช่วงบางตอนในการเสวนา ได้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อองค์กรท้องถิ่นอย่างเทศบาลเมืองตราด ในการเพิ่มศักยภาพของการบริหารที่จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในวันข้างหน้า โดยคุณนิมิตร สมุทรคีรี รองนายกเทศมนตรีฝ่ายสาธารณสุข ได้กล่าวถึงภาพรวมของชุมชนเมืองตราด ณ ปัจจุบัน ด้วยความรู้สึกประทับใจว่า

“เราโชคดีอย่างมาก ที่ทุกวันนี้ชุมชนต่างๆ ของเรา มีความเข้มแข็งมากกว่าแต่ก่อน มันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของพหุภาคีสามารถสร้างความแตกต่าง ให้กับเทศบาลเมืองตราดได้อย่างชัดเจนกว่าระบบบริหารแบบเดิมๆ เช่น เราสามารถรับรู้ปัญหาต่างๆ ได้จากเวทีภาคประชาชน ซึ่งมีการระดมความคิดมองหาความพร้อมของบุคลากร ต้นทุนทางสังคม ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านปัจจัยการผลิต จนนำไปสู่การพัฒนาที่ทางฝ่ายบริหารของเทศบาลเมืองตราด สามารถตอบสนองได้อย่างเต็มที่และตรงจุด ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกฝ่าย เริ่มตั้งแต่เหล่าแกนนำชุมชนที่ทุ่มเทและเสียสละอย่างมาก ในการประสานงานกับชาวบ้านในแต่ละชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกฝังจิตสำนึก ซึ่งถือเป็นเรื่องยากที่สุดในทางปฏิบัติ แต่ทุกวันนี้หลายครัวเรือนก็แสดงให้เห็นว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับโครงการต่างๆ ด้วยความกระตือรือร้น อย่างเช่น โครงการติดตั้งบ่อดักไขมันในครัวเรือน ที่แม้อาจจะมีความยุ่งยากในการดูแลระยะยาว แต่หลายครัวเรือนส่วนใหญ่ก็ยินดีให้ความร่วมมือ ทำให้น้ำในคลองบางพระกลับมาใสสะอาดอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ก็ต้องขอขอบคุณหลายองค์กร เช่น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่คอยสนับสนุนความรู้ และข้อมูลต่างๆ ทางด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในทุกครั้งที่มีโครงการด้านเหล่านี้ ซึ่งจากความร่วมมือของพหุภาคี ทำให้ผมคิดว่า เทศบาลเมืองตราดของเรา ได้เดินมาถูกทางแล้วกับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เช่นทุกวันนี้ ”

แม้ตัวอักษรด้านบนจะเป็นเพียงเสียงสะท้อนจากบางแง่มุมของการเสวนากว่า 3 ชั่วโมง แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่เปิดโลกทัศน์ ในการทำความรู้จักและตระหนักต่อกระบวนการที่มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ “พหุภาคี” ซึ่งประกอบไปด้วย องค์กรภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน ให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพ รวมถึงการมีแผนงาน และกลไกในการดูแลอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อท้องถิ่นของตนได้อย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิดองค์รวมด้วยความสมดุลใน 3 มิติ อันได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ซึ่งตรงคำว่า “พหุภาคี” นี่เอง ที่เหมือนเป็นการตอกย้ำให้รู้ว่า สังคมใดก็ตามที่จะสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องมีจุดเริ่มต้น ณ ตรงจุดนี้เป็นสำคัญ เพื่อการขับเคลื่อนทั้งในแง่ของการกำหนดนโยบาย การประสานงาน และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน พร้อมกับการส่งผลที่สำคัญตามมา นั่นก็คือ “จิตสำนึกในความรู้รักสามัคคีเพื่อแผ่นดิน” เป็นที่ตั้ง ซึ่งการตระหนักต่อสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นเหมือนการสร้างค่านิยมทางสังคมขึ้นมาใหม่ด้วยความยั่งยืนและเป็นรูปธรรมอย่างที่ใครหลายคนกำลังแสวงหา ก็เป็นได้

หลังจากการแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับ “โครงการถอดบทเรียน โครงการส่งเสริมพหุภาคีในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนปฏิบัติการ 21 [Local Agenda 21]” ภายในห้องประชุมที่ทำการสำนักงานเทศบาลเมืองตราดได้สิ้นสุดลง โมงยามของการเรียนรู้วิถีชุมชนด้วยการลงพื้นที่ (ความเป็น) จริง เพื่อไปสัมผัสกับโครงการที่น่าสนใจต่างๆ ของแต่ละชุมชน โดยมีเหล่าแกนนำที่เข้าร่วมการถอดบทเรียนฯ เป็นผู้นำทาง จึงได้เริ่มต้นขึ้นในเวลาต่อมา


เมื่อชุมชนแบบตัวใครตัวมัน กลายเป็นชุมชนเกื้อกูล

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ที่ได้แยกความสัมพันธ์ระหว่างครัวเรือนออกจากความเป็นชุมชนอย่างที่สังคมสมัยใหม่กำลังเผชิญอยู่ แต่นั่นอาจเป็นเพียงภาพอดีตและบทเรียนเชิงประวัติศาสตร์สำหรับชุมชนท่าเรือจ้างไปแล้ว เมื่อ ณ วันนี้ วันที่ผู้คนในชุมชนสามารถรวมกลุ่มเพื่อแบ่งปันความสุขร่วมกัน จากโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตต่างๆ ที่ค่อยๆ เติบโตตามลำดับขั้น โดยเน้นที่การกระจายรายได้และส่งเสริมอาชีพ รวมถึงการออมทรัพย์เป็นยุทธศาสตร์สร้างแรงจูงใจ เริ่มตั้งแต่ โครงการคัดแยกขยะ ที่เน้นให้ทุกครัวเรือนรู้จักคัดแยก และรวบรวมสำหรับแลกเปลี่ยนเป็นรายได้หมุนเวียนในครัวเรือน และปลูกฝังจิตสำนึกแก่เยาวชนต่อการจัดการขยะในอนาคต นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการเกี่ยวกับการเก็บออม ที่อยู่ในรูปแบบกองทุนออมทรัพย์ กองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งสมาชิกสามารถฝากถอนและกู้ยืมได้ตามเงื่อนไขที่ชุมชนร่วมกันกำหนดขึ้น

และอีกโครงการหนึ่งที่ชุมชนท่าเรือจ้างได้ร่วมกันจัดตั้ง นั่นคือโครงการร้านค้าชุมชน ซึ่งมีลักษณะการจัดการในรูปแบบสหกรณ์ร้านค้าและสามารถผลิตสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ ที่เป็นความต้องการของครัวเรือนภายในชุมชนและตลาดภายนอก ไม่ว่าจะเป็น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างพื้น น้ำยาซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ตลอดจนของชำร่วย เสื้อผ้า เครื่องประดับ สินค้าตกแต่งบ้าน โดยเป็นน้ำพักน้ำแรงของกลุ่มสมาชิกที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาช่วยกันผลิต พร้อมมีค่าจ้างตามแต่ประเภทงานเป็นผลตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาชีพต่างๆ โดยมีแม่งานอย่างคุณน้าอรอนงค์หรือคุณครูติ๋ม ที่ใช้เวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมาหลังจากตัดสินใจเกษียณตัวเองก่อนกำหนดด้วยเหตุภาวะโรคหัวใจ และได้นำความรู้สมัยครั้งที่ยังรับราชการครูมาทำงานเพื่อชุมชน เป็นผู้คอยคัดสรรหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้แก่สมาชิกในกลุ่ม รวมทั้งพลอยเป็นครูผู้สอนวิธีการผลิตสินค้า รวมไปถึงงานในด้านต่างๆ ด้วยตนเองอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจถ้าใครจะเอ่ยถามถึงกรรมวิธีในการผลิตสินค้าต่างๆ คุณครูติ๋มจะตอบได้อย่างคล่องแคล่วพร้อมเสริมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจ ราวกับจะบอกว่า งานชิ้นนี้ไม่ธรรมดานะ มันพิเศษตรงที่มาจากความตั้งใจนี่แหละ ซึ่งทุกวันนี้ดอกผลแห่งความพยายามเหล่านั้นได้เกิดเป็นความภูมิใจร่วมกันของคนในชุมชนอย่างที่ปรากฏ

“ทุกวันนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนสำหรับชุมชนท่าเรือจ้างของพวกเรานั่นก็คือ การรู้จักอดออม ซึ่งทำให้ชีวิตหลายคนที่เคยเรียกได้ว่า ชักหน้าไม่ถึงหลัง กลับมีความอุ่นใจในยามที่จำเป็นต้องใช้เงินทอง โดยไม่ต้องไปอาศัยการกู้ยืมเงินนอกระบบให้เป็นภาระหนี้สินเกินตัวอีกต่อไป ซึ่งเงินออมส่วนใหญ่ก็ได้มาจากการคัดแยกขยะและผลิตสินค้าชุมชนสารพัดแบบ โดยเฉพาะงานประดิษฐ์สิ่งของเหลือใช้ เช่น เศษผ้า เศษกระดาษ กลายเป็นว่าเหมือนเราได้สามต่อ ทั้งรายได้ การจัดการสิ่งแวดล้อม และเรื่องสังคมด้วย”

นั่นคือถ้อยทัศนะของคุณครูติ๋ม ที่รวมใจความถึงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนที่เกิดขึ้น พลางให้รู้สึกนับถือในความเป็นผู้เสียสละ ยามเมื่อเห็นเธอเอามือปาดเหงื่อที่ซึมไหลอยู่ตามใบหน้า พร้อมยิ้มรับกับมันอย่างมีความสุข ท่ามกลางฉากหลังของผู้คนที่ต่างแวะเวียนมาช่วยกันผลิตสินค้าเพื่อชุมชน ซึ่งวันนี้ได้นำพาให้ใครหลายคนที่เคยละเลยต่อกัน กลับมาเป็นเหมือนคนคุ้นเคย มีความเกื้อกูลต่อกัน ด้วยหน้าที่และด้วยใจร่วมกัน


เมื่อความสุขหมุนรอบตัวเรา

หากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนชุมชนโภคไพร และพบปะ “คุณลุงจรัญ” แกนนำผู้ใจดี คงรู้สึกประทับใจอยู่ไม่น้อยกับอัธยาศัยไมตรี ที่ดูเหมือนว่าจะมีอยู่อย่างเหลือเฟือต่อการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในชุมชนโภคไพร ด้วยท่าท่างที่กระฉับกระเฉงกับการใช้ชีวิต ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ด้วยเหตุใดที่ทำให้ชายสูงอายุวัย 71 ปีผู้นี้ดูมีความสุข แถมยังคงดูแข็งแรงราวกับคนอายุไม่ถึง 50 ปี จนกระทั่งคุณลุงจรัญได้นำทางไปพบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ที่มารวมตัวกันอยู่ภายใต้ชายคาอาคารศูนย์สาธารณสุขมูลฐานของชุมชนหลังเล็กๆ ภายในวัดวรดิษฐาราม ซึ่งคำตอบนั้นก็ได้ค่อยๆ ถูกอธิบาย ผ่านเรื่องราวและเสียงหัวเราะที่ลอยเข้ามาทักทายให้ได้ยินตั้งแต่ยังไม่ทันเจอะเจอหน้าตา โดยต้นกำเนิดเสียงเหล่านั้น มีที่มาจากผู้คนหลากหลายวัยทั้งพี่ป้าน้าอาตายาย ซึ่งต่างกำลังช่วยกันผลิตดอกไม้จันทน์ อันเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เลื่องชื่อของชุมชนโภคไพร โดยถ้าใครลองสังเกตให้ดี ก็จะเห็นรายละเอียดของความประณีตบรรจงต่องานประดิษฐ์เหล่านั้น

โดยมีคำตอบแฝงรอยยิ้มเล็กๆ จากคุณป้าคนหนึ่งซึ่งกำลังจดจ้องกับการเข้ารูปจับจีบดอกว่า

“ของอย่างนี้มันอยู่ที่ใจนะ อย่างน้อยเราก็มีความสุขที่ได้ทำอย่างเต็มที่ เหมือนพวกเรากำลังทำของถวายน่ะ ทำไปมีความสุขไป แถมมีเพื่อนคุยอีกต่างหาก เพลินใจอย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ”

ซึ่งแม้จะเป็นคำตอบแบบตรงๆ ง่ายๆ แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่สังคมปัจจุบันเริ่มขาดหาย และถูกทดแทนด้วยความฉาบฉวยของจำนวนเป็นที่ตั้ง จนอาจหลงลืมต่อรายละเอียดของความใส่ใจในสิ่งที่ทำ ขณะที่งานประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ของชุมชนโภคไพร กลับไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลอื่นใดมาปฏิเสธความตั้งใจ แม้เมื่อสิ่งนี้จะเป็นเพียงตัวแทนแห่งความอาลัยที่รอวันมอดไหม้ในกระแสเพลิงก็ตาม

ถัดมาจากกองพะเนินของดอกไม้จันทน์ คุณลุงจรัญก็แนะนำให้ได้รู้จักกับอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ชุมชนที่น่าสนใจ นั่นก็คือ น้ำยาทำความสะอาดเอนกประสงค์ ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น น้ำด่าง น้ำมะกรูด และน้ำสับปะรด โดยถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดทางความคิดสู่ครัวเรือนภายในชุมชนโภคไพร ให้ตระหนักต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเน้นการรู้จักใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นในการทำประโยชน์ด้านต่างๆ อย่างเช่น น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่สามารถเป็นทั้งปุ๋ยบำรุงต้นไม้ น้ำยาป้องกันแมลงศัตรูพืช รวมไปถึงการเป็นตัวช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุและสิ่งปฏิกูลที่ตกค้าง เพื่อป้องกันการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์พาหะอันที่จะนำมาซึ่งโรคภัยต่างๆ

“ก่อนหน้านี้ ชุมชนของเรามักใช้แต่สารเคมีในการทำความสะอาดครัวเรือน จนกระทั่งได้มีโครงการที่ทางพหุภาคีช่วยกันส่งเสริมเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้น ซึ่งเราก็ได้ข้อสรุปว่า น้ำหมักจุลินทรีย์ คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะใช้ประโยชน์ได้สารพัดอย่าง อีกทั้งยังปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม แถมแทบจะไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรมากมาย ซึ่งทุกวันนี้พอเรานำความรู้เรื่องการทำน้ำหมักจุลินทรีย์ มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อสร้างรายได้เสริม และมีการสั่งซื้อจากโรงแรมที่เกาะช้าง ก็เลยพลอยทำให้หลายคนรู้จักมองเห็นคุณค่าของขยะอินทรีย์มากขึ้น ไม่ต้องทิ้งให้เกลื่อนกลาดเหมือนครั้งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว…”

คุณลุงจรัญอธิบายพร้อมกับการไล่เรียงทยอยเปิดฝาถังน้ำหมักให้ชมจุลินทรีย์สารพัดแบบ ที่กลายเป็นฟองฟ่องนอนแน่นิ่งรอให้ถึงเวลาเพื่อนำไปใช้ ซึ่งเจ้าสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ได้ส่งผลให้ชาวชุมชนโภคไพรเปลี่ยนแปลงไปสู่อีกก้าวขั้นของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

การนำขยะอินทรีย์มาทำน้ำสกัดชีวภาพ

1.น้ำหมักจากพืชสีเขียว

น้ำหมักจากพืชสีเขียว มาจากการหมักพืชสดกับน้ำตาลซึ่งในเซลล์พืชสดจะมีปริมาณของฮอร์โมนพืชมาก มีธาตุอาหารรอง ธาตุเสริมและจุลินทรีย์กลุ่มผลิตกรดแลคติกและยีสต์

อุปกรณ์

1.ภาชนะบรรจุ  อาจเป็นถังพลาสติกมีฝาปิด หรือโอ่ง

2.กากน้ำตาล หรืออาจใช้น้ำตาลทรายแดงก็ได้

3.พืชสีเขียวทุกชนิด

วิธีทำ

1.นำเศษพืชสีเขียวทุกชนิด (อาจจะสับหรือทำให้ละเอียดก่อนก็จะดียิ่งขึ้น) มาใส่ในภาชนะบรรจุ (หากเป็นพืชที่เก็บมาใหม่ๆ ควรเก็บก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพราะจะมีจุลินทรีย์และฮอร์โมนพืชมาก)

2.นำกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง มาคลุกเคล้ากลับพืชที่อยู่ในภาชนะบรรจุ

อัตราส่วน 3:1

3.ใช้ก้อนหินหรือของหนักกดอัดทำให้ยุบตัวจนมีปริมาตร 2/3 ของโอ่ง (ข้อนี้ช่วยให้ตักน้ำหมักได้ง่ายขึ้น จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้) ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วัน

วิธีการใช้

นำไปใช้พ่นใบพืช โดยการผสมน้ำในอัตราส่วน 20-40 มิลลิลิตร. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือนำไปราดโถส้วมและห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดก็ได้อีกทางหนึ่ง

หมายเหตุ

–          การหมักที่สมบูรณ์จะมีกลิ่นเปรี้ยวแต่ไม่มีกลิ่นเหม็น

–          ควรเก็บภาชนบรรจุไว้ในที่มืดและที่เย็น

–          น้ำหมักประเภทนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์บนใบพืช

2.น้ำหมักจากผลไม้รสหวาน

อุปกรณ์

1.ภาชนะบรรจุ  อาจเป็นถังพลาสติกมีฝาปิด หรือโอ่ง

2.กากน้ำตาล หรืออาจใช้น้ำตาลทรายแดงก็ได้

3.พืชสีเขียวทุกชนิด

วิธีทำ

1.นำเศษผลไม้ มาใส่ในภาชนะบรรจุ โดยเรียงจากหวานมากที่สุกไว้ด่านล่าง

2.นำกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง มาคลุกเคล้ากลับพืชที่อยู่ในภาชนะบรรจุ

อัตราส่วน 3:1

3.ใช้ก้อนหินหรือของหนักกดอัดทำให้ยุบตัวจนมีปริมาตร 1/3 ของโอ่ง (ข้อนี้ช่วยให้ตักน้ำหมักได้ง่ายขึ้น จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้) ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน

วิธีการใช้

ใช้น้ำหมักจากผลไม้ความเข้มข้น 0.1% ฉีดพ่นเมื่อพืชเข้าสู่ระยะออกดอกออกผลจะทำให้ผลมีการพัฒนาดี

หมายเหตุ

–          หากผลไม้ไม่พอสามารถใช้ผักผลที่สุกหรือหัวพืชชนิดอื่นผสมร่วมได้

–          หากมีการหมักในฤดูร้อนการหมักจะสมบูรณ์ภายใน 5-7 วัน

–          น้ำหมักจากผลไม้มีฮอร์โมนพืชเป็นส่วนประกอบจำนวนมากจึงช่วยเร่งผลและดอกให้มีการพัฒนาที่ดี


จากเรื่องราวภายใต้ชายคาหลังเล็ก คุณลุงจรัญเดินนำทางพาไปสู่อีกด้าน (ของวัด) ฝั่งริมแม่น้ำตราด ที่พลันทำให้เกิดความรู้สึกสงบ ร่มเย็น ทั้งกายใจ เมื่อยามที่เท้าก้าวย่างไปตามสะพานสีเทาขุ่น ทอดยาวผ่านสวนป่าชายเลนชุมชน ซึ่งเมื่อหลายปีก่อน ที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงผืนดินชายขอบที่รอวันถูกกัดเซาะกลืนหายไปตามสายน้ำ

กระทั่งกล้าไม้เล็กๆ ในมือของผู้คนแห่งชุมชนโภคไพร ได้เริ่มต้นร่วมกันปักดำเพื่อพลิกฟื้นสร้างเขตแดนใหม่ อันเป็นระบบนิเวศน์ที่แวดล้อมด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด อย่างเช่น ต้นจาก ต้นลำพู และต้นโกงกาง ซึ่งต่างค่อยๆ เจริญเติบโตแทงยอด แผ่กิ่งก้านปกคลุมให้เกิดความร่มรื่น กลายเป็นแหล่งอาหาร เป็นบ้านของนกและสัตว์น้ำประเภทต่างๆ มากมาย รวมถึงการกลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสำหรับชุมชนแห่งนี้อีกด้วย

ซึ่งคุณลุงจรัญได้กล่าวเสริมด้วยแววตาเปี่ยมความหวังว่า

“อนาคตเราหวังว่า ป่าชายเลนชุมชนแห่งนี้ จะเป็นตัวอย่างให้ชุมชนอื่นๆ ริมแม่น้ำตราดเอาไปปรับใช้ เพราะนับวันการกัดเซาะของแม่น้ำจะทวีความรุนแรงมากขึ้น มองไปทางไหนก็มีแต่เรือจอด แต่ไม่มีสัตว์น้ำ เพราะไม่มีป่าชายเลน ผู้คนเลยต้องออกไปหากินกันไกลมากขึ้น เปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย…”

จากตรงจุดนั้น ณ ป่าชายเลนชุมชนโภคไพร เวลาที่แสนสั้นได้เคลื่อนคล้อยมาจนถึงยามเย็น และดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะโบกมือลาไปพร้อมกับแสงอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์ แต่สำหรับคุณลุงจรัญและชาวชุมชนโภคไพร เรื่องราวบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น

“ที่ชุมชนของเรายังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งสร้างความสุขให้แก่พวกเราทุกคน”


คุณลุงจรัญกล่าวพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ และพลางชวนให้กลับไปยังที่อาคารศูนย์สาธารณสุขมูลฐานของชุมชนอีกครั้ง พร้อมกับภาพของความคึกคักที่แลเห็นสีหน้าแดงระเรื่อและเหงื่อชุ่มหลังของเหล่าสมาชิกกว่า 30 คน ที่ต่างพากันยืดเส้นยืดสายไปกับกิจกรรมเข้าจังหวะประกอบเสียงเพลงหลากลีลาที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามสเตปขั้นความช้าเร็ว ตั้งแต่การรำชี่กง การเต้นรำวง การเต้นลีลาศ และการดิสโก้ โดยจะเริ่มต้นเต้นกันตั้งแต่ห้าโมงเย็นของทุกวัน ต่อเนื่องเช่นนี้เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว จนทำให้ผู้คนภายในชุมชนโภคไพรมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรงสดใส ซึ่งล่าสุดได้มีการทดสอบสมรรถภาพร่างกายจากกองสาธารณสุขฯ ก็ต่างพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่มักมีร่างกายที่แข็งแรงดีกว่ามาตรฐานเสียด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง นั่นก็คือ การออกกำลังกายกับเจ้าสิ่งที่เรียกว่า “ฮูลาฮูบ” ซึ่งคุณลุงจรัญบอกว่า “ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในการออกกำลังกายที่พี่ป้าน้าอาหรือกระทั่งตายายที่เขี้ยวหมากก็เล่นเป็น !” ซึ่งหากไม่เห็นกับตาแล้ว ก็คงคิดได้ว่า คุณลุงจรัญต้องเอ่ยปากในเชิงพูดเล่นเป็นแน่

ว่าพลาง คุณลุงและชาวคณะก็เริ่มปฏิบัติการฮูลาฮูบ ที่คนในชุมชนสามารถผลิตฮูลาฮูบขึ้นมาอย่างง่าย ด้วยท่อพีวีซีเล็กๆ มาดัดเป็นวงกลมยึดกาวและแกนตรงรอยต่อ โดยมีเด็กๆ ที่เล่นกระโดดเชือกและแตะฟุตบอลอยู่ตรงบริเวณลานกีฬาต้านยาเสพติด ได้เข้ามาร่วมวงส่ายเอวสมทบอย่างสนุกสนาน  ซึ่งในนาทีนั้น ช่างเป็นภาพที่แสนน่ารักและชวนประทับใจอย่างที่ใครหลายคนพยายามค้นหา มันเป็นความสุขของผู้คนต่างวัย ที่เมื่อมองไปรอบๆ ตัว ต่างก็พบกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความสุข คล้ายอย่างกับฮูลาฮูบที่หมุนอยู่รอบตัวเรา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แค่เริ่มต้นมองรอบๆ ตัวเอง มอบสิ่งดีๆ ให้แก่กัน คุณค่าความสุขของชีวิตก็พลันเกิดขึ้น เช่นสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ของผู้คนแห่งชุมชนโภคไพร นั่นเอง

 

จากโศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ สู่ความสมดุลแห่งชุมชน

หากใครเคยลองจินตนาการถึงความงดงามของฉากริมคลองในอดีต ยามที่ได้อ่านบทประพันธ์อมตะของไม้ เมืองเดิม อย่างเรื่อง “แผลเก่า” คาดคะเนเอาได้ว่า คูน้ำลำคลองในสมัยนั้น คงสร้างแรงบันดาลใจพิเศษให้เกิดเป็นฉากและตัวละครอย่างขวัญ-เรียม ที่มีชีวิตผูกพันกับสายน้ำและความรัก ราวกับว่า ไม่มีที่ใดที่จะคู่ควรแก่การเป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของชีวิต (รัก) ได้สมบูรณ์แบบเยี่ยงนั้นอีกแล้ว ซึ่งหากเทียบเคียงประเด็นทางด้านอารมณ์กับความเป็นปัจจุบัน ดูเหมือนว่าระหว่างโศกนาฏกรรมแห่งความรัก กับโศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ ประเด็นข้อหลังอาจสร้างความสะเทือนใจอย่างเจ็บปวดให้กับผู้คนที่เคยใช้ชีวิตผูกพันกับสายน้ำได้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่สำหรับที่คลองบางพระแห่งเทศบาลเมืองตราด ในวันนี้กลับดูเหมือนว่า จะเป็นเรื่องราวและอารมณ์ที่สวนทางไปจากกระแสวิกฤติของคูคลองส่วนใหญ่ที่กำลังเผชิญสู่ภาวะเน่าเสียอย่างยากจะเยียวยา ด้วยแนวคิดของการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมสายน้ำด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จากสายน้ำสีดำคล้ำที่รอวันเสื่อมโทรมไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของวิถีชุมชนสมัยใหม่ สู่การหวนคืนเป็นความใสสะอาดเหมือนลำคลองเมื่อครั้งรุ่นตายาย จนชวนให้เกิดคำถามในเชิงชื่นชมว่า พวกเขาทำกันได้อย่างไร ? ยามที่ยืนมองผืนน้ำ แล้วแลเห็นฝูงปลาตีวงกระเพื่อมท่ามกลางสายน้ำไหลเอื่อย ณ ริมคลองแห่งชุมชนต้นแบบอย่างชุมชนรักษ์คลองบางพระ


ณ ที่ชุมชนรักษ์คลองบางพระแห่งนี้ เดิมทีเป็นย่านชุมชนที่มีการค้าขายทางเรือ ซึ่งเชื่อมต่อไปยังแม่น้ำตราด ผู้คนนำเรือมาขึ้นขายสินค้าที่ตลาดเก่าริมคลองบางพระ ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ริมคลองบางพระมีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ  จนเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามมามากมาย เช่น การปล่อยน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลลงคลอง มีเศษขยะลอยมาตามน้ำ ทำให้ภูมิทัศน์บริเวณดังกล่าวไม่น่าชื่นชมจนใครๆ ต่างพากันเบือนหน้าหนี

กระทั่งได้มีการประชุมพหุภาคีชุมชนเรื่อง “การรณรงค์อนุรักษ์คลองบางพระ”  เกิดขึ้น โดยมีนโยบายเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน เช่น “โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชน” ที่ชุมชนแห่งนี้ได้ดำเนินการหาพันธุ์ไม้มาปลูกในบริเวณชุมชนตามความเหมาะสม และร่วมกันทำความสะอาดหน้าบ้านของตนเองให้น่ามอง หรือแม้กระทั่ง “โครงการเล่าขานตำนานคลองบางพระ” ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันศุกร์ – วันเสาร์ – วันอาทิตย์ แรกของเดือนมีนาคม ที่จะมีการจัดงานมหรสพและเล่าขานถึงตำนานคลองบางพระเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการรักบ้านเกิดของตนให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานช่วยกันดูแลรักษาชุมชนริมคลองแห่งนี้ต่อไป

คุณลุงวินิต หรือที่ผู้คนต่างเรียกกันติดปากว่า “อาจารย์วินิต” อดีตข้าราชการครูที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณแล้วไปกับการพัฒนาชุมชนด้วยจิตสำนึกรักและห่วงใยในบ้านเกิดของตน ได้เกริ่นถึงที่มาของการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า

“สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้นั้น ก็คือการร่วมแรงร่วมใจของผู้คนในชุมชน ด้วยต้องตระหนักอยู่เสมอว่า นี่คือบ้านของเรา”

ประโยคคำพูดนี้มันชัดเจนอย่างที่สุดต่อการเริ่มต้น โดยเฉพาะคำว่า “บ้านของเรา” ที่เป็นเหตุและผลในตัวเอง ยามที่ใครหลายคนตั้งคำถามกับโครงการต่างๆ ที่แกนนำชุมชนและเทศบาลเมืองตราด พยายามพัฒนานำร่องเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความคิด ด้วยความสมดุลอย่างที่ควรจะเป็น

“เดิมทีเดียว ชุมชนรักษ์คลองบางพระ ประสบปัญหาที่ยากจะแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาคูคลองเน่าเสียที่เกิดจากการทิ้งสิ่งปฏิกูลของการบริโภคอุปโภคในครัวเรือน ผมจำได้ว่า เคยเห็นชาวบ้านบางคนนำน้ำมันที่ใช้แล้ว ทิ้งลงคลองอย่างหน้าตาเฉย จนผมอดรนทนไม่ได้ที่จะต้องเดินเข้าไปไถ่ถามถึงสาเหตุว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น มีคำตอบออกมาง่ายๆ ว่า ก็ไม่รู้จะทิ้งที่ไหนดี ซึ่งเป็นคำตอบที่ผมคิดว่า เราคงต้องหาทางเปลี่ยนแปลงและตอบโจทย์นั้นให้ได้ ในเวลานั้นจึงได้แต่เพียงเอ่ยปากขอร้องและอธิบายถึงโทษที่ตามมา แต่ก็นั่นแหละ มันคงไม่ได้ผลหากแค่ขอร้องด้วยปากเปล่า ผมจึงนำเรื่องราวเหล่านั้นเข้าไปปรึกษากับหลายฝ่าย และร่วมกันคิดออกมาเป็นโครงการและนโยบายที่ตอบโจทย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างที่เห็นเช่นทุกวันนี้ ทั้งโครงการคลองสวยน้ำใส ที่เน้นให้ผู้คนตระหนักต่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์คูคลองให้คืนกลับสู่ความใสสะอาดเหมือนเมื่อครั้งอดีต โดยการกำจัด การเก็บ การสร้างตาข่ายดักขยะ รวมถึงโครงการถังดักไขมันครัวเรือน ที่ช่วยคัดกรองไขมันจากครัวเรือนก่อนทิ้งลงสูลำคลอง ซึ่งใช้วัสดุเหลือใช้ในชุมชนมาประดิษฐ์ ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่าโรงงานหลายเท่า แต่มีประสิทธิภาพที่ได้มาตรฐานเทียบเท่า โดยขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำไปเป็นต้นแบบขยายผล เพื่อติดตั้งสู่ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศแล้ว”

ขณะที่คำพูดของคุณลุงวินิต เป็นสิ่งที่อธิบายให้เราเข้าใจถึงที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อสายน้ำ แต่สิ่งที่ชัดเจนและยืนยันในความสำเร็จจากกระบวนการทางสังคมของชุมชนรักษ์คลองบางพระแห่งนี้ นั่นก็คือภาพปัจจุบันในมุมมองแบบพานอราม่า ซึ่งเปิดกว้างสู่ฉากอาคารบ้านเรือนสีเรียบขรึม ตัดฉากกับเรือสีสดที่เทียบท่าอย่างสงบนิ่งริมคลองน้ำใสสะอาด มีต้นไม้อย่างต้นจากและโกงกางที่ชาวชุมชนร่วมกันปลูกขึ้นมาใหม่ กระทั่งผู้คนสามารถสรรหาความสุขได้จากสายน้ำอีกครั้ง…

ซึ่งทั้งหมด หาใช่ภาพจินตนาการสำหรับการพรรณนาที่เกินเลยไม่ หากแต่เป็นมิติภาพจริงที่ทำให้เราสามารถจดจำบรรยากาศเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ยามเมื่อนึกถึงคลองบางพระในแง่ของความเป็นชุมชน (และคลอง) ต้นแบบสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

“จากน้ำมันไร้ค่า สู่ไบโอดีเซลเพื่อชุมชน”

เรื่องราวของชุมชนรักษ์คลองบางพระ ยังคงไม่ได้จบลงตรงสายน้ำเบื้องหน้า แต่จากตรงจุดนั้นไม่ไกลนัก สิ่งที่เชื่อมโยงและสามารถเติมเต็มความคิดให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับชุมชนรักษ์คลองบางพระได้อย่างสมดุล นั่นก็คือ แหล่งเรียนรู้วิสาหกิจไบโอดีเซล ซึ่งคุณลุงวินิตและสมาชิกภายในชุมชน ต่างมีความภาคภูมิใจต่อผลตอบรับในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่ช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และลดต้นทุนในการประกอบอาชีพแล้ว ไบโอดีเซลยังเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติและช่วยพลิกฟื้นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กลับคืน อีกทางหนึ่งด้วย

ซึ่งคุณลุงวินิตได้เอ่ยถึงกระบวนการทางความคิดของชุมชนครั้งนี้ว่า

“ประเด็นสำคัญมันเริ่มจากการเทน้ำมันพืชที่ใช้แล้วลงคลองนั่นแหละ เราจึงมีแนวคิดกันว่า ทำอย่างไรผู้คนถึงจะเห็นความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ ดังนั้นการแปรรูปหรือรีไซเคิลใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ลงตัวที่สุด ได้ทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรวมถึงด้านเศรษฐกิจ โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ซึ่งเริ่มตั้งแต่การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างอาคาร ครุภัณฑ์การผลิตไบโอดีเซล จากโครงการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข ระดับจังหวัด นอกจากนี้ทางเทศบาลเมืองตราดก็ได้ช่วยต่อยอดโครงการนี้ ด้วยการให้งบประมาณเพิ่มเติม พร้อมทั้งการจัดหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อรวบรวมน้ำมันที่ใช้ซ้ำ รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจผ่านสถานศึกษาและสร้างเครือข่ายไปยังชุมชนต่างๆ มีการนำร่องในการใช้ไบโอดีเซลกับรถยนต์ราชการในเขตเทศบาล มีการมอบฉลากสีเขียวให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ทางด้านกรมพลังงานก็ได้มีการส่งที่ปรึกษาพิเศษมาเพื่อให้ความรู้ด้านเทคนิคและการผลิต รวมถึงการติดตามผลดำเนินโครงการ จนกระทั่งสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ได้คัดเลือกและประชาสัมพันธ์ให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนจังหวัดตราด ซึ่งมีการจำหน่ายหุ้นให้สมาชิกอีกด้วย ทำให้ทุกวันนี้ วิถีชีวิตของชุมชนมีความสมดุลอย่างมาก”

อาจจะกล่าวได้ว่า “โครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันทอดซ้ำ” ของชุมชนรักษ์คลองบางพระที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องเริ่มมาจากความคิดริเริ่มและตระหนักได้ร่วมกันของคนในชุมชนมาเป็นอันดับแรก ในการสร้างแนวความคิดที่จะร่วมแก้ไขปัญหาในชุมชนของตนเอง ซึ่งจากเวทีประชาคมภาคประชาชน ที่มีความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากร ต้นทุนทางสังคม ด้าน ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านปัจจัยการผลิต ด้านการสนับสนุนส่งเสริมจากภาคองค์กรระดับต่างๆ โดยเฉพาะความจริงจังของผู้นำชุมชนที่มีศักยภาพและวิสัยทัศน์ก้าวไกล  อยู่บนพื้นฐานของผู้นำและผู้ตามที่ดี จนทำให้มีการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน  มีการจำหน่ายหุ้นให้กับสมาชิก ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้ชุมชนรักษ์คลองบางพระสามารถขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวสู่ความสำเร็จและสามารถเป็นแบบอย่างชุมชนต้นแบบที่ดีแก่ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ อย่างเช่นปัจจุบัน


การผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันทอดซ้ำเพื่อใช้ในครัวเรือน

วิธีทำไบโอดีเซล

1. นำน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ที่ใช้แล้วกรองเอาเศษอาหารที่ปนออก แล้วยกขึ้นตั้งไฟ

–   หากมีน้ำผสมอยู่ในน้ำมัน (ลักษณะขาวมัน) ต้องต้มน้ำมันในอุณหภูมิประมาณ 110 องศา นานประมาณ 10 นาที แล้วดับไฟ (ขณะต้มจะมีฟองน้ำผุดขึ้น และมีเสียงดังที่ก้นหม้อ)

–   หากไม่มีน้ำปน (น้ำมันมีลักษณะใส) ต้มน้ำมันที่อุณหภูมิ 57 องศา แล้วดับไฟ ความร้อนจะขึ้นถึง 60 องศา

2. นำเมทิลแอลกอฮอล์ใส่ลงในภาชนะคล้ายแกลลอนที่มีฝาปิด และนำโซดาไฟใส่ลงไป ปิดฝาแล้วเขย่าจนละลายหมด ณ เวลาใกล้เคียงกันกับน้ำมันอุณหภูมิที่ 60 องศา (ระหว่างเขย่า ควรหยุดเปิดฝาคลายให้ไอร้อนระเหยออกจากแกลลอน แล้วจึงเขย่าอีกครั้ง) ขั้นตอนนี้ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าสัมผัสส่วนผสมนี้หรือสูดดมไอระเหย และอย่าทำให้เกิดประกายไฟ ควรทำในสถานที่อากาศถ่ายเทได้ดี (หากมีการสัมผัสให้ล้างน้ำสะอาดทันที)

3. เมื่ออุณหภูมิน้ำมันที่ต้ม 60 องศาพอดีให้ยกน้ำมันลงจากเตา แล้วนำส่วนผสมของ ข้อ2 เทผสมลง แล้วกวนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน พักทิ้งไว้ค้างคืน

4. ตอนเช้าจะพบว่ามีฝ้าลอยอยู่บนผิวหน้าให้ตักออก แล้วตักของเหลวใสตอนบน (ไบโอดีเซล)ตักพักไว้ประมาณ 7 วัน ค่อนนำไปใช้เติมเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันดีเซล ส่วนชั้นล่างเป็นของแข็งสีน้ำตาล คือ กลีเซอรีน สามารถนำไปทำเป็นสบู่ธรรมชาติเพื่อใช้ล้างทำความสะอาดพื้นหรือทำเป็นเชื้อเพลิงติดไฟ

เมื่อผสมส่วนผสมเข้ากันแล้วหลังจากกวนส่วนผสม ผลที่ได้คือ

–  ได้เป็นของเหลวคล้ายเจลโดยไม่มีการแยกตัว หมายความว่า โซดาไฟมากไป

–  ได้เป็น 3 ส่วน คือส่วนบน = ไบโอดีเซลส่วนกลาง = น้ำมันที่ยังไม่ทำปฏิกริยาส่วนล่าง = กลีเซอรีน หมายความว่าโซดาไฟน้อยไป

–  หากใช้โซดาไฟที่ชื้นหรือมีน้ำปนอยู่ ก็จะได้ส่วนที่ 4 เกิดขึ้น คือ สบู่ ควรทดสอบหาค่าของโซดาไฟตามความเหมาะสมของน้ำมันแต่ละแหล่งที่ได้มาในจำนวนที่น้อยก่อนเพื่อป้องกันความเสียหายเนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันที่แตกต่างการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ควรหมั่นตรวจไส้กรองดีเซล และเปลี่ยนตามกำหนด หรือถ่ายน้ำจากกรองดักน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันการอุดตันของสบู่หากเครื่องยนต์มีอาการสะดุด ให้ตรวจสอบระบบท่อน้ำมันและไส้กรองน้ำมันดีเซล

ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ผลิตไบโอดีเซล ซึ่งกำลังแปรรูปสิ่งที่ผู้คนเคยละเลยและสร้างปัญหาต่อชุมชน พร้อมกับเฝ้ามองกระบวนการแยกตัวระหว่างน้ำและน้ำมันที่ค่อยๆ เกิดขึ้น และมองเห็นภาพถ่ายกิจกรรมต่างๆ ของผู้คนชุมชนรักษ์คลองบางพระ ที่ติดประดับอยู่ข้างฝาผนัง โดยมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงาน และมีหยาดพระเสโท (เหงื่อ) ไหลรินลงมาถึงปลายพระนาสิก (จมูก) อยู่เหนือภาพเหล่านั้น

พลางให้เกิดเป็นความอิ่มเอมใจ ที่ ณ วันนี้ชาวชุมชนรักษ์คลองบางพระ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับชีวิตและชุมชนได้อย่างยั่งยืน  รวมถึงคำพูดก่อนหน้านั้นของคุณลุงวินิต กับคำที่เอ่ยว่า “นี่คือบ้านของเรา” ที่แม้จะเป็นข้อความแสนสั้น แต่กลับลึกซึ้งอยู่ไม่น้อย ยามที่ใครสักคนจะหาเหตุผลของการเริ่มต้นกลับมาพัฒนาชุมชนอันเป็นที่รัก อย่างที่เกิดขึ้นกับผู้คนแห่งชุมชนรักษ์คลองบางพระแห่งนี้ ได้ร่วมแรงใจลงมือทำให้เกิดขึ้นเป็นความจริงเพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน

เมื่อโมงยามแห่งการเรียนรู้ได้ผ่านพ้นไป  ความทรงจำและความประทับใจเกี่ยวกับวิถีชุมชนเทศบาลเมืองตราด จึงเป็นเหมือนการได้นั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาของชีวิตและสังคม อย่างเป็นเหตุเป็นผล

บทเรียนจากอดีตที่ส่งทอดมายังปัจจุบันของชุมชนเมืองหลายแห่ง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคชะตาหรือความบังเอิญ หากแต่เป็นความไม่รู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมบริโภคนิยมที่ใช้ดัชนีของรายได้เป็นตัวชี้วัดระดับคุณภาพชีวิต ในขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนเทศบาลเมืองตราด กลับเป็นเรื่องราวเชิงตัวอย่างที่ตอกย้ำให้เห็นถึงกระบวนการทางความคิดที่แตกต่างออกไป ซึ่งมุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมของชุมชนและรู้เท่าทันต่อการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน รวมถึงการสร้างเสริมจิตสำนึกในการรักษาความสมดุลของระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิถีความพอเพียง ส่งผลให้ผู้คนในชุมชนมีความเข้มแข็งและผาสุก แต่กระนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ชุมชนต้นแบบแห่งนี้พยายามเน้นย้ำและแสดงให้เห็นมาโดยตลอด นั่นก็คือ ความดีงามของผู้คนที่แบ่งปันความสุขให้แก่กัน ด้วยจิตสำนึกของความเสียสละและมุ่งมั่น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

และคงยังไม่สายเกินไปนัก ที่ผู้คนในสังคมโดยรวมจะหันกลับมาตระหนักและเปลี่ยนแปลงในสิ่งเหล่านี้ร่วมกันเพื่อสร้างแนวทางของชีวิตที่น่าอยู่ อย่างที่ควรจะเป็น (อีกครั้ง) …


แนวทางสู่วิถีความสมดุลแห่งชุมชนเทศบาลเมืองตราด


แบบอย่างของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ของชุมชนเทศบาลเมืองตราด ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงองค์ประกอบที่นำพาสู่แนวทางความสำเร็จดังกล่าว ซึ่งสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ หากขาดการเกื้อกูลจากส่วนใดส่วนหนึ่งไป ความเป็นไปได้ของการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืน ก็คงเป็นเพียงมโนภาพที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ก็เป็นได้

  1. การสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ โดยผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกำหนดแนวทางในการพัฒนาชุมชน มีการเพิ่มพูนทักษะความรู้จากการศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างชุมชน โดยมีเทศบาลเมืองตราด คอยสนับสนุนงบประมาณ และมีหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นผู้สนับสนุนด้านวิชาการ
  2. การสรรหาและสร้างแกนนำชุมชนที่มีจิตอาสา สิ่งนี้ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ชุมชนต่างๆ ในเทศบาลเมืองตราดเป็นแบบอย่างของความสำเร็จ ซึ่งแกนนำชุมชนที่ดีนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมด้วยความมุ่งมั่นและเสียสละเป็นที่ตั้ง  พร้อมกับการเป็นผู้ประสานงานที่ดีระหว่างเทศบาลเมืองตราดและชุมชน รวมถึงการเป็นผู้นำทางความคิดต่อการริเริ่ม ระดมสมอง ลงมือปฏิบัติ และขยายผลกิจกรรมการเรียนรู้ของชุมชนไปในวงกว้างเพื่อให้เป็นไปอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง
  3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองตราดถือเป็นตัวอย่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ยึดหลักธรรมาภิบาลโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ แม้เมื่อเทียบกับอัตราส่วนของบุคลากรเทศบาลที่มีอย่างจำกัดต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ จนยากต่อการจัดการให้ทั่วถึง  แต่กระนั้นบุคลากรเหล่านั้นก็ยังพยายามทำงานเพื่อชุมชนด้วยแข็งขัน ทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติ  ตั้งแต่ระดับผู้บริหารอย่างนายกเทศมนตรี จนถึงผู้ปฏิบัติงานชุมชนในสายงานต่างๆ รวมถึงการมีความยืดหยุ่นในการจัดการเพื่อประโยชน์ของชุมชนในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งในเชิงพื้นที่หรือประเด็นที่ชุมชนให้ความสนใจ โดยอยู่ในกรอบของเป้าหมายหรือนโยบายที่เป็นการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ที่คำนึงถึงความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
  4. จิตสำนึกของประชาชน สิ่งที่ยั่งยืนที่สุดของชุมชนหรือสังคม ก็คือการมีจิตสำนึกของประชาชนที่ตระหนักต่อการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาชุมชน โครงการต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จของชุมชนเทศบาลเมืองตราด ล้วนผ่านการเห็นชอบร่วมกันจากเวทีภาคประชาชน (ผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง) โดยนำประสบการณ์ที่มีต้นทุนมาจากภูมิปัญญาความรู้และทรัพยากรภายในท้องถิ่น ไปสู่การปฏิบัติที่ตรงกับความต้องการ เป็นประชาธิปไตยที่ขับเคลื่อนให้ชุมชนมีความยั่งยืนสมกับเป้าหมายของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน


4 comments on ““เทศบาลเมืองตราด วิถีแห่งชุมชนบนความสมดุล”

  1. Alix Dalhover
    เมษายน 16, 2011

    Hello there! I know this is kinda off topic but I was wondering which blog platform are you using for this site? I’m getting tired of WordPress because I’ve had issues with hackers and I’m looking at options for another platform. I would be awesome if you could point me in the direction of a good platform.

  2. Mariano Brunz
    เมษายน 16, 2011

    Howdy! I know this is kinda off topic however I’d figured I’d ask. Would you be interested in trading links or maybe guest writing a blog post or vice-versa? My website addresses a lot of the same subjects as yours and I feel we could greatly benefit from each other. If you’re interested feel free to shoot me an email. I look forward to hearing from you! Fantastic blog by the way!

  3. how much does Rutina Wesley weigh
    พฤษภาคม 11, 2011

    I just added this blog to my google reader, excellent stuff. Can not get enough!

  4. portrait216
    สิงหาคม 7, 2012

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: