“The camera is an instrument that teaches people how to see without a camera.”

Dorothea Lange "โลกทั้งใบ ไม่ได้สวยงามในทุกเรื่อง… แต่ก็ไม่น่าชิงชัง เกินกว่า "ชีวิต" จะค้นพบ "ความสุข" จากบางแง่มุม…" >> โอ๋ อิ่มเอม

“อาลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์” เรียนรู้ความสุขด้วยความรัก

เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ในนิตยสาร M SOCIETY ฉบับกรกฎาคม-กันยายน 2554

เป็นเวลากว่าสิบปีที่ “อาลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์” ได้สร้างความสุขให้กับผู้คนผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ทั้งในฐานะของนักแสดง นางเอกมิวสิควีดีโอ หรือกระทั่งพิธีกรวัยรุ่น จนก้าวเข้าสู่บทบาทที่เติบโตขึ้นอย่างเต็มตัวของการเป็นผู้ประกาศข่าวซึ่งได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของเมืองไทย จากบุคลิกที่ชัดเจนในการใช้ภาษาและความเป็นธรรมชาติในการสื่อสาร โดยเรื่องราวความสำเร็จที่เกิดขึ้นสำหรับเธอนั้น ล้วนเป็นการเรียนรู้จากโอกาสที่ตัวเองได้รับและพยายามทำมันดีที่สุดในทุกรายละเอียด

คอลัมน์ Venus Attitude ฉบับนี้ เราได้มีโอกาสร่วมสนทนากับคุณอาลิซาเบธ ถึงกระบวนการคิดและวิธีจัดการกับชีวิตให้มีความสุข โดยเธอได้กล่าวถึงแง่มุมต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจว่า

 “ต้องบอกตามตรงว่า จริงๆ แล้วแรกเริ่ม ลิซ่าเป็นคนที่ขี้อายมากสำหรับการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นงานด้านพิธีกรหรือการแสดง แม้ใครต่อใครพยายามจะให้ลองเป็นก็จะพยายามบ่ายเบี่ยง แต่จนแล้วจนรอดก็ทำมันจนได้ และต้องยอมรับว่า ในขณะนั้นซึ่งเป็นช่วงวัยรุ่นก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะงานส่วนใหญ่ออกแนวสนุกๆ จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวหรือต้องคิดอะไรมาก จนมาถึงจุดหนึ่งในวันที่อายุมากขึ้น ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่อยากจะทำงานเกี่ยวกับวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว แม้ว่ามันจะมีงานเข้ามาเยอะก็ตาม  จึงตัดสินใจขอไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ได้อยู่กับคุณย่าก่อนที่เค้าจะจากเราไปในเวลาต่อมา และเมื่อกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เรื่องของงานพิธีกรและวงการบันเทิง ก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ ในชีวิต เพียงแต่เป็นลักษณะงานที่เติบโตขึ้น ไม่ใช่งานวัยรุ่นอีกต่อไป โดยเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองรักและชอบเป็นพิเศษ คืองานพิธีกร เพราะทำแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องกังวลอะไรมากเป็นพิเศษ และแปลกที่มักจะมีคนคอยให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอสำหรับงานพิธีกร

          จนกระทั่งวันหนึ่ง มีโอกาสดูโทรทัศน์แล้วเห็นงานผู้ประกาศข่าว เออ…แฮะ มันเป็นงานที่มีประเด็นน่าสนใจดี และอยากจะรู้ว่า วุฒิภาวะของเราเหมาะสมพอหรือยังกับการทำงานที่ต้องใช้ไหวพริบและสื่อสารกับสาธารณชน ซึ่งพอคิดเดี๋ยวนั้น ในวันต่อมาก็ลองไปยื่นใบสมัครในทันที ที่ททบ. 5 แล้วก็ได้ทำงานในอีกไม่กี่เดือนต่อมาเช่นกัน ซึ่งถือว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องของจังหวะที่ลงตัวพอดีมากๆ สำหรับการเริ่มต้นเป็นผู้ประกาศข่าว พร้อมกับกระแสตอบรับที่ดีมากจากคนรอบข้าง รวมถึงผู้คนที่ชื่นชมในบทบาทใหม่ที่เราเป็น และนี่คำตอบที่ตัวเองค้นเจอกับโจทย์ของการทำงานในชีวิต”  

บทบาทของการเป็นผู้ประกาศข่าวมีความยากง่ายอย่างไรกับสิ่งที่ตัวเองคาดคิดไว้

“แปลกนะ มันไม่ยากอย่างที่เราคิด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า (หาก) เราทำงานด้วยความเป็นตัวของตัวเองและเข้าใจในสิ่งที่เราพูด ทุกอย่างก็ย่อมเป็นธรรมชาติและสนุกในการสื่อสาร และนับเป็นความโชคดีที่ทางสถานีไม่เคยกำหนดสไตล์ว่าต้องเป็นแบบไหน ไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึมอะไรเลย หน้าที่ของเราคือทำให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง แต่สิ่งที่ตัวเองคาดหวังเป็นพิเศษก็คือ ทำอย่างไรให้คนดู อยากดู อยากฟังเนื้อหาจากเรามากกว่า ซึ่งถ้าให้มองย้อนกลับไป เราก็แค่คิดว่า แค่มีชื่อ “อลิซาเบธ แซดเลอร์” ปรากฏในหน้าจอตอนท้ายข่าว แค่นั้นก็พอใจแล้วกับการมีผู้ประกาศข่าวที่ชื่อ-นามสกุลเป็นฝรั่งแต่กลับพูดอ่านภาษาไทยได้อย่างชัดเจน และพยายามเป็นอย่างมากที่สื่อสารด้วยการพูดไทยแทบทุกคำ ไม่ใช่พูดไทยคำอังกฤษคำ เพราะเรากำลังอ่านข่าวให้คนไทยฟังอยู่นะ และนั่นคือความภูมิใจกับการทำหน้าที่ของเรา”

นอกจากงานผู้ประกาศข่าวแล้ว ยังมีด้านอื่นๆ ที่ทำแล้วมีความสุข

“งานที่นอกเหนือจากการเป็นผู้ประกาศข่าว ก็ยังคงวนเวียนในเรื่องของการพูดและใช้เสียง ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร หรืออ่านบทโฆษณาต่างๆ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แต่ในอนาคตสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าเอาไว้ก็คงจะเป็นในเรื่องของธุรกิจส่วนตัวมากขึ้น เพราะรู้สึกชอบและมีแรงบันดาลใจจากตัวอย่างของคุณพ่อที่ท่านลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นจนประสบความสำเร็จ ซึ่งก็คงเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนืองกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ จากการที่เราใช้เสียงนี่แหละ หรือไม่ก็อาจเป็นเรื่องของอีคอมเมิร์ซตามที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมาค่ะ”

บนเส้นทางการทำงาน อาจมีบ้างสำหรับการเจออุปสรรค คุณลิซ่ามีวิธีคิดหรือจัดการอย่างไรกับสิ่งนี้

          “มันขึ้นอยู่กับว่าอุปสรรคหรือปัญหานั้น มันกระทบกับเราแค่ไหน ถ้ามันเกิดจากการให้ร้ายของคนอื่น ลิซ่าก็มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญจนเกินไปนัก ยิ่งถ้ารู้ว่าปัญหามันมาจากแหล่งไหนก็จะพยายามหลีกเลี่ยงหรือไม่เข้าไปยุ่งด้วย เพราะตัวเองไม่ชอบมีเรื่องกับใคร อยากมีชีวิตสงบๆ มีความสุขกับการทำงาน หรือถ้าคิดแบบยาวๆ สำหรับการใช้ชีวิต ก็จะนึกถึงตอนแก่ว่า เราแค่อยากมีใครสักคน มีความมั่นคงที่เลี้ยงตัวเองได้ก็พอใจแล้ว เพราะฉะนั้นระหว่างทางของชีวิต เราไม่จำเป็นต้องต่อสู้หรือแย่งชิงกับใครเพื่อไปถึงจุดที่สูงสุด เราแค่ทำงานที่ตัวเองรัก ใช้แต่ละนาทีให้คุ้มค่ากับโอกาสที่ได้รับ เพราะฉะนั้นแต่ละวันลิซ่าจึงคิดแค่เรื่องของการพัฒนางาน พัฒนารายการให้มีดีขึ้น ซึ่งแค่นี้มันก็มากพอแล้วที่จะลืมกับเรื่องไร้สาระจากภายนอก และก้าวข้ามมันไปด้วยการมีสติ”

อะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราเป็นเช่นนี้

          “ความรักจากครอบครัวค่ะ ลิซ่าได้รับความอบอุ่น ความผูกพัน ความห่วงใย และความปรารถนาดีจากพ่อแม่ น้องสาว ตลอดจนญาติพี่น้อง จนไม่รู้สึกว่า ตัวเองต้องโหยหาความรักให้วุ่นวาย แถมเรายังมีความรักดีๆ อีกมากมายที่พร้อมจะแบ่งปันให้กับเพื่อนให้กับคนรอบข้าง

          โดยเฉพาะกับคุณแม่ด้วยแล้ว ลิซ่ามีความรู้สึกรักและผูกพันเป็นพิเศษ เพราะแม่คอยดูแลเรามาโดยตลอด อย่างเช่นทุกวันนี้ คุณแม่ยังคงทำอาหาร หรือทำข้าวกล่องให้ลิซ่าได้รับประทานเวลาไปที่ทำงานอยู่เสมอ และจะเป็นปลื้มเสมอเวลามีคนคอยบอกว่า โชคดีจังที่มีแม่คอยเอาใจใส่ตลอด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจที่เรายังคงได้อยู่กับครอบครัว อยู่กับพ่อแม่ภายใต้หลังคาเดียวกัน เพราะต้องยอมรับว่า เมื่อถึงวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไปในสักวัน และมันคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากเราจะไม่รักษาช่วงเวลาเหล่านี้ไว้ในความทรงจำ

          และสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีกำลังใจในทุกๆ วันนี้ ก็คือ “การกอด” มันทำให้เรามีพลังพิเศษจริงๆ ค่ะ”

จากประสบการณ์การเป็นผู้ประกาศข่าว คุณลิซ่ามองเห็นความเป็นไปของสังคมและบทบาทของครอบครัวอย่างไร

          “สิ่งที่น่ากลัวของสังคมเราตอนนี้ คือการสื่อสารและความคาดหวังภายในครอบครัว เช่นผู้ใหญ่บางคนที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดคุยเวลาที่เกิดปัญหา เน้นไปที่การต่อว่ามากกว่าการป้องกันหรือแก้ไข และมักจะยอมรับไม่ได้กับความผิดหวังที่ลูกพลั้งพลาด ทางออกของลูกจึงไม่ใช่ความเข้าใจจากบ้าน แต่เป็นการระบายอารมณ์กับโลกภายนอก

ชีวิตใต้หลังคาเดียวกันหากเป็นอะไรที่ไม่ค่อยสื่อสารกัน ลูกอยู่หน้าคอม พ่อนั่งกินเหล้าอยู่กับเพื่อน แม่นอนดูละครอยู่อย่างนั้น… ซึ่งถ้าสังคมเรายังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องแบบนี้ คงเป็นเรื่องยากที่จะมาพูดถึงการเข้าใจกันระหว่างคนในสังคม เพราะฉะนั้นสังคมจะดีได้ต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวค่ะ”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: