เหนือน่านฟ้าจากภูเก็ตสู่เชียงใหม่_ตุลาคม 2554
เมฆเดินทาง # จากทะเลสู่ขุนเขา
ถึงเวลา…แสดงความรู้สึก
บทบรรณาธิการ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์ในนิตยสาร M Society ฉบับเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2554
ตอนเด็กๆ มีคนเคยถามว่า ผมกลัวอะไรมากที่สุด? จำได้แม่นว่า คำตอบจากเด็กดื้ออย่างผมนั้น คือ “ผมกลัวพ่อ” เพราะพ่อมักจะดุและคอยเคี่ยวเข็ญด้วยสารพัดวิธี จนรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็พลอยผิดไปเสียหมดอยู่ร่ำไป…ตามประสาคนไม่เข้าใจพ่อ และด้วยความคิดตื้นๆ เหล่านั้น มันก็ยังคงติดค้างไปกับเวลาในชีวิตนานนับสิบปี ถึงขนาดแค่การนั่งพูดคุยด้วยกันสองคนตามประสาพ่อลูก ผมก็ยังไม่กล้าพอเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนึกแล้วก็ประหลาดใจในความขลาดเขลาของตัวเองอยู่ไม่น้อย
จนกระทั่งในวันที่ผมมีโอกาสได้เป็นพ่อคน คำถามมากมายเริ่มก่อตัวขึ้นและรบเร้าให้ผมทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องราวของพ่ออย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน… ผมนึกถึงคำพูด นึกถึงคำสอน นึกถึงแบบอย่างที่พ่อแสดงให้เห็น และพลอยภูมิใจอยู่ลึกๆ ว่าตัวเองก็มีพ่อที่น่าเคารพเป็นอย่างยิ่ง แม้จะเป็นในรูปประโยคของความรักที่ไม่แสดงออกก็ตาม
จำได้ว่าคำพูดที่พ่อมักจะเน้นย้ำอยู่เสมอนั่นคือ จงให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลา เรื่องคำพูด และสุดท้ายคือเรื่องของโอกาส เพราะสิ่งเหล่านี้เรามักจะเรียกมันคืนได้ลำบากหรือบางครั้งมันอาจจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น
ซึ่งจะด้วยความกลัวแบบสะสมแต้มหรืออะไรก็ตามแต่ ผมในฐานะเด็ก (เคย) ดื้อตัวกระเปี๊ยก กลับไม่เคยคัดค้านคำสอนของพ่อ และเห็นข้อพิสูจน์เหล่านี้มานับไม่ถ้วนกับผู้คนมากมายที่ร่วมเดินทางในชีวิต แต่แปลกใจยิ่งนัก ที่ตัวเองกลับไม่เคยให้ความสำคัญในเรื่องเวลา ในเรื่องคำพูด และเรื่องของโอกาส กับคนที่คอยพร่ำสอนเรื่องราวดีๆ เหล่านี้
…
กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่มหาอุทกภัยได้แผ่ขยายวงกว้างเข้าสู่เมืองหลวง ผมได้ใช้โอกาสนี้อพยพชีวิตไปสู่ชายคาบ้านเกิดอีกครั้ง ที่นั่นผมมีเวลาได้ใช้ชีวิตกับพ่อ บุคคลที่ผมไม่กล้าแสดงออกซึ่งความรัก และขจัดความงมงายต่อความกลัวของตนเองด้วยการลองพาท่านไปในทุกๆ ที่ที่ท่านอยากไป ไม่ว่าจะเป็นร้านขนมจีบที่พ่อมักจะพาผมไปนั่งตอนเช้าๆ เมื่อครั้งเป็นเด็ก หรือจะเป็นร้านข้าวต้มสูตรโบราณที่แม่ชอบ ผมมีโอกาสได้พูดคุยเรื่องราวที่ไม่เคยคุยกันมาก่อนระหว่างพ่อลูก ซึ่งล้วนเป็นคำถามที่ต่างรอคอยกันมานาน รวมถึงการได้จับมือท่านจูงเดินข้ามถนน ซึ่งในวินาทีแรกที่สัมผัสกับมืออุ่นๆ นั้น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุดครั้งหนึ่งในชีวิต กระทั่งการได้บอกรักท่านด้วยการสวมกอด ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ชีวิตของคนขลาดเขลาอย่างผมไม่เคยแสดงออกมาก่อน จึงนับเป็นความโชคดีที่ผมยังได้ใช้ประโยชน์จากเรืองของเวลา คำพูด และโอกาสในวันที่ยังไม่สายเกินไปนักกับบุคคลอันเป็นที่รัก (สักที)
และคงไม่มีสิ่งไหนยืนยันได้ดีเท่ากับการกระทำ!!!
“ศูนย์เมล็ดพันธุ์พันพรรณ” จากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ สู่อนาคตของความมั่นคงทางอาหาร
“มีการประเมินว่า ใน 1 วัน มีเมล็ดพันธุ์พืชหายไปจากโลกเราไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด เราเคยมีข้าวเกือบ 20,000 ชนิด แต่วันนี้เรามีแค่ไม่เกิน 200 ชนิดเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เพราะการหายไปของเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ย่อมหมายถึงการสูญเสียความมั่นคงทางอาหารทั้งมนุษย์และสัตว์ตามไปด้วย เราก็เลยมาอยู่ที่นี่เพื่อปลูก เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ และแจกเมล็ดพันธุ์ เราพยายามรวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อทุกคน และเป็นมรดกให้คนรุ่นต่อๆ ไป…”
นั่นคือคำตอบเบื้องต้นจากคำถามที่ว่า อะไรคือแรงบันดาลใจสำหรับสิ่งที่ “ศูนย์พันพรรณ” หรือศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เมล็ดพันธุ์ โดยการริเริ่มของ “โจน จันใด” ผู้ที่หลายคนอาจรู้จักเขาในนามของผู้บุกเบิกการทำบ้านดินในเมืองไทย กำลังพยายามทำอยู่ ณ ขณะนี้
ซึ่งหากมองให้ลึกถึงสาเหตุของวิกฤตการณ์ทั่วโลกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงทางอาหารนั้น คุณโจน จันได ได้ขยายความให้เห็นถึงที่มาของปัญหาดังกล่าวว่า ในปัจจุบันมีกลุ่มบริษัทไม่กี่บริษัทที่พยายามจะยึดครองอาหารของโลกโดยการยึดครองพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่เป็นพันธุ์แท้ไว้ แล้วเร่งผลิตพันธุ์ผสม ซึ่งอาจเป็นพันธุ์ที่ควบคุมไม่ให้มีเมล็ดในการปลูกต่อไป หรือกระทั่งพัฒนาพันธุ์ให้ผิดธรรมชาติไป เช่น พันธุ์จีเอ็มโอ (GMOs ย่อมาจากคำว่า Genetically Modified Organisms หมายถึง การดัดแปลง พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ซึ่งปกติเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่ได้) พอชาวบ้านปลูกเมล็ดพันธุ์จากบริษัท พวกเขาก็ไม่มีโอกาสปลูกพันธุ์แท้ได้อีกต่อไป เพราะอาจมองแต่เพียงว่าพันธุ์จากบริษัทนั้น โตเร็ว ลูกดก ผลสวย รวมทั้งมีตลาดรับซื้ออีกด้วย ดังนั้นพืชพันธุ์แท้จึงเริ่มถูกทิ้งให้สูญหายไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสังเกตว่า ปัจจุบันเกษตรกรจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเหล่านั้นทุกครั้งที่ปลูก พร้อมกับราคาก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่เคยลดลงเลยด้วยซ้ำ โดยเมล็ดพันธุ์พืชผักจำนวนมาก ณ ขณะนี้ ราคากิโลกรัมละเป็นหมื่นบาทขึ้นไป เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ปลูกพืช เกษตรกรต้องซื้อหรือใช้จ่ายถึง 60% ของการลงทุนด้านการเกษตร นั่นคือในเรื่องของค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยและยาเคมี ซึ่งเป็นวงจรของปัญหาที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ ทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสุขภาพ เป็นต้น ดังนั้นเรื่องของการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ จึงถือเป็นประเด็นสำคัญในการแก้ปัญหาที่อาจทำให้หลายสิ่งคลี่คลายไปในทิศทางที่ควรจะเป็นได้อีกครั้ง
โดยการดำเนินงานของศูนย์พันพรรณนั้น เน้นไปที่การเก็บเมล็ดพันธุ์แบบวิถีธรรมชาติ นั่นคือเมื่อปลูกแล้วก็ต้องคัดเลือกสายพันธุ์เก็บไว้ปลูกต่อ โดยพยายามปลูกอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี ซึ่งต้องทำการคัดเลือกต้นที่อร่อย แข็งแรง ลูกดก สำหรับเป็นเมล็ดพันธุ์ พร้อมกับการสร้างเครือข่ายกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในที่ต่างๆ เพื่อให้ช่วยกันเก็บเมล็ดพันธุ์แท้มากขึ้นและพยายามสร้างตลาดเพื่อแนะนำให้ผู้บริโภคได้ชิมอาหารที่มาจากพันธุ์แท้มากขึ้นโดยพืชผักพันธุ์แท้ที่ศูนย์พันพรรณ มีอยู่ ณ ขณะนี้ ได้แก่ ถั่วลันเตา มะเขือเทศ สลัด มะเขือ ผักกาด พริก แตงโม ฝักทอง ถั่วฝักยาว ถั่วพู หอม กระเทียม ตั้งโอ๋ ผักชีจีน คื่นช่าย แตงกวา แตงไท ผักกาดหัว มันชนิดต่างๆ และผักพื้นบ้านอีกหลายชนิด ซึ่งเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดทางศูนย์พันพรรณ ได้ทำการแจกฟรีให้กับผู้ที่สนใจในการร่วมรักษาเมล็ดพันธุ์ โดยสามารถส่งซองจดหมายเปล่าพร้อมติดแสตมป์ 3 บาท 2 ดวง จ่าหน้าซองถึงตัวเองให้เรียบร้อย วงเล็บมุมซองว่า (ขอรับเมล็ดพันธุ์)
“พันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เมล็ดพันธุ์” ตู้ ปณ.5 อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ 50150
http://www.punpunthailand.org/
แล้วเรามาดูกันว่า จากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่เราช่วยกันปลูกพร้อมส่งต่อเมล็ดพันธุ์ (ความคิด) ดีๆ กระจายไปยังผู้คนรอบข้าง จะสร้างปรากฏการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารในอนาคตได้อย่างไร…
“สิริยากร พุกกะเวส” ความเชื่อ (มั่น) บนความพอดี
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม และ ภควดี / ตีพิมพ์ในนิตยสาร M Society ฉบับเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2554
เป็นเวลาเนิ่นนานพอดู สำหรับผู้หญิงมากความสามารถ อย่างคุณอุ้ม หรือ “สิริยากร พุกกะเวส” ที่ห่างหายไปจากวงการบันเทิง พร้อมกับการเลือกก้าวไปตามแรงบันดาลใจที่แสวงหาความสุขแบบพอดีจนกลายเป็นความหมายสำคัญให้กับชีวิต ซึ่งเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ความรู้สึกนึกคิดของเธอก็ได้เข้ามาปลุกความคิดของผู้คนมากมายให้ตื่นอีกครั้ง ผ่านรายการเรียลลิตี้เชิงสารคดีที่มีชื่อตรงกับเสียงเรียกร้องภายในใจว่า “ฉันจะเป็นชาวนา” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจในวิถีชีวิตอันเรียบง่าย โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับวัตถุนิยมตามโลกกระแสหลัก และยึดมั่นบนความเชื่อของความพอดี
วันนี้ของ สิริยากร พุกกะเวส จึงเปี่ยมไปด้วยความพยายามในการเรียนรู้และทำความเข้าใจในวิถีเกษตรกรรมอย่างตั้งใจ แต่ก็เป็นไปในแบบฉบับที่เธอเป็น ซึ่งเธอเชื่อว่า แม้ความหมายหรือความเข้าใจของคนเราจะต่างกัน แต่ก็ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติเดียวกัน เพราะการทำนาไม่ได้เป็นเพียงแค่การปลูกข้าว แต่คือการเรียนรู้ที่จะศึกษาเข้าไปในใจตัวเอง และรายการ “ฉันจะเป็นชาวนา” ยังเป็นเหมือนสิ่งที่เชื่อมโยงบริบทระหว่างเมืองกับต่างจังหวัด ระหว่างคนรุ่นเก่าซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม กับคนรุ่นปัจจุบันที่มีความเชื่อต่อความรู้สมัยใหม่ จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ไม่แบ่งแยกหรือขาดจากกัน อันเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจสำหรับสิ่งที่เธอกำลังสื่อสาร
โดยคุณอุ้มได้เอ่ยถึงแรงบันดาลใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้พร้อมใบหน้าที่แฝงด้วยรอยยิ้มว่า
“อยากทำนา… ปลูกข้าวกิน (เสียงหนักแน่นชัดเจน) คิดมาตั้งนานแล้ว คิดมาหลายปีเลย แต่ก็ไม่ได้ทำสักที และก็เป็นเหมือนคนเมืองทั่วไป ที่ปลูกต้นไม้ตาย ซื้อต้นไม้กระถางมาปลูกก็ตาย แล้วก็เชื่อมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนที่มือร้อน ปลูกต้นไม้ไม่ได้ จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของความเชื่อ เหมือนกับที่ผ่านมาเราเชื่อมาตลอด แล้วพอลองนิดลองหน่อยก็จะท้อก่อน บอกตัวเองว่าเราทำไม่ได้หรอก อุ้มเชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะไม่ได้มีแรงผลักดันมากที่จะทำ คือแค่ลองทำดู แต่พอมันไม่ค่อยเวิร์ค เราก็ไม่พยายามต่อ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้สำเร็จได้ด้วยครั้งแรกเสมอไป พอคนคิดแบบนี้ก็เลยไม่พยายามที่จะปลูกต้นไม้ แต่ว่าประมาณปีที่แล้ว ได้ไปอยู่ พอร์ตแลนด์ ที่โอเรกอน ก็ไปอยู่มานานเหมือนกัน และความคิดที่จะปลูกอาหารกินเอง มันบานสะพรั่ง คือมันโตมาก คนที่เมืองนั้นเป็นผู้คนที่เชื่อในเรื่องนี้มาก แล้วก็ย้ายมาจากเมืองใหญ่ เพื่อมาอยู่พอร์ตแลนด์ แล้วก็เริ่มต้นปลูกผักเป็นอาหารกินเอง เพราะเดินไปที่ไหนในเมืองนี้ก็จะมีแต่ผักผลไม้ทุกบ้าน บางคนปลูกข้าวสาลีหลังบ้าน เลี้ยงไก่เลี้ยงแพะ เป็น urban homestead เป็นฟาร์มในบริบทของเมือง เพราะฉะนั้น เราก็จะได้อิทธิพลจากตรงนั้นมาเยอะ เลยทำให้ลองปลูกผัก ปลูกเสร็จแล้วเยอะมากจนกินไม่ทัน เกิดความภูมิใจว่าเราทำได้ ทั้งที่เป็นสองมือเดียวกันที่เคยปลูกต้นไม้ตายนี่ล่ะ มันเลยเป็นกำลังใจให้กับตัวเรา พอกลับมาเมืองไทยเมื่อปลายปีที่แล้วก็มานั่งคิดว่าเราจะทำอะไรดี คือว่าอยู่ที่โน่นเราปลูกผัก แต่เราอยากได้อะไรที่มันยิ่งกว่านั้น ผักมันเหมือนเป็นขั้นทดลองว่าฉันทำได้แล้ว กลับมามืองไทย ความคิดที่เคยอยากปลูกข้าว มันจึงผุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จำได้ว่าตอนก่อนกลับจากที่โน่นยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร นิตยสารเล่มหนึ่งเคยสัมภาษณ์ถามว่า ถ้ากลับมาเมืองไทยจะทำอะไร ตอนนั้นก็ตอบไม่ได้ รู้แต่เพียงว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างแล้ว เพราะเราอยู่ในประเทศไทย เป็นที่ที่ปลูกข้าวที่ดีแห่งแรกๆ ของโลก และด้วยความที่เราเป็นคนไทยกินข้าวมาตั้งแต่เกิด ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ข้าวก็ยังอยู่ในเลือดในจิตวิญญาณของคนไทย ก็เลยคิดขึ้นมาว่าอยากปลูกข้าว จะทำยังไงดี ก็เลยต้องหาความรู้ อุ้มเชื่อว่ามันไม่ยากถ้าเราอยากจะทำ ความรู้มีอยู่ทั่วไป ความพยายามอยู่ที่เรา และตอนนั้นด้วยความที่เป็นสื่อมวลชน และทำรายการทีวีอยู่แล้ว อย่ารู้คนเดียวสิ อย่ารอดคนเดียว ทำให้คนเค้าได้เรียนรู้ไปด้วยกันกับเรา เพราะมันต้องมีคนจำนวนมากที่คิดเหมือนเรา คนเมืองไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่อยากอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะออกไปไหน ไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไง ให้อยู่ต่างจังหวัดให้ทำอะไร ไปจะรอดมั้ย คือมันมีคำถามสารพัด โดยทั้งหมดล้วนมาจากความกลัว ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ปิดกั้นเราไม่ให้ทำอะไร เรากลัวล้มเหลว กลัวรับไม่ได้ กลัวเจ็บ กลัวไม่มีกิน กลัวเงินหมด กลัวอะไรก็ตามที่เราไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราจึงขังตัวเองอยู่แต่ในกรอบเดิมๆ อุ้มใช้ชีวิตแบบนี้มาเยอะ พอคิดได้อย่างงั้น ก็อยากทำนา แล้วก็นั่งคิดอยู่ว่าถ้ามันเกิดสิ่งที่เลวร้ายที่สุดจะเป็นยังไง ไม่ได้ข้าวกิน ตัวดำหน้าเป็นฝ้า ไม่รู้สิ แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครตายจากการทำนาหรอก”
เข้าใจถึงวิถีเกษตรกรรมมากน้อยแค่ไหน
อุ้มไม่รู้ว่าวิถีเกษตรกรรมทั้งหมดคืออะไร แต่อุ้มเข้าใจว่านี้คือวิถีเกษตรกรในแบบที่เราอยากเป็น เกษตรกรมีเยอะแยะ เกษตรกรที่ทำแล้วทุกข์ก็เยอะ ทำแล้วมีความสุขก็เยอะ แต่อุ้มก็ไม่ได้เป็นเกษตรกรแบบไหนเลยยกเว้นเป็นแบบที่อุ้มเป็น อุ้มว่าทุกคนต้องหาสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง อยากปลูกต้นอะไร อยากปลูกข้าวพันธุ์อะไร วิธีไหน คืออุ้มเชื่อว่า ณ ตอนนี้ ส่วนใหญ่ชาวนาไทยใช้วิธีทำนาหว่าน แต่อุ้มก็ยังขึงเชือกดำนาอยู่ คือทั้งแถวท่าเสด็จทั้งตำบลนั้นจะไม่มีใครมาขึงเชือกดำนากันแล้วนอกจากที่มูลนิธิข้าวขวัญซึ่งอุ้มไปเป็นนักเรียนชาวนา อุ้มก็ทดลองแล้วอุ้มก็รู้สึกว่าวิธีนี้ได้ผล แล้วข้าวก็อร่อยดี แตกกอดี ไม่มีแมลงรบกวน ถ้าที่มันเยอะกว่านี้ก็อาจจะต้องหาวิธีให้มันเหมาะสม แล้วก็อยากปลูกอะไรก็ปลูก ผักเราไม่สามารถปลูกได้ตอนนี้ เพราะเราไม่มีเวลาไปดู คือผักมันต้องดูแลเยอะ เพราะฉะนั้น ก็จะลงต้นไม้ที่มันกินใบได้ เช่น ต้นมันปู ผักเสม็ด ต้นแค ใบยอ มะรุม คือผักที่ยืนต้นและเด็ดยอดกิน มันก็จะเหมาะ อุ้มว่าก่อนที่เราคิดจะทำอะไรบนโลกนี้ คุณต้องฝันเป็นก่อน คุณต้องมีฝันที่เป็นของตัวเอง และภาพที่จะเป็นก่อน แล้วเดี๋ยววิธีการจะตามมา คืออุ้มฝันว่าอุ้มจะเป็นเกษตรกรที่มีความสุข และดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเอง หลังจากนั้นมันสนุกหมดเลย อย่างเช่นนกกินข้าวไปครึ่งนา เราก็ยังมีความสุข คือเราต้องเรียนรู้ไป เพราะปัญหาเกิดขึ้นตลอดเวลา ต้องเรียนรู้กับปัญหา อุ้มคิดว่าจริงๆ แล้วชีวิตต้องมีปัญหา ถ้าคุณอยู่สบายๆ ไปเรื่อยๆ มันไม่ดีหรอก เพราะคุณจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
วิถีชีวิตพอเพียงในแบบอุ้ม
อุ้มว่าความพอเพียงสำหรับแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วก็อาจจะเป็นคำที่เดี๋ยวนี้คนเอามาใช้กันจนแทบจะไม่รู้ว่าความหมายมันคืออะไรด้วยซ้ำ อุ้มทำเท่าที่จำเป็น อันไหนต้องจ้างต้องซื้อก็ต้องทำไม่ได้จำกัดจำเขี่ย ช่วงแรกอาจจะต้องซื้อเยอะหน่อยเพราะว่าเพิ่งเริ่ม และแรงกับความรู้ยังไม่ค่อยมี แต่สุดท้ายถ้าคุณทำตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ค่อยๆ เรียนรู้ไป มันก็จะพอดีเอง จะเรียกว่าเป็น “เศรษฐกิจพอดี” ด้วยก็คงจะได้มังคะ อย่างที่อุ้มทำนา ข้าวออกรวงก็เอามากิน มาแจก แต่ทำยังไงก็ไม่หมด นาใหม่ก็ออกรวงอีกแล้ว อันเก่าก็ยังไม่หมดเลย ก็เลยเอาไปขาย คือมันมีกำไรมาเองและก็ไม่ปฏิเสธด้วย ไม่ใช่ว่าฉันจะอุดมคติ เพราะพอมันเหลือเยอะก็เอาไปขาย เราจะได้รู้ว่าระบบการขายข้าวมันเป็นยังไง ตอนนี้ผลิตภัณฑ์มีขายอยู่ที่ lemon farm ราคาก็ไม่ได้อ้างอิงอะไรใครเลยก็คิดจากราคาที่เราพึงพอใจ มีข้าวไป 100 กิโลกรัม ขายโลละ 85 บาท สองวันขายหมด ได้เป็นต้นทุนค่าทำนาใหม่ ซึ่งลงทุนไม่ถึง 5,000 บาท ที่เหลืออุ้มก็เอาไปซื้อต้นไม้มาลง ทำรั้วบ้าน ก็ยิ่งทำให้ที่นามันมีประสิทธิภาพและอยู่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น มันต่อยอดไปไม่สิ้นสุด
เรียนรู้อะไรจากสิ่งที่กำลังทำอยู่
มหาศาลมาก เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องเรียนรู้ในการทำนาแน่ๆ อยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากนั้นคือเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง คุณระพี สาคริก คุณมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ คือคนสำคัญทั้งสองท่านที่ทำให้อุ้มอยากทำนา ทั้งคู่ก็พูดตรงกันว่า จริงๆ แล้ว การทำนามันไม่ได้แค่การปลูกข้าวหรอก แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะศึกษาเข้าไปในใจตัวเอง แล้วคุณฟูกูโอกะก็มีประโยคที่สำคัญมากเลยที่พูดไว้ในหนังสือ The One-Straw Revolution ว่าจริงๆ แล้วการทำเกษตรกรรม ไม่ใช่แค่การเพาะปลูก แต่เป็นการบ่มเพาะความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ มันยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ทุกวันนี้ได้ลงมือทำเอง ก็เข้าใจแล้วว่ามันคืออะไร อ.ระพี ท่านก็พูดไว้ การทำการเกษตรคือการศึกษาเข้าไปในใจตนเอง จากงานและความลำบาก คือเราต้องเรียนรู้ที่จะลำบาก คนเราชอบที่จะสบาย อยากจะสบาย แต่จริงๆ แล้วเราควรจะลำบาก ถ้าเราเปลี่ยนตัวเอง เราจะค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลง อุ้มนึกเสมอเลยว่าถ้าเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลก จงลงมือทำและเป็นความเปลี่ยนแปลงนั้น เราอย่าเพิ่งไปบอกคนอื่นหรือเปลี่ยนแปลงโลกโดยที่ตัวเรายังไม่เปลี่ยน ต้องเรียนรู้โดยประสบการณ์ตรงก่อน ความเปลี่ยนแปลงมันจึงจะตามมาเอง
ก้าวต่อไปของวันข้างหน้า
ก็ต้องกลับไปดูนา เพราะข้าวกำลังจะออกรวงอีกรอบ แล้วก็ต้องเตรียมพันธุ์ข้าวที่จะมาลงใหม่ เพราะนาหน้าจะลองปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองของสุพรรณบุรี มันก็มีอะไรให้ทำได้เรื่อยๆ เพราะพอทำสิ่งนี้แล้วก็อยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นไปอีก ไม่อยากทำอะไรกลับไปกลับมา เพราะชีวิตคนเราสั้นเกินกว่าที่จะทำอะไรเล่นๆ หรือลองโน่นลองนี่ไปเรื่อยโดยที่ไม่จริงจังกับอะไรสักอย่าง
สังคมที่น่าอยู่ในความรู้สึกของอุ้ม
คือสังคมที่มีความปรารถนาดีต่อกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน ส่งเสริมกัน มีแต่ goodwill มีเมตตา ถ้าเป็นสังคมที่มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะดีมาก จิตที่มีเมตตามันเป็นสิ่งที่ดี แล้วความเมตตามันก็จะขยายตัวยิ่งๆ ขึ้นไป ฝึกการอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่กระทบกระทั่งหรือทำลายล้างกัน รักและให้อภัย คิดแต่จะทำอย่างไรให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น เท่านี้สังคมเราก็น่าอยู่แล้ว
…
“ธรรมชาติและความเป็นแม่…ความรักที่เชื่อมโยงถึงกัน”
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม / บทบรรณาธิการนิตยสาร M SOCIETY กรกฎาคม-กันยายน 2554
ระหว่างการเดินทางที่ไม่เร่งรีบในช่วงวันหยุดระยะสั้น ภาพของทุ่งนาและธรรมชาติอันเขียวขจี ค่อยๆ เคลื่อนตัวหายไปจากมุมหน้าต่างรถไฟซึ่งกำลังโบกมืออำลาบรรยากาศยามเย็นที่ฉาบด้วยแสงสีทองของดวงอาทิตย์ พร้อมกับเสียงสนทนาอันน่าประทับใจของแม่ลูกที่นั่งอยู่ฝั่งเบาะตรงกันข้าม ซึ่งคือสิ่งที่ผมยังคงจดจำได้ดีแม้เวลาจะผ่านไปหลายฤดูกาล โดยตลอดเส้นทางก่อนพลบค่ำ เด็กน้อยคอยพร่ำถามแม่ถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทักทายจากริมหน้าต่างรถไฟด้วยความใฝ่รู้ปนความไร้เดียงสาที่น่าขบคิด
แม่คะ นั่นต้นอะไรคะ? อ๋อ…นั่นต้นจามจุรีจ้ะลูก ตอนเด็กๆ แม่ก็ชอบเอาเสื่อไปปูนอนอ่านหนังสือใต้ต้นของมันเป็นประจำเลยล่ะ
>> แล้วทำไมมันมาโตอยู่กลางทุ่งนาได้ล่ะคะแม่? อืม… มันน่าจะเกิดจากเมล็ดที่นกกินเข้าไปแล้วมาถ่ายกองไว้ตรงแถวๆ นั้น และเมื่อฝนตก มันจึงค่อยๆ งอกออกมาเป็นต้นไม้ใหญ่อย่างที่เห็นนี่แหละจ้ะลูก
>> โอ้โห…จริงเหรอคะแม่ มันแปลกดีจังเลยคะ? มันเป็นเรื่องธรรมชาติน่ะลูก ก็เหมือนหนูนี่ไงที่ค่อยๆ ตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าหนู หรือแม่ หรือต้นไม้ หรือภูเขา แม่น้ำ ทุกอย่างเราค่อยๆ เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ
>> เอ…แล้วธรรมชาติ มันเกี่ยวกับเราตรงไหนคะแม่? เกี่ยวสิจ้ะลูก ธรรมชาติก็เปรียบเหมือนแม่ของโลกใบนี้ และของทุกชีวิตเลย เช่นถ้าวันไหนอากาศร้อนมากๆ ธรรมชาติก็จะเสกให้มีฝนตกให้มีลมในเวลาต่อมา เพื่อช่วยให้อากาศเย็นลงไงล่ะจ้ะ ซึ่งก็เหมือนตัวแม่ไง เวลาหนูรู้สึกไม่สบายหรือตัวร้อน แม่ก็จะคอยเช็ดตัวให้หนู แล้วอีกสักพักหนูก็ดีขึ้นเอง นี่แหละคือความรักของแม่
>> อ้าว…แล้วทำไมบางครั้ง แม่ต้องตีหนูด้วยล่ะคะ แม่รักหนูเหรอคะเนี่ย? รักสิจ้ะลูก แม่ตีหนูเพราะหนูทำผิด แต่แม่ตีเพื่อให้หนูจำได้ว่า อย่าทำแบบนี้อีกจ้ะ ก็เหมือนธรรมชาติอีกนั่นแหละลูก บางทีการที่คนเราตัดต้นไม้หมดภูเขา ธรรมชาติก็เลยลงโทษด้วยการทำให้น้ำท่วมแบบรุนแรง นี่ก็เป็นการสอนเป็นการลงโทษให้รู้ว่า อย่าทำอะไรที่มันไม่ดีอีก เพราะฉะนั้นถ้าลูกโตขึ้นลูกต้องเคารพและรักธรรมชาติให้เยอะๆ นะลูก
ค่ะแม่… แต่หนูจะรักแม่เยอะๆ มากกว่าธรรมชาติอีกสิบเท่าเลยค่ะแม่…
ซึ่งนั่นคือประโยคส่งท้ายก่อนที่ค่ำคืนจะมาเยือน พร้อมกับการสวมกอดของแม่ลูกที่อมยิ้มไปด้วยกัน จนชวนให้ตัวเองนึกถึงความอบอุ่นเมื่อครั้งที่เคยสวมกอดแม่เช่นนี้ในเวลาก่อนนอน และพลางให้นึกทบทวนถึงเรื่องราวมากมายระหว่างคนเรากับธรรมชาติ หรือระหว่างแม่กับลูก ซึ่ง (เพิ่ง) ค้นพบว่า ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงและลึกซึ้งถึงกัน อยู่ที่เราจะแสดงออกและตอบแทนกับความยิ่งใหญ่ของ “ธรรมชาติและความเป็นแม่” อย่างไร? ระหว่างที่มีชีวิตอยู่… หรือเราจะรอให้มันสายเกินไปในวันที่ไม่อาจหวนคืน!
THE ORIENT [SINCE 1981] รสชาติและเสน่ห์ที่ไม่เสื่อมคลาย
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ในนิตยสาร M SOCIETY ฉบับเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2554
จากรสชาติอาหารสไตล์ Thai Bistro ที่สร้างความประทับใจให้หลายครอบครัวมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2524 ในย่านสุขุมวิท 49
วันนี้ “THE ORIENT [SINCE 1981]” ได้เปิดต้อนรับความคุ้นเคยเหล่านั้นอีกครั้ง บนแหล่งรวมความสุขของผู้คนอย่างเช่นทองหล่อ พร้อมกับรูปแบบการตกแต่งร้านแนว modern oriental style ที่เน้นบรรยากาศอันร่วมสมัย แต่คงไว้ซึ่งความอบอุ่น รวมถึงรสชาติความอร่อยที่ไม่เปลี่ยนแปลง
โดยยังคงมีเมนูที่น่าชวนลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็น “เมี่ยงกุ้ง” อาหารเรียกน้ำย่อยที่รับประทานคู่กับผักสดได้อย่างอร่อยลิ้นแบบพอดีคำ “อุ๊กไก่ หมั่นโถว” เมนูเด็ดประจำร้าน ซึงเป็นแกงเนื้อไก่ (ส่วนสะโพกติดน่อง) ที่เข้มข้นด้วยรสชาติของเครื่องแกงโขลกแบบฉบับภาคเหนือ โดยเสิร์ฟพร้อมกับหมั่นโถวทอดร้อนๆ แบบกรอบนอกนุ่มใน ซึ่งเชื่อว่า แค่คำแรกที่ได้รู้จักก็อาจทำให้หลงรักเมนูนี้ได้ไม่ยาก ลำดับต่อมาคือ “ยำขมิ้นขาว” ยำสูตรเฉพาะของดิ โอเรียนท์ ซึ่งเป็นเมนูใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักชิมที่ชื่นชอบรสชาติจัดจ้านจากบรรดาสมุนไพรไทยหลากชนิด โดยเฉพาะขมิ้นขาว ที่นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังได้รับคุณค่าทางโภชนาการแบบเต็มๆ อีกด้วย
และไม่ใช่มีแค่เพียงอาหารเหล่านี้เท่านั้น แต่ที่ ดิ โอเรียนท์ ยังคงมีอาหารไทยอีกนานาชนิด กว่า 200 เมนู เช่น ข้าวผัดเห็ดกรอบ ข้าวหน้าไก่หม้อดิน บะหมี่ซี่โครงหมู หมี่กรอบวังหลัง หรือแม้กระทั่ง ข้าวซอยไก่ จึงเรียกได้ว่า มาที่นี่ที่เดียว ก็อร่อยครบความต้องการของทุกคนในครอบครัวแล้ว
THE ORIENT [SINCE 1981] อาคาร Somerset 115 สุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
เปิดบริการ วันจันทร์-วันพฤหัสฯ 11.00-23.00 น. วันศุกร์ 11.00-24.00 น. วันเสาร์ 10.30-24.00 น. วันอาทิตย์ 10.30-23.00 น.
โทร. 0-2381- 6667 http://www.facebook.com/theorient
การออกแบบที่มิตรของ พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ภาพ: ก้องกานต์ สุจิระสิงหะกุล ตีพิมพ์ในนิตยสาร M SOCIETY ฉบับเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2554
นอกจากบทบาทการเป็นพิธีกรและดีเจหนุ่มอารมณ์ดีที่ทำให้ใครหลายคนประทับใจแล้ว วันนี้ชื่อของ “ท็อป” หรือ “ พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร” ยังได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้ง ทั้งในฐานะของนักออกแบบ รวมถึงการเปิดตัวของ “Eco Shop” ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นความท้าทายทั้งในเรื่องของความฝันส่วนตัวและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย
โดย คุณท็อป พิพัฒน์ ได้ร่วมถ่ายทอดถึงความคิดและแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการทำงานในครั้งนี้ว่า
“จุดเริ่มต้นของ Eco Shop นั้น คงต้องบอกว่า มีหลายเหตุผลรวมกันครับ โดยข้อแรกคือ มันเป็นความใฝ่ฝันครับ ซึ่งการออกแบบคือสิ่งที่ผมรักและเรียนจบมาโดยตรงตั้งแต่สมัยปริญญาตรี แต่ก็มีอันต้องหยุดพักเอาไว้ก่อน เมื่อชีวิตเข้าสู่วงการบันเทิง จนกระทั่งมีโอกาสได้เรียนต่อในระดับปริญญาโทอีกครั้งทางด้านการตลาด (เพื่อต่อยอดความฝันที่อยากจะมีร้านขายงานออกแบบโดยเฉพาะ) โดยช่วงที่ต้องทำวิทยานิพนธ์ก็มีโอกาสได้ไปดูหนัง An Inconvenient Truth ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญมาก จึงเอาประเด็นนี้กลับมาทำวิทยานิพนธ์ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อมครับ
แล้วประเด็นต่อจากนั้นก็คือ การมีโอกาสได้เป็นนักออกแบบให้กับ สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) คือทำโครงการเปลี่ยนขยะให้เป็นทอง และได้รวมกลุ่มกับ ดร.สิงห์ อินทรชูโต ออกแบบโคมไฟที่ชื่อว่า ‘ฟริปแลมป์’ โดยทำมาจากเศษด้ายสายคล้องผ้าม่าน ซึ่งเมือเจ้าของโรงงานเขาเห็น เขาก็รู้สึกชอบมาก แต่คำถามต่อมาก็คือ แล้วเราจะขายอย่างไร เพราะในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ไม่มีร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมเลย
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ก่อนหน้านี้เราเห็นเวทีการประกวดเยอะมาก แต่ถ้าเราอยากซื้อของหรืออยากเห็นการพัฒนาของเขา เราจะไปดูได้จากที่ไหน มันเกิดเป็นคำถามชิ้นใหญ่สำหรับวงการออกแบบเลยทีเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมตอบกระตุ้นกับตัวเองว่า เอาล่ะ! เรามาทำตามความฝันดีกว่า เรายังไม่เคยเห็นเลยว่ามีร้านขายงานดีไซน์เพื่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ และหวังว่า ที่แห่งนี้จะทำให้งานออกแบบอีกหลายชิ้นของนักออกแบบรุ่นใหม่ มีเวทีสำหรับการทดลองตลาดได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของการประกวดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป”
และแม้ในความเป็นจริง ร้าน Eco Shop ของคุณท็อปจะมีข้อจำกัดในเรื่องของทุนอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีจุดเด่นอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจสำหรับความพยายามครั้งสำคัญนี้
“ถ้าในแง่ของการทำธุรกิจ การทำร้านที่เน้นขายงานดีไซน์เพียงอย่างเดียว ผมคงไม่อาจจะไปแข่งกับร้านขายงานดีไซน์ที่มีอยู่ทั่วไปได้ เพราะเรามีทุนไม่หนาพอ ซึ่งมีปัจจัยทั้งในเรื่องของการนำเข้า ภาษี ราคาสินค้าอะไรทำนองนี้ ก็เลยคิดว่าเอาล่ะ “Eco Shop” ตรงนี้น่าจะเป็นช่องเล็กๆ ทำให้เราโดดเด่นได้ เพราะเราเป็นที่แรกในเรื่องของการขายงานดีไซน์เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือถ้าจะให้พูดแบบง่ายๆ ก็คือ เราน่าจะเป็นจิ๊กโก๋ในซอยได้ เพราะมันอาจจะไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่มาก เราเป็นแค่จิ๊กโก๋ในซอยเราก็รู้สึกดีแล้ว ก็เลยเจาะไปที่กลุ่มเล็กๆ ของเรา จนกลายเป็น Eco Shop ซึ่งเป็นเวทีขายงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งแรกในเมืองไทย และผมก็มีความภูมิใจว่า นี่คือร้านที่เป็นเวทีสำหรับนักออกแบบโดยเฉพาะ ถ้าคุณมีงานที่น่าสนใจ และไม่ว่าจะคุณจะเป็นใคร มีกี่ชิ้น จะ 1 ชิ้น 2 ชิ้นก็ได้ทั้งนั้น หากมันสามารถผลิตแล้วใช้ได้จริงๆ ที่ Eco Shop ยินดีเสมอครับ”
เพราะความสำเร็จย่อมต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ คุณท็อปรู้สึกอย่างไรกับการเริ่มต้นที่เกิดขึ้น
“ค่อนข้างน่าพอใจมากครับสำหรับการเริ่มต้น เราอยากจะประสบความสำเร็จในเรื่องของการทำให้คนรู้จัก Eco Shop ว่าที่นี่ทำอะไรได้บ้าง ให้คนรู้จักงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมว่ามันเป็นอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้คนจะรู้จักว่า มันต้องเป็นสิ่งของจากธรรมชาติเท่านั้น แต่จริงๆ มันก็มีอีกหลายๆ อย่างที่เราสามารถที่จะทำเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ ถ้าพูดถึงในแง่การที่จะให้คนหันมาใส่ใจ ผมว่าตอนนี้สอบผ่านแล้วครับ
และนับว่าผมโชคดีเช่นกันที่ได้อยู่ในวงการบันเทิงและรู้สึกดีใจที่ได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องสื่อมวลชนทั้งหลาย ทำให้คนรู้จักได้เร็วมากขึ้น เร็วกว่าที่เราคาดคิดไว้เยอะเลย
แต่ถ้าถามว่าในแง่ของยอดขาย ตอนนี้ยังไม่ได้กำไรมากสักเท่าไร อย่างหนึ่งเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ตั้งราคาสูงเท่าไร ถ้าผมตั้งราคาสูง คนจะรู้สึกคิดเยอะในการซื้อสินค้า กว่าเราจะขายได้แต่ละชิ้นมันจะยาก สิ่งที่ผมต้องการคือให้เขาซื้อไปและลองใช้ จากนั้นกลับบอกเราว่าเป็นอย่างไร แล้วพอของมันขายได้คนที่เป็นนักออกแบบไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ เขาก็จะพัฒนาของเขา เพราะว่ามันขายได้ มันไปกระตุ้นเขา เราก็จะได้ของใหม่ๆ มา มีการพัฒนาสินค้ามากขึ้นตาม แค่นี้แหละความต้องการเล็กๆ ของผม”
จากการที่ได้ทำ Eco Shop มีประเด็นหรือเรื่องพิเศษที่น่าสนใจอะไรบ้าง
“เรื่องราวของสินค้ามีทุกชิ้นเลย บางชิ้นก็ได้จากต่างประเทศ ล่าสุดไปหลวงพระบาง มีคุณป้าคนหนึ่งทำตุ๊กตาทำมือจากผ้า แล้วตลาดในหลวงพระบางจะเป็นตลาดที่ของคล้ายๆ กันหมด แต่คุณป้าคนนี้เย็บตุ๊กตาทำมือ เป็นตุ๊กตาสัตว์หน้าตาประหลาดๆ 2 หัว คือแกทำตามจินตนาการ โดยผลิตจากผ้าตัดใหม่ ซึงแม้ไม่ได้ผลิตจากเศษผ้า แต่เรารู้สึกว่า มันยังอยู่ในแนวทางของ Eco Shop เพราะเราตั้งใจว่านอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ถ้าเราได้ช่วยเหลือคน ช่วยเหลือชุมชนด้วย มันน่าจะเป็นสิ่งที่ดี
นอกจากนี้ ยังมีงานของกลุ่มแม่บ้านที่กลางวันส่วนใหญ่ลูกหลานออกไปเรียน และก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก พอลูกหลานกลับมาก็ต้องออกไปหาเงินโดยการขายพวงมาลัยตามถนน กลุ่มนี้ก็เลยตั้งกลุ่มขึ้นมาชื่อว่า Friend International ผลิตสินค้าเพื่อที่จะทำให้มีรายได้และลูกหลานก็ไม่ต้องออกไปขายพวงมาลัยหรือทำงานตามท้องถนน สิ่งที่เขาทำขึ้นมาก็คือสร้อยคอ ที่ผลิตมาจากกระดาษหนังสือนิตยสาร เขาตัดมาเป็นเส้นเล็กๆ แล้วก็ม้วนกลมๆ ทำเป็นเครื่องประดับ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ หรือว่าเอากล่องขนมมาพับติดคลิปหนีบกระดาษแล้วมาทำเป็นสร้อยคอ ก็ล้วนทำออกมาได้น่าสนใจทั้งหมดครับ”
ก้าวต่อไปของ Eco Shop
“ผมตั้งใจว่า Eco Shop จะเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็หมายรวมถึงเรื่องของการจัดการคนด้วย
เรามีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้อย่าง ดร.สิงห์ อินทรชูโต และอีกคนที่ขาดไม่ได้คือ คุณจ๋า วีรนุช ตันชูเกียรติ ซึ่งตอนนี้เรากำลังจัดตั้งบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านนี้โดยเฉพาะ ก็เลยคิดว่าต่อไปเราจะทำให้ครบวงจร ภายใต้คนคอนเซ็ปต์ที่ทำเพื่อคนและสิ่งแวดล้อม”
ถ้ามองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จที่ทำให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้คืออะไร
“ในความรู้สึกของผม คือครอบครัวครับ ซึ่งผมโชคดีมากที่ชีวิตได้อยู่กับพ่อแม่มาโดยตลอด จึงทำให้เรามีเวลาอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น ยิ่งโดยเฉพาะกับแม่ด้วยแล้ว ท่านมีอิทธิพลต่อชีวิตผมมากๆ เพราะไม่ว่าเรื่องอะไร ทั้งสุขและทุกข์ แม่จะคอยอยู่เคียงข้างเสมอ โดยท่านให้ทั้งความคิด กำลังใจ รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดี แม่ไม่เคยห้ามในเรื่องที่ผมชอบ ยกเว้นเรื่องนั้นมันเป็นสิ่งที่เสี่ยงเกินไป เช่น ยาเสพติด หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อน
และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ผมพยายามใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มันมีคุณค่าและคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะกับพ่อแม่ เพราะเราไม่รู้ว่า พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ชีวิตมันสั้นและเปราะบางมาก ผมไม่อยากมานั่งนึกเสียดายในเวลาที่มันสายไป อยากจะกอด อยากจะบอกรัก อยากจะทำสิ่งดีๆ ให้กัน ก็ขอให้เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ มันเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับการมีชีวิตอยู่ร่วมกันครับ”
…
ECOSHOP outlet: 1fl. Digital Gateway Building,
Siam Square, Rama I Road, Pathumwan, Bangkok 10330, Thailand
Opens daily
Mon – Thu11.00am – 9.00pm
Fri – Sun10.00am – 9.00pm
“กิจการเพื่อสังคม (และสิ่งแวดล้อม)” แม่แบบแห่งการสร้างสรรค์โลก
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ในนิตยสาร M SOCIETY ฉบับเดือน กรกฎาคม-กรกฎาคม 2554
“ทรัพยากรในโลกมีเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนที่มีความโลภเพียงคนเดียว”
นั่นคือถ้อยคำของมหาตมะ คานธี ที่กล่าวถึงความจริงที่โลกเรากำลังเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันชัดเจนและนานพอที่จะกล่าวได้ว่า “ใกล้อวสาน” ท่ามกลางความโลภที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยถ้าหากมองย้อนกลับไปถึงสาเหตุหรือภาพรวมสำคัญ ส่วนหนึ่งย่อมมีผลมาจากการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ซึ่งมุ่งเน้นถึงการแสวงหากำไรสูงสุดโดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติสภาพแวดล้อมและสังคม ในขณะที่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็น “ต้นทุน” ที่เปราะบางต่อเรียกคืน การกลับมาทบทวนถึงบทบาทของคนเราในการใส่ใจธรรมชาติและสังคมร่วมกัน จึงเป็นทางเลือกที่อาจต่อลมหายใจของโลกเราให้กลับมาสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น อันเป็นที่มาของการเกิดรูปแบบธุรกิจที่ตระหนักถึงความสำคัญของต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังให้เกิดการสร้างสมดุลระหว่างการได้รับผลตอบแทนทางธุรกิจ และการช่วยเหลือสังคมอย่างมีคุณธรรม ซึ่งเรียกรูปแบบธุรกิจว่า “Social Enterprise” หรือ “กิจการเพื่อสังคม” นั่นเอง
โดยในหลายปีที่ผ่านมา “กิจการเพื่อสังคม” นั้นได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก และหลายคนได้ตีความไปตามความเข้าใจแตกต่างกันออกไป ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า กิจการเพื่อสังคม คือการประกอบธุรกิจที่ไม่หวังผลกำไร กล่าวคือ กำไรที่เกิดขึ้นนั้นจะถูกส่งคืนให้กับสังคมในรูปแบบของกิจกรรมเพื่อสังคมหรือการสร้างงานให้กับคนยากไร้ แต่จริงๆ แล้ว การเป็นกิจการเพื่อสังคมนั้นนับรวมตั้งแต่การนำนวัตกรรมใหม่ๆ อันหลากหลายมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้นและส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกันธุรกิจเพื่อสังคมนั้นต้องรับภาระมากกว่า เนื่องจากต้องผสมผสานคุณค่าทางสังคมในหลายด้าน (สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐศาสตร์) และต้องพยายามยืนหยัดอยู่ในวงการธุรกิจที่ถูกขับเคลื่อนโดยผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมไม่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ ผลกำไรที่ต่ำ ซึ่งทำให้การทำธุรกิจเพื่อสังคมมีแนวทางที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด สำหรับกิจการเพื่อสังคมนั้น จะอาศัยการดำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก Triple Bottom Line คือ การสร้างผลตอบแทนให้แก่สังคมและชุมชน (social) การรักษาสิ่งแวดล้อม (environment) และการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรอย่างเป็นธรรม (economic) โดยสามแกนหลักนี้เป็นแนวทางพื้นฐานสำคัญในการทำธุรกิจเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ทั้งนี้ธุรกิจที่หวังผลกำไรและไม่หวังผลกำไรนั้นสามารถสร้างคุณค่าต่างๆ ให้แก่สังคมมากกว่าที่ข้อบทกฎหมายกำหนดไว้ อาทิ การสร้างงาน การจ่ายภาษี การขายสินค้า และบริการแก่ผู้บริโภค ขณะเดียวกันธุรกิจก็ยังสามารถสร้างผลกระทบด้านลบแก่สิ่งแวดล้อมด้วย เช่น การสร้างขยะและมลภาวะ แต่ถ้าธุรกิจเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไร? หากธุรกิจสามารถทำธุรกิจบนพื้นฐานการตอบแทนแก่สังคม โดยสามารถเลือกลงทุนในธุรกิจที่ช่วยชีวิตคนได้มากกวาธุรกิจอื่นๆ ไม่ลงทุนในธุรกิจที่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และด้วยการที่ธุรกิจสามารถระดม “ทุนทางสังคม” (social capital) เพื่อนำมาลงทุนสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งไม่ได้มีกำไรเป็นแรงจูงใจแต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ธุรกิจสามารถรุกเข้าสู่ตลาดใหม่และสามารถขยายธุรกิจหลักได้พร้อมๆ กับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและธรรมชาติให้ดีขึ้นด้วย และด้วยลักษณะของกิจการเพื่อสังคม ซึ่งเป็นการประสานความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและผลตอบแทนในด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและผลตอบแทนทางการเงิน โดยตัวของผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการ (social entrepreneur) เอง มีความสนใจที่จะสร้างผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการของธุรกิจและใช้คุณธรรมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างการทำธุรกิจและการทำเพื่อสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ เช่น การทำธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข และธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น รวมถึงมีการตั้งเป้าหมายหลักของธุรกิจเพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคม/สิ่งแวดล้อมอย่างมีนวัตกรรม (Innovation) และธุรกิจนั้นสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมกับการเจริญเติบโตมีกำไรเหมือนองค์กรธุรกิจทั่วไป กิจการเพื่อสังคม จึงเป็นการนำโมเดลธุรกิจมาใช้กับเป้าหมายทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อม เป็นการรวมโมเดลธุรกิจแบบไม่หวังผลกำไร พร้อมกับการทำประโยชน์เพื่อสังคม ร่วมเข้ากับธุรกิจหลักของบริษัท ซึ่งจะทำให้บริษัทไม่เพียงแต่ยังคงสามารถสร้างรายได้ แต่ยังทำความดีกลับคืนสู่สังคม รวมทั้งคืนผลกำไรที่ได้รับกลับคืนสู่ชุมชนที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่ และถ้าจะจำแนกประเภทกิจการเพื่อสังคมนั้น อาจแบ่งได้ตามลักษณะของการประกอบธุรกิจได้ 3 ประเภท คือ ธุรกิจที่เน้นด้านสินค้า ธุรกิจเน้นด้านบริการ และธุรกิจแบบผสม
โดยต่อไปนี้คือตัวอย่างของกิจการเพื่อสังคมในเมืองไทย ที่อาจทำให้ใครหลายคนที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจ หันมาวางแม่แบบสำหรับการสร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และมันคงไม่ใช่เรื่องของโลกอุดมคติอีกต่อไป หากเราเริ่มต้นลงมือทำร่วมกัน
สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม (อาศรมพลังงาน)
ผลิตภัณฑ์ของอาศรมพลังงาน สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม มีทั้งที่เป็นซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ ดังนี้ 1. “ซอฟต์แวร์” อันหมายถึง หลักสูตรการอบรมต่างๆที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่มีอยู่ในอาศรมพลังงาน หลักสูตรการทำเกษตรด้วยถ่าน หลักสูตรค่ายเยาวชน การวางแผนพลังงานระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการจัดกระบวนการเพื่อการศึกษา เรียนรู้ พัฒนา และยกระดับจิตใจ 2. “ฮาร์ดแวร์” มีทั้งสินค้าที่เป็นหนังสือ ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น แชมพูมะกรูดแท้ สบู่ครีมมะขาม แป้งถั่วเขียว น้ำยาล้างจาน ถ่านดูดกลิ่น สเปรย์ไล่ยุง ตะไคร้หอม เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีพลังงาน เช่น เครื่องทำน้ำร้อนจากแสงอาทิตย์ เครื่องบีบสกัดน้ำมันพืช (เครื่องสกรูเพรส) ชุดเตาเผาถ่าน 200 ลิตร เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง เป็นต้น
ผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม: ผลงานของสมาคมที่ผ่านมามีส่วนช่วยชี้นำทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับประเทศ และผลักดันคำว่า “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเป็นสถาบันอบรมเรื่องการจัดการพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานทางเลือก ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ • ทำให้ผู้เข้าอบรมหลายหมื่นคนตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของพลังงาน ผ่านการทดลองทำด้วยตนเอง ปลูกฝังจิตสำนึกอนุรักษ์พลังงานให้แก่เยาวชน ปัจจุบันมีคณะเข้ามาดูงานประมาณ 3,000 คนต่อปี • มีส่วนช่วยวางแผนพลังงานระดับท้องถิ่นให้กับชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ • พัฒนาและทดลองทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อรองรับปัญหาด้านพลังงาน และคิดค้นปรับปรุงนวัตกรรมด้านพลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง เช่น คิดค้นกระบวนการผลิตถ่านจากเศษกิ่งไม้ที่สามารถไล่น้ำมันดิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งออก ทำให้ถ่านที่อาศรมพลังงานเผามีปริมาณน้ำมันดินน้อยกว่าถ่านทั่วไป • ช่วยลดขยะจากการนำของเหลือใช้ไปทดลองผลิตเป็นพลังงานทางเลือก
สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม 135/4 หมู่ 4 ถนนธนะรัชต์ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130โทรศัพท์: (044) 297-621, 08-1660-0377, 08-1689-5045 โทรสาร: (044) 297-621 เว็บไซต์: www.ata.or.th
“BikeXenger” บริการส่งเอกสารและพัสดุด้วยจักรยาน
บริการของ BikeXenger ไม่ได้แก้ไขปัญหาการจราจรและมลพิษโดยตรง แต่เป็นบริการที่ตอบสนองความต้องการส่งเอกสารและพัสดุในสภาพการจราจรที่ติดขัด มีจุดเด่นที่แตกต่างจากการบริการด้วยจักรยานยนต์ดังนี้ 1) การใช้จักรยานส่งเอกสาร และพัสดุ มีความคล่องตัวมากกว่าจักรยานยนต์ในย่านธุรกิจหรือจุดที่มีการจราจรหนาแน่น 2) จักรยานไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องน้ำมัน ไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนหากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น 3) จักรยานไม่ปล่อยมลพิษทางเสียงและอากาศ 4) ค่าดูแลรักษาจักรยานถูกกว่าจักรยานยนต์ 5) การใช้จักรยานสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ให้องค์กรที่เลือกใช้ Green Service 6) สร้างงานให้ผู้รักในการปั่นจักรยาน 7) เป็นการกระตุ้นให้ผู้พบเห็นเกิดความต้องการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน 8) ผู้ที่ใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวัน เมื่อเห็นตัวอย่างการใช้จักรยาน อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใช้จักรยานในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น
ผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม: “1) ด้านสิ่งแวดล้อม – ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ – ลดมลภาวะทางเสียง – ประหยัดพลังงาน 2) ส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นองค์กรสีเขียว 3) เป็นตัวอย่างของการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน 4) เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ผู้ใส่ใจในกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม “
bikexenger 73/26 ซอยวัดราชสิงขร ถนนเจริญกรุง เขตบางคอแหลม 10120 โทรศัพท์: 0869941301 www.bikexenger.com / e-mail: bikexenger@gmail.com
บริษัท ไทยคราฟท์ แฟร์เทรด จำกัด
1. บริการจัดหาตลาดให้กับสินค้าหัตถกรรมของชาวบ้าน เช่น การจัดงานแสดงสินค้า โดยมีเกณฑ์คือ ต้องเป็นสินค้าหัตถกรรมเท่านั้น และต้องตั้งราคาให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคและคุณภาพของสินค้า ซึ่งคุณภาพจะต้องได้มาตรฐาน เช่น ถ้าเป็นเครื่องครัวหรือเครื่องประดับเงิน ต้องมีเลขประทับบ่งชี้ความบริสุทธิ์ของเงิน เป็นต้น 2. คัดสรรผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้านทั่วประเทศ เพื่อเฟ้นหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ซื้อที่เป็นชาวต่างชาติ เช่น สิ่งทอ สิ่งประดิษฐ์ที่ทำจากธรรมชาติ สิ่งประดิษฐ์ที่ทำจากขยะพลาสติก เครื่องครัว เครื่องประดับ และของตกแต่งบ้าน เป็นต้น 3. บริการให้คำปรึกษาด้านการตลาด การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการผลิตให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดย ThaiCraft ไม่ได้เข้าไปตรวจคุณภาพผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น แต่จะประเมินจากกระแสตอบรับของลูกค้าในงาน
ผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม: • ส่งเสริมให้ผู้ผลิตได้มีประสบการณ์ในการจัดนิทรรศการเพื่อขายสินค้า การทำการตลาดด้วยตนเอง โดยที่ไทยคราฟท์จะคอยให้คำปรึกษาอยู่เบื้องหลัง • เป็นตลาดสำคัญทั้งในและนอกประเทศให้กับชุมชนผู้ผลิตหัตถกรรม ที่ผู้ผลิตจะได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมตามหลักแฟร์เทรด ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมเข้าร่วมกว่า 70 กลุ่มจากทั่วประเทศ จากเดิม 25 กลุ่มในปี 2518 • สร้างโอกาสโดยเจาะจงที่จะทำงานร่วมกับผู้ผลิตและแรงงาน เพื่อช่วยให้พ้นจากสภาพความเป็นอยู่ที่เปราะบางไปสู่สภาวะที่มั่นคงและอยู่ได้ด้วยตนเอง • มีส่วนช่วยส่งเสริมค่านิยมและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการค้าที่เป็นธรรม ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
บริษัท ไทยคราฟท์ แฟร์เทรด จำกัด 242 ถนนอาคารสงเคราะห์ สาย 15 แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 โทรศัพท์: 0-2676-0636 โทรสาร: 0-2286-0675 www.thaicraft.org e-mail: stephen@thaicraft.org, suwadee@thaicraft.org
ไข่ไก่อุดมชัยฟาร์ม
ท่ามกลางอุตสาหกรรมไข่ไก่ที่สร้างค่านิยมการผลิตแบบเน้นปริมาณสูงสุดภายในพื้นที่จำกัด โดยไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่ของไก่ และมีการฉีดฮอร์โมน สารเคมี รวมถึงยาปฏิชีวนะต่างๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต อันอาจก่อให้เกิดสารตกค้างมายังผู้บริโภค “อุดมชัยฟาร์ม” ยังคงใช้วิธีการเลี้ยงไก่ด้วยวิถีธรรมชาติ โดยปล่อยไก่เป็นอิสระ และไม่เคยใส่สารเร่งสีแดงให้ไก่กิน แต่ใช้น้ำหมักชีวภาพและสมุนไพรท้องถิ่นแทน ส่งผลให้ไก่ในฟาร์มมีภูมิต้านทานโรคและแข็งแรงมากขึ้น อีกทั้งยังลดจำนวนไก่ลงเพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง และคัดสรรอาหารปลอดสารเคมีให้ไก่กิน เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง ปลาป่น และรำ เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2551 ไข่ชีวภาพของอุดมชัยฟาร์มเริ่มเข้าสู่ระบบตลาดภายใต้แบรนด์ “ปล่อยไก่ อุดมชัยฟาร์ม” พร้อมคำขวัญ “ไข่ไก่ชีวภาพ จากแม่ไก่อารมณ์ดี” และยังคงยึดแนวทางการเลี้ยงไก่ด้วยความเมตตา จัดสภาพแวดล้อมในฟาร์มให้สะอาด ให้อาหารที่มีคุณค่า ทำให้ไก่สามารถผลิตไข่ที่มีคุณภาพมาสู่กลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพและรู้คุณธรรมชาติ
ผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม: เป็นผู้นำตลาดไข่ไก่ชีวภาพในประเทศไทย โดยเลี้ยงไก่ตามวิถีธรรมชาติ ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช้ฮอร์โมนหรือสารเคมีอื่นๆ ใช้น้ำหมักชีวภาพและสมุนไพรไทยในการดูแลสุขภาพไก่ และให้กินอาหารธรรมชาติที่ทางฟาร์มผลิต ทำให้ได้ไข่ไก่ที่มีคุณภาพดี และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค อุดมชัยฟาร์มได้รับรางวัลผู้เชี่ยวชาญดีเด่นด้านเกษตรอินทรีย์ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดมชัยฟาร์มพระพุทธบาทสระบุรี 64 หมู่ 12 ถนนพหลโยธิน ตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี 18120 โทรศัพท์: 08-1319-5690 08-1704-7505 www.ploikai.com e-mail: sutatip_egg@hotmail.com
…
สามารถค้นหาข้อมูลและรายชื่อกิจการเพื่อสังคมอีกมากมายเพิ่มเติมได้ที่:
สำนักงานสร้างเสริมกิจการสังคมแห่งชาติ Thai Social Enterprise Office (TSEO): http://tseo.or.th/
และสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม Corporate Social Responsibility Institute (CSRI) : www.csri.or.th
“อาลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์” เรียนรู้ความสุขด้วยความรัก
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ในนิตยสาร M SOCIETY ฉบับกรกฎาคม-กันยายน 2554
เป็นเวลากว่าสิบปีที่ “อาลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์” ได้สร้างความสุขให้กับผู้คนผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ทั้งในฐานะของนักแสดง นางเอกมิวสิควีดีโอ หรือกระทั่งพิธีกรวัยรุ่น จนก้าวเข้าสู่บทบาทที่เติบโตขึ้นอย่างเต็มตัวของการเป็นผู้ประกาศข่าวซึ่งได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของเมืองไทย จากบุคลิกที่ชัดเจนในการใช้ภาษาและความเป็นธรรมชาติในการสื่อสาร โดยเรื่องราวความสำเร็จที่เกิดขึ้นสำหรับเธอนั้น ล้วนเป็นการเรียนรู้จากโอกาสที่ตัวเองได้รับและพยายามทำมันดีที่สุดในทุกรายละเอียด
คอลัมน์ Venus Attitude ฉบับนี้ เราได้มีโอกาสร่วมสนทนากับคุณอาลิซาเบธ ถึงกระบวนการคิดและวิธีจัดการกับชีวิตให้มีความสุข โดยเธอได้กล่าวถึงแง่มุมต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ต้องบอกตามตรงว่า จริงๆ แล้วแรกเริ่ม ลิซ่าเป็นคนที่ขี้อายมากสำหรับการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นงานด้านพิธีกรหรือการแสดง แม้ใครต่อใครพยายามจะให้ลองเป็นก็จะพยายามบ่ายเบี่ยง แต่จนแล้วจนรอดก็ทำมันจนได้ และต้องยอมรับว่า ในขณะนั้นซึ่งเป็นช่วงวัยรุ่นก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะงานส่วนใหญ่ออกแนวสนุกๆ จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวหรือต้องคิดอะไรมาก จนมาถึงจุดหนึ่งในวันที่อายุมากขึ้น ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่อยากจะทำงานเกี่ยวกับวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว แม้ว่ามันจะมีงานเข้ามาเยอะก็ตาม จึงตัดสินใจขอไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ได้อยู่กับคุณย่าก่อนที่เค้าจะจากเราไปในเวลาต่อมา และเมื่อกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เรื่องของงานพิธีกรและวงการบันเทิง ก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ ในชีวิต เพียงแต่เป็นลักษณะงานที่เติบโตขึ้น ไม่ใช่งานวัยรุ่นอีกต่อไป โดยเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองรักและชอบเป็นพิเศษ คืองานพิธีกร เพราะทำแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องกังวลอะไรมากเป็นพิเศษ และแปลกที่มักจะมีคนคอยให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอสำหรับงานพิธีกร
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีโอกาสดูโทรทัศน์แล้วเห็นงานผู้ประกาศข่าว เออ…แฮะ มันเป็นงานที่มีประเด็นน่าสนใจดี และอยากจะรู้ว่า วุฒิภาวะของเราเหมาะสมพอหรือยังกับการทำงานที่ต้องใช้ไหวพริบและสื่อสารกับสาธารณชน ซึ่งพอคิดเดี๋ยวนั้น ในวันต่อมาก็ลองไปยื่นใบสมัครในทันที ที่ททบ. 5 แล้วก็ได้ทำงานในอีกไม่กี่เดือนต่อมาเช่นกัน ซึ่งถือว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องของจังหวะที่ลงตัวพอดีมากๆ สำหรับการเริ่มต้นเป็นผู้ประกาศข่าว พร้อมกับกระแสตอบรับที่ดีมากจากคนรอบข้าง รวมถึงผู้คนที่ชื่นชมในบทบาทใหม่ที่เราเป็น และนี่คำตอบที่ตัวเองค้นเจอกับโจทย์ของการทำงานในชีวิต”
บทบาทของการเป็นผู้ประกาศข่าวมีความยากง่ายอย่างไรกับสิ่งที่ตัวเองคาดคิดไว้
“แปลกนะ มันไม่ยากอย่างที่เราคิด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า (หาก) เราทำงานด้วยความเป็นตัวของตัวเองและเข้าใจในสิ่งที่เราพูด ทุกอย่างก็ย่อมเป็นธรรมชาติและสนุกในการสื่อสาร และนับเป็นความโชคดีที่ทางสถานีไม่เคยกำหนดสไตล์ว่าต้องเป็นแบบไหน ไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึมอะไรเลย หน้าที่ของเราคือทำให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง แต่สิ่งที่ตัวเองคาดหวังเป็นพิเศษก็คือ ทำอย่างไรให้คนดู อยากดู อยากฟังเนื้อหาจากเรามากกว่า ซึ่งถ้าให้มองย้อนกลับไป เราก็แค่คิดว่า แค่มีชื่อ “อลิซาเบธ แซดเลอร์” ปรากฏในหน้าจอตอนท้ายข่าว แค่นั้นก็พอใจแล้วกับการมีผู้ประกาศข่าวที่ชื่อ-นามสกุลเป็นฝรั่งแต่กลับพูดอ่านภาษาไทยได้อย่างชัดเจน และพยายามเป็นอย่างมากที่สื่อสารด้วยการพูดไทยแทบทุกคำ ไม่ใช่พูดไทยคำอังกฤษคำ เพราะเรากำลังอ่านข่าวให้คนไทยฟังอยู่นะ และนั่นคือความภูมิใจกับการทำหน้าที่ของเรา”
นอกจากงานผู้ประกาศข่าวแล้ว ยังมีด้านอื่นๆ ที่ทำแล้วมีความสุข
“งานที่นอกเหนือจากการเป็นผู้ประกาศข่าว ก็ยังคงวนเวียนในเรื่องของการพูดและใช้เสียง ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร หรืออ่านบทโฆษณาต่างๆ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แต่ในอนาคตสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าเอาไว้ก็คงจะเป็นในเรื่องของธุรกิจส่วนตัวมากขึ้น เพราะรู้สึกชอบและมีแรงบันดาลใจจากตัวอย่างของคุณพ่อที่ท่านลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นจนประสบความสำเร็จ ซึ่งก็คงเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนืองกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ จากการที่เราใช้เสียงนี่แหละ หรือไม่ก็อาจเป็นเรื่องของอีคอมเมิร์ซตามที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมาค่ะ”
บนเส้นทางการทำงาน อาจมีบ้างสำหรับการเจออุปสรรค คุณลิซ่ามีวิธีคิดหรือจัดการอย่างไรกับสิ่งนี้
“มันขึ้นอยู่กับว่าอุปสรรคหรือปัญหานั้น มันกระทบกับเราแค่ไหน ถ้ามันเกิดจากการให้ร้ายของคนอื่น ลิซ่าก็มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญจนเกินไปนัก ยิ่งถ้ารู้ว่าปัญหามันมาจากแหล่งไหนก็จะพยายามหลีกเลี่ยงหรือไม่เข้าไปยุ่งด้วย เพราะตัวเองไม่ชอบมีเรื่องกับใคร อยากมีชีวิตสงบๆ มีความสุขกับการทำงาน หรือถ้าคิดแบบยาวๆ สำหรับการใช้ชีวิต ก็จะนึกถึงตอนแก่ว่า เราแค่อยากมีใครสักคน มีความมั่นคงที่เลี้ยงตัวเองได้ก็พอใจแล้ว เพราะฉะนั้นระหว่างทางของชีวิต เราไม่จำเป็นต้องต่อสู้หรือแย่งชิงกับใครเพื่อไปถึงจุดที่สูงสุด เราแค่ทำงานที่ตัวเองรัก ใช้แต่ละนาทีให้คุ้มค่ากับโอกาสที่ได้รับ เพราะฉะนั้นแต่ละวันลิซ่าจึงคิดแค่เรื่องของการพัฒนางาน พัฒนารายการให้มีดีขึ้น ซึ่งแค่นี้มันก็มากพอแล้วที่จะลืมกับเรื่องไร้สาระจากภายนอก และก้าวข้ามมันไปด้วยการมีสติ”
อะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราเป็นเช่นนี้
“ความรักจากครอบครัวค่ะ ลิซ่าได้รับความอบอุ่น ความผูกพัน ความห่วงใย และความปรารถนาดีจากพ่อแม่ น้องสาว ตลอดจนญาติพี่น้อง จนไม่รู้สึกว่า ตัวเองต้องโหยหาความรักให้วุ่นวาย แถมเรายังมีความรักดีๆ อีกมากมายที่พร้อมจะแบ่งปันให้กับเพื่อนให้กับคนรอบข้าง
โดยเฉพาะกับคุณแม่ด้วยแล้ว ลิซ่ามีความรู้สึกรักและผูกพันเป็นพิเศษ เพราะแม่คอยดูแลเรามาโดยตลอด อย่างเช่นทุกวันนี้ คุณแม่ยังคงทำอาหาร หรือทำข้าวกล่องให้ลิซ่าได้รับประทานเวลาไปที่ทำงานอยู่เสมอ และจะเป็นปลื้มเสมอเวลามีคนคอยบอกว่า โชคดีจังที่มีแม่คอยเอาใจใส่ตลอด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจที่เรายังคงได้อยู่กับครอบครัว อยู่กับพ่อแม่ภายใต้หลังคาเดียวกัน เพราะต้องยอมรับว่า เมื่อถึงวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไปในสักวัน และมันคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากเราจะไม่รักษาช่วงเวลาเหล่านี้ไว้ในความทรงจำ
และสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีกำลังใจในทุกๆ วันนี้ ก็คือ “การกอด” มันทำให้เรามีพลังพิเศษจริงๆ ค่ะ”
จากประสบการณ์การเป็นผู้ประกาศข่าว คุณลิซ่ามองเห็นความเป็นไปของสังคมและบทบาทของครอบครัวอย่างไร
“สิ่งที่น่ากลัวของสังคมเราตอนนี้ คือการสื่อสารและความคาดหวังภายในครอบครัว เช่นผู้ใหญ่บางคนที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดคุยเวลาที่เกิดปัญหา เน้นไปที่การต่อว่ามากกว่าการป้องกันหรือแก้ไข และมักจะยอมรับไม่ได้กับความผิดหวังที่ลูกพลั้งพลาด ทางออกของลูกจึงไม่ใช่ความเข้าใจจากบ้าน แต่เป็นการระบายอารมณ์กับโลกภายนอก
ชีวิตใต้หลังคาเดียวกันหากเป็นอะไรที่ไม่ค่อยสื่อสารกัน ลูกอยู่หน้าคอม พ่อนั่งกินเหล้าอยู่กับเพื่อน แม่นอนดูละครอยู่อย่างนั้น… ซึ่งถ้าสังคมเรายังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องแบบนี้ คงเป็นเรื่องยากที่จะมาพูดถึงการเข้าใจกันระหว่างคนในสังคม เพราะฉะนั้นสังคมจะดีได้ต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวค่ะ”
“ศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม ภาพสะท้อนแห่งการบริโภค”
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ในนิตยสาร M SOCIETY ฉบับเดือน กรกฎาคม-กรกฎาคม 2554
นอกจากงานศิลปะจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรื่นรมย์ของการมีชีวิตแล้ว อีกด้านหนึ่งก็เหมือนเป็นภาพสะท้อนทางความคิดที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย โดยมีไม่น้อยที่ศิลปินผู้สร้างผลงานไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความสวยงามใดๆ แต่กลับนำเสนอในแง่มุมอีกด้านที่หลายคนอาจหลงลืม เพื่อกระตุ้นให้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ที่กำลังปรากฏอยู่ เช่น งานภาพถ่ายด้านสิ่งแวดล้อมของ ศิลปินคริส จอร์แดน ( Chris Jordan) ผู้ซึ่งยืนหยัดตัวเองด้วยการนำเสนองานศิลปะแนวทางนี้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผลงานชุด Running the Numbers: An American Self-Portrait และ Portraits of global mass culture รวมถึงผลงานชุด Midway: Message from the Gyre ซึ่งผลงานทั้งหมดล้วนเป็นที่กล่าวขวัญของบรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในรอบหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการนำเสนอภาพถ่ายที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการบริโภคของคนเรา อันแฝงไว้ด้วยข้อมูลและสถิติการบริโภคที่น่าตกใจไม่น้อย
Cans Seurat, 2007 60×92″
Depicts 106,000 aluminum cans, the number used in the US every thirty seconds.
Barbie Dolls, 2008 60×80″
Depicts 32,000 Barbies, equal to the number of elective breast augmentation surgeries performed monthly in the US in 2006.
โดยคริสมองว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้เกิดจากการที่พวกเราต่างร่วมกันสร้างขึ้นมา แบบคนละไม้คนละมือโดยไม่รู้ตัว ผลกระทบเล็กๆ ที่เราก่อทิ้งไว้นั้น ไม่มีใครคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โต แต่เมื่อมันถูกนำไปรวมกับผลกระทบเล็กๆ จากมือหลายๆ คน สุดท้ายมันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน
Venus, 2011 60×103″ in one panel, and 8×13 feet in three panels
Depicts 240,000 plastic bags, equal to the estimated number of plastic bags consumed around the world every ten seconds.
ข้อมูลบางอย่างเช่น คนอเมริกันใช้ถุงพลาสติก 60,000 ใบทุก 5 วินาที ถึงจะฟังดูน่าตกใจ แต่มันก็เป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษที่ยากจะจินตนาการตามว่ามันมากมายอย่างไร คริสก็เลยเปลี่ยนตัวเลขเหล่านั้นให้เป็นภาพถ่ายขนาดใหญ่ยักษ์ ให้เห็นกันไปเลยว่าถุงพลาสติก 60,000 ใบนั้น มันเยอะแค่ไหน! ดูแล้วไม่ฉุกคิดก็ให้มันรู้ไป! โดยความน่าสนใจของการชมผลงานชุดนี้ คือการมองจากภาพรวมมุมกว้างแล้วค่อยๆ บีบแคบไปที่รายละเอียดที่เล็กที่สุด เราก็จะเห็นได้ว่า มีอะไรซ่อนอยู่ในภาพเหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อมูลสถิติที่ชวนให้ตะลึงต่อการบริโภคทรัพยากรร่วมกัน และบางครั้งก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เราก็คือหนึ่งในตัวการของผลกระทบที่เกิดขึ้นเช่นกัน
อีกด้านหนึ่งของผลงานภาพถ่ายชุด Midway: Message from the Gyre ถือเป็นผลงานภาพถ่ายแนวดิบๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้า นั่นคือ ซากนกกับบรรดาชิ้นส่วนขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ อย่างเช่น ฝาขวดน้ำพลาสติกหรือกระทั่งไฟแช็ค จะเป็นสาเหตุในการคร่าชีวิตสัตว์เหล่านี้ ซึ่งแม้จะเป็นภาพถ่ายที่ดูโหดร้ายไปสักนิด แต่นี่ก็คือความจริงที่ควรรับรู้ว่า ความมักง่ายของคนเราสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เพียงใด
และนี่กระมัง… ทีอาจทำให้เราหวนนึกถึงคำว่า “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” ว่ามันเป็นสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่จริง!
รับชมผลงานเพิ่มเติมของคริส จอร์แดนได้ที่ www.chrisjordan.com
“ธรรมยาตรา” เดินไปด้วยกันกับธรรมชาติ
เรื่อง: โอ๋ อิ่มเอม ตีพิมพ์ในนิตยสาร M SOCIETY ฉบับเดือน กรกฎาคม-กรกฎาคม 2554
เป็นเวลากว่าสิบปีมาแล้ว ที่การเดิน “ธรรมยาตรา” ได้เริ่มต้นและจารึกรอยเท้าอันยาวไกลให้หลายคนได้เรียนรู้ถึงวิถีแห่งการเดิน…ที่เป็นมากกว่าการย่างก้าวไปข้างหน้า
โดยหากย้อนกลับไปถึงก้าวแรก ธรรมยาตราในเมืองไทยนั้น ได้เริ่มต้นจากกลุ่มคนเล็กๆ ภายใต้การนำของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ในรูปแบบของการเดินทางไกลด้วยเท้าไปตามหมู่บ้านต่างๆ ตามลำน้ำปะทาว บนเทือกเขาภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ เป็นช่วงเวลา ๘ วัน ๗ คืน โดยมีจุดมุ่งหมายทั้งในด้านของศาสนธรรม การอนุรักษ์และวิถีเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นให้ผู้คนได้ตระหนักถึงศักยภาพของตนที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมดี โดยเริ่มต้นได้ง่าย หลายรูปแบบ จากตัวเราเอง สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่แนวทางในการตื่นตัวสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมอย่างเปิดกว้างได้หลายวิธี ทั้งในชุมชนท้องถิ่น ชุมชนเมือง ควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้สึกนึกคิดจิตใจของผู้คน ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามให้เกิดขึ้นได้จริง
จวบจนวันนี้ เรื่องของธรรมยาตราได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมายในการเดินไปด้วยกันกับธรรมชาติ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก วันแล้ววันเล่า จนสู่ธรรมยาตราครั้งล่าสุด ภายใต้ชื่อ “ศรัทธาแห่งสายน้ำ จากขุนเขาน้ำแม่ปิง สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา” จากการนำขบวนของ “คุณนิคม พุทธา” ผู้ซึ่งคนในวงการสิ่งแวดล้อมต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเดินทางวิถีธรรมยาตรามาอย่างยาวนาน ซึ่งคุณนิคมได้กล่าวถึงสาระสำคัญของธรรมยาตราในครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยการอาศัย “น้ำ” น้ำ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยเราแบ่งพื้นที่เป็น 25 ลุ่มน้ำ การที่ยังคงมีน้ำ อยู่ทั้งน้ำใต้ดิน และน้ำที่ไหลตามผิวดิน รวมทั้งแม่น้ำต่างๆ ตลอดถึงความชื้นในอากาศ ก็ด้วยอาศัยปริมาณน้ำฝน พื้นที่ป่าทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ และการที่จะมีน้ำได้ทั้งคุณภาพและปริมาณอย่างเหมาะสมและเพียงพอสำหรับการใช้ประโยชน์ให้กับทุกคนในประเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการรักษาปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น พื้นที่ป่า และการจัดการน้ำในรูปแบบที่เป็นธรรมและยั่งยืน
แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ของสายน้ำที่เกิดจากการไหลมารวมกัน ตั้งแต่ปิง วัง ยม และน่าน ในพื้นที่ป่าภูเขาสูงทางภาคเหนือ แต่ปัจจุบันพบว่าพื้นที่ป่าภูเขาสูงทางภาคเหนือ บางส่วนได้ถูกบุกรุกทำลายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สูญเสียศักยภาพในการกักเก็บน้ำ และทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ปัญหาน้ำท่วม ดินถล่ม และความแห้งแล้ง รวมไปถึงปัญหาการขัดแย้งที่เกิดจากการจัดการน้ำ การใช้น้ำร่วมกัน ทั้งในระดับชุมชนท้องถิ่น อุตสาหกรรม และความขัดแย้งทางโครงสร้างนโยบาย เป็นต้น
เรามิอาจที่จะนิ่งดูดาย เมื่อเกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการที่แม่น้ำถูกบุกรุกทำลาย จนส่งผลกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน และสรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลายในระบบนิเวศน์
ในท่ามกลางการดำรงชีวิตอยู่ของเรา ทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต นับวันว่าจะห่างไกลจากธรรมชาติ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนเรากับธรรมชาติ ก็ขาดหายไป รวมไปถึงการให้คุณค่าและความหมายของจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์เอง ก็นับวันจะห่างหายไปด้วยเช่นกัน
การเดินธรรมยาตรา จากขุนเขาน้ำแม่ปิง สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ครั้งนี้ จึงเป็นการเดินด้วยศรัทธาของคนกลุ่มหนึ่งที่มีต่อธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติกำลังถูกทำลาย ผู้คนกลุ่มนี้ ได้ตัดสินใจที่จะเดินบำเพ็ญเพียรตามสายน้ำ เพื่อที่จะน้อมรับฟังความในใจของธรรมชาติที่ส่งผ่านไปกับสายน้ำ และเพื่อที่จะสื่อสารไปยังผู้คนทั้งหลาย ให้รับรู้ถึงความในใจ เป็นการเปิด และฟื้นฟูมิติความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติทางสำนึกและจิตวิญญาณ
ซึ่งในแต่ละวันภาพรวมของการเดินธรรมยาตรานั้น จะเป็นการเดินด้วยความสงบ ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น รับรู้การสัมผัสทุกย่างก้าว ในช่วงเช้าจะมีการเดินสวดมนต์และภาวนา ในส่วนของกลางวันจะสื่อสารพบปะ พูดคุยกับผู้คนระหว่างทาง ในส่วนของตอนเย็นและกลางคืน จะมีการตั้งวงพูดคุย เสวนา รับรู้ รับฟังเรื่องราวสภาพปัญหา ความต้องการต่างๆ ที่เกี่ยวกับป่า และแม่น้ำ รวมไปถึงทรัพยากรอื่นๆ
โดยเราได้มีการพบปะพูดคุยกับชาวบ้านหลายกลุ่มหลายสาขา แต่ที่น่าสนใจมาก คือ พวกกลุ่มเด็กเยาวชนที่เขาต้องเติบใหญ่ขึ้นมาในอนาคตข้างหน้าว่า เขาต้องอยู่กับทรัพยากรในปัจจุบันและส่งผลในอนาคต นี่ก็ทำให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น จากนี้ไปเราก็เลยวางแผนกิจกรรมการเดินธรรมยาตราไว้อีกหลายๆ ที่ เช่น วันที่ 22 -26 ตุลาคม 2554 นี้ จะมีการเดินภาวนาเพื่อป่าอินทนนท์ ตอนนี้มีภิกษุ สามเณรที่เตรียมตัวจะเดินทาง เดินภาวนา เพื่อป่าอินทนนท์ด้วยกันประมาณ 80 กว่ารูป ตอนนี้เรากำลังเปิดรับสมัครอยู่ แล้วก็คาดว่าพอถึงเวลาจริงๆ คนก็อาจประมาณ 200 คน โดยเฉพาะเด็ก ๆ โรงเรียนมัธยม หรือว่าเด็กๆ ชนเผ่า ปกากะญอ ม้ง ลีซู ที่อยู่แถวนั้น และเราอยากจะเชิญชวนให้ผู้คนมาร่วมเดินภาวนาให้ป่าอินทนนท์ด้วยกันนะครับ”
Facebook: ธรรมยาตรา ศรัทธาแห่งสายน้ำ
สะกิดใจ
“ธรรมยาตรา” เป็นกิจกรรมที่ท้าทายตัวเองว่า “เดินไปทำไม” การเดินเป็นการปฏิบัติให้เห็น สัมผัสได้ด้วยตนเองทั้งภายนอกและภายใน ถือเป็นหัวใจของงานธรรมยาตรา ทำให้รู้ว่า “การเดินได้” กับ “เดินเป็น” มีความแตกต่างกันอย่างไร
ในส่วนของชาวบ้าน อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าคณะธรรมยาตราเดินเพื่ออะไร เพื่อธรรมชาติ เพื่อรักษาป่า ต้นไม้ ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะไม่ได้ร่วมเดิน แต่ชาวบ้านก็เข้าใจ ไม่ระแวง ไม่มีคำถามเหมือนปีแรกๆ ที่มักจะมีคำถามเสมอว่าเดินอะไร เดินทำไม เดินเพื่ออะไร
ประการสำคัญ คือ ความไว้วางใจ และศรัทธาต่อผู้นำทางจิตวิญญาณ รวมทั้งความเชื่อมั่นในความตั้งใจของคณะทำงานธรรมยาตรา ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยังหมายถึง วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเคารพซึ่งกันและกัน อยู่กันด้วยความรัก ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกัน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จนเกิดเป็นความประทับใจและผูกพัน อยากกลับมาเดินทุกๆ ปี โดยคณะที่มาเดินธรรมยาตราจะขยายวงบอกต่อจากเพื่อนสู่เพื่อน ไปสู่ผู้คนหลากหลายอาชีพ นับตั้งแต่ข้าราชการ ครู พนักงานบริษัท หลายๆ คนเมื่อรู้กำหนดการก็เริ่มเตรียมตัวและวางแผนที่จะมาเข้าร่วมเดิน งานธรรมยาตราจึงเป็นเสมือนพื้นที่สำหรับกัลยาณมิตรที่มีแนวคิดคล้ายๆ กัน”
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
“เขาใหญ่” ผืนป่าและการเดินคุยท่ามกลางสายฝน
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม
“บางครั้งการปลดปล่อยให้ตัวเองเดิน (หลง) ทางเพียงลำพัง โดยปราศจากการวางแผนที่จริงจัง ถือเป็นความพิเศษสำหรับการเดินทางเพื่อคุยกับความรู้สึก…”
นั่นคือประโยคแรกที่นึกถึงสำหรับการเริ่มลงมือเขียนบันทึกลงในสมุดเล่มเดิมที่ยังไม่ทันแห้งสนิท โดยมีเสียงสายฝนกระทบหลังคาบ้านพักอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นพยานรู้เห็นในความทรงจำเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา
…
…นานมากแล้ว ที่ตัวเองได้ยินชื่อของ “เขาใหญ่” ดังก้องหูมาโดยตลอด เมื่อมีใครถามว่า อุทยานแห่งแรกของประเทศคือที่ไหน และนานจนพอจะจำได้ว่า ครั้งหนึ่งในช่วงวัยรุ่นตัวเองเคยตั้งใจที่จะเลือกเรียนคณะวนศาสตร์ ยามที่ได้เห็นภาพฉายสไลด์ของป่าดงดิบที่เขียวชอุ่มของชั่วโมงภูมิศาสตร์พร้อมกับคำพูดของคุณครูที่ถามว่า เธอรู้ไหมว่า ที่ป่าเขาใหญ่เนี่ย… ครอบคลุมพื้นที่ใน 4 จังหวัดเลยนะ ไหนใครรู้ว่ามีจังหวัดอะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ตัวเองในชั่วโมงนั้น ย่อมขอมีเอี่ยวที่จะยกมือตอบอย่างกระตือรือร้น (ได้แก่จังหวัดนครราชสีมา นครนายก สระบุรี และปราจีนบุรี ) โดยหารู้ไม่ว่า หน้าตาที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร จนกระทั่ง ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยือนเขาใหญ่เป็นครั้งแรกกับบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยเมื่อสิบกว่าปีที่ก่อน โดยครั้งนั้นช่างเป็นช่วงฤดูหนาวที่น่าอิจฉาเป็นที่สุด เพราะเป็นการเดินทางโดยไม่ต้องกังวลเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น และมีแต่เสียงหัวเราะจากเรื่องตลกๆ ที่เราต่างหยิบยกกันมาสนทนา ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ จิบกาแฟเคล้าบรรยากาศรอบกองไฟ จนเกือบลืมไปว่า ที่นี่คือความยิ่งใหญ่ที่ตัวเองใฝ่ฝันจะมาเยี่ยมเยือน
…

บ่ายวันนี้ ในวันสายฝนไม่ยอมลดละให้เราคิดถึงแสงแดด ผมเพิ่งเดินฝ่าละอองฝนในเส้นทางเดินป่าเส้นผากล้วยไม้-เหวสุวัต ซึ่งมีระยะทางโดยประมาณ 3 กิโลเมตร โดยถือเป็นครั้งแรกกับการเดินทางท่องป่าเพียงลำพังและไม่ได้คาดหวังกับเรื่องใดๆ นอกจากการขอเวลาอยู่กับตัวเองท่ามกลางธรรมชาติของป่าฤดูฝน ซึ่งน้อยคนจะคิดถึง
เสียงลำธารที่ไหลแรงกระแทกโขดหิน ดังกึกก้องอยู่เบื้องล่าง สลับกับเสียงย่ำเท้าของตัวเองที่ค่อยๆ เลียบเลาะไปตามทางเดินบนไหล่เขา พร้อมกับภาพของดอกไม้ป่าหลากสีหลายชนิดที่ตัวเองไม่ทราบชื่อ ปรากฏให้เห็นอยู่ท่ามกลางความเขียวเข้ม… ณ เวลานั้น หัวใจรู้สึกเบิกบานอย่างประหลาด มันเป็นคำอธิบายที่ไม่ค่อยกระจ่างนักเมื่อเทียบกับสายตาและความรู้สึกที่สัมผัสจริง และรู้แต่เพียงว่า นี่คือเสน่ห์อีกแบบของชีวิตที่ปราศจากความกลัว
…
ฝนเริ่มซาตัวลงอย่างเงียบๆ พร้อมกับการเดินเท้าที่ใกล้สิ้นสุด รวมถึงกำลังขาที่ต้องการแหล่งหยุดพัก ผมเองเลือกนั่งตรงโขดหินเบื้องหน้าใกล้บริเวณลานกว้างติดลำธาร มองดูเหล่าผีเสื้อเณร สีเหลืองนวลสว่างตาหลายตัวกำลังบินโฉบสลับกับการดูดกินเกลือแร่จากดินโป่งอย่างไม่ใยดีกับผู้มาเยือนอย่างผม
เวลาเพียงชั่วครู่ขณะนั้น พลอยทำให้นึกถึงประโยคดีๆ ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ว่า “เราศึกษาผีเสื้อได้สองวิธี คือ ใช้ตาข่ายไล่จับ แล้วสำรวจร่างที่ไร้ชีวิตนั้น หรือนั่งเงียบๆ ในสวน เฝ้าดูมันร่ายรำท่ามกลางมวลดอกไม้” ซึ่งแน่นอนว่า นี่คือ อรรถรสหนึ่งที่เราจะหาไม่ได้จากห้องเรียนหรือพิพิธภัณฑ์ไหนๆ
และการชื่นชมกับเรื่องราวบางอย่าง… เงินทองไม่ใช่สิ่งที่จะบันดาลให้เกิดขึ้นได้ นอกจากการพาตัวเองมาทำความรู้จักด้วยความเคารพซึ่งกัน
…
มีบางคำถามเกี่ยวกับการเดินป่าจากใครบางคนผุดขึ้นมาในความคิด ในยามที่การเขียนบันทึกใกล้เดินทางมาถึงบรรทัดสุดท้าย ว่าเราเดินป่ากันเพื่ออะไร? เราต้องการพบเห็นสัตว์ในธรรมชาติใช่ไหม? หรือกำลังทดสอบพลังของตัวเอง? คำตอบนั้นไม่ใกล้เคียงเลยสักนิดกับความรู้สึก
และมันก็ไม่ใช่ปรัชญาสวยหรูมาจากไหนทั้งสิ้น แต่มันคือความเรียบง่ายที่เราได้คุยกับตัวเองมากกว่า…
ซึ่งหลายคนไม่ค่อยได้คุย (จึงไม่ค่อยได้ยิน) เพียงเพราะว่า “เราเลือกที่จะวิ่งมากกว่าเดิน… ก็เท่านั้นเอง!”
หลงรัก “ยาคูลท์”
จะด้วยรสชาติ หรือเสน่ห์ของ (สาว) ยาคูลท์ หรือความผูกพัน! หรือจะ…อะไรก็ตามแต่.. ที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้น…
ขอสารภาพตามตรงว่าเป็นคนติดยาคูลท์… อย่างงอมแงม (โดยไม่ต้องมีโฆษณาใดๆ มาล่อใจ)
ซึ่งจำได้ว่า โฆษณาที่เห็นครั้งสุดท้ายน่าจะเป็นร่วมสิบปีมาแล้วกับภาพลักษณ์สาวยาคูลท์ปั่นจักรยานพร้อมคำก๊อปปีไรท์ ที่ว่า “อยากรู้เรื่องยาคูลท์ ถามสาวยาคูลท์” แค่นั้นจริงๆ !!!
เราลองมาดูกันบ้างว่า...ที่ต่างประเทศเขามีไอเดียอะไรในการโฆษณากันบ้าง...ซึ่งแต่ละประเทศเขาก็มีไอเดียที่ชวนคิดอยู่เหมือนกันนะเนี่ย





คิดถึง “อันดามัน”
ในปี 2549 … ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการ “In SIGHT Out! Project” ในฐานะของ Photo Trainer เพื่อสอนให้เด็กๆ หลายคน ที่เขาหลักและหมู่บ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา ได้เยียวยาความรู้สึกผ่านการถ่ายภาพและเขียนหนังสือ หลังจากที่สึนามิได้คร่าชีวิตและพัดพาเอาความโศกเศร้าให้กับผู้คนในแถบชายฝั่งอันดามัน
จำได้ว่า เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสื่อสาร โดยเฉพาะกับเด็กๆ…ทำอย่างไร? ที่จะให้เขาเหล่านั้นกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลายคนยังคงกลัวทะเล หลายคนยังไม่ลืมภาพความเสียหาย (รวมถึงผม… ในฐานะที่เป็นคนภูเก็ตและอยู่กับเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วย)
แต่สุดท้าย…ความกลัวเหล่านั้น ก็ค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย… จนกลายเป็นความทรงจำดีๆ เข้ามาแทนที่
พวกเราต่างมีช่วงเวลาที่มีความสุขจากการถ่ายภาพ การเขียนความรู้สึกลงบนกระดาษ รวมถึงการสนทนา พูดคุย และหัวเราะ ไปด้วยกัน
และนั่น…ก็คือ ทะเลที่ผมยังคงคิดถึง…เป็นพิเศษ
เพราะมันมีมากกว่าคลื่น…. มันเต็มไปด้วยความทรงจำที่ทำให้เรายิ้มได้เสมอ!
คิดถึงนะ “อันดามัน”
การรอคอย…เพื่อพบบางอย่าง
เมื่อ 3 ปีที่แล้ว…ผมตัดสินใจจะตั้งรกรากอยู่แม่แตงอย่างจริงจัง ท่ามกลางเสียงคำถามว่า…แล้ว (มึง) จะอยู่ทำอะไร? และอย่างไร?
ผมได้แต่ตอบแบบกว้างๆ ไปว่า “ทำสวน !!!” ซึ่งสารภาพตามตรงว่า จินตนาการ ณ ขณะนั้น กับภาพที่ปรากฏวันนี้ มันค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร กับที่ดินที่ตัวเองและคู่ชีวิตร่วมกันสร้างมาด้วยสองมือล้วนๆ…(จากที่เนินเขาหัวโล้นและเต็มไปด้วยหินลูกรัง)
ในที่สุด…ผลของการรอคอยบางอย่างก็เริ่มเป็นผล ต้นไม้หลายต้น ที่ไม่คิดว่าจะเจริญเติบโตได้… มันก็ผลิดอก ออกผล อย่างเป็นทางการเสียที… ไม่ว่าจะเป็น นนทรี ตะแบกนา เฮลิโคเนีย รวมถึงจำปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พืชผักสวนครัวทั้งหลายได้แสดงตัว ว่าสามารถมีชีวิตรอดและมอบรางวัลเป็นเสบียงขนาดใหญ่ให้กับการความพยายาม มาก่อนหน้านี้แล้ว…
นี่จึงเป็นความภูมิใจเล็กๆ (แต่ไม่ธรรมดา) อีกครั้ง…สำหรับคนที่ฝัน อยากจะมีบ้านเช่นผมและครอบครัว โดยเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยๆ มันก็เป็นความสุขที่เราต่างยอมรับ และไม่เคยผิดหวังที่จะรอคอย หากได้ลงมือทำมันด้วยความเชื่อร่วมกัน…ท่ามกลางความผันแปรของโลกภายนอกที่เราพยายามหลีกหนี !!!
ความรัก…(ท้องฟ้า) ของฉันนั้นเป็นสีส้ม!
ณ สถานีเฝ้าชมเมฆแม่แตง…
ถือเป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่พระอาทิตย์ยามเย็นสวยงามอย่างประหลาด
เพราะมันเต็มไปด้วยหมู่เมฆที่กระเจิงแสงออกมาในโทนสีที่ร้อนแรงเป็นพิเศษ…
พลอยทำให้ผมรู้สึกมีอารมณ์กระชุ่มกระชวยใจตามไปด้วย…
ทำงานสวนและก่อสร้างบ้านเสร็จในแต่ละวัน คราใด…
ในยามเย็น ก็จะมานั่งดูพระอาทิตย์ตกในมุมที่คุ้นเคย…
มันช่างผ่อนคลายดีแท้หนอ…กับชีวิตที่ต้องการ!!! 555

ฟ้ายังฟ้าอยู่…
ไม่ว่าในดวงตาเราจะมองเห็นท้องฟ้าในแต่ละวันเป็นเช่นไร? แต่สุดท้าย ฟ้า (ก็) ยัง…ฟ้าอยู่ (ดี)… จริงมั้ย?
link เพลง “ฟ้ายังฟ้าอยู่” (เอาใจคนเริ่มมีอายุหน่อย) จ้า >> http://www.youtube.com/watch?v=bWYFJ36-An0&feature=related
ความงามที่ปลายเท้า…
ฟังเพลง “สิ่งที่สวยงามมักจะอยู่ไกลออกไป” ของ เป้ อารักษ์…
แล้วรู้สึกเห็นด้วยในหลายประเด็น… โดยเฉพาะที่บอกว่า คนเรามักไม่พอใจในสิ่งที่เราเจออยู่ตรงหน้า
แต่สำหรับภาพถ่ายชุดนี้มันแตกต่างออกไปจากบทเพลงนั้น… และมันไม่ได้ไปไกลเกินกว่าที่เราจะค้นเจอ… ณ ความงามที่เรายืนอยู่!!!
…วันนี้…คุณเจอความงามที่ปลายเท้าแล้วหรือยัง?
Link เพลง “สิ่งที่สวยงามมักจะอยู่ไกลออกไป” >> http://www.youtube.com/watch?v=7FZp84fgZOs&feature=related
ความรื่นรมย์ที่ “บ้านกลางเวียง”
ในขณะที่ชีวิตกำลังหมกมุ่นอยู่กับการจับจอบทำสวน รวมถึงการแหงนมองดูก้อนเมฆ (งานอดิเรก) อยู่เป็นระยะ… ณ สถานีเฝ้าชมเมฆแม่แตง
ชีวิตก็ได้จังหวะเปลี่ยนบรรยากาศพอดี เมื่อได้รับข้อความในเฟซบุ๊ค จากเพื่อนที่สนทนากันในโลกไซเบอร์เมื่อหลายปีก่อน ว่าอยากให้ไปถ่ายภาพที่รีสอร์ทกลางเมืองเชียงใหม่ โดยให้คำจำกัดความสั้นๆ ว่า “ขอแบบอาร์ทๆ”
อืม…ม ก็ดีแฮะ >> มีอย่างนี้ด้วย เพราะที่ผ่านมาในชีวิตการถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ มักจะได้ยินแต่คำว่า ขอให้เห็นแบบเต็มๆ ชัดๆ และต้องสวยๆ !!! (เหมือนจะง่าย… แต่ทำ (ใจ) ยากมาก 555)
นี่จึงเป็นการถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ไม่น้อย… โดยพยายามถ่ายทอดความเป็นเสน่ห์ของความบ้านที่อบอุ่น ตามชือ “บ้านกลางเวียง” ผ่านสีสันและรายละเอียดของข้าวของเครื่องใช้ ที่บอกถึงความผูกพัน รวมถึงความพิถีพิถันในการตกแต่งของเจ้าของรีสอร์ทได้เป็นอย่างดี
และแม้จะต้องตะลอนซิ่งมอเตอร์ไซค์ลุยสายฝนไป-กลับแม่แตง เป็นเวลา 2 วัน ก็ตาม (ทั้งๆ ที่เค้าเตรียมห้องพักไว้ให้อย่างดิบดี) แต่มันเป็นความพอใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่รู้สึกว่า เหนื่อยกายและใจ เลยสักนิด…กับงานเช่นนี้
อ้อ…!!! เค้ามีเฟชบุ๊คด้วยนะ >> รีบกด like โดยด่วนจ้า >> FB: http://www.facebook.com/pages/Baan-Klang-Wiang/129573593781941
ปล.ขอบคุณ “ขุนอรรถ” เพื่อนทางไซเบอร์นะครับ ที่ทำให้ผม ได้ใช้สายตาในการแสดงออก 555
เมฆขาว-ดำ…ทำฉันอิ่มเอมใจ # PART 2
รายงาน (ส) ภาพอากาศ จากสถานีเฝ้าชมเมฆแม่แตง >> จากภาพบันทึกประจำวันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2554 (ต่อเนื่องจากภาคแรก) >>ในแบบฉบับขาว – ดำ
(โดยสามารถรับชมภาพเวอร์ชั่นสีได้ที่ http://www.facebook.com/media/set/fbx/?set=a.1352113538218.39971.1692791875 จ้า) ![]()

เมฆขาว-ดำ…ทำฉันอิ่มเอมใจ # PART 1
รายงาน (ส) ภาพอากาศ จากสถานีเฝ้าชมเมฆแม่แตง >> จากภาพบันทึกประจำวันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2554 >>ในแบบฉบับขาว – ดำ
(โดยสามารถรับชมภาพเวอร์ชั่นสีได้ที่ http://www.facebook.com/media/set/fbx/?set=a.1352113538218.39971.1692791875 จ้า)
เมฆและดอกไม้…ที่ (ยังคงไม่) หลงฤดู :D
แม้อากาศของโลกเราจะแปรปรวนไปบ้าง…
แต่อย่างน้อย มวลเมฆและบรรดาดอกไม้แห่งฤดูร้อน ก็ยังคงเบิกบานอยู่
…มันยังคงไม่หลงฤดู…เกินไปนัก
ความสุข…ก็เช่นกัน ถ้าคนเราเลือกได้…
เราก็คง อยากให้มันเป็นไป ตามฤดูกาลชีวิต…อย่างที่ควรจะเป็น!
แถมเพลงประกอบภาพก็แล้วกันเนอะ เอาไว้ฟังแกล้มบรรยากาศ…
ฤดูร้อน… (ไม่เป็นเช่นเคย) >> http://www.4shared.com/audio/VzIQ8waT/__Summer_-_.htm
ความสุขเล็กๆ…ที่บ้านนอก
ผมกลับมาที่แม่แตง ได้ 3 วันแล้ว… และถือเป็นความรู้สึกที่พิเศษไม่น้อยกับเรื่องราวที่เผชิญอยู่ตรงหน้า… เพราะแม้บ้านที่เชิงดอยจะทรุดโทรมไปค่อนข้างมาก แต่บรรดาต้นไม้ใบหญ้ากลับเจริญงอกงามเขียวครึ้มขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด ท่ามกลางฤดูร้อน (ที่มีความใกล้เคียงกับฤดูฝน) ซึ่งถือว่ามันถูกทดแทนกันอย่างสมน้ำสมเนื้อพอควร
โดย 3 วันที่ผ่านมา… ผมใช้ชีวิตอย่างช้าๆ และค่อนข้างเรียบง่าย แถมยังไม่ได้ใช้เงินซื้อข้าวกินแม้สักมื้อ นอกจากการจ่ายเงิน 80 บาท ในการเติมน้ำมันให้รถมอเตอร์ไซค์เพื่อเดินทางไปประชุมงานกับพี่โจ (โจน จันได) และสมาชิกหลายคนที่พันพรรณในช่วง 2 วันแรก นอกจากนั้นคือการทำมาหากินตามประสาชาวบ้าน (บางคนอาจจะเรียกว่า ตามมีตามเกิดก็ไม่ผิด
) ซึ่งบนพื้นที่ 2 ไร่ มันมีพืชผักครบครันมากกว่าตามตลาดบางแห่งเสียด้วยซ้ำ ไล่เรียงกันตั้งแต่ พริก กระเพรา มะเขือ ต้นหอม ผักชี ผักบุ้ง ถั่วพลู ฟักทอง ขิงข่า ตะไคร้ กล้วย มะละกอ ฯลฯ
อย่างวันนี้ก็เช่นกัน…นานแล้วที่ไม่ได้กินผัดผักบุ้งไฟแดงใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (ตามทรัพยากรที่มี) และนึกครึ้มอกครึ้มใจที่จะถ่ายภาพเก็บบันทึกภาพเพื่อบอกเล่าเก้าสิบอย่างเช่นเคย ซึ่งผมถือว่า ผัดผักบุ้งไฟแดงใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กับข้าวร้อนๆ ยามเที่ยง เคล้าเพลงของเสียงทะแม่งๆ แต่เนื้อหาชวนประทับใจของเป้ อารักษ์ ในเพลงที่ชื่อว่า “บ้านนอก” มื้อนี้ นอกจากจะเป็นมื้อที่อร่อยคุ้นลิ้นแล้ว ยังเป็นอีกมื้อหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำ เพราะถือเป็นอีกมื้อหนึ่งที่เรารู้สึกพอใจกับสิ่งที่มี และวิถีทางที่เลือก
ซึ่งเนื้อหาและภาพทั้งหมด อาจที่ทำให้ใครบางคนนึกถึงสิ่งที่เราแสวงหากันอยู่…บางทีมันก็ใกล้ และเรียบง่ายเสมอ… (แม้รายละเอียดความสุขจะไม่เหมือนกัน) อยู่ที่เราจะรู้สึกและลงมือจัดการกับชีวิตอย่างไรมากกว่า ? …กับชีวิตที่เหลืออยู่!

link เพลง “บ้านนอก” เป้ อารักษ์ >> http://www.4shared.com/audio/x7dnpk5D/_-__.htm
WABI SABI @ PUN PUN
เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนเสมอ…เมื่อยามที่ได้กลับไปเยี่ยมเยือน “พันพรรณ” และความอิ่มเอมก็บังเกิดอีกครั้ง
>> ทบทวนความรู้สึกได้ที่ http://imaim.wordpress.com/2008/07/22/เฟรนด์ชิพ-บ้านดิน
ทฤษฎีการคิดแบบหมวก 6 ใบ (Six thinking hats)
จากแนวคิดของ ดร. เอ็ดเวิร์ด เดอ โบ โน (Dr. Edward de Bono) เจ้าของความคิดแบบคู่ขนาน (parallel thinking) โดยยึดหลักที่ว่า อย่าเอาความเห็นที่ขัดแย้งมาปะทะกัน ให้วางเรียงขนานกันไว้แล้วประเมินผลได้เสียอย่างเป็นระบบ
สาระสำคัญของการคิดแบบคู่ขนานคือ อาจจะมีบางเวลาที่ทุกๆคนกำลังมองไปในทิศทางเดียวกัน แต่เราก็เปลี่ยนทิศทางนั้นได้ คนๆหนึ่งอาจจะถูกมองไปในทางเหนือ หรือมองไปทางทิศตะวันออก นั่นเป็นชื่อของทิศทางตามมาตรฐานเท่านั้น เราจำเป็นต้องมีชื่อทิศทางในการคิด ในหลายๆวัฒนธรรม มีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นมากระหว่างการคิด และ “หมวกคิด” คุณค่าของหมวกในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ในการคิดนี้ก็คือ มันกำหนดบทบาทของผู้สวม ซึ่งหมวกทั้ง 6 ใบ 6 สี จะเกี่ยวเนื่องกับการคิดได้แก่ สีขาว สีแดง สีดำ สีเหลือง สีเขียว และสีฟ้า
หนึ่งครั้งหนึ่งเรื่อง
ความสับสนเป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของการคิดที่ดี เราพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไปในเวลาเดียวกัน เรามองหาข้อมูล เราได้รับผลกระทบจากความรู้สึกของเรา เราแสวงหาความคิดใหม่ๆและทางเลือกใหม่ แล้วเรายังต้องระมัดระวัง เราอาจเห็นประโยชน์ที่อาจมีอยู่ นั่นคือหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องทำระหว่างการคิด การโยนรับสับเปลี่ยนหกลูกในเวลาเดียวกันเป็นเรื่องยาก ลูกเดียวต่อครั้งง่ายกว่ามากด้วยวิธีการคิดแบบหมวกนี้ เราพยายามทำเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นในแต่ละครั้ง ครั้งหนึ่งเราอาจจะมองหาอันตรายที่อาจมีอยู่(หมวกดำ)อีกครั้งหนึ่งเราแสวงหาความคิดใหม่ๆ(หมวกเขียว) และอีกบางครั้งที่เราสนใจข้อมูล(หมวกขาว)เราจะไม่พยายามทำทุกย่างในเวลาเดียวกัน เวลาเราทำงานพิมพ์สี สีแต่ละสีจะพิมพ์แยกกันทีละครั้ง ทีละสีและสุดท้ายเราก็ได้รับงานผลรวมเป็นงานพิมพ์สีที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับความคิดแบบหมวกทั้งหก เราทำแต่ละเรื่องในแต่ละครั้ง และสุดท้ายภาพที่เต็มสมบูรณ์ก็จะปรากฏภายใต้เรื่องราวทั้งหมดนี้คือความจำเป็นทางจิตวิทยาที่ต้องแยกความคิดแต่ละแบบออกจากกัน
หมวกหกใบหกสี
แต่ละใบของหมวกคิดทั้งหกจะมีสีต่างกัน ขาว แดง ดำ เหลือง เขียว ฟ้า สีคือชื่อของหมวกแต่ละหมวก สีของแต่ละหมวกยังมีความสัมพันธ์กับการทำงานของมันด้วย
สีขาว สีขาวเป็นกลางไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง หมวกขาวจะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงและตัวเลข
สีแดง สีแดงแสดงถึงความโกรธ ความเดือดดาล และอารมณ์ สีแดงให้มุมมองทางด้านอารมณ์
สีดำ สีดำคือข้อควรระวัง และคำเตือน ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของความคิดนั้นๆ
สีเหลือง ให้ความรู้สึกในทางที่ดี หมวกสีเหลืองเป็นมุมมองในทางบวก รวมถึงความหวัง และคิดในแง่ดีด้วย
หมวกสีเขียว หมายถึงความคิดริเริ่ม และความคิดใหม่ๆ
สีฟ้า หมายถึงการควบคุม การจัดระบบ กระบวนการคิดและการใช้หมวกอื่นๆ
หมวกขาว
หมวกขาวเกี่ยวข้องกับข้อมูล เมื่อหมวกขาวถูกนำมาใช้ทุกคนมุ่งสนใจที่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว
อะไรคือข้อมูลที่เรามี?
อะไรคือข้อมูลที่จำเป็น?
อะไรคือข้อมูลที่ขาดหายไป?
อะไรคือปัญหาที่เราต้องยกขึ้นมาถาม?
เราจะหาข้อมูลที่ต้องการใช้ มาได้อย่างไร?
เรามักใช้หมวกขาวในตอนเริ่มต้นของกระบวนการประชุม เพื่อเป็นพื้นฐานของความคิดที่กำลังจะเกิดขึ้น หมวกขาวคือสภาวะที่เป็นกลางหมวกขาวรายงานถึงสิ่งต่างๆในโลก ถึงแม้จะยอมให้ใช้เพื่อรายงานถึงความคิดที่ถูกนำมาใช้ หรือได้รับคำแนะนำมาก็ตามส่วนที่สำคัญของหมวกขาวคือการระบุถึงข้อมูลที่จำเป็นที่ขาดหายไป หมวกขาวจะบอกถึงปัญหาที่ควรจะยกขึ้นมาถาม หมวกจะแสดงวิธีการ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จำเป็นพลังงานหมวกขาวมุ่งไปสู่การเสาะหาและตีแผ่ข้อมูลอย่างเป็นกลาง และไม่มีอคติ ไม่ต้องตีความ ขอแค่ข้อเท็จจริงเท่านั้น อะไรคือข้อเท็จจริงต่างๆของเรื่องนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกข้อมูลทับตายบุคคลที่ใช้ความคิดโดยหมวกขาวจะสามารถระบุความต้องการให้แคบลง เพื่อจะดึงแต่ข้อมูลที่จำเป็นออกมาหมวกขาวจะให้แนวทางในการจัดการกับข้อมูล เราสามารถจะสวมบทบาทของหมวกขาวเท่าที่ต้องการ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่แท้จริง เห็นได้ชัดว่าการสวมบทบาทของหมวกขาวต้องอาศัยทักษะและความเชี่ยวชาญ ซึ่งบางทีอาจมากกว่าหมวกใบอื่นๆเสียด้วยซ้ำจุดมุ่งหมายของการคิดแบบหมวกขาวคือเพื่อให้ใช้ได้ในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเราต้องสามารถนำข้อมูลทุกรูปแบบมาตีแผ่ได้ ประเด็นสำคัญคือต้องตีกรอบขอบเขตอย่างเหมาะสม
หมวกแดง
การใช้หมวกแดงจะทำให้ทุกคนมีโอกาสเปิดเผยความรู้สึก อารมณ์ สัญชาติญาณหยั่งรู้ออกมาโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย หรือหาเหตุผลใดๆ เมือใส่หมวกแดง ความรู้สึกจะถูกเปิดเผยออกมาในหลายระดับ การแสดงอารมณ์มีแบบอย่างที่หลากหลายตามวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเราไม่จำเป็นต้องอธิบายหรือหาเหตุผลให้ความรู้สึกต่างๆของเรา เราเพียงแค่แสดงความรู้สึกที่มีอยู่ในขณะนั้นออกมาเท่านั้นเอง หมวกแดงจะมีประโยชน์ถ้าเราใส่หมวกแดงกันตั้งแต่เริ่มต้นประชุมเพื่อประเมินความรู้สึกของทุกคน แล้ใส่หมวกสีแดงอีกครั้งหนึ่ง ตอบจะปิดประชุมเพื่อจะดูว่าความรู้สึกของคุณได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ เวลาใส่หมวกแดงกับเรื่องอะไรเราจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องนั้นๆให้ชัดเจนด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดความสับสนได้ ถ้าจำเป็นประธานในที่ประชุมอาจนำเสนอความคิดหนึ่งกระจายออกไปในหลายแง่มุม หมวกสีแดงยังหมายรวมถึงความรู้สึกเชิงปัญญา (intellectual feeling) ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เลย หมวกแดงทำหน้างานบนพื้นฐานของปัจเจกบุคคลเสมอ ทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมจะถูกขอให้แสดงความคิดหมวกแดงในประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยที่แต่ละคนไม่มีสิทธิ์บอกผ่าน เวลาถูกขอให้แสดงความรู้สึกของตน แต่อาจใช้คำพูดในทำนองว่า เป็นกลาง ยังตัดสินไม่ได้ ยังสับสนอยู่ ยังสงสัยอยู่ เจตนารมณ์ของหมวกสีแดงคือการแสดงความรู้สึกอย่างที่เป็นอยู่ออกมา ไม่ใช่การบีบให้ตัดสินใจการคิดแบบหมวกแดงเป็นการคิดแบบใช้อารมณ์และความรู้สึกไม่ต้องมีเหตุผลเข้ามาเกี่ยวโยง หมวกสีแดงจะเปิดช่องทางที่เป็นทางการและชัดเจน เพื่อตีแผ่สิ่งเหล่านี้ออกมาอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกต้องของแผนที่ทางความคิดทั้งหมดถ้าเราไม่ป้อนข้อมูลส่วนที่เป็นอารมณ์ และความรู้สึกเข้าไปในกระบวนการทางความคิด มันจะถูกซ่อนอยู่ข้างใน และจะส่งผลต่อความคิดทั้งหลายโดยไม่รู้ตัว อารมณ์ ความรู้สึก ลางสังหรณ์ และสัญชาติญาณ มีความแรงกล้าในตัวของมันเอง และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงหมวกสีแดงจะกระตุ้นให้มีการค้นหา คือ : เรื่องนี้มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง?ความจำเป็นอย่างมากที่ต้องใส่หมวกสีแดง ก็เพราะมันจะช่วยลดการทะเลาะวิวาท เพราะหมวกสีแดงจะเปิดโอกาสที่ชัดเจนสำหรับแสดงอารมณ์ควมรู้สึกจึงไม่มีความจำเป็นที่เราเข้ามาขัดจังหวะในทุกๆประเด็น และใครรู้สึกว่าจำเป็นต้องแสดงอารมณ์เขาก็จะมีโอกาสแสดงอารมณ์ของเขา และไม่จำเป็นต้องคาดเดาความรู้สึกของคนอื่นอีกต่อไป เพราะมีวิธีที่จะถามเขาตรงๆได้ อารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดและเรื่องที่ต้องคิด ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหวังให้อารมณ์หายไป เพื่อเหลือไว้แต่ความคิดล้วนๆ
หมวกดำ
หมวกดำ เป็นรากฐานของการคิด พินิจพิเคราะห์ และระบบการคิดที่มีเหตุผล รากฐานการคิดโต้แย้งด้วยเหตุผล คือการที่เราสามารถชี้ออกมาได้ว่าสิ่งใดผิดปกติหรือไม่แน่นอนคงที่ ผิดไปจากที่เป็นเคยเป็นหมวกดำจะช่วยเราในการแยกแยะได้ว่าสิ่งใดไม่เหมาะสม หรือไม่สอดคล้องกับทรัพยากร นโยบาย กลยุทธ จริยธรรม ค่านิยม รวมทั้งเรื่องอื่นๆของเราหมวกดำทำงานโดยอิงอยู่กับกลไกทางจิตอย่างหนึ่งตามธรรมชาติ นั่นคือ กลไกการจับคู่ กล่าวคือ สมองของเราเรียนรู้ที่จะสร้างแบบแผนการคิดและคาดหวังต่างๆขึ้นตามประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เรารับรู้ว่าโลกเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เมื่อเราพบว่าบางสิ่งบางอย่างไม่สอดคล้องหรือเข้าคู่กับแบบแผนความคิดที่มีอยู่เดิม เราจึงคิดว่าสิ่งนั้นผิดปกติ ทำให้เราไม่สบายใจและระวังตัว กลไกธรรมชาตินี้เป็นไปเพื่อปกป้องมิให้เราทำผิดพลาด ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าคนที่มีความระแวดระวังจนเป็นนิสัย ก็สามารถใช้วิธีการของหมวกคิดทั้ง 6 ใบเป็นอย่างดี วิธีการคิดแบบหมวกสีดำทำให้พวกเขาพัฒนาการใช้ความคิดอย่างรอบคอบ ระมัดระวังจนเต็มศักยภาพ แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึง พวกก็สามารถหันเหจากความคิดแบบปกป้องตัวเอง ไปสู่การคิดแบบหมวกอื่นๆได้อย่างไม่มีปัญหา หมวกสีดำเป็นหมวกคิดที่เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับวิธีการคิดของตะวันตกมาก หมวกสีดำชี้ให้เราเห็นความผิดปกติ สิ่งใดไม่สอดคล้อง สิ่งใดใช้ไม่ได้ มันช่วยปกป้องเราไม่ให้เสียเงินและพลังงาน ป้องกันไม่ให้เราทำอะไรอย่างโง่เขลาเบาปัญญา และผิดกฎหมายหมวกดำเป็นหมวกคิดที่มีเหตุผลเสมอ เพราะในการวิพากษ์ วิจารณ์ พินิจพิเคราะห์สิ่งใด จะต้องเป็นการคิดที่มีเหตุมีผลรองรับ การคิดแบบหมวกดำเป็นการชี้ข้อบกพร่องของกระบวนการคิด พยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ สรุปได้หรือไม่ ข้อสรุปนี้เป็นเพียงข้อสรุปเดียวหรือเปล่า หมวกสีดำจะชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของกระบวนการคิดได้การใช้หมวกดำเราต้องระวังไม่ให้มันนำเรากลับไปสู่ข้อโต้แย้งแบบเดิมๆ แม้ว่าบางครั้งมันจะเชิญชวนให้เราหลงประเด็นกลับไปเป็นเช่นนั้นได้ง่ายๆ เราอาจใช้มันช่วยชี้ข้อผิดพลาดในกระบวนการคิด หรือช่วยตีแผ่แจกแจงความคิดและมุมมองต่างๆ แบบการคิดคู่ขนานได้ แต่ในที่สุดแล้ว เราก็ต้องวาดแผนที่ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหา อุปสรรค ความยุ่งยาก และอันตรายที่เป็นไปได้คืออะไร อยู่ตรงไหน เหล่านี้ล้วนแจกแจง อธิบาย และทำให้กระจ่างได้
หมวกสีเหลือง
การคิดแบบหมวกเหลืองเป็นการคิดในเชิงบวก การมองโลกในแง่ดี การมุ่งมองที่ประโยชน์ การคิดก่อที่ให้เกิดผล หรือทำในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ การคิดแบบหมวกเหลืองเกี่ยวข้องกับการประเมินค่าทางบวก ขณะที่หมวกดำเป็นการประเมินค่าทางลบ การคิดแบบหมวกเหลืองจะเป็นความคิดด้านดี แต่การคิดแบบนี้ต้องอาศัยระเบียบ วินัย เหมือนหมวกสีขาวหรือสีดำเช่นกัน มันไม่ใช่เป็นการประเมินบางสิ่งบางอย่างในทางบวกเท่านั้น แต่เป็นการค้นหาด้านที่เป็นบวกอย่างตั้งใจ บางทีการค้นหานี้ก็ล้มเหลวนักคิดหมวกเหลืองควรพยายามหาสิ่งสนับสนุนการมองในแง่ดีที่เสนอให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความพยายามนี้ควรใช้เหตุผลผิดชอบและละเอียดถี่ถ้วน แต่การคิดแบบหมวกเหลืองไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการที่ข้อคิดเห็นเหล่านั้นสามารถอ้างเหตุผลสนับสนุนได้เต็มที่การคิดแบบหมวกเหลืองเน้นไปที่การสำรวจและการคาดการณ์ในทางบวก เราตั้งใจหาประโยชน์ที่เป็นไปได้ แต่เราก็หาเหตุผลมาสนับสนุน การหาเหตุผลนี้เป็นความพยายามที่จะทำให้ข้อเสนอแนะมีน้ำหนักขึ้น หากการสนับสนุนด้วยเหตุผลนี้ไม่มีอยู่ในการคิดแบบหมวกสีเหลือง มันก็จะไม่มีอยู่ในหมวกคิดสีอื่นๆการคิดแบบหมวกเหลือง เกี่ยวกับการคิดในเชิงโต้ตอบ (Reactive Thinking) เป็นการประเมินในด้านบวก ซึ่งเป็นเหมือนกับการประเมินในด้านลบของหมวกดำ นักคิดหมวกสีเหลืองเลือกแง่บวกของข้อคิดเห็น เหมือนกับนักคิดหมวกสีดำหยิบยกแง่ลบ การคิดแบบหมวกเหลืองจะเกี่ยวข้องกับการผลิตข้อเสนอนั้นๆการคิดแบบหมวกเหลืองเป็นการพิจารณาและการเสนอแนะ มันเป็นท่าทีของการเดินหน้าแก้ปัญหาด้วยความหวัง การคิดแบบหมวกสีเหลืองพยายามจะมองหาและคว้าประโยชน์หรือคุณค่าที่มองเห็นได้ ทันทีที่มีการมองแบบนี้ การสำรวจก็จะเริ่มต้นไปในทิศทางนั้นๆการคาดการณ์ของการคิดแบบหมวกเหลืองเป็นการคิดแบบหาโอกาสของความเป็นไปได้ล้วนๆ มันเป็นมากกว่าการแก้ปัญหาและการปรับปรุง คนถูกบังคบให้แก้ปัญหา แต่ไม่มีใครเคยถูกบังคับให้มองหาโอกาสอย่างไรก็ตามทุกคนที่มีอิสระที่มองหาโอกาสถ้าพวกเขาต้องการ การคิดแบบคาดการณ์ต้องเริ่มต้นที่การวาดภาพสถานการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ด้วยวิธีนี้เราสามารถประเมินผลประโยชน์สูงสุดที่อาจเกิดขึ้นได้จากความคิดนั้น ถ้าสถานการณ์ที่ดีที่สุด กลับให้ประโยชน์ต่ำความคิดนั้นก็ไม่คุ้มค่าที่จะดำเนินต่อ ในมุมมองเชิงคาดการณ์ การคิดแบบหมวกสีเหลืองจะช่วยให้นึกภาพของสถานการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้และผลประโยชน์ที่สูงสุดหลังจากนั้นก็ปรับลงตาม “ความน่าจะเป็น” ในที่สุดการคิดแบบหมวกดำก็จะชี้จุดที่ยังน่าสงสัยอยู่การคิดแบหมวกเหลืองเกี่ยวข้องอย่างมากกับการทำให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้น หมวกเหลืองอาจเกี่ยวกับการนำความคิดหนึ่งที่เคยถูกใช้มาแล้ว กลับมาใช้งานใหม่ การคิดแบบเหลืองอาจเกี่ยวกับการผลิตทางเลือกในการแก้ไขปัญหา การคิดแบบหมวกเหลืองอาจทำได้แม้กระทั่งสร้างโอกาส แต่การคิดแบบหมวกเหลืองนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนความคิดและมุมมอง นั่นเป็นเรื่องของการคิดแบบหมวกเขียว การออกมองหาบางสิ่งบางอย่างในด้านบวก ในตัวของมันเองอาจจะสร้างมุมมองใหม่ขึ้นมาและนั่นอาจเกิดขึ้นได้กับการคิดแบบหมวกเหลือง
ขณะที่การคิดแบบหมวกสีดำสามารถชี้จุดบกพร่องและปล่อยให้หมวกเขียวแก้ใขในจุดที่บกพร่องนั้น การคิดแบบหมวกเหลืองก็จะหาโอกาสและปล่อยให้การคิดแบบหมวกเขียวหาทางออกใหม่ๆในการใช้ประโยชน์ในโอกาสนั้น
หมวกเขียว
เมื่อเราสวมหมวกสีเขียวเราคิดถึงทางเลือกใหม่หรือสิ่งใหม่ที่ที่ทดแทนของเก่าได้ ซึ่งนั่นรวมถึงทางเลือกที่ชัดเจนและใหม่สดจริงๆ เมื่อเราสวมหมวกสีเขียว เราหาวิธีที่จะปรับเปลี่ยนและปรับปรุงความคิดใหม่ที่เสนอมาข้อดีของหมวกเขียว คือ ทุกคนมีช่วงเวลาหนึ่งที่กำหนดให้พยายามทุ่มสมองใช้ความคิดริเริ่ม ความคิดริเริ่มไม่ได้เป็นเรื่องของ”นักออกความคิด” อย่างเดียวอีกต่อไป หมวกสีเขียวหมายถึงความคิดสร้างสรรค์ทั้งแบบ”ไม่มีกรอบ” และ “ในกรอบ”หมวกเขียวจะเกี่ยวข้องกับความคิดใหม่ๆและวิธีการใหม่ๆในการมองสิ่งต่างๆดั้งนั้นหมวกสีเขียวจึงเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง การคิดแบบหมวกเขียวเป็นการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าแทนที่จะตัดสินใจความคิดเชิงยั่วยุและความเคลื่อนไหวทางความคิดนั้นจะไปด้วยกัน ถ้าไม่มีวิธีคิดแบบเคลื่อนไหว เราก็ไม่สามารถจะใช้ความคิดเชิงยั่วยุได้ และถ้าเราใช้ความคิดเชิงยั่วยุมากระตุ้นไม่ได้ เราก็ยังคงติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆการคิดแบบหมวกเขียว ความจำเป็นของการยั่วยุ แรงกระตุ้นหรือความยั่วยุ เกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ เราไม่สามารถพบความจริงเชิงยั่วยุได้ก็เพราะมันไม่อยู่ในระบบความคิดปัจจุบันเลย บทบาทของมันก็เพื่อกระตุ้นความคิด ให้หลุดออกจากกรอบความคิดที่เป็นอยู่ความคิดเรื่องทางเลือกแสดงให้เห็นว่ามีมากกว่าหนึ่งวิธี ที่จะทำอะไร หรือมองอะไรการรับรู้ว่าอาจจะมีทางเลือกอื่น และการแสวงหาทางเลือกนั้นเป็นพื้นฐานของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในการใช้แนวคิดนอกกรอบนั้น ก็เพื่อมุ่งหาทางออกใหม่ๆนั่นเองความตั้งใจจะหาทางเลือกใหม่ (ทั้งการรับรู้ใหม่ คำอธิบายใหม่ การกระทำใหม่ ) เป็นกุญแจสำคัญของหมวกความคิดสีเขียวการค้นหาทางเลือกใหม่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่สร้างสรรค์ นั่นคือการยอมรับว่ามีหนทางที่แตกต่างออกไป การค้นหาทางเลือกในความเป็นจริงนั้นอาจไม่ต้องการความคิดสร้างสรรค์พิเศษอะไร จนกว่าทางเลือกที่ชัดเจนปรากฏขึ้นมา อาจทำง่ายๆแค่มุ่งความสนใจไปที่เรื่องที่เราจะคิด และนึกถึงวิธีต่างๆที่เราจัดการมันในทางปฏิบัตินั้นจะสะดวกกว่าถ้าใช้หมวกคิดสีเขียวในกระบวนการการค้นหาทางเลือกในการฝึกอบรมทางธุรกิจ เขามักจะเน้นเรื่องการตัดสินใจ แต่คุณภาพของการตัดสินใจขึ้นอยู่กับทางเลือกที่เปิดให้กับผู้ตัดสินใจเป็นอย่างมากกระบวนการสวมหมวกคิดสีเขียวส่งเสริมให้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้รับการยอมรับเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการคิดเหมือนด้านอื่นๆ
หมวกฟ้า
ภายใต้หมวกสีฟ้าในตอนเริ่ม เราจะเริ่มกำหนดประเด็นในการคิดและกำหนดลำดับการใช้หมวกแต่ละใบขึ้นมา หมวกสีฟ้าเป็นตัวกำหนด “กลยุทธ” ในการคิด ในระหว่างขั้นตอนการคิด หมวกสีฟ้าจะรักษากฎ ระเบียบ และทำให้แน่ใจได้ว่าผู้เข้าประชุมยังสวมหมวกใบที่ตรงกับวาระการคิดนั้นๆ และหมวกสีฟ้ายังประกาศด้วยว่าได้เวลาเปลี่ยนหมวกต่างๆแล้วผู้ที่สวมหมวกสีฟ้าคือผู้ดำเนินการประชุมประธานการประชุม ในช่วงสุดท้ายของการคิด หมวกสีฟ้าจะร้องขอผลลัพธ์ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของการสรุปย่อ ลงมติ การตัดสินใจ แนวทางแก้ไข และอื่นๆ ภายใต้หมวกคิดสีฟ้า เรากำหนดก้าวต่อไปได้ซึ่งอาจเป็นขั้นตอนของการลงมือทำ หรือการนำเอาไปคิดต่อในบางประเด็น หมวกสีฟ้าจะเป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมสถานการณ์โดยรวมบ่อยครั้งที่การคิดมักดำเนินไปอย่างล่องลอย เรื่อยเปื่อย เป็นเพียงการตอบโต้ต่อความคิดที่เสนอขึ้นมา จากช่วงหนึ่งไปสู่อีกช่วงหนึ่งถึงแม้ว่าทุกคนจะมีเป้าหมายในใจ แต่ก็ไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเป็นเป้าหมายหลัก หรือเป้าหมายรอง ข้อเสนอแนะ คำตัดสิน ข้อวิจารณ์ การโต้แย้ง ข้อมูล อารมณ์ ต่างก็ผสมเข้าด้วยกันเหมือนกับอยู่ในหม้อตุ๋นความคิด เป็นความปนเป ยุ่งเหยิงไปเรื่อยๆจนกว่านักคิดคนหนึ่ง จะสะดุดเข้ากับแนวทางที่เคยลองแล้วว่า น่าจะได้ผลตามต้องการ มันเป็นการสำรวจแบบส่งเดชไร้จุดหมาย ที่มาจากการวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบเป็นหลัก ข้อสันนิษฐานที่เป็นที่เป็นไปได้คือ เรามักเชื่อกันว่า ผู้คนที่ฉลาดมีเหตุผลที่ได้รับข้อมูลแวดล้อมอย่างเพียงพอ เมื่อได้ร่วมหารือกัน พวกเขาก็จะบอกได้ว่า ทางเลือกต่างๆมีอะไรบ้าง จากนั้นก็เลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดข้อสันนิษฐานอีกอย่างก็คือว่า การคิดจะถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ในอดีตและเงื่อนไขในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คำตอบ “ค่อยๆเผยตัว”ขึ้นมาและนอกจากการกลั่นกรองอย่างหมดจดโดยการวิพากษ์วิจารณ์เทียบได้กับทฤษฏีวิวัฒนาการตามหลักของดาร์วิน ที่พูดถึงการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ในการคิดก็เช่นกัน ความคิดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ ส่วนความกดดันอันโหดร้ายของสภาพแวดล้อมในทฤษฎีของดาร์วิน ก็เปรียบเหมือนแรงกดดันจากคำวิจารณ์ในด้านลบนั่นเองเราจะคิดแบบหมวกฟ้า เพื่อออกแบบโปรแกรมที่เราต้องการนำไปใช้ โปรแกรมการคิดจะมีความแตกต่างหลากหลายกันไป แล้วแต่สถานการณ์ หมวกสีฟ้าจะสร้างโปรแกรมที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ โดยโปรแกรมการคิดนี้จะกำหนดไว้ตายตัวล่วงหน้า ซึ่งจริงๆแล้วการคิดส่วนใหญ่จะมีการผสมผสากันของหมวกดำและสีขาว โดยมีอารมณ์ความรู้สึกของหมวกแดงแฝงตัวอยู่เบื้องหลัง โปรแกรมหมวกสีฟ้าสามารถกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนได้ โดยใครก็ได้ที่นำวาระการคิดในที่ประชุม หรือทุกคนที่ร่วมประชุมจะร่วมกันออกแบบได้ ภาระกิจของหมวกฟ้า จะต้องหาผลสรุปสุดท้าย การคิดแบบหมวกสีฟ้า จะเกี่ยวกับการควบคุม และติดตามสถานการณ์ บทบาทของหมวกฟ้าคือสรุปความคิดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่โต้แย้งเพื่อเข้าทางเลือกแบบใดแบบหนึ่ง
ประโยชน์ของการใช้ Six Thinking Hats
1. เนื่องจากกระบวนการคิดแบบ Six Thinking Hats เป็นการเริ่มคิดในสิ่งเดียวกัน และคิดร่วมกันในประเด็นเดียวกัน ทำให้ลดความขัดแย้งในการประชุมลงไปได้มาก
2. เนื่องจากระบบให้คนคิดทีละด้าน มองทีละด้าน จากด้านหนึ่งไปมองอีกด้านหนึ่ง ทำให้เห็นภาพจริงที่ชัดเจน เป็นผลให้ในเกิดการพิจารณาความคิดใหม่ ๆ ได้รอบคอบ
3. การใช้ Six Thinking Hats ช่วยให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ทำให้เป็นการดึงเอาศักยภาพ ของแต่ละคนมาใช้โดยที่ไม่รู้ตัว
4. ช่วยประหยัดเวลาในการประชุม เนื่องจาก ทุกคนในที่ประชุมมีความคิดแบบคู้ขนาน
5. จำกัดโอกาสหรือช่องทางสำหรับการโต้เถียงหรือโต้แย้งกัน

หมวก 6 ใบคิด 6 แบบ
แต่งโดย ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน
แปลโดย สุดตระการ ธนโกเศศ
พลอย จริยะเวช
ดวงพร มาจำเนียร
พินทุสร ติวุตานนท์
สาลินี หาญวารีวงศ์ศิลป์
ข้อมูล: http://www.banprak-nfe.com
Wagyuyaki Steak House
เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสได้แวะเวียนไปย่านสุขุมวิท 24 เพื่อบันทึกภาพแนะนำร้านอาหารที่ชื่อ “Wagyuyaki Steak House” (เพิ่งเปิดบริการมาได้ไม่นานนัก)
โดยร้านแห่งนี้สามารถรับรองลูกค้าเบื้องต้นได้ที่ประมาณ 70 ที่นั่ง ภายใต้คอนเซ็ปต์การตกแต่งร้านที่ผสมผสานระหว่างตะวันออก (ญี่ปุ่น) และตะวันตก รวมถึงเมนูอาหารอันเป็นที่อร่อยลิ้นของคนทุกสัญชาติ ซึ่งเมนูที่น่าสนใจที่สุดนั้น ก็คือบรรดาเนื้อสเต็กคัดสรร ที่มีให้เลือกหลายประเภทจากแหล่งผลิตคุณภาพทั้งภายในประเทศและนำเข้ามาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก (เจ้าของร้านถือเป็นกูรูด้านเนื้อโดยเฉพาะ เนื่องจากทำงานด้านอุตสาหกรรมเนื้อมาอย่างยาวนาน) นอกจากนี้ยังมีอาหารแนวฟิวชั่นอีกมากมาย ทั้งสลัดนานาชนิด อาหารทะเลหลากเมนู รวมถึงเครื่องดื่ม และไวน์ชั้นยอด
หากใครที่ชื่นชอบการทานสเต็กและบรรยากาศแบบปิ้งย่างกันอย่างอบอุ่นแล้วล่ะก้อ… ขอแนะนำให้ตรงดิ่งไปที่นี่เลย “Wagyuyaki Steak House” สุขุมวิท 24
อร่อยชัวร์!!! (รอยยิ้มของผมยืนยัน)
>> ข้อมูลเพิ่มเติมจาก facebook จ้า
| สถานที่ |
|---|
| อาหารประเภทต่างๆ |
ญี่ปุ่น
ร้านขายสเต็ก
|
|---|---|
| ที่จอดรถ |
ลานจอดรถ
|
| ขนส่งมวลชน |
BTS Prompong Station
|
| วิธีการชำระเงิน |
วีซ่า
มาสเตอร์การ์ด
|
| บริการ |
จอง
ยินดีต้อนรับลูกค้าที่ไม่ได้สำรองที่นั่ง
พนักงานเสิร์ฟ
|
| เฉพาะทาง |
อาคารค่ำ
เครื่องดื่ม
|
| อีเมล์ |
wagyuyaki@hotmail.co.th
|
|---|---|
| โทรศัพท์ |
+662 258 5746
|
WABI SABI @ DECK
ระหว่างวันหยุดช่วงสงกรานต์ ผมแทบจะไม่ได้กระดิกตัวไปไหนนัก นอกจากการไปทำบุญที่วัด และอัพเดทชีวิตที่ร้านหนังสือโปรด ในช่วงวันสองวันแรกที่ผู้คนทยอยหนีเมืองกรุงไปผ่อนคลายที่ต่างจังหวัดและบ้านเกิด
สำหรับผม…เวลาที่เหลือคือการจัดแจงทำความสะอาดบ้าน, ทำกับข้าวให้ภรรยา (รวมถึงลูกที่อยู่ในท้อง)
และท่องโลกอินเตอร์เน็ต!!!
มารู้สึกตัวอีกทีว่า อยู่อย่างนี้นานเกินไป ก็ปาเข้าไปแทบวันสิ้นเทศกาลสงกรานต์แล้ว จึงแหวกม่านหน้าต่างแหงนมองดูฟ้าที่สดใสภายนอก พลันให้นึกถึงสถานที่สูดอากาศที่ผมไม่ได้ไปเยี่ยมชมมานานแล้ว (และควรไปสำรวจถึงความเป็นไปสักหน่อย) นั่นก็คือ ดาดฟ้าของตึกสามชั้นครึ่งที่อาศัยอยู่ อันประกอบด้วยพื้นที่ว่างเปล่า ของกระถางดอกไม้ ซากตะไคร่น้ำที่แห้งกรัง คราบน้ำฝน และเศษกองไม้ผุกร่อน
ซึ่งนั่นคือที่มา ของภาพที่ปรากฏออกมาเป็นงานภาพถ่ายชุดนี้ >> งานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อส่วนตัวที่ว่า “ในความไม่สมบูรณ์แบบนั้น มีความงามปรากฏอยู่…”
โปรดมีความสุขในการรับชมครับ
SEED ENVELOPES FOR PUN PUN [demo]
การกลับมาอีกครั้ง…สำหรับการเริ่มต้น @ ALEENTA – PRANBURI
นานหลายปี…ที่ตัวเองถอยฉากไปใช้ชีวิต ณ ชายป่าแม่แตงและไม่ได้รับจ้างถ่ายภาพ interior ให้กับใคร
สำหรับงานภาพถ่ายชุดนี้… จึงรู้สึกได้ว่า…อาการเงอะๆ เงิ้นๆ เวลาถ่ายภาพ ยังคงมีปรากฏให้เห็น
หวังว่า…อีกหน่อยคงเข้าที่ สำหรับการกลับมาอีกครั้ง (ตามโอกาส)…กับการถ่ายภาพเชิงพาณิชย์
ภาพบันทึกเมื่อ: กันยายน 2553
รายละเอียดเพิ่มเติมกับสถานที่แห่งนี้ (ข้อมูลจาก http://www.thai2travel.com)
อลีนตา (Aleenta Resort Pranburi) รีสอร์ทหรูบนชายหาดส่วนตัวที่เงียบสงบในอำเภอปราณบุรี เหมาะอย่างยิ่งกับการว่ายน้ำ, อาบแดด หรือวิ่งจ็อกกิ้งบนชายหาด คำว่า “อลีนตา” มาจากภาษาสันสกฤตโบราณมีความหมายว่า “รางวัลของชีวิต”
รีสอร์ทบรรยากาศโรแมนติคท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม ห้องสวีทหรูมีดาดฟ้า, ระเบียงชมพระอาทิตย์ขึ้น และวิวทะเลส่วนตัว, สระน้ำเล็กๆหน้าห้อง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง เครื่อเล่นCD, เครื่องปรับอากาศ, ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่, สบู่ และแชมพูสมุนไพร อลีนตา รีสอร์ทเป็นรีสอร์ทเพื่อความผ่อนคลาย และอิสระของท่านในวันพักผ่อน
| สถานที่ตั้ง : | 183 หมู่ 4, ปากน้ำปราณ | |
| เบอร์โทรศัพท์ : | (662)186-3186 | |
| โทรสาร : | (662)186-3182 | |
ความอิ่มเอมที่เกิดขึ้น ณ “วัดโพธิ์”
เป็นช่วงเวลา 5 ชั่วโมงที่แสนพิเศษ สำหรับวันหยุดธรรมดาๆ วันหนึ่ง…ซึ่งนั่นคือ ความอิ่มเอมกับความเป็นไทย…ชนชาติที่มีศิลปวัฒนธรรม รวมถึงประวัติศาสตร์อันมีเอกลักษณ์ที่น่าชื่นชม! ชาติหนี่งในโลก… รู้สึกภูมิใจจริงๆ (นะ)
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “วัดโพธิ์”
วัดโพธิ์ หรือนามทางราชการว่า วัดพระเชตุพนวิมลมัง คลาราม ราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกและ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระ บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาวัดโพธารามวัดเก่า ที่เมืองบางกอก ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐาน พระพุทธเทวปฏิมากร พระประ ธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุ พระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย
พระอารามหลวงแห่งนี้มีเนื้อที่ 50 ไร่ 38 ตารางวาอยู่ ด้านทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ทิศเหนือจดถนนท้ายวัง ทิศตะวันออกจดถนนสนามไชย ทิศใต้จดถนนเศรษฐการ ทิศตะวันตกจดถนนมหาราช มีถนนเชตุพน ขนาบด้วยกำ แพงสูงสีขาวแบ่งเขตพุทธาวาส และสังฆาวาสชัดเจน
มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกไว้ว่า หลังจากที่พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระ บรมมหาราชวังแล้ว ทรงพระราชดำริว่า มีวัดเก่าขนาบพระ บรมมหาราชวัง 2 วัด ด้านเหนือ คือ วัดสลัก (วัดมหาธาตุฯ) ด้านใต้คือ วัดโพธาราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ขุนนางเจ้าทรงกรม ช่างสิบหมู่อำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์ เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2331
ใช้เวลา 7 ปี 5 เดือน 28 วัน จึงแล้วเสร็จ และโปรดฯ ให้มีการฉลองเมื่อ 2344 พระราชทานนามใหม่ ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมัง คลาวาศ” ต่อมารัชกาลที่ 4 ได้โปรดฯ ให้เปลี่ยนท้าย นามวัดเป็น “วัดพระเชตุ พนวิมลมังคลาราม”
ครั้นรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ นานถึง 16 ปี 7 เดือน ขยายเขตพระอารามด้านใต้และตะวันตก คือ ส่วนที่เป็นพระ วิหารพระพุทธไสยาส สวนมิสกวัน สถาปนาขึ้นใหม่พระมณฑป ศาลาการเปรียญ และสระจระเข้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ เป็นโบราณสถาน ในพระอารามหลวง ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แม้การบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดเมื่อฉลองกรุงเทพฯ 200 ปีพ.ศ. 2525 เป็นเพียงซ่อมสร้างของเก่าให้ดีขึ้น มิได้สร้างเสริมสิ่งใด ๆ
เกร็ดประวัติศาสตร์ ของการสถาปนา และการบูรณะปฏิ สังขรณ์วัดโพธิ์แห่งนี้ บันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ 1 และที่ 3 ขุน นาง เจ้าทรงกรมช่างสิบหมู่ ได้ระดมช่างในราชสำนัก ช่าง วังหลวง ช่างวังหน้า และช่างพระสงฆ์ที่อยู่ในวัดต่างๆ ผู้ เชี่ยวชาญงานศิลปกรรมสาขาต่างๆ ได้ทุ่มเทผลงานสร้าง สรรค์พุทธสถาน และสรรพสิ่งที่ประดับอยู่ใน วัดพระอาราม หลวงด้วยพลังศรัทธา ตามพระราชประสงค์ของพระองค์ ท่านที่ให้เป็นแหล่งรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ เปรียบ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งสรรพวิชาไทย (มหาวิทยาลัยเปิด แห่งแรก) ที่รวมเอาภูมิปัญญาไทย ไว้เป็นมรดกให้ลูก หลานไทยได้เรียนรู้กับอย่างไม่รู้จบสิ้น
…
| วัดโพธิ์ ตั้งอยู่ริมถนนสนามไชยและถนนมหาราช ติดกับพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ -๑๗.๐๐ น. ชาวต่างชาติจะต้องซื้อบัตรเข้าชมคนละ ๕๐ บาท สำหรับนักท่องเที่ยวต้องแต่งกายสุภาพ สุภาพสตรีห้ามสวมกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเข้าไปเที่ยวชมสำหรับศูนย์การศึกษาต่างๆ ที่ต้องการจะนำนักศึกษามาทัศนะศึกษา ณ วัดโพธิ์ กรุณาทำหนังสือแจ้งทางวัด เพื่อจะได้รับความสะดวกในเรื่องสถานที่ ข้อมูล และพระวิทยากรที่จะนำทัศนศึกษา หรือ
สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร.๐-๒๒๒๖-๐๓๓๕, ๒๒๕-๙๕๙๕, ๒๒๑-๙๔๔๙ และพุทธศาสนิกชนที่ต้องการมาทำบุญที่วัดโพธิ์ เช่น ติดต่อทำบุญถวายเพลพระ, ถวายสังฆทาน, บังสุกุลอัฐิญาติ ฯลฯ ท่านสามารถติดต่อได้ที่แผนกบำเพ็ญกุศลวัดพระเชตุพน ซึ่งมีสำนักงานไว้คอยบริการที่เขตพุทธาวาสใกล้เขาฤษีดัดตนหรือติดต่อสอบถามที่ โทร. ๐ – ๒ ๒๒๑-๔๘๔๓, ๒๒๒ – ๘๖๘๐
|
| *ผู้ที่นำรถส่วนตัวมาสามารถนำมาจอดไว้ถนนเชตุพน โดยเสียค่าบริการ (วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ สถานที่จอดรถอาจไม่เพียงพอ) *ส่วนรถบัสหรือรถทัวร์ขนาดใหญ่ที่นำนักท่อเที่ยวมา ไม่สามารถนำมาจอดที่ถนนเชตุพนได้ แต่สามารถนำรถไปจอดที่สนามหลวง ไม่เสียค่าบริการ (กรณีพิเศษจะจอดริมถนนรอบวัด จะต้องติดต่อขออนุญาตทาง สน.ราชวัง โทร. 223-2845-7) |
อร่อยริมทางตามประสาอิ่มเอม # ย่านฝั่งธนบุรี
…
โอวกี่ หมูสะเต๊ะ ท่าดินแดง
ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้หมูสะเต๊ะ เห็นทีคงจะพลาดไม่ได้กับการลิ้มรสหมูสะเต๊ะเลื่องชื่อ ที่ขายกันมาเกือบ 50 ปี อย่างโอวกี่ ท่าดินแดง
โดยมีทั้งในส่วนที่เป็นหมูสะเต๊ะ รวมถึงตับสะเต๊ะ สนนราคาเริ่มต้นที่ไม้ละ 4 บาท (ขั้นต่ำ 15 ไม้ = 60 บาท) และขนมปังปิ้งแผ่นละ 5 บาท
แต่ทั้งหมดทั้งมวล ย่อมไม่ใช่คำตอบของหมูสะเต๊ะชั้นยอดเป็นแน่ หากไม่ได้ทานคู่กับน้ำจิ้มข้นรสเด็ด ที่ลงตัวในรสชาติตลอดจนกลิ่นหอมโชยจากถั่วและงาคั่วที่ผสมกันอย่างกลมกล่อมจนอร่อยติดลิ้น
ใครที่ยังไม่ได้ลอง เห็นทีงานนี้ หาเวลาไปชิมหมูสะเต๊ะให้พุงกางซะแล้ว
โอวกี่ หมูสะเต๊ะ ท่าดินแดง
หัวมุมปากซอยท่าดินแดง 11
เปิดบริการ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม
และหยุดทุกวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน
โทร. 081 906 2116 / 089 202 4467
…
หอยแมลงภู่ทอด วงเวียนเล็ก -เชิงสะพานพระปกเกล้า
แม้อาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านหอยทอดเป็นพิเศษ แต่ด้วยลิ้นที่ผ่านการชิมมาอย่างต่อเนื่อง ก็รู้ได้ในทันทีว่า เจอของจริงเข้าแล้ว กับความอร่อยของ “หอยแมลงภู่ทอดรัตนา” ย่านวงเวียนเล็ก ที่ประทับใจตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย ด้วยความกรอบนอกนุ่มใน (ไปถึงกระเพาะ 55) กับราคาเกินคุ้มเพียง 40 บาทเท่านั้น
แล้วอะไรคือสูตรเด็ดของงานนี้ล่ะ?
นั่นเพราะหนึ่ง! หอยแมลงภู่ตัวโตๆ สดๆ สอง! ที่นี่เขาใช้ไข่เป็ดในการปรุง ทำให้ได้ความหอมมันและสีสันที่สดสวย (ปกติคนทั่วไปจะใช้ไข่ไก่) และสาม! ฝีมือล้วนๆ ของคุณน้ารัตนานั่นเอง
พูดอย่างนี้แล้ว…เลยไม่ต้องแปลกใจกับคิวที่ยาวเหยียดของลูกค้า (ซึ่งเป็นอย่างนี้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยครั้งคุณพ่อ โดยเริ่มขายตั้งแต่ปี 2480) จนได้รับสมญาจากลูกค้าขาประจำอีกชื่อหนึ่งว่า “หอยทอดใจเย็น (ๆ)” อืม…ม จริง!
ใครที่เป็นเซียนหอยทอด ฟังอย่างนี้แล้ว ต้องล็อคคิวด่วน… ลุย!!!
หอยแมลงภู่ทอดรัตนา วงเวียนเล็ก (ตลาดพญาไม้) เชิงสะพานพระปกเกล้า
เปิดบริการตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึง 3 ทุ่ม
โดยเปิดขายเฉพาะ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ***
โทร. 081 811 4898
…
ไอติมไข่ – ไอติมกะทิ วงเวียนเล็ก
ห่างกันไม่เกิน 2 คืบ…จากร้านหอยแมลงภู่ทอดรัตนาอันเลื่องชื่อ สำหรับแฟนคลับไอศครีม คงต้องปิดตำราภาพความหวานแหววภายในห้องแอร์เย็นๆ นั่งกันหวานซึ้งทิ้งไป…
นาทีนี้เน้นความอร่อยแบบจริงจังจากไอติมกะทิกันดีกว่า เพราะเชื่อว่า รสชาติที่พยายามอธิบายอยู่นี้ จะหาไม่ได้จากไอคศรีมแบรนด์เนมที่คุ้นเคยอย่างแน่นอน แต่นี่คือรสชาติของหัวกะทิ ที่เต็มไปด้วยความหอมมันชวนละมุนลิ้น ยิ่งได้ลองเติมไข่แดงสดลงไป จนกลายเป็นไอติมไข่… ก็ยิ่งกลายเป็นซุปเปอร์ไอติมกะทิ การันตีจากปริมาณผู้คนหลากหลายรุ่นที่นั่งรออย่างใจเย็น (แข่งกันกับการรอหอยทอด) จน 40 กว่าปีที่ผ่านมา ใครหลายคนย่านฝั่งธนฯ ได้ขอสมัครเป็นสมาชิกถาวรไปเสียแล้ว ![]()
โดยสนนราคาแบบเย็นใจ เพียงแค่ 20 บาทสำหรับไอติมกะทิ และ 30 บาทสำหรับไอติมไข่… (อืม..ม นึกภาพปื้บ…ก็ชวนน้ำลายสอ :b)
รวมถึงเมนูน้ำเย็นๆ อีกสองสามอย่าง เช่น น้ำส้มคั้น 20 บาท, เก๊กฮวย–ชาดำเย็น-ลำไย 10 บาท เป็นไง? คอแห้งรึยัง?
ไอติมไข่ – ไอติมกะทิ วงเวียนเล็ก
เปิดบริการตั้งแต่บ่าย 3 โมง ถึง 4 ทุ่มครึ่ง
และหยุดทุกวันจันทร์
…
ก๋วยเตี๋ยวเฮฟวี่ (คาราบาว) ถ.เจริญรัถ คลองสาน
…คืนนี้จันทร์ หลับใหล แหกวงใน แหละวงล้อม อ้อมออกจาก กรุงศรี ไปเข้าตี เมืองจันทร์…
ท่ามกลางดงเส้นก๋วยเตี๋ยว เคล้ากลิ่นน้ำซุปหมูตุ๋นที่หอมติดจมูก…
เสียงเพลงคาราบาวจากสเตอริโอดังประสานพร้อมเสียงนักร้องนำที่เสื้อผ้าหน้าผมและลีลา (ในการปรุง) ละม้ายคล้ายพี่แอ๊ด คาราบาว ราวกับว่า เรากำลังนั่งฟังเพลงแนวคันทรี่อยู่โรงเบียร์ที่ไหนสักแห่ง…
จึงไม่น่าแปลกใจนักที่บรรยากาศของร้านก๋วยเตี๋ยวริมทางแห่งนี้ จะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและอารมณ์ร่วมจากผู้คนสารพัดวัย (ที่หิว) ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ชิมกันเลยทีเดียว
ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะลีลาในการเอนเตอร์เทนลูกค้าแบบสุดตัว ที่ทำให้ผู้คนยอมนั่ง-ยืนรอคิวกันเนืองแน่น แต่ความพิเศษจริงๆ นั้นอยู่ที่รสชาติความอร่อยของหมูตุ๋นผสมน้ำซุปที่หอมกลมกล่อม คลุกเคล้าเส้นก๋วยเตี๋ยวนุ่มๆ โรยกากหมูกรอบ โดยไม่ต้องพึ่งพาผงชูรสให้เหนื่อยใจ ซึ่งเป็นสูตรก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นคลาสสิกที่เปิดขายมาตั้งแต่ปี 2509 โน้นแน่ะ!!!
อืม…ม ของเค้าดีจริง…โอ๋ อิ่มเอม กล้ายืนยัน!!!
ก๋วยเตี๋ยวเฮฟวี่ (คาราบาว) ถ.เจริญรัถ ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทยสาขาเจริญรัถ
เปิดบริการทุกวัน (ยกเว้นติดธุระ) ตั้งแต่เวลา 2 ทุ่มครึ่ง ถึง 5 ทุ่มครึ่ง โดยประมาณ
โทรจองคิวได้ (ถ้าไม่อยากรอนาน) ที่ 081 734 2974
…
เป็ด-ห่าน พะโล้ ร้านนายสุนเจริญนคร
ใครที่เคยประณามว่า…ในความเป็นเป็ด (รวมถึงห่าน) มักทำอะไรได้แบบครึ่งๆ กลางๆ จะบินก็ได้ไม่กี่หลา จะว่ายน้ำก็ไม่เวิร์ค ทำอะไรก็ไม่เก่ง!
เห็นทีงานนี้คงต้องถอนคำพูดเสียแล้ว เพราะสำหรับที่ร้านนายสุนเจริญนคร ซอย 12 สามารถทำให้ผองเป็ดและเพื่อนห่าน กลายเป็นเป็ด-ห่านพะโล้ขั้นเทพ…ไม่มีข้อด้อยใดๆ นอกจากคำว่าอร่อย!!! สถานเดียวในยามที่ได้ลิ้มลอง
โดยมีสารพัดเมนูชวนชิม ทั้งข้าวหน้าเป็ด-หน้าห่าน บะหมี่เป็ด-ห่าน เกาเหลาเครื่องในเป็ด-ห่าน ฯลฯ ที่ร้านนายสุนเจริญนครเค้ารับสัมปทานงานนี้ไว้ทั้งหมด มากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งความพิเศษของเป็ด-ห่านขั้นเทพ อยู่ที่น้ำซุปเครื่องยาตุ๋นรสชาติหอมกลมกล่อม สัมผัสได้ในเวลาที่เราเคี้ยวจะรู้สึกในทันทีว่ามีความนุ่มละมุน ไม่มีกลิ่นสาบ…และเผลอแป๊บเดียวเนื้อเป็ด –ห่าน พะโล้ก็เกลี้ยงชามซะแล้ว
ถ้าใครยังไม่ได้ลอง เห็นทีคงต้องไปชิมให้หายลืมเป็ด…กันสักหนแล้วล่ะ !
ร้านนายสุนเจริญนคร ซอย 12 ตรงข้ามโรงแรมเพนนินซูลา
เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 11 โมงเช้า – 5 โมงเย็น
เมนูแนะนำ: บะหมี่ห่านพะโล้
สนนราคาต่อชามเริ่มต้นที่ 30-35 บาท
“เทศบาลเมืองตราด วิถีแห่งชุมชนบนความสมดุล”
เรื่องและภาพ: โอ๋ อิ่มเอม / ตีพิมพ์โดย : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
“คุณค่าของมนุษย์ อยู่กับสิ่งที่เขาให้ ไม่ใช่ที่ความสามารถในการแสวงหา…”
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ทุกวันนี้…ไม่รู้ว่า เพราะโลกเราหมุนเร็วเกินไปหรือเปล่า จึงทำให้ใครหลายคนพลอยใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ (ไปตามแรงเหวี่ยงนั้น) รีบทำ รีบแสวงหาตามค่านิยมแห่งการบริโภค และอยู่อย่างตัวใครตัวมัน ด้วยอาจคาดหวังที่จะครอบครองให้ได้โดยเร็วและนานที่สุด จนบางครั้งหลงลืมรายละเอียดรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องของการแบ่งปันความสุขให้แก่ผู้คนรอบข้าง
บทเรียนบางอย่างจากการมีชีวิตอยู่เช่นนั้น เริ่มส่งผลชัดเจนออกมาเป็นสิ่งที่หลายคนพยายามปฏิเสธที่จะรับ แต่กลับหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ นั่นก็คือ ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังรุกคืบเข้าไปอยู่ในทุกแห่งหน ที่เปิดรับความคิดตามกระแสบริโภคอย่างไม่รู้เท่าทัน ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับโลก จนมีหลายฝ่ายเริ่มขบคิดที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
ซึ่งแม้คำว่า “จะแก้ไขอย่างไร ?” จะเป็นคำถามที่ปลายเหตุ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีไม่น้อยต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน ที่เหมือนเป็นต้นแบบของการปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนสู่ความสมดุล ผ่านการเรียนรู้จากอดีต และฟื้นฟูจัดการกับปัจจุบัน เพื่อการวางรากฐานสำหรับอนาคต
โดยหลายปีที่ผ่านมาของแนวคิดในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน “เทศบาลเมืองตราด” ถือเป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบที่สามารถลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงและจัดการต่อปัญหาที่สังคมส่วนใหญ่กำลังเผชิญ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างเป็นรูปธรรมจากความร่วมมือร่วมใจของผู้คนในชุมชน เช่น การจัดการปัญหาขยะ การส่งเสริมอาชีพครบวงจร การผลิตไบโอดีเซลชุมชน รวมถึงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้เกิดความสมดุลระหว่างธรรมชาติและความเป็นเมือง จนอาจกล่าวได้อย่างไม่เกินเลยต่อความจริงว่า นี่คือ “ชุมชนเมืองในอุดมคติ” ที่ใครหลายคนกำลังใฝ่หาสำหรับการเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงชีวิต
…
“พหุภาคี” โลกทัศน์ต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
ณ ที่ทำการสำนักงานเทศบาลเมืองตราด กับการเข้าร่วมเสวนา “โครงการถอดบทเรียน โครงการส่งเสริมพหุภาคีในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนปฏิบัติการ 21 [Local Agenda 21]” ถือเป็นดั่งแว่นขยายที่ช่วยส่องให้เห็นภาพรวมของความสำเร็จในการเป็นชุมชนต้นแบบของเทศบาลเมืองตราดชัดเจนต่อความเข้าใจ โดยผ่านคำบอกเล่าและร่วมกันหารือจากประสบการณ์ของตัวแทนเทศบาล ซึ่งนำโดยคุณนิมิตร สมุทรคีรี รองนายกเทศมนตรีฝ่ายสาธารณสุข คุณเกยูร ชีวไพบูลย์ ผู้อำนวยการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และคุณวินิจ บุญเรือง นักวิชาการสุขาภิบาล เทศบาลเมืองตราด พร้อมด้วยแกนนำชุมชน จาก 4 ชุมชน (จากทั้งหมด 6 ชุมชน) ได้แก่ คุณลุงจรัญ อุทิศ แห่งชุมชนโภคไพร คุณลุงวินิต นิรันต์พานิช แห่งชุมชนรักษ์คลองบางพระ คุณน้าอรอนงค์ คล่องกิจกล แห่งชุมชนท่าเรือจ้าง และคุณลุงสมศักดิ์ ทีฆายุ แห่งชุมชนบ้านล่าง ร่วมด้วยวิทยากรในโครงการฯ อย่างคุณประภาพรรณ อุ่นอบ ในการเป็นผู้ดำเนินการเสวนาต่อการตั้งประเด็นคำถาม เพื่อติดตามความคืบหน้า และสรุปผลของการทำแผนปฏิบัติการท้องถิ่นที่ผ่านมา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารและการพัฒนาร่วมกันในลำดับต่อไป
ซึ่งหากจะมีมองย้อนกลับไปเพื่อเปรียบเทียบความเป็นอดีตและปัจจุบันนั้น เทศบาลเมืองตราดก็คงคล้ายกับคนที่เคยป่วย ด้วยเคยตกอยู่ในสภาพชุมชนเมืองขยายที่สุ่มเสี่ยงต่อการรักษาสมดุลด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อปัญหาที่ส่งผลกระทบในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแหล่งน้ำเน่าเสีย ขยะมูลฝอย ผังเมืองที่ไร้ระเบียบ รวมถึงปัญหายาเสพติดและครอบครัว ซึ่งสืบเนื่องมาจากการเพิ่มของจำนวนประชากร การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยหลงลืมประเด็นในการจัดการที่สอดคล้องหรือเหมาะสมกับภูมิศาสตร์ และศักยภาพของชุมชนเป็นสำคัญ
กอรปกับในระหว่างนั้นเอง ชุมชนเมืองขยายทั่วโลกต่างก็ประสบกับปัญหาที่คล้ายคลึงนี้เช่นกัน จนได้มีการขับเคลื่อนจากประชาคมโลก อันประกอบด้วยผู้แทนจาก 178 ประเทศสมาชิก ต่างร่วมลงนามกำหนดแผนแม่บทต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักต่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบแนวคิดของความสมดุลใน 3 มิติ อันได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเห็นควรให้ทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชน สามารถเข้ามามีบทบาทร่วมกันต่อการบริหารและจัดการดูแลท้องถิ่นของตนในลักษณะพหุภาคี จนเป็นที่มาของแผนปฏิบัติการ 21 ระดับท้องถิ่นสำหรับชุมชน [Local Agenda 21] ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในเวลาต่อมา
กระทั่งในปี พ.ศ. 2547 โครงการดังกล่าว ก็ได้เริ่มดำเนินนโยบายนำร่อง มายังเทศบาลเมืองตราด โดยมีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเสมือนพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนแนวคิดองค์ความรู้ การติดตาม รวมถึงการร่วมส่งเสริมแผนงาน เพื่อวัตถุประสงค์ให้ชุมชนมีศักยภาพในการดูแลอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นบนความสมดุลที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ
กระนั้น แม้ทฤษฎีและนโยบาย จะเป็นสิ่งที่ชวนให้ภาพความหวังแห่งการเป็นชุมชนเมืองน่าอยู่ เริ่มมีเค้าลางที่เกิดขึ้นได้จริง แต่หากใครได้ลองเข้าไปร่วมเสวนาในครั้งนี้ก็จะพบว่า ในทางปฏิบัติ กว่าที่ชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองตราดจะสามารถเป็นชุมชนแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้นั้น ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เหล่าพหุภาคี ต่างก็เจอะเจอกับความซับซ้อนอยู่ไม่ใช่น้อยทั้งในกระบวนการและองค์ประกอบทางสังคม นับตั้งแต่การเริ่มต้นให้ชุมชนยอมรับสู่การเปลี่ยนแปลง การจัดเวทีชุมชนระดมความคิดเพื่อค้นหาศักยภาพชุมชนสู่การแก้ไขปัญหา การส่งเสริมคุณภาพชีวิตตามลำดับแบบแผน การร่วมกันทำกิจกรรมชุมชนอย่างจริงจังต่อเนื่องด้วยความเสียสละ พร้อมกับการประสานงานร่วมกันระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชนในการผลักดันนโยบายเชิงปฏิบัติ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งกระบวนการทั้งหมดมีอยู่หลายต่อหลายครั้ง ที่อาจสร้างความทดท้อใจให้แก่สมาชิกพหุภาคี ในบางช่วงตอนและบางแง่มุม ได้เช่นกัน
“สำหรับดิฉัน ก่อนหน้านั้นก็มีความหนักใจไม่น้อย ต่อการพยายามสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน ว่าพวกเรากำลังพยายามทำอะไรกันอยู่ ? ทำไมต้องทำเรื่องแบบนี้ ? ทำไมต้องร่วมกันประชุม ? แล้วเขาจะได้อะไร ? ในเมื่อการมาประชุมแต่ละครั้ง พวกเขาต้องเสียรายได้ไปอย่างน้อยก็วันละสองสามร้อยบาทเข้าไปแล้ว ดังนั้นดิฉันและแกนนำชุมชนท่านอื่นๆ จึงต้องใช้วิธีที่เริ่มจากการทำตัวเองเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน แล้วค่อยดึงผู้คนที่สนใจมาร่วม ค่อยๆ เติมกิจกรรมและโครงการที่ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ เช่น การคัดแยกขยะ การประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ที่สามารถขายได้ในชุมชน จนสามารถผลักดันไปสู่โครงการอื่นๆ ที่เป็นระบบมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ ค่อยเป็นค่อยไป จนถึงทุกวันนี้หลายครัวเรือน ต่างเห็นความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้มากขึ้นตามลำดับ ซึ่งก็ทำให้ดิฉันและแกนนำท่านอื่นพลอยมีกำลังใจและมีความสุขไปด้วย”
นั่นคือความรู้สึกที่สะท้อนออกมาให้เห็นจากคุณน้าอรอนงค์ หรือที่ใครหลายคนเรียกว่า “ครูติ๋ม” อดีตครูโรงเรียนอนุบาลเมืองตราด ที่ผันตัวเองมาทำงานด้านการพัฒนาชุมชน ได้ถ่ายทอดถึงการเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนชุมชน ในคราแรกที่ดำเนินโครงการฯ จนถึงทุกวันนี้ที่หลายโครงการได้สัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรมในชุมชนท่าเรือจ้างแล้ว
ขณะที่คุณลุงวินิต หรืออาจารย์วินิต อดีตผู้บริหารโรงเรียน ที่ใช้ชีวิตหลังการเกษียณกับการทุ่มเทดูแลชุมชนบ้านเกิด ก็ได้กล่าวเสริมถึงจุดเริ่มต้นในการเข้ามาร่วมเป็นแกนนำชุมชนว่า
“ในส่วนของชุมชนรักษ์คลองบางพระ ในเบื้องต้นอาจมีหลายคนเคลือบแคลงใจว่า ทำไมพวกเราต้องทุ่มเทอะไรกันมากขนาดนี้ ? มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการหรือเปล่า ? ซึ่งก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าที่จะทำให้พวกเขายอมรับในสิ่งที่เรากำลังพยายามทำอยู่นี้ ว่าคือการเสียสละเพื่อชุมชนบ้านเกิดด้วยความจริงใจ ซึ่งพอมาปรึกษากันในกลุ่มพหุภาคี เราก็พอจะได้ข้อสรุปเริ่มต้นว่า เหล่าแกนนำต้องเริ่มทำเป็นแบบอย่างก่อน ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง กลายเป็นข้อเปรียบเทียบ แล้วแนวร่วมก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น เพราะคงไม่มีใครที่อยากเห็นชุมชนของตัวเองแย่ไปกว่าเดิมเป็นแน่ ซึ่งมันก็ได้ผลจริงๆ เพียงแต่ทุกฝ่ายต้องใส่ใจทำงานกันอย่างเต็มที่ เสียสละ และอดทนเป็นพิเศษ จึงจะมีวันที่พวกเรายิ้มได้อย่างนี้”
และเมื่อบททดสอบต่างๆ ได้ค่อยๆ แปรผันเป็นผลคำตอบ ที่ทำให้ชุมชนเมืองมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีที่มาจากโครงการมากมายร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดการขยะมูลฝอยครบวงจร โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการทำน้ำสกัดชีวภาพจากขยะอินทรีย์ โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชน โครงการคลองสวยน้ำใส โครงการปลูกป่าชายเลน โครงการส่งเสริมสุขภาพชุมชน และโครงการไบโอดีเซลชุมชนแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดกระบวนการทางความคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน หรือพหุภาคีอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งบางช่วงบางตอนในการเสวนา ได้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อองค์กรท้องถิ่นอย่างเทศบาลเมืองตราด ในการเพิ่มศักยภาพของการบริหารที่จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในวันข้างหน้า โดยคุณนิมิตร สมุทรคีรี รองนายกเทศมนตรีฝ่ายสาธารณสุข ได้กล่าวถึงภาพรวมของชุมชนเมืองตราด ณ ปัจจุบัน ด้วยความรู้สึกประทับใจว่า
“เราโชคดีอย่างมาก ที่ทุกวันนี้ชุมชนต่างๆ ของเรา มีความเข้มแข็งมากกว่าแต่ก่อน มันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของพหุภาคีสามารถสร้างความแตกต่าง ให้กับเทศบาลเมืองตราดได้อย่างชัดเจนกว่าระบบบริหารแบบเดิมๆ เช่น เราสามารถรับรู้ปัญหาต่างๆ ได้จากเวทีภาคประชาชน ซึ่งมีการระดมความคิดมองหาความพร้อมของบุคลากร ต้นทุนทางสังคม ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านปัจจัยการผลิต จนนำไปสู่การพัฒนาที่ทางฝ่ายบริหารของเทศบาลเมืองตราด สามารถตอบสนองได้อย่างเต็มที่และตรงจุด ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกฝ่าย เริ่มตั้งแต่เหล่าแกนนำชุมชนที่ทุ่มเทและเสียสละอย่างมาก ในการประสานงานกับชาวบ้านในแต่ละชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกฝังจิตสำนึก ซึ่งถือเป็นเรื่องยากที่สุดในทางปฏิบัติ แต่ทุกวันนี้หลายครัวเรือนก็แสดงให้เห็นว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับโครงการต่างๆ ด้วยความกระตือรือร้น อย่างเช่น โครงการติดตั้งบ่อดักไขมันในครัวเรือน ที่แม้อาจจะมีความยุ่งยากในการดูแลระยะยาว แต่หลายครัวเรือนส่วนใหญ่ก็ยินดีให้ความร่วมมือ ทำให้น้ำในคลองบางพระกลับมาใสสะอาดอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ก็ต้องขอขอบคุณหลายองค์กร เช่น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่คอยสนับสนุนความรู้ และข้อมูลต่างๆ ทางด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในทุกครั้งที่มีโครงการด้านเหล่านี้ ซึ่งจากความร่วมมือของพหุภาคี ทำให้ผมคิดว่า เทศบาลเมืองตราดของเรา ได้เดินมาถูกทางแล้วกับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เช่นทุกวันนี้ ”
แม้ตัวอักษรด้านบนจะเป็นเพียงเสียงสะท้อนจากบางแง่มุมของการเสวนากว่า 3 ชั่วโมง แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่เปิดโลกทัศน์ ในการทำความรู้จักและตระหนักต่อกระบวนการที่มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ “พหุภาคี” ซึ่งประกอบไปด้วย องค์กรภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน ให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพ รวมถึงการมีแผนงาน และกลไกในการดูแลอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อท้องถิ่นของตนได้อย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิดองค์รวมด้วยความสมดุลใน 3 มิติ อันได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ซึ่งตรงคำว่า “พหุภาคี” นี่เอง ที่เหมือนเป็นการตอกย้ำให้รู้ว่า สังคมใดก็ตามที่จะสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องมีจุดเริ่มต้น ณ ตรงจุดนี้เป็นสำคัญ เพื่อการขับเคลื่อนทั้งในแง่ของการกำหนดนโยบาย การประสานงาน และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน พร้อมกับการส่งผลที่สำคัญตามมา นั่นก็คือ “จิตสำนึกในความรู้รักสามัคคีเพื่อแผ่นดิน” เป็นที่ตั้ง ซึ่งการตระหนักต่อสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นเหมือนการสร้างค่านิยมทางสังคมขึ้นมาใหม่ด้วยความยั่งยืนและเป็นรูปธรรมอย่างที่ใครหลายคนกำลังแสวงหา ก็เป็นได้
…
หลังจากการแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับ “โครงการถอดบทเรียน โครงการส่งเสริมพหุภาคีในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนปฏิบัติการ 21 [Local Agenda 21]” ภายในห้องประชุมที่ทำการสำนักงานเทศบาลเมืองตราดได้สิ้นสุดลง โมงยามของการเรียนรู้วิถีชุมชนด้วยการลงพื้นที่ (ความเป็น) จริง เพื่อไปสัมผัสกับโครงการที่น่าสนใจต่างๆ ของแต่ละชุมชน โดยมีเหล่าแกนนำที่เข้าร่วมการถอดบทเรียนฯ เป็นผู้นำทาง จึงได้เริ่มต้นขึ้นในเวลาต่อมา
เมื่อชุมชนแบบตัวใครตัวมัน กลายเป็นชุมชนเกื้อกูล
จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ที่ได้แยกความสัมพันธ์ระหว่างครัวเรือนออกจากความเป็นชุมชนอย่างที่สังคมสมัยใหม่กำลังเผชิญอยู่ แต่นั่นอาจเป็นเพียงภาพอดีตและบทเรียนเชิงประวัติศาสตร์สำหรับชุมชนท่าเรือจ้างไปแล้ว เมื่อ ณ วันนี้ วันที่ผู้คนในชุมชนสามารถรวมกลุ่มเพื่อแบ่งปันความสุขร่วมกัน จากโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตต่างๆ ที่ค่อยๆ เติบโตตามลำดับขั้น โดยเน้นที่การกระจายรายได้และส่งเสริมอาชีพ รวมถึงการออมทรัพย์เป็นยุทธศาสตร์สร้างแรงจูงใจ เริ่มตั้งแต่ โครงการคัดแยกขยะ ที่เน้นให้ทุกครัวเรือนรู้จักคัดแยก และรวบรวมสำหรับแลกเปลี่ยนเป็นรายได้หมุนเวียนในครัวเรือน และปลูกฝังจิตสำนึกแก่เยาวชนต่อการจัดการขยะในอนาคต นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการเกี่ยวกับการเก็บออม ที่อยู่ในรูปแบบกองทุนออมทรัพย์ กองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งสมาชิกสามารถฝากถอนและกู้ยืมได้ตามเงื่อนไขที่ชุมชนร่วมกันกำหนดขึ้น
และอีกโครงการหนึ่งที่ชุมชนท่าเรือจ้างได้ร่วมกันจัดตั้ง นั่นคือโครงการร้านค้าชุมชน ซึ่งมีลักษณะการจัดการในรูปแบบสหกรณ์ร้านค้าและสามารถผลิตสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ ที่เป็นความต้องการของครัวเรือนภายในชุมชนและตลาดภายนอก ไม่ว่าจะเป็น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างพื้น น้ำยาซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ตลอดจนของชำร่วย เสื้อผ้า เครื่องประดับ สินค้าตกแต่งบ้าน โดยเป็นน้ำพักน้ำแรงของกลุ่มสมาชิกที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาช่วยกันผลิต พร้อมมีค่าจ้างตามแต่ประเภทงานเป็นผลตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาชีพต่างๆ โดยมีแม่งานอย่างคุณน้าอรอนงค์หรือคุณครูติ๋ม ที่ใช้เวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมาหลังจากตัดสินใจเกษียณตัวเองก่อนกำหนดด้วยเหตุภาวะโรคหัวใจ และได้นำความรู้สมัยครั้งที่ยังรับราชการครูมาทำงานเพื่อชุมชน เป็นผู้คอยคัดสรรหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้แก่สมาชิกในกลุ่ม รวมทั้งพลอยเป็นครูผู้สอนวิธีการผลิตสินค้า รวมไปถึงงานในด้านต่างๆ ด้วยตนเองอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจถ้าใครจะเอ่ยถามถึงกรรมวิธีในการผลิตสินค้าต่างๆ คุณครูติ๋มจะตอบได้อย่างคล่องแคล่วพร้อมเสริมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจ ราวกับจะบอกว่า งานชิ้นนี้ไม่ธรรมดานะ มันพิเศษตรงที่มาจากความตั้งใจนี่แหละ ซึ่งทุกวันนี้ดอกผลแห่งความพยายามเหล่านั้นได้เกิดเป็นความภูมิใจร่วมกันของคนในชุมชนอย่างที่ปรากฏ
“ทุกวันนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนสำหรับชุมชนท่าเรือจ้างของพวกเรานั่นก็คือ การรู้จักอดออม ซึ่งทำให้ชีวิตหลายคนที่เคยเรียกได้ว่า ชักหน้าไม่ถึงหลัง กลับมีความอุ่นใจในยามที่จำเป็นต้องใช้เงินทอง โดยไม่ต้องไปอาศัยการกู้ยืมเงินนอกระบบให้เป็นภาระหนี้สินเกินตัวอีกต่อไป ซึ่งเงินออมส่วนใหญ่ก็ได้มาจากการคัดแยกขยะและผลิตสินค้าชุมชนสารพัดแบบ โดยเฉพาะงานประดิษฐ์สิ่งของเหลือใช้ เช่น เศษผ้า เศษกระดาษ กลายเป็นว่าเหมือนเราได้สามต่อ ทั้งรายได้ การจัดการสิ่งแวดล้อม และเรื่องสังคมด้วย”
นั่นคือถ้อยทัศนะของคุณครูติ๋ม ที่รวมใจความถึงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนที่เกิดขึ้น พลางให้รู้สึกนับถือในความเป็นผู้เสียสละ ยามเมื่อเห็นเธอเอามือปาดเหงื่อที่ซึมไหลอยู่ตามใบหน้า พร้อมยิ้มรับกับมันอย่างมีความสุข ท่ามกลางฉากหลังของผู้คนที่ต่างแวะเวียนมาช่วยกันผลิตสินค้าเพื่อชุมชน ซึ่งวันนี้ได้นำพาให้ใครหลายคนที่เคยละเลยต่อกัน กลับมาเป็นเหมือนคนคุ้นเคย มีความเกื้อกูลต่อกัน ด้วยหน้าที่และด้วยใจร่วมกัน
…
เมื่อความสุขหมุนรอบตัวเรา
หากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนชุมชนโภคไพร และพบปะ “คุณลุงจรัญ” แกนนำผู้ใจดี คงรู้สึกประทับใจอยู่ไม่น้อยกับอัธยาศัยไมตรี ที่ดูเหมือนว่าจะมีอยู่อย่างเหลือเฟือต่อการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในชุมชนโภคไพร ด้วยท่าท่างที่กระฉับกระเฉงกับการใช้ชีวิต ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ด้วยเหตุใดที่ทำให้ชายสูงอายุวัย 71 ปีผู้นี้ดูมีความสุข แถมยังคงดูแข็งแรงราวกับคนอายุไม่ถึง 50 ปี จนกระทั่งคุณลุงจรัญได้นำทางไปพบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ที่มารวมตัวกันอยู่ภายใต้ชายคาอาคารศูนย์สาธารณสุขมูลฐานของชุมชนหลังเล็กๆ ภายในวัดวรดิษฐาราม ซึ่งคำตอบนั้นก็ได้ค่อยๆ ถูกอธิบาย ผ่านเรื่องราวและเสียงหัวเราะที่ลอยเข้ามาทักทายให้ได้ยินตั้งแต่ยังไม่ทันเจอะเจอหน้าตา โดยต้นกำเนิดเสียงเหล่านั้น มีที่มาจากผู้คนหลากหลายวัยทั้งพี่ป้าน้าอาตายาย ซึ่งต่างกำลังช่วยกันผลิตดอกไม้จันทน์ อันเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เลื่องชื่อของชุมชนโภคไพร โดยถ้าใครลองสังเกตให้ดี ก็จะเห็นรายละเอียดของความประณีตบรรจงต่องานประดิษฐ์เหล่านั้น
โดยมีคำตอบแฝงรอยยิ้มเล็กๆ จากคุณป้าคนหนึ่งซึ่งกำลังจดจ้องกับการเข้ารูปจับจีบดอกว่า
“ของอย่างนี้มันอยู่ที่ใจนะ อย่างน้อยเราก็มีความสุขที่ได้ทำอย่างเต็มที่ เหมือนพวกเรากำลังทำของถวายน่ะ ทำไปมีความสุขไป แถมมีเพื่อนคุยอีกต่างหาก เพลินใจอย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ”
ซึ่งแม้จะเป็นคำตอบแบบตรงๆ ง่ายๆ แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่สังคมปัจจุบันเริ่มขาดหาย และถูกทดแทนด้วยความฉาบฉวยของจำนวนเป็นที่ตั้ง จนอาจหลงลืมต่อรายละเอียดของความใส่ใจในสิ่งที่ทำ ขณะที่งานประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ของชุมชนโภคไพร กลับไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลอื่นใดมาปฏิเสธความตั้งใจ แม้เมื่อสิ่งนี้จะเป็นเพียงตัวแทนแห่งความอาลัยที่รอวันมอดไหม้ในกระแสเพลิงก็ตาม
ถัดมาจากกองพะเนินของดอกไม้จันทน์ คุณลุงจรัญก็แนะนำให้ได้รู้จักกับอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ชุมชนที่น่าสนใจ นั่นก็คือ น้ำยาทำความสะอาดเอนกประสงค์ ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น น้ำด่าง น้ำมะกรูด และน้ำสับปะรด โดยถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดทางความคิดสู่ครัวเรือนภายในชุมชนโภคไพร ให้ตระหนักต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเน้นการรู้จักใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นในการทำประโยชน์ด้านต่างๆ อย่างเช่น น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่สามารถเป็นทั้งปุ๋ยบำรุงต้นไม้ น้ำยาป้องกันแมลงศัตรูพืช รวมไปถึงการเป็นตัวช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุและสิ่งปฏิกูลที่ตกค้าง เพื่อป้องกันการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์พาหะอันที่จะนำมาซึ่งโรคภัยต่างๆ
“ก่อนหน้านี้ ชุมชนของเรามักใช้แต่สารเคมีในการทำความสะอาดครัวเรือน จนกระทั่งได้มีโครงการที่ทางพหุภาคีช่วยกันส่งเสริมเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้น ซึ่งเราก็ได้ข้อสรุปว่า น้ำหมักจุลินทรีย์ คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะใช้ประโยชน์ได้สารพัดอย่าง อีกทั้งยังปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม แถมแทบจะไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรมากมาย ซึ่งทุกวันนี้พอเรานำความรู้เรื่องการทำน้ำหมักจุลินทรีย์ มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อสร้างรายได้เสริม และมีการสั่งซื้อจากโรงแรมที่เกาะช้าง ก็เลยพลอยทำให้หลายคนรู้จักมองเห็นคุณค่าของขยะอินทรีย์มากขึ้น ไม่ต้องทิ้งให้เกลื่อนกลาดเหมือนครั้งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว…”
คุณลุงจรัญอธิบายพร้อมกับการไล่เรียงทยอยเปิดฝาถังน้ำหมักให้ชมจุลินทรีย์สารพัดแบบ ที่กลายเป็นฟองฟ่องนอนแน่นิ่งรอให้ถึงเวลาเพื่อนำไปใช้ ซึ่งเจ้าสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ได้ส่งผลให้ชาวชุมชนโภคไพรเปลี่ยนแปลงไปสู่อีกก้าวขั้นของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม
การนำขยะอินทรีย์มาทำน้ำสกัดชีวภาพ
1.น้ำหมักจากพืชสีเขียว
น้ำหมักจากพืชสีเขียว มาจากการหมักพืชสดกับน้ำตาลซึ่งในเซลล์พืชสดจะมีปริมาณของฮอร์โมนพืชมาก มีธาตุอาหารรอง ธาตุเสริมและจุลินทรีย์กลุ่มผลิตกรดแลคติกและยีสต์
อุปกรณ์
1.ภาชนะบรรจุ อาจเป็นถังพลาสติกมีฝาปิด หรือโอ่ง
2.กากน้ำตาล หรืออาจใช้น้ำตาลทรายแดงก็ได้
3.พืชสีเขียวทุกชนิด
วิธีทำ
1.นำเศษพืชสีเขียวทุกชนิด (อาจจะสับหรือทำให้ละเอียดก่อนก็จะดียิ่งขึ้น) มาใส่ในภาชนะบรรจุ (หากเป็นพืชที่เก็บมาใหม่ๆ ควรเก็บก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพราะจะมีจุลินทรีย์และฮอร์โมนพืชมาก)
2.นำกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง มาคลุกเคล้ากลับพืชที่อยู่ในภาชนะบรรจุ
อัตราส่วน 3:1
3.ใช้ก้อนหินหรือของหนักกดอัดทำให้ยุบตัวจนมีปริมาตร 2/3 ของโอ่ง (ข้อนี้ช่วยให้ตักน้ำหมักได้ง่ายขึ้น จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้) ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วัน
วิธีการใช้
นำไปใช้พ่นใบพืช โดยการผสมน้ำในอัตราส่วน 20-40 มิลลิลิตร. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือนำไปราดโถส้วมและห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดก็ได้อีกทางหนึ่ง
หมายเหตุ
- การหมักที่สมบูรณ์จะมีกลิ่นเปรี้ยวแต่ไม่มีกลิ่นเหม็น
- ควรเก็บภาชนบรรจุไว้ในที่มืดและที่เย็น
- น้ำหมักประเภทนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์บนใบพืช
2.น้ำหมักจากผลไม้รสหวาน
อุปกรณ์
1.ภาชนะบรรจุ อาจเป็นถังพลาสติกมีฝาปิด หรือโอ่ง
2.กากน้ำตาล หรืออาจใช้น้ำตาลทรายแดงก็ได้
3.พืชสีเขียวทุกชนิด
วิธีทำ
1.นำเศษผลไม้ มาใส่ในภาชนะบรรจุ โดยเรียงจากหวานมากที่สุกไว้ด่านล่าง
2.นำกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง มาคลุกเคล้ากลับพืชที่อยู่ในภาชนะบรรจุ
อัตราส่วน 3:1
3.ใช้ก้อนหินหรือของหนักกดอัดทำให้ยุบตัวจนมีปริมาตร 1/3 ของโอ่ง (ข้อนี้ช่วยให้ตักน้ำหมักได้ง่ายขึ้น จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้) ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน
วิธีการใช้
ใช้น้ำหมักจากผลไม้ความเข้มข้น 0.1% ฉีดพ่นเมื่อพืชเข้าสู่ระยะออกดอกออกผลจะทำให้ผลมีการพัฒนาดี
หมายเหตุ
- หากผลไม้ไม่พอสามารถใช้ผักผลที่สุกหรือหัวพืชชนิดอื่นผสมร่วมได้
- หากมีการหมักในฤดูร้อนการหมักจะสมบูรณ์ภายใน 5-7 วัน
- น้ำหมักจากผลไม้มีฮอร์โมนพืชเป็นส่วนประกอบจำนวนมากจึงช่วยเร่งผลและดอกให้มีการพัฒนาที่ดี
…
จากเรื่องราวภายใต้ชายคาหลังเล็ก คุณลุงจรัญเดินนำทางพาไปสู่อีกด้าน (ของวัด) ฝั่งริมแม่น้ำตราด ที่พลันทำให้เกิดความรู้สึกสงบ ร่มเย็น ทั้งกายใจ เมื่อยามที่เท้าก้าวย่างไปตามสะพานสีเทาขุ่น ทอดยาวผ่านสวนป่าชายเลนชุมชน ซึ่งเมื่อหลายปีก่อน ที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงผืนดินชายขอบที่รอวันถูกกัดเซาะกลืนหายไปตามสายน้ำ
กระทั่งกล้าไม้เล็กๆ ในมือของผู้คนแห่งชุมชนโภคไพร ได้เริ่มต้นร่วมกันปักดำเพื่อพลิกฟื้นสร้างเขตแดนใหม่ อันเป็นระบบนิเวศน์ที่แวดล้อมด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด อย่างเช่น ต้นจาก ต้นลำพู และต้นโกงกาง ซึ่งต่างค่อยๆ เจริญเติบโตแทงยอด แผ่กิ่งก้านปกคลุมให้เกิดความร่มรื่น กลายเป็นแหล่งอาหาร เป็นบ้านของนกและสัตว์น้ำประเภทต่างๆ มากมาย รวมถึงการกลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสำหรับชุมชนแห่งนี้อีกด้วย
ซึ่งคุณลุงจรัญได้กล่าวเสริมด้วยแววตาเปี่ยมความหวังว่า
“อนาคตเราหวังว่า ป่าชายเลนชุมชนแห่งนี้ จะเป็นตัวอย่างให้ชุมชนอื่นๆ ริมแม่น้ำตราดเอาไปปรับใช้ เพราะนับวันการกัดเซาะของแม่น้ำจะทวีความรุนแรงมากขึ้น มองไปทางไหนก็มีแต่เรือจอด แต่ไม่มีสัตว์น้ำ เพราะไม่มีป่าชายเลน ผู้คนเลยต้องออกไปหากินกันไกลมากขึ้น เปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย…”
จากตรงจุดนั้น ณ ป่าชายเลนชุมชนโภคไพร เวลาที่แสนสั้นได้เคลื่อนคล้อยมาจนถึงยามเย็น และดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะโบกมือลาไปพร้อมกับแสงอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์ แต่สำหรับคุณลุงจรัญและชาวชุมชนโภคไพร เรื่องราวบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
“ที่ชุมชนของเรายังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งสร้างความสุขให้แก่พวกเราทุกคน”
คุณลุงจรัญกล่าวพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ และพลางชวนให้กลับไปยังที่อาคารศูนย์สาธารณสุขมูลฐานของชุมชนอีกครั้ง พร้อมกับภาพของความคึกคักที่แลเห็นสีหน้าแดงระเรื่อและเหงื่อชุ่มหลังของเหล่าสมาชิกกว่า 30 คน ที่ต่างพากันยืดเส้นยืดสายไปกับกิจกรรมเข้าจังหวะประกอบเสียงเพลงหลากลีลาที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามสเตปขั้นความช้าเร็ว ตั้งแต่การรำชี่กง การเต้นรำวง การเต้นลีลาศ และการดิสโก้ โดยจะเริ่มต้นเต้นกันตั้งแต่ห้าโมงเย็นของทุกวัน ต่อเนื่องเช่นนี้เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว จนทำให้ผู้คนภายในชุมชนโภคไพรมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรงสดใส ซึ่งล่าสุดได้มีการทดสอบสมรรถภาพร่างกายจากกองสาธารณสุขฯ ก็ต่างพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่มักมีร่างกายที่แข็งแรงดีกว่ามาตรฐานเสียด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง นั่นก็คือ การออกกำลังกายกับเจ้าสิ่งที่เรียกว่า “ฮูลาฮูบ” ซึ่งคุณลุงจรัญบอกว่า “ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในการออกกำลังกายที่พี่ป้าน้าอาหรือกระทั่งตายายที่เขี้ยวหมากก็เล่นเป็น !” ซึ่งหากไม่เห็นกับตาแล้ว ก็คงคิดได้ว่า คุณลุงจรัญต้องเอ่ยปากในเชิงพูดเล่นเป็นแน่
ว่าพลาง คุณลุงและชาวคณะก็เริ่มปฏิบัติการฮูลาฮูบ ที่คนในชุมชนสามารถผลิตฮูลาฮูบขึ้นมาอย่างง่าย ด้วยท่อพีวีซีเล็กๆ มาดัดเป็นวงกลมยึดกาวและแกนตรงรอยต่อ โดยมีเด็กๆ ที่เล่นกระโดดเชือกและแตะฟุตบอลอยู่ตรงบริเวณลานกีฬาต้านยาเสพติด ได้เข้ามาร่วมวงส่ายเอวสมทบอย่างสนุกสนาน ซึ่งในนาทีนั้น ช่างเป็นภาพที่แสนน่ารักและชวนประทับใจอย่างที่ใครหลายคนพยายามค้นหา มันเป็นความสุขของผู้คนต่างวัย ที่เมื่อมองไปรอบๆ ตัว ต่างก็พบกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความสุข คล้ายอย่างกับฮูลาฮูบที่หมุนอยู่รอบตัวเรา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แค่เริ่มต้นมองรอบๆ ตัวเอง มอบสิ่งดีๆ ให้แก่กัน คุณค่าความสุขของชีวิตก็พลันเกิดขึ้น เช่นสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ของผู้คนแห่งชุมชนโภคไพร นั่นเอง
…
จากโศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ สู่ความสมดุลแห่งชุมชน
หากใครเคยลองจินตนาการถึงความงดงามของฉากริมคลองในอดีต ยามที่ได้อ่านบทประพันธ์อมตะของไม้ เมืองเดิม อย่างเรื่อง “แผลเก่า” คาดคะเนเอาได้ว่า คูน้ำลำคลองในสมัยนั้น คงสร้างแรงบันดาลใจพิเศษให้เกิดเป็นฉากและตัวละครอย่างขวัญ-เรียม ที่มีชีวิตผูกพันกับสายน้ำและความรัก ราวกับว่า ไม่มีที่ใดที่จะคู่ควรแก่การเป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของชีวิต (รัก) ได้สมบูรณ์แบบเยี่ยงนั้นอีกแล้ว ซึ่งหากเทียบเคียงประเด็นทางด้านอารมณ์กับความเป็นปัจจุบัน ดูเหมือนว่าระหว่างโศกนาฏกรรมแห่งความรัก กับโศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ ประเด็นข้อหลังอาจสร้างความสะเทือนใจอย่างเจ็บปวดให้กับผู้คนที่เคยใช้ชีวิตผูกพันกับสายน้ำได้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่สำหรับที่คลองบางพระแห่งเทศบาลเมืองตราด ในวันนี้กลับดูเหมือนว่า จะเป็นเรื่องราวและอารมณ์ที่สวนทางไปจากกระแสวิกฤติของคูคลองส่วนใหญ่ที่กำลังเผชิญสู่ภาวะเน่าเสียอย่างยากจะเยียวยา ด้วยแนวคิดของการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมสายน้ำด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน
จากสายน้ำสีดำคล้ำที่รอวันเสื่อมโทรมไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของวิถีชุมชนสมัยใหม่ สู่การหวนคืนเป็นความใสสะอาดเหมือนลำคลองเมื่อครั้งรุ่นตายาย จนชวนให้เกิดคำถามในเชิงชื่นชมว่า พวกเขาทำกันได้อย่างไร ? ยามที่ยืนมองผืนน้ำ แล้วแลเห็นฝูงปลาตีวงกระเพื่อมท่ามกลางสายน้ำไหลเอื่อย ณ ริมคลองแห่งชุมชนต้นแบบอย่างชุมชนรักษ์คลองบางพระ
ณ ที่ชุมชนรักษ์คลองบางพระแห่งนี้ เดิมทีเป็นย่านชุมชนที่มีการค้าขายทางเรือ ซึ่งเชื่อมต่อไปยังแม่น้ำตราด ผู้คนนำเรือมาขึ้นขายสินค้าที่ตลาดเก่าริมคลองบางพระ ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ริมคลองบางพระมีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ จนเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามมามากมาย เช่น การปล่อยน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลลงคลอง มีเศษขยะลอยมาตามน้ำ ทำให้ภูมิทัศน์บริเวณดังกล่าวไม่น่าชื่นชมจนใครๆ ต่างพากันเบือนหน้าหนี
กระทั่งได้มีการประชุมพหุภาคีชุมชนเรื่อง “การรณรงค์อนุรักษ์คลองบางพระ” เกิดขึ้น โดยมีนโยบายเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน เช่น “โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชน” ที่ชุมชนแห่งนี้ได้ดำเนินการหาพันธุ์ไม้มาปลูกในบริเวณชุมชนตามความเหมาะสม และร่วมกันทำความสะอาดหน้าบ้านของตนเองให้น่ามอง หรือแม้กระทั่ง “โครงการเล่าขานตำนานคลองบางพระ” ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันศุกร์ – วันเสาร์ – วันอาทิตย์ แรกของเดือนมีนาคม ที่จะมีการจัดงานมหรสพและเล่าขานถึงตำนานคลองบางพระเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการรักบ้านเกิดของตนให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานช่วยกันดูแลรักษาชุมชนริมคลองแห่งนี้ต่อไป
คุณลุงวินิต หรือที่ผู้คนต่างเรียกกันติดปากว่า “อาจารย์วินิต” อดีตข้าราชการครูที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณแล้วไปกับการพัฒนาชุมชนด้วยจิตสำนึกรักและห่วงใยในบ้านเกิดของตน ได้เกริ่นถึงที่มาของการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า
“สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้นั้น ก็คือการร่วมแรงร่วมใจของผู้คนในชุมชน ด้วยต้องตระหนักอยู่เสมอว่า นี่คือบ้านของเรา”
ประโยคคำพูดนี้มันชัดเจนอย่างที่สุดต่อการเริ่มต้น โดยเฉพาะคำว่า “บ้านของเรา” ที่เป็นเหตุและผลในตัวเอง ยามที่ใครหลายคนตั้งคำถามกับโครงการต่างๆ ที่แกนนำชุมชนและเทศบาลเมืองตราด พยายามพัฒนานำร่องเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความคิด ด้วยความสมดุลอย่างที่ควรจะเป็น
“เดิมทีเดียว ชุมชนรักษ์คลองบางพระ ประสบปัญหาที่ยากจะแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาคูคลองเน่าเสียที่เกิดจากการทิ้งสิ่งปฏิกูลของการบริโภคอุปโภคในครัวเรือน ผมจำได้ว่า เคยเห็นชาวบ้านบางคนนำน้ำมันที่ใช้แล้ว ทิ้งลงคลองอย่างหน้าตาเฉย จนผมอดรนทนไม่ได้ที่จะต้องเดินเข้าไปไถ่ถามถึงสาเหตุว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น มีคำตอบออกมาง่ายๆ ว่า ก็ไม่รู้จะทิ้งที่ไหนดี ซึ่งเป็นคำตอบที่ผมคิดว่า เราคงต้องหาทางเปลี่ยนแปลงและตอบโจทย์นั้นให้ได้ ในเวลานั้นจึงได้แต่เพียงเอ่ยปากขอร้องและอธิบายถึงโทษที่ตามมา แต่ก็นั่นแหละ มันคงไม่ได้ผลหากแค่ขอร้องด้วยปากเปล่า ผมจึงนำเรื่องราวเหล่านั้นเข้าไปปรึกษากับหลายฝ่าย และร่วมกันคิดออกมาเป็นโครงการและนโยบายที่ตอบโจทย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างที่เห็นเช่นทุกวันนี้ ทั้งโครงการคลองสวยน้ำใส ที่เน้นให้ผู้คนตระหนักต่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์คูคลองให้คืนกลับสู่ความใสสะอาดเหมือนเมื่อครั้งอดีต โดยการกำจัด การเก็บ การสร้างตาข่ายดักขยะ รวมถึงโครงการถังดักไขมันครัวเรือน ที่ช่วยคัดกรองไขมันจากครัวเรือนก่อนทิ้งลงสู่ลำคลอง ซึ่งใช้วัสดุเหลือใช้ในชุมชนมาประดิษฐ์ ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่าโรงงานหลายเท่า แต่มีประสิทธิภาพที่ได้มาตรฐานเทียบเท่า โดยขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำไปเป็นต้นแบบขยายผล เพื่อติดตั้งสู่ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศแล้ว”
ขณะที่คำพูดของคุณลุงวินิต เป็นสิ่งที่อธิบายให้เราเข้าใจถึงที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อสายน้ำ แต่สิ่งที่ชัดเจนและยืนยันในความสำเร็จจากกระบวนการทางสังคมของชุมชนรักษ์คลองบางพระแห่งนี้ นั่นก็คือภาพปัจจุบันในมุมมองแบบพานอราม่า ซึ่งเปิดกว้างสู่ฉากอาคารบ้านเรือนสีเรียบขรึม ตัดฉากกับเรือสีสดที่เทียบท่าอย่างสงบนิ่งริมคลองน้ำใสสะอาด มีต้นไม้อย่างต้นจากและโกงกางที่ชาวชุมชนร่วมกันปลูกขึ้นมาใหม่ กระทั่งผู้คนสามารถสรรหาความสุขได้จากสายน้ำอีกครั้ง…
ซึ่งทั้งหมด หาใช่ภาพจินตนาการสำหรับการพรรณนาที่เกินเลยไม่ หากแต่เป็นมิติภาพจริงที่ทำให้เราสามารถจดจำบรรยากาศเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ยามเมื่อนึกถึงคลองบางพระในแง่ของความเป็นชุมชน (และคลอง) ต้นแบบสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน
“จากน้ำมันไร้ค่า สู่ไบโอดีเซลเพื่อชุมชน”
เรื่องราวของชุมชนรักษ์คลองบางพระ ยังคงไม่ได้จบลงตรงสายน้ำเบื้องหน้า แต่จากตรงจุดนั้นไม่ไกลนัก สิ่งที่เชื่อมโยงและสามารถเติมเต็มความคิดให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับชุมชนรักษ์คลองบางพระได้อย่างสมดุล นั่นก็คือ แหล่งเรียนรู้วิสาหกิจไบโอดีเซล ซึ่งคุณลุงวินิตและสมาชิกภายในชุมชน ต่างมีความภาคภูมิใจต่อผลตอบรับในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่ช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และลดต้นทุนในการประกอบอาชีพแล้ว ไบโอดีเซลยังเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติและช่วยพลิกฟื้นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กลับคืน อีกทางหนึ่งด้วย
ซึ่งคุณลุงวินิตได้เอ่ยถึงกระบวนการทางความคิดของชุมชนครั้งนี้ว่า
“ประเด็นสำคัญมันเริ่มจากการเทน้ำมันพืชที่ใช้แล้วลงคลองนั่นแหละ เราจึงมีแนวคิดกันว่า ทำอย่างไรผู้คนถึงจะเห็นความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ ดังนั้นการแปรรูปหรือรีไซเคิลใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ลงตัวที่สุด ได้ทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรวมถึงด้านเศรษฐกิจ โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ซึ่งเริ่มตั้งแต่การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างอาคาร ครุภัณฑ์การผลิตไบโอดีเซล จากโครงการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข ระดับจังหวัด นอกจากนี้ทางเทศบาลเมืองตราดก็ได้ช่วยต่อยอดโครงการนี้ ด้วยการให้งบประมาณเพิ่มเติม พร้อมทั้งการจัดหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อรวบรวมน้ำมันที่ใช้ซ้ำ รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจผ่านสถานศึกษาและสร้างเครือข่ายไปยังชุมชนต่างๆ มีการนำร่องในการใช้ไบโอดีเซลกับรถยนต์ราชการในเขตเทศบาล มีการมอบฉลากสีเขียวให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ทางด้านกรมพลังงานก็ได้มีการส่งที่ปรึกษาพิเศษมาเพื่อให้ความรู้ด้านเทคนิคและการผลิต รวมถึงการติดตามผลดำเนินโครงการ จนกระทั่งสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ได้คัดเลือกและประชาสัมพันธ์ให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนจังหวัดตราด ซึ่งมีการจำหน่ายหุ้นให้สมาชิกอีกด้วย ทำให้ทุกวันนี้ วิถีชีวิตของชุมชนมีความสมดุลอย่างมาก”
อาจจะกล่าวได้ว่า “โครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันทอดซ้ำ” ของชุมชนรักษ์คลองบางพระที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องเริ่มมาจากความคิดริเริ่มและตระหนักได้ร่วมกันของคนในชุมชนมาเป็นอันดับแรก ในการสร้างแนวความคิดที่จะร่วมแก้ไขปัญหาในชุมชนของตนเอง ซึ่งจากเวทีประชาคมภาคประชาชน ที่มีความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากร ต้นทุนทางสังคม ด้าน ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านปัจจัยการผลิต ด้านการสนับสนุนส่งเสริมจากภาคองค์กรระดับต่างๆ โดยเฉพาะความจริงจังของผู้นำชุมชนที่มีศักยภาพและวิสัยทัศน์ก้าวไกล อยู่บนพื้นฐานของผู้นำและผู้ตามที่ดี จนทำให้มีการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน มีการจำหน่ายหุ้นให้กับสมาชิก ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้ชุมชนรักษ์คลองบางพระสามารถขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวสู่ความสำเร็จและสามารถเป็นแบบอย่างชุมชนต้นแบบที่ดีแก่ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ อย่างเช่นปัจจุบัน
การผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันทอดซ้ำเพื่อใช้ในครัวเรือน
วิธีทำไบโอดีเซล
1. นำน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ที่ใช้แล้วกรองเอาเศษอาหารที่ปนออก แล้วยกขึ้นตั้งไฟ
- หากมีน้ำผสมอยู่ในน้ำมัน (ลักษณะขาวมัน) ต้องต้มน้ำมันในอุณหภูมิประมาณ 110 องศา นานประมาณ 10 นาที แล้วดับไฟ (ขณะต้มจะมีฟองน้ำผุดขึ้น และมีเสียงดังที่ก้นหม้อ)
- หากไม่มีน้ำปน (น้ำมันมีลักษณะใส) ต้มน้ำมันที่อุณหภูมิ 57 องศา แล้วดับไฟ ความร้อนจะขึ้นถึง 60 องศา
2. นำเมทิลแอลกอฮอล์ใส่ลงในภาชนะคล้ายแกลลอนที่มีฝาปิด และนำโซดาไฟใส่ลงไป ปิดฝาแล้วเขย่าจนละลายหมด ณ เวลาใกล้เคียงกันกับน้ำมันอุณหภูมิที่ 60 องศา (ระหว่างเขย่า ควรหยุดเปิดฝาคลายให้ไอร้อนระเหยออกจากแกลลอน แล้วจึงเขย่าอีกครั้ง) ขั้นตอนนี้ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าสัมผัสส่วนผสมนี้หรือสูดดมไอระเหย และอย่าทำให้เกิดประกายไฟ ควรทำในสถานที่อากาศถ่ายเทได้ดี (หากมีการสัมผัสให้ล้างน้ำสะอาดทันที)
3. เมื่ออุณหภูมิน้ำมันที่ต้ม 60 องศาพอดีให้ยกน้ำมันลงจากเตา แล้วนำส่วนผสมของ ข้อ2 เทผสมลง แล้วกวนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน พักทิ้งไว้ค้างคืน
4. ตอนเช้าจะพบว่ามีฝ้าลอยอยู่บนผิวหน้าให้ตักออก แล้วตักของเหลวใสตอนบน (ไบโอดีเซล)ตักพักไว้ประมาณ 7 วัน ค่อนนำไปใช้เติมเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันดีเซล ส่วนชั้นล่างเป็นของแข็งสีน้ำตาล คือ กลีเซอรีน สามารถนำไปทำเป็นสบู่ธรรมชาติเพื่อใช้ล้างทำความสะอาดพื้นหรือทำเป็นเชื้อเพลิงติดไฟ
เมื่อผสมส่วนผสมเข้ากันแล้วหลังจากกวนส่วนผสม ผลที่ได้คือ
- ได้เป็นของเหลวคล้ายเจลโดยไม่มีการแยกตัว หมายความว่า โซดาไฟมากไป
- ได้เป็น 3 ส่วน คือส่วนบน = ไบโอดีเซลส่วนกลาง = น้ำมันที่ยังไม่ทำปฏิกริยาส่วนล่าง = กลีเซอรีน หมายความว่าโซดาไฟน้อยไป
- หากใช้โซดาไฟที่ชื้นหรือมีน้ำปนอยู่ ก็จะได้ส่วนที่ 4 เกิดขึ้น คือ สบู่ ควรทดสอบหาค่าของโซดาไฟตามความเหมาะสมของน้ำมันแต่ละแหล่งที่ได้มาในจำนวนที่น้อยก่อนเพื่อป้องกันความเสียหายเนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันที่แตกต่างการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ควรหมั่นตรวจไส้กรองดีเซล และเปลี่ยนตามกำหนด หรือถ่ายน้ำจากกรองดักน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันการอุดตันของสบู่หากเครื่องยนต์มีอาการสะดุด ให้ตรวจสอบระบบท่อน้ำมันและไส้กรองน้ำมันดีเซล
…
ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ผลิตไบโอดีเซล ซึ่งกำลังแปรรูปสิ่งที่ผู้คนเคยละเลยและสร้างปัญหาต่อชุมชน พร้อมกับเฝ้ามองกระบวนการแยกตัวระหว่างน้ำและน้ำมันที่ค่อยๆ เกิดขึ้น และมองเห็นภาพถ่ายกิจกรรมต่างๆ ของผู้คนชุมชนรักษ์คลองบางพระ ที่ติดประดับอยู่ข้างฝาผนัง โดยมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงาน และมีหยาดพระเสโท (เหงื่อ) ไหลรินลงมาถึงปลายพระนาสิก (จมูก) อยู่เหนือภาพเหล่านั้น
พลางให้เกิดเป็นความอิ่มเอมใจ ที่ ณ วันนี้ชาวชุมชนรักษ์คลองบางพระ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับชีวิตและชุมชนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงคำพูดก่อนหน้านั้นของคุณลุงวินิต กับคำที่เอ่ยว่า “นี่คือบ้านของเรา” ที่แม้จะเป็นข้อความแสนสั้น แต่กลับลึกซึ้งอยู่ไม่น้อย ยามที่ใครสักคนจะหาเหตุผลของการเริ่มต้นกลับมาพัฒนาชุมชนอันเป็นที่รัก อย่างที่เกิดขึ้นกับผู้คนแห่งชุมชนรักษ์คลองบางพระแห่งนี้ ได้ร่วมแรงใจลงมือทำให้เกิดขึ้นเป็นความจริงเพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน
…
เมื่อโมงยามแห่งการเรียนรู้ได้ผ่านพ้นไป ความทรงจำและความประทับใจเกี่ยวกับวิถีชุมชนเทศบาลเมืองตราด จึงเป็นเหมือนการได้นั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาของชีวิตและสังคม อย่างเป็นเหตุเป็นผล
บทเรียนจากอดีตที่ส่งทอดมายังปัจจุบันของชุมชนเมืองหลายแห่ง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคชะตาหรือความบังเอิญ หากแต่เป็นความไม่รู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมบริโภคนิยมที่ใช้ดัชนีของรายได้เป็นตัวชี้วัดระดับคุณภาพชีวิต ในขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนเทศบาลเมืองตราด กลับเป็นเรื่องราวเชิงตัวอย่างที่ตอกย้ำให้เห็นถึงกระบวนการทางความคิดที่แตกต่างออกไป ซึ่งมุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมของชุมชนและรู้เท่าทันต่อการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน รวมถึงการสร้างเสริมจิตสำนึกในการรักษาความสมดุลของระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิถีความพอเพียง ส่งผลให้ผู้คนในชุมชนมีความเข้มแข็งและผาสุก แต่กระนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ชุมชนต้นแบบแห่งนี้พยายามเน้นย้ำและแสดงให้เห็นมาโดยตลอด นั่นก็คือ ความดีงามของผู้คนที่แบ่งปันความสุขให้แก่กัน ด้วยจิตสำนึกของความเสียสละและมุ่งมั่น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
และคงยังไม่สายเกินไปนัก ที่ผู้คนในสังคมโดยรวมจะหันกลับมาตระหนักและเปลี่ยนแปลงในสิ่งเหล่านี้ร่วมกันเพื่อสร้างแนวทางของชีวิตที่น่าอยู่ อย่างที่ควรจะเป็น (อีกครั้ง) …
…
แนวทางสู่วิถีความสมดุลแห่งชุมชนเทศบาลเมืองตราด
แบบอย่างของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ของชุมชนเทศบาลเมืองตราด ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงองค์ประกอบที่นำพาสู่แนวทางความสำเร็จดังกล่าว ซึ่งสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ หากขาดการเกื้อกูลจากส่วนใดส่วนหนึ่งไป ความเป็นไปได้ของการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืน ก็คงเป็นเพียงมโนภาพที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ก็เป็นได้
- การสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ โดยผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกำหนดแนวทางในการพัฒนาชุมชน มีการเพิ่มพูนทักษะความรู้จากการศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างชุมชน โดยมีเทศบาลเมืองตราด คอยสนับสนุนงบประมาณ และมีหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นผู้สนับสนุนด้านวิชาการ
- การสรรหาและสร้างแกนนำชุมชนที่มีจิตอาสา สิ่งนี้ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ชุมชนต่างๆ ในเทศบาลเมืองตราดเป็นแบบอย่างของความสำเร็จ ซึ่งแกนนำชุมชนที่ดีนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมด้วยความมุ่งมั่นและเสียสละเป็นที่ตั้ง พร้อมกับการเป็นผู้ประสานงานที่ดีระหว่างเทศบาลเมืองตราดและชุมชน รวมถึงการเป็นผู้นำทางความคิดต่อการริเริ่ม ระดมสมอง ลงมือปฏิบัติ และขยายผลกิจกรรมการเรียนรู้ของชุมชนไปในวงกว้างเพื่อให้เป็นไปอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองตราดถือเป็นตัวอย่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ยึดหลักธรรมาภิบาลโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ แม้เมื่อเทียบกับอัตราส่วนของบุคลากรเทศบาลที่มีอย่างจำกัดต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ จนยากต่อการจัดการให้ทั่วถึง แต่กระนั้นบุคลากรเหล่านั้นก็ยังพยายามทำงานเพื่อชุมชนด้วยแข็งขัน ทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารอย่างนายกเทศมนตรี จนถึงผู้ปฏิบัติงานชุมชนในสายงานต่างๆ รวมถึงการมีความยืดหยุ่นในการจัดการเพื่อประโยชน์ของชุมชนในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งในเชิงพื้นที่หรือประเด็นที่ชุมชนให้ความสนใจ โดยอยู่ในกรอบของเป้าหมายหรือนโยบายที่เป็นการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ที่คำนึงถึงความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
- จิตสำนึกของประชาชน สิ่งที่ยั่งยืนที่สุดของชุมชนหรือสังคม ก็คือการมีจิตสำนึกของประชาชนที่ตระหนักต่อการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาชุมชน โครงการต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จของชุมชนเทศบาลเมืองตราด ล้วนผ่านการเห็นชอบร่วมกันจากเวทีภาคประชาชน (ผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง) โดยนำประสบการณ์ที่มีต้นทุนมาจากภูมิปัญญาความรู้และทรัพยากรภายในท้องถิ่น ไปสู่การปฏิบัติที่ตรงกับความต้องการ เป็นประชาธิปไตยที่ขับเคลื่อนให้ชุมชนมีความยั่งยืนสมกับเป้าหมายของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
สถานีเฝ้าชมเมฆแม่แตง: เมฆมิถุนายน_Part 2
สถานีเฝ้าชมเมฆแม่แตง: เมฆมิถุนายน_Part 1
“เกิดขึ้น…ตั้งอยู่…และดับไป”
นี่คือคำอธิบายที่ดีในระดับหนึ่ง ในการรับรู้และพิจารณาปรากฏการณ์อันเรียบง่ายของ ”มวลหมู่เมฆ” บนท้องฟ้า หลังจากที่ชีวิตได้ปลดระวางวิถีทางบางอย่างทิ้งไป… และเริ่มเรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองไม่เคยใส่ใจจะตั้งคำถาม แต่มันกลับมีคำตอบอยู่ลึกๆ (โดยมันเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างฤดูร้อนและฤดูฝน เช่นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา) ซึ่งทำให้เรามองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอันน่าพิศวง ทั้งสดใส หม่นหมอง ครึ้มสลัว โลดโผน ลึกลับ เรียบง่าย และมีพลัง… ราวกับว่า นี่คือการสะท้อนภาพชีวิตของใครบางคน…ที่อยู่ไม่ไกลปลายจมูกสักเท่าไร (ยามที่เราส่องกระจก !!!
)
เชียงคาน…ที่เรารู้สึก (อีกครั้ง)
“ผมมีโอกาสได้กลับไปเยือนเชียงคานอีกครั้ง กับช่วงเวลา 4 วัน 3 คืน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่พิเศษไม่น้อย หลังจากหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ กิจวัตรประจำวันของตัวเอง เต็มไปด้วยเวลาที่ต้องผูกโยงกับความเร่งรีบภายใต้ข้อจำกัดในเมืองหลวงเสียเป็นส่วนใหญ่
นี่จึงเป็นการเดินทางที่ให้ความรู้สึกอันน่าประทับใจยิ่งนัก เมื่อตัวเองได้มีเวลาพักฟังเสียงความคิดเพียงลำพัง พร้อมกับการเป็นนักสังเกตการณ์ที่เฝ้ามองดูวิถีชีวิตผู้คนรอบข้างขยับย่าง ท่ามกลางบรรยากาศบ้านเมืองที่ไม่เคลื่อนไหวตัวเองจนเร็วเกินไปนัก (ทั้งๆ ที่เราต่างมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน)
ซึ่งเชียงคาน…ในวันที่ได้ทำความรู้จักมากขึ้นนี้ มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยถึงค่อนข้างปานกลางจากที่พบเจอในครั้งแรก นั่นคือการรุกคืบของธุรกิจท่องเที่ยวรวมถึงการพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมบางอย่างมาจับวางเติมแต่งจนเกินงาม แต่นั่นก็คงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะเลือกรังเกียจกับการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตามปัจจัยสนับสนุน…
เพราะอย่างน้อย ผมก็รู้ว่า เนื้อแท้ของเมืองริมฝั่งโขงแห่งนี้ยังมีเสน่ห์ในตัวเองอีกมากมาย ทั้งชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ บ้านเรือนที่เรียบง่าย รวมถึงรอยยิ้มและน้ำใจของผู้คน อย่างที่ไม่ต้องคิดเอาไปเปรียบเทียบกับใคร
สำหรับผม…สิ่งที่ตกค้างจากการเดินทางไปเชียงคานในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องความสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น แต่นั่นคือความทรงจำเล็กๆ ที่บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยคำพูดที่ยืดยาว แต่มันอาจจะเป็นภาพแสงเงาบนแผ่นไม้ เป็นเสียงกระดิ่งจักรยาน และอาจเป็นกลิ่นกาแฟอันหอมกรุ่นจากร้านกาแฟน่ารักๆ ที่ไหนสักแห่ง ที่เรายังคงประทับใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ ยังคงเป็น…เชียงคานที่เรารู้สึก…และอยากกลับไปเยือนอีกครั้งด้วยความผูกพัน”
ภาพบันทึก: ตุลาคม 2553 :D
ปราณบุรี…อารมณ์ทะเลและความทรงจำ
“เป็นการกลับไปสู่ท้องทะเลอีกครั้ง แม้ที่นี่อาจจะไม่อบอุ่นเท่าที่บ้านเกิด แต่ก็เทียบเคียงความรู้สึกในคำว่า “อารมณ์ทะเล” ได้อย่างลงตัว
การได้ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งจึงคล้ายเป็นการเตือนควาทรงจำดีๆ ที่ผ่านมาในชีวิต ที่แม้มันจะผ่านเข้ามาและเงียบหายไป แต่มันก็ได้สร้างความคุ้นเคยได้อย่างแนบเนียน โดยที่เราไม่ต้องตั้งคำถาม และไม่ต้องการคำตอบใดๆ จากสิ่งที่พบเห็น… แต่เรากลับมีความสุข…แม้กระทั่งหลับตา…”
: สิงหาคม 2553
เลียบเคียงมองเพื่อนบ้านที่ CAMERON / MALAYSIA
เป็นการเดินทางแบบขัดเสียมิได้ เนื่องจากมีคนจองตั๋วและที่พักให้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว …
อืมม… ไปก็ไปวะ!!! แต่มันก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ สำหรับทริปนี้ ในการแลบ้านชมเมืองเพื่อนบ้านอย่างมาเลฯ มีหลายอย่างที่พวกเขาจัดการได้ดี โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติและระเบียบบ้านเมือง ส่วนด้านการเกษตรเชิงพาณิชย์ก็ต้องยอมรับว่าดีไม่แพ้เมืองไทยเช่นกัน แต่อยากจะบอกตรงๆ ว่า เมืองไทยเราดีกว่าเยอะในเรื่องของความหลากหลาย รวมถึงความมีชีวิตชีวาด้วย
กลับมาเมืองไทย เลยยิ่งทำให้รู้สึกดีเหมือนทุกครั้ง ว่าบ้านเมืองเรา อย่างไรเสียก็ยังอบอุ่นและเป็นสวรรค์บนดินอยู่เสมอ
“รักเมืองไทยได้อีก…
ระหว่างทาง (และอารมณ์เพ้อไปตามโอกาส)
“ระหว่างการเดินทางกลับ… ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
เป็นการมองเห็นระยะทางหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
แม้จะเป็นเพียงการผ่านพบ และสบตากันฝนแรกที่มาเยือน
แต่ก็ยังคงงดงาม อยู่ในทุกกิริยา
ไม่ว่าจะเป็นคราบรอยปัดปื้นสีมัวๆ บนกระจกที่เปียกปอนฝน
หรือจะเป็นแสงสะท้อนเปื้อนคราบละอองฝุ่นจากบรรดาขบวนรถร่วมทาง
สลับกับเสียงล้อยางที่หมุนเคลื่อนแหวกน้ำเจิ่งนอง ไปตามทางถนนซึ่งไม่ได้รับการเยียวยา
กระทั่งบนท้องฟ้าอีกฝั่ง ที่ฉายสีรุ้ง ท่ามกลางหมู่เมฆสีเทา
เหล่านี้ คือสีสัน (อีกวันหนึ่ง) … ระหว่างทาง ที่หาไม่ได้จากปลายทาง”
(ว่าไปนั่น… 555)
“หนองคาย เด้อขับเด้อ…อ”
โชคดีไป-เลย !!!
เรากำลังแสวงหาอะไรอยู่ ?
โดยเฉพาะกับการหยิบยื่นความรัก ความศรัทธา และความดีให้แก่กัน โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา

http://www.compassionth.com
โฮลวีทบ้านนอก
เรื่อง: สาวเพียงฟ้า ภาพ: โอ๋ อิ่มเอม
ความใฝ่ฝันของใครหลายคน คงหนีไม่พ้นการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น…คิดอยู่นานจนได้ลงมือมือทำสักที จึงได้ลองปลีกตัวเองออกจากความสับสนวุ่นวายหนีมาใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านนอก (เป็นคำที่ฉันชอบใช้แทนบ้านหลังน้อยริมเนินเขาของฉันด้วยความภาคภูมิใจ “บ้านนอก!”) ก็อย่างที่บอก ว่าฉันยังคงติดยึดกับอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งมักทึกทักเอาเองว่าเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น กาแฟสดยามเช้ากับกลิ่นหอมเย้ายวนใจ ซึ่งเพิ่งบดเมล็ดคั่วใหม่ๆ และตักใส่ในคอฟฟี่เพรส แล้วรอเวลาเพื่อรินลงไปในแก้วที่ฉันเตรียมไว้พร้อมกับหนังสือเล่มโปรด
นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งฉันก็ถือว่ามันเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีของฉัน (ทึกทักเอาเองอีกแล้ว) นั่นก็คือ “ขนมปังโฮลวีท” นั่นเอง ก่อนหน้าที่ฉันจะมาอยู่บ้านนอก ฉันต้องตระเวนหาซื้อขนมปังโฮลวีทในเมืองมากักตุนไว้ที่บ้านอยู่เสมอ นานๆครั้งยังพอไหว แต่บ่อยๆ เข้าชักเหนื่อยแฮะ เลยมานั่งทบทวนว่าจะทำอย่างไรฉันถึงจะมีขนมปังโฮลวีททานทุกวัน โดยที่ไม่ต้องเข้าไปในเมืองด้วยระยะทางไป-กลับร่วมๆ กว่า 80 กิโล ปิ๊ง !!!! สัญชาตญาณการรักความสบายของฉันผุดขึ้นมาทันที ทำเองสิ….ทำเองสิ…..โอว….หัวใจสั่งมาถึงเพียงนี้ เอาวะ….ลองสักตั้ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (จริงๆ แล้ว เพื่อความสบายของตัวเองทั้งนั้น…อิอิ) แต่ว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำขนมปังเลยให้ตายเถอะ
นั่งตรึกตรองอยู่นาน… ก็ได้คำตอบว่า “อินเทอร์เน็ตช่วยท่านได้” จึงได้เริ่มค้นหาสูตรขนมปังโฮลวีท แต่ด้วยความรักสบายเป็นทุนเดิมจึงเลือกเอาสูตรที่ง่ายที่สุดลองทำดู ทำไปทำมาด้วยความชอบทานของรสชาติตามใจปาก ทำให้คิดได้ว่าไหนๆ ก็ทำกินเองแล้ว ทำไมไม่ทำขนมปังโฮลวีทรสชาติที่ตัวเองชอบหละ ก็เลยเกิดการพลิกแพลงสูตรของชาวบ้านมาเป็นสูตรของตัวเองขึ้นมาซะงั้น ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ทำขนมเก่งอะไรมากมายเลยแม่เจ้าประคุณลุนช่อง แค่อาศัยความรู้ทางด้านสายวิทย์ที่ร่ำเรียนมานานหลายปี (เกี่ยวกันไหมเนี่ย) คือ “ความน่าจะเป็น” และเชื่อในทฤษฎีที่ว่า วัตถุดิบในการทำขนมนั้นย่อมแปรผันตรงกับรสชาติที่ต้องการ เช่น ถ้าอยากให้ขนมปังหวานกว่านี้ ก็เพิ่มน้ำตาลเข้าไปก็แค่นั้น และเมื่อได้ทดลองทำในแบบถูกผิดต่างๆ กระทั่งออกมาเป็นขนมปัง (ที่กินได้) จนคนที่บ้านเมื่อได้ลองชิมก็ต้องร้องขอให้ทำอีก ยามเมื่อขนมปังหมด ทำให้ฉันมีความมั่นใจแบบหลงตัวเองมากขึ้นเป็นภูเขาเลากา แถมยังมีแรงบวกจากการยุยง (ในทางที่ผิด) ว่าฉันควรแบ่งปันความสุขเกี่ยวกับขนมปังโฮลวีทบ้านนอกของฉันให้คนอื่นรับรู้บ้าง ว่าการที่เรามาใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ที่ซึ่งไม่มีความสะดวกและความพร้อมมากมายนั้น ไม่ได้แสดงว่าคุณภาพชีวิตมันจะต้องด้อยตามลงไปด้วย เฉกเช่นเดียวกับที่ชีวิตของฉันกำลังดำเนินอยู่ อยู่อย่างมีความสุขเสียด้วยสิ….
นี่จึงเป็นที่มาของตัวอักษรที่ฉันเขียนขึ้น แด่…ขนมปังโฮลวีทบ้านนอกของฉัน
…………………………..
ขนมปังโฮลวีทบ้านนอก
ส่วนผสมเปียก
- นมสด 1 ถ้วย
- น้ำเปล่า 3/4 ถ้วย
- น้ำมันพืช 1/2 ถ้วย
- ยีสต์แห้ง 5 ช้อนชา
ส่วนผสมแห้ง
- แป้งขนมปัง 3 ถ้วย
(แล้วแต่ว่าจะใช้ยี่ห้ออะไร แต่ส่วนมากเค้านิยม
แป้งตราห่านถุงเขียว แต่จริงๆ ที่ถุงเขียนหงษ์นะ)
- แป้งโฮลวีท 2 ถ้วย
- น้ำตาลทรายแดง/ น้ำตาลไอซิ่ง 1 ถ้วย
- เกลือ 1/4 ช้อนชา
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
( ตีให้พอแตก เอาไว้ทาหน้าขนมปัง อันนี้แล้วแต่คนชอบหรือถ้าชอบหน้าขนมนิ่มๆ แบบไม่กลัวเสียจริตโฮลวีทก็ทาหน้าด้วยนมสดก่อนเข้าอบ หน้าขนมจะออกมานิ่มอารมณ์แบบขนมปังเนยสดเทือกๆ นั้น)
วิธีทำ
ส่วนผสมเปียก
1. นำนมสด (จะใช้นมกล่อง U.H.T หรือ นมข้นจืดก็ได้) ใส่ถ้วยแล้วนำไปอุ่นให้ ร้อนทิ้งไว้ให้อุ่นพอเอานิ้วจุ่มลงไปแล้วไม่ร้อน ก็เป็นอันว่าใช้ได้ จึงให้เติมน้ำตาลลงไปครึ่งหนึ่ง (เพื่อเป็นอาหารยีสต์) คนให้ละลายแล้วตามด้วยยีสต์ เสร็จแล้วก็ตั้งไว้ประมาณ 3 -5 นาที จะเกิดฟองขึ้นมา แต่ไม่ต้องตกใจให้หาฝาชีปิดกันแมลงไว้เลยก็จะดีค่ะ
ส่วนผสมแห้ง
1. ใส่แป้งทั้งสองชนิดลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ เหลือแป้งขนมปังไว้อีก 1/2 ถ้วย ขยักแบ่งไว้ทำแป้งนวล ใช้โรยเวลานวดแป้งเดี๋ยวแป้งติดมือค่ะ (จะขยักไว้มากน้อยเท่าไหร่ตามแต่สะดวก ซึ่งถ้าโรยแป้งนวลมากไปจะทำให้ขนมปังแข็งได้นะคะ)
2. เมื่อใส่แป้งลงในภาชนะที่เตรียมไว้แล้ว ให้ทำหลุมไว้ตรงกลางแป้ง (คล้ายกับเราก่อแป้งเป็นภูเขาแล้วเจาะช่องตรงกลางยอดนั่นแหละค่ะ)
3.ใส่น้ำตาลและเกลือลงไปในหลุมแป้งที่เตรียมไว้ แล้วตามด้วยน้ำมันพืชได้เลยค่ะ (บางสูตรใช้เนยแทนน้ำมัน แต่จะใส่ทีหลังเดี๋ยวเนื้อขนมจะไม่เข้ากันค่ะ)
4. ผสมแป้งให้เข้ากันโดยการนวดแล้วค่อยๆ เติมน้ำเปล่าลงไป แล้วตามด้วยส่วนผสมเปียกที่ตั้งทิ้งไว้ (นม+ยีสต์+น้ำตาล)
5. นวดจนแป้งได้ที่ แล้วให้หยุดนวดเพื่อพักแป้ง ตอนนี้เราก็ปล่อยแป้งไว้รอจนกระทั่งแป้งพองขึ้นมาหนึ่งเท่าตัวแล้วเอามาตบๆ ไล่อากาศออก แต่อย่าลืมหาผ้าขาวบางมาคลุมไว้ด้วยนะคะ
6. ให้เตรียมเปิดเตาอบได้เลยค่ะ โดยตั้งอุณหภูมิไว้ที่ประมาณ 165 องศาเซลเซียส
7. เสร็จแล้วเราก็กลับมาที่ภาชนะใส่แป้ง ให้เราแบ่งแป้งเป็นก้อน วางใส่พิมพ์แล้วนำไปตากแดด (แดดอ่อนๆ นะคะหรือวางไว้ในห้องก็ได้น่าจะสะดวกกว่า แต่อาจใช้เวลานานกว่านิดหน่อย) จนกว่าแป้งจะได้ที่ คราวนี้ขนมปังจะนิ่มหรือจะแข็งแบบปาหัวหมาร้องเอ๋ง ก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้เป็นสำคัญค่ะ (วิธีเช็คว่าได้หรือยัง คือการใช้นิ้วจิ้มลงไปที่แป้ง ถ้าจิ้มแล้วแป้งเด้งหดตัวกลับคืนมาเป็นอันว่าใช้ได้ค่ะ)
8. เมื่อเช็คว่าขนมปังได้ที่แล้ว ก็นำเข้าเตาอบได้เลยค่ะ
อ้อ!!! เกือบไป อย่าลืมทาหน้าก้อนขนมด้วยไข่หรืนมสด ตามแต่ชอบนะคะ หรือจะไม่ทาเลยก็ได้
หมายเหตุ
1. ถ้าอ่านตามขั้นตอนวิธีทำแล้วรู้สึกยุ่งยากก็ให้ตัดคำพูดที่เยิ่นเย้อออกไปเลยค่ะ แล้วจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว มีอยู่ไม่กี่ขั้นเอง ลองทำดูนะคะไม่ยากเกินความสามารถของทุกคนหรอกค่ะ แถมถูกใจ..(รึเปล่า ?) แต่ที่แน่ๆ ถูกกว่าซื้อกินหลายเท่าตัว ประหยัดสตางค์ไปได้อีกโขแน่นอนค่ะ
2. จากสูตรข้างบนนี้ หากใครยังไม่แน่ใจในฝีมือ (มือใหม่หัดทำ) อาจจะเอาสูตรข้างบนหาร 2 ก็ได้นะคะ
…………………………………………
บันทึกจากบ้านเพียงดิน แม่แตง เชียงใหม่ / 2 กค. 52
Delete Fast-food “น้ำพริก-ผักจิ้ม วิถีไทยต้านภัยอาหารขยะ”
เนื้อหา: เว็บไซต์ “หมอชาวบ้าน” http://www.doctor.or.th ภาพประกอบ : ปกหนังสือเรื่อง “น้ำพริก” – มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / หนังสือเรื่อง “ระบายให้อร่อย” – เมตตา สุดสวาท
การขยายตัวของอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูง กำลังแทรกซึมเข้ามายังห่วงโซ่อาหารของคนไทย ทำให้วิถีการกินแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย เริ่มถูกกระแสโลกาภิวัตน์ครอบงำ ประเทศไทยกำลังเป็นเหยื่อ พื้นที่ชนบทที่เคยเป็นแหล่งผลิตอาหาร ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ถูกครอบงำด้วยระบบโฆษณา ทำให้กลายเป็นพื้นที่ ขาดแคลน ไปได้ เพราะพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป จากที่เคยบริโภคอาหารหลากหลาย หันมาบริโภคตามแรงโฆษณา อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างชาติสยายปีกเข้ามาขยายสาขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง
ข้อมูลจาก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แผนกงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ประเทศที่ขาดแคลนอาหารกลับเป็นประเทศที่มีประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งแม้แต่ประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตอาหารก็เป็นประเทศที่นำเข้าอาหารมหาศาลเช่นกัน
“มันบิดเบี้ยว บางส่วนขาดแคลน ขณะที่บางส่วนล้นเกิน ปรากฏการณ์แบบนี้ผมมองว่า มาจากการส่งเสริมการค้าแบบเสรีเป็นหลัก เพราะระบบอุตสาหกรรมเข้ามาครอบงำระบบอาหารผูกขาด”
น้ำพริก เป้านิ่งของกระแสโลกาภิวัตน์
อาหารคู่ครัวไทยอย่างหนึ่ง ที่กำลังได้รับผลกระทบจนเซซวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยที่น้อยคนจะคาด คิดถึงก็คือ น้ำพริก คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ บอกว่า การหลั่งไหลของอาหารฟาสต์ฟู้ดวัฒนธรรมอาหารตะวันตกและอื่นๆ ตลอดจนอาหารสำเร็จรูปแบบต่างๆ ทำให้คนรุ่นใหม่กินน้ำพริกน้อยลงและมีคนตำน้ำพริกเป็นน้อยลง ส่งผลต่อน้ำพริกถึงขั้น วิกฤติ เลยทีเดียว
ที่เป็นอย่างนั้น เพราะนอกจากคนกินน้ำพริกและตำน้ำพริกเป็นน้อยลงแล้ว น้ำพริกยังถูกรุกอีกด้านจาก ความเสื่อมของฐานทรัพยากร กล่าวคือแหล่งผลิตของส่วนประกอบน้ำพริกก็กำลังโดนรุกคืบจากปัจจัยต่างๆ
แหล่งผลิตกะปิจากกุ้งทะเลกลายเป็นท่าจอดเรือ ชุมชนถูกกดดันออกจากอาชีพให้ไปทำอย่างอื่นในภาคบริการท่องเที่ยวแทน ตัวเคยที่นำมาทำกะปิชั้นดีก็หายไป เพราะสารเคมีที่เจือปนในแม่น้ำ เหลือเพียงตัวเคยที่ไม่มีคุณภาพในท้องทะเลมาทำกะปิให้คนกิน ขณะที่ปลาร้า กะปิ กุ้งที่ขายตามท้องตลาดก็เต็มไปด้วยผงชูรส สารกันเสียและสีย้อม
แหล่งปลูกหอม กระเทียม ก็ถูกกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร การทำเอฟทีเอกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กระเทียมจีนและหอมจีนหัวใหญ่ๆ ไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่เกษตรกรไทยที่เคยปลูกกระเทียมต้องหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนนับหมื่นครอบครัว
ส่วนผักพื้นบ้านที่กินกับน้ำพริกก็อยู่ในภาวะวิกฤติของสารพิษเจือปน อีกทั้งเกษตรกรที่เคยปลูกพืช ผักแบบพอเพียงก็เปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดียว ปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรม เช่น การปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมันแทน เรียกได้ว่า น้ำพริกถูกรุกรานจากทุกด้านจนแทบไม่มีที่ยืน “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป น้ำพริกอาจหายไปไม่เกิน ๒ ทศวรรษ” วิฑูรย์กล่าว
เมื่อน้ำพริกหายไป อะไรจะเกิดขึ้น
ความจริงแล้ว สูตรน้ำพริกในตำราของประเทศไทยมีความหลากหลายมากกว่า ๕๐๐ สูตร ดังที่การศึกษาของแผนงานฐานทรัพยากรอาหารในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และการสำรวจสูตรน้ำพริกชุมชนใน ๓๕ ชุมชน รวบรวมสูตรน้ำพริกได้ถึง ๑๙๑ สูตร แต่จากการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ ๘๐ รู้จักน้ำพริกเพียงแค่ ๘ ชนิดเท่านั้น
การสูญหายไปของสูตรน้ำพริก แม้เพียงสักหนึ่งสูตรอาจมีผลกระทบเชื่อมโยงกว้างขวางกว่าที่เราคาดคิด ด้วยเหตุที่น้ำพริกแต่ละสูตรนั้นเชื่อมโยงกับเรื่องทรัพยากรชีวภาพและวิถีชีวิตของชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้อง ชาวประมงพื้นบ้าน คนจับปลาจำนวนมาก
ฐานทรัพยากรอาหารของไทยจะถูกกระทบอย่างรุนแรงเพราะต่อไปอาหารอาจต้องมาจากการนำเข้าล้วนๆ ซึ่งอาหารต่างชาติอุดมไขมันยังก่อให้เกิดโรคจากการบริโภค เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอาหาร
ดังตัวเลขคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปีละ ๕๐,๐๐๐ คน อีกมากเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ นอกจากนี้ประชากร ๖๕ ล้านคน มีผู้เป็นเบาหวานกำลังอยู่ระหว่างการรักษาประมาณ ๓ ล้านคน และอีก ๖ ล้านคนมีน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเพียงแต่ยังไม่ปรากฏอาการเท่านั้น
รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปีหนึ่งประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ สูงถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่ายาประมาณร้อยละ ๓๐ หรือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่ายาแผนปัจจุบันที่สั่งตัวยาจากต่างประเทศเข้ามาผลิต คาดว่าไม่เกิน ๑๐ ปีจากนี้ ค่ายาจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ทางรอดของ น้ำพริก ทางออกของฐานทรัพยากรอาหารไทย
อย่างไรก็ตาม วิฑูรย์บอกว่า ศัตรูของน้ำพริกอย่างอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็กำลังมีปัญหาเช่นกัน เพราะโรคที่เกิดจากอาหารเหล่านี้ทำให้คนระมัดระวังเรื่องการกินมากขึ้น ซึ่ง วิกฤติ ของอาหารฟาสต์ฟู้ดนี้เอง ก็ถือเป็นโอกาสของน้ำพริกไปในเวลาเดียวกัน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง เพราะวัฒนธรรมการบริโภคแบบไทยเท่านั้นจึงสอดคล้องกับวิถีการรักษาฐานทรัพยากรอาหารให้เกิดความยั่งยืนได้ เพราะน้ำพริกไม่ใช่เป็นเพียงอาหาร หากแต่เป็นชุดวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความเป็นชุมชน มีฐานทรัพยากรที่หลากหลาย ถึงเวลาที่จะฟื้นสูตรอาหารไทย เพื่อรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมเอาไว้ ก่อนที่กระแสโลกาภิวัตน์ และโลกเสรีจะกลืนวัฒนธรรมอาหารของไทยไปจนหมดสิ้น
……………………………………………………..
ปลูกผักสวนครัว ทำเองได้ไม่ยาก!!!
โดย นันทา กันตรี : เว็บไซต์ food4change.in.th “กินเปลี่ยนโลก” ภาพประกอบ : http://portfolio.marikahahn.com
ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่อาจจะทำให้ใครหลายๆคนเครียด หากมีเวลาลองหันมาปลูกผักกันดูบ้าง นอกจากช่วยให้ประหยัดรายจ่ายในส่วนของผักแล้ว ยังได้ผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ที่สำคัญการให้เวลาส่วนหนึ่งกับการปลูกและดูแลผักจะช่วยให้คุณลดความเครียดได้อีกด้วย
เรากำลังจะบอกคุณถึงการปลูกผัก ที่คุณสามารถลองทำเองได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างจำกัด เช่น บ้านจัดสรร ระเบียงคอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเมนต์ เป็นแนวทางสำหรับการปลูกผักแบบอินทรีย์ โดยคุณไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆเลยในการปลูก
- สถานที่ และขนาดของการปลูก ต้องดูว่าคุณพอจะมีที่ว่างในบริเวณบ้านของคุณเหลืออยู่บ้างรึเปล่า อาจจะเป็นที่ว่างที่พอมีแสงส่องรำไร หรือมีแสงส่องตลอดเวลา ที่ว่างนี้อาจจะเป็นแปลงดอกไม้เก่าของคุณ หรือกระถางปลูกต้นไม้ ที่คุณอาจจะลองเปลี่ยนมาปลูกผักดูบ้าง นอกจากสวยงามไม่แพ้กันแล้วยังกินได้อีกด้วย นอกจากผักใบแล้ว ผักจำพวกที่เป็นเถาเลื้อย เช่น ถั่วพู บวบ ถั่วฝักยาว ผักตำลึง ฯลฯ ก็ให้ร่มเงาและสวยงามไม่แพ้ไม้ดอกเลยเชียว ขนาดของการปลูกก็จะสัมพันธ์กับสถานที่และเวลาที่คุณจะมีพอสำหรับการดูแลผักทั้งหลายที่คุณปลูกไว้
- จะปลูกผักอะไร คุณอาจจะต้องเลือกว่าแต่ละช่วงจะปลูกผักอะไรได้บ้าง เพื่อให้มีผักชนิดต่างๆหมุนเวียนไว้กินตลอดทั้งปี เช่น ผักบางชนิดอาจจะชอบหน้าหนาว บางชนิดชอบหน้าร้อน แต่บางชนิดก็ปลูกได้ตลอดปี ชนิดของผักที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค มีทั้งผักที่กินใบ เช่นผักบุ้ง ผักคะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักชี ต้นหอม ผักสลัด ผักโขม กุ้ยช่าย คื่นช่าย กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ตะไคร้ ฯลฯ ผักกินดอก เช่น กะหล่ำดอก บรอคโคลี่ เป็นต้น ผักกินผล เช่นมะเขือ มะเขือยาว มะเขือเทศ บวบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว แตงกวา ถั่วแขก มะระจีน ฯลฯ ผักกินหัวเช่นหัวไชเท้า แครอท เป็นต้น ผักแต่ละชนิดก็มีอายุเก้บเกี่ยวแตกต่างกันไป ผักบางชนิดเก็บได้ครั้งหรือสองครั้ง แต่บางชนิดปลูกได้นานข้ามปีก็มี และยังมีผักพื้นบ้าน เช่น ตำลึง มะระขี้นก ฟักแม้ว ฟักข้าว ฯลฯ ที่น่าสนใจนำมาปลูกไว้กินเอง
- แหล่งน้ำ โดยส่วนใหญ่ผักไม่ชอบน้ำประปา แต่หากคุณไม่มีน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติการรดด้วยน้ำประปาก็ทำได้ แต่หากเป็นไปได้คุณควรมีถังสำหรับพักน้ำประปาก่อนจะนำมารดผัก
อุปกรณ์ที่ใช้
- ภาชนะสำหรับปลูก มีวัสดุหลายอย่างที่คุณสามารถนำมาใช้ปลูกผักได้ เช่น กระถาง กระบะ กะละมังแตก ยางรถยนต์ หรือปลอกซีเมนต์ ภาชนะสำหรับปลูกควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 6 นิ้วการเลือกภาชนะขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่คุณมี และการออกแบบของคุณ หากปลูกพืชจำพวกกินใบ หรือกินผล กินฝัก ที่ไม่ใช่ไม้เลื้อยก็ไม่จำเป็นต้องทำค้าง ใช้เพียงกระถางก็เพียงพอ แต่ถ้าปลูกผักที่เป็นเถา นอกจากใช้กระถางแล้วก็อาจจะต้องหาวัสดุสำหรับให้เถาไม้ยึดเกาะ หรือให้เลื้อยเกาะต้นไม้ต้นๆอื่นๆในบ้านก็ได้ ถ้าจะทำให้บ้านคุณไม่รกเกินไป สำหรับขนาดกระถางก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่คุณมี
- ดินปลูก การปลูกในภาชนะ คุณอาจจะต้องซื้อดินปลูกสำเร็จรูปที่มีขายตามร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป หากไม่แน่ใจว่าดินปลูกนั้นจะปลูกแล้วงามหรือไม่คุณอาจจะต้องซื้อปุ๋ยหมักมาคลุกเคล้ากับดินปลูกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสำหรับการปลูกผัก และหากคุณสามารถหาน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพได้ก็ยิ่งดีให้นำมาเจือจางแล้วนำมาราดกับดินปลูกที่เคล้ากันกับปุ๋ยหมัก เพื่อให้จุลินทรีย์จากน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพช่วยในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืชอีกทางหนึ่ง นอกจากการซื้อดินปลูกจากร้านวัสดุการเกษตรแล้ว คุณยังสามารถทำดินปลูกไว้ใช้เองได้อีกด้วย โดยมีสูตรง่ายๆคือปุ๋ยหมัก 2 ส่วน ดิน 2 ส่วน? ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แกลบดิบ 1/2 ส่วน น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ ( เจือจาง 1 ลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร ) คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันราดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพให้เข้ากันและมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แฉะเกินไป หมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ จึงนำมาใช้
- เมล็ดพันธุ์สำหรับปลูก คุณสามารถซื้อเมล็ดพันธ์ผักชนิดต่างๆ ที่คุณอยากจะปลูกได้จากร้านขายวัสดุการเกษตรทั่วไป โดยในซองบรรจุจะระบุฤดูปลูก เปอร์เซนต์ความงอก อายุเก็บเกี่ยว วันเดือนที่ที่ผลิตและหมดอายุ ผักบางชนิดเมื่อปลูกแล้วคุณอาจจะเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองได้ แต่บางชนิดจะเป็นพันธุ์ลูกผสมซึ่งเก็บพันธุ์ไว้ปลูกไม่ได้ นอกจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้ว ผักหลายชนิดสามารถปลูกด้วยหัวหรือกิ่งปักชำได้ หรือคุณจะซื้อต้นกล้าผัก เช่น พริก กะเพรา โหระพา ฯลฯ จากร้านขายต้นไม้ แล้วนำมาปลูกก็ได้ แต่ต้องเลือกต้นที่ยังไม่แก่เกินไป และมีความแข็งแรง
ขั้นตอนการปลูก
- การเตรียมดิน นำดินปลูกที่เตรียมไว้ใส่ในภาชนะ ให้พอประมาณ โดยควรจะมีความสูงของดินไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว หากมีดินอยู่ในภาชนะอยู่แล้วควรพรวนดินแล้วปล่อยตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ และเติมปุ๋ยหมัก ก่อนการปลูกครั้งต่อไป
- การปลูก มี 3 แบบ
การหยอดด้วยเมล็ด เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วก็นำเมล็ดมาหยอดลงในดินปลูก หากเป็นภาชนะขนาดเล็ก ควรหยอดแต่น้อย ไม่ควรเกิน 4-5 เมล็ดต่อตารางฟุต เพราะเมื่อผักโตเต็มที่จะใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น เมื่อต้นกล้าโตจนมีใบจริงใช้กรรไกรตัดต้นกล้าที่ไม่ต้องการออก เหลือต้นแข็งแรงไว้ 1-2 ต้น ก็พอ ไม่ควรใช้มือถอนเพราะจะทำให้รากต้นข้างเคียงกระทบกระเทือนได้
การปลูกด้วยต้นกล้า เตรียมดินปลูกในภาชนะ แล้วนำเมล็ดผักหว่านบางๆ โรยด้วยดินปลูกด้านบนอีกเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่มชื้น เมื่อต้นกล้าโตมีใบ 3-4 ใบ จึงย้ายมาปลูกในกระถางที่เตรียมไว้ พืชจำพวกพริก กะเพรา โหระพา จะมีต้นกล้าเพาะใส่ถุงขายตามตลาดต้นไม้ทั่วไป คุณสามารถซื้อต้นกล้ามาแล้วย้ายลงปลูกในภาชนะได้เลย
การปักชำด้วยกิ่งหรือหัว พืชหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ตะไคร้ ชะพลู? ฯลฯ สามารถปักชำโดยใช้กิ่งได้ นำกิ่งที่แก่มาปักชำลงในภาชนะแล้วรดน้ำให้ชุ่มชื้น สำหรับพืชหัว เช่น หอมแดงหรือกระเทียม ก่อนปลูกนำมาห่อผ้าแช่น้ำสัก 1 -2 คืน สังเกตุว่าเริ่มมีรากงอกก็นำมาปลูกในภาชนะได้ - การรดน้ำ รดน้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ควรจะรดน้ำให้มากหน่อยในระยะแรกของการปลูก และฤดูร้อน สำหรับในฤดูฝนควรลดการให้น้ำลงถ้ามีความชุ่มชื้นพอแล้ว
- การกำจัดศัตรูพืช วิธีการปลูกที่แนะนำนี้เป็นการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี หากพบว่ามีการระบาดของหนอนอาจจะใช้มือจับออก หรือใช้น้ำสะเดาฉีด และหากเป็นพวกเพลี้ยต่างๆ ก็ใช้น้ำยาล้างจาน เจือจาง 15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดตามใต้ใบในเวลาเย็น สำหรับการบำรุงดินก็เพียงเติมปุ๋ยหมักลงไปเท่านั้น
- การเก็บเกี่ยว หากเก็บผักในเวลาเช้าจะทำให้ได้ผักที่สวย ผักหลายชนิดคุณสามารถเก็บส่วนยอดอ่อนไปปรุงอาหารแล้วเหลือส่วนที่เป็นต้นไว้เพื่อให้แตกยอดใหม่ได้อีกหลายครั้ง การปลูกผักในภาชนะสามารถปลูกหลายชนิดผสมผสานกัน คุณจะมีผักสดหลากหลายชนิดไว้กินตลอดทั้งปี และปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย
…………………………………………………….
“ความสำคัญของการอ่านกับปัญหาการศึกษาไทย”
โดย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์
ระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2552 ณ บ้านลูกท้อรีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่
จัดโดย ห้องสมุดเยาวชนหนองควาย
เรียบเรียงโดย โดย ฝ่ายสารสนเทศ มูลนิธิรักษ์เด็ก http://www.rakdek.or.th
ห้องสมุดเยาวชนหนองควายได้จัดเสวนาหัวข้อนี้ขึ้น ในงานประชุม-เสวนาห้องสมุดเยาวชนหนองควาย โดยมีผู้เข้า
ร่วมแลกเปลี่ยนดังนี้ ห้องสมุดเยาวชนหนองควาย มูลนิธิรักษ์เด็ก อันไดการละคร CIA-Creative Idea of Art
ภาคีคนฮักเจียงใหม่ มะขามป้อม Rabbithood และนักเขียนอิสระ
จากการเสวนาผมใคร่ขอตัดเอาเฉพาะบางส่วนในการเสวนา คือในช่วงที่ท่าน อ.นิธิ ได้บรรยายไว้ ดังนี้นะครับ
“ความสำคัญของการอ่านกับการศึกษา” ขอสรุปว่า รู้กันดีอยู่แล้วทุกคน ว่าระบบการศึกษาของไทยนั้นไม่ค่อยได้สนใจและไม่ได้มีการส่งเสริมเรื่องการอ่านเท่าใดนัก ทีนี้ปัญหาไม่อยู่ตรงที่ว่า เราต้องไปส่งเสริมการอ่านให้อยู่ในการศึกษา หรือการผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติอะไรก็แล้วแต่เหมือนที่ทำกันอยู่ในเวลานี้แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ โดยส่วนตัวผมออกจะสงสัยว่า ปัญหาเรื่องการอ่านในการศึกษานี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอ่านหรือไม่อ่าน หรืออ่านมากอ่านน้อย แต่มันอยู่ที่ว่าตัวกระบวนการเรียนรู้ในระบบการศึกษาของไทยนี้ มันขัดขวางการอ่าน มันไม่ส่งเสริมให้อ่านโดยตัวมันเอง เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะไปทำการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่ามันยากมาก ๆ เลย เรากำลังอยู่ในงานที่ผมคิดว่ามันยาก หรือจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมก็ได้ แต่วัฒนธรรมก็กว้างมาก
ผมอยากจะพูดถึงเฉพาะลงลึกไปเลยว่าตัวกระบวนการเรียนรู้นี้มันมีอุปสรรคยังไงกับการอ่าน ทีนี้เพื่อที่จะให้เข้าใจเรื่องนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นก่อนว่า จริง ๆ แล้วการอ่านมันเป็นสื่อชนิดหนึ่งในการศึกษาหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ การอ่านนี่ เป็นสื่ออย่างหนึ่ง การเล่าก็เป็นสื่ออีกอย่างหนึ่ง การสนทนา ก็เป็นสื่ออีกอย่างหนึ่ง ทีวี ดูหนัง ดูละคร ก็ล้วนแต่เป็นสื่อ ซึ่งสามารถเอามาใช้กับการศึกษาได้ทั้งนั้น การอ่านก็เป็นสื่ออีกชนิดหนึ่ง แต่บังเอิญว่าการอ่านมันเป็นสื่อที่มีลักษณะพิเศษ ที่ไม่เหมือนการเล่า การสนทนา ทีวี ละคร เพลง แต่ละอย่างก็มีคุณลักษณะของมันแตกต่างกันไปและแต่ละอย่างล้วนมีข้อจำกัดและข้อดีของตัวเอง ซึ่งไม่สามารถเอาสื่อชนิดหนึ่งมาแทนอีกชนิดหนึ่งได้
ทีนี้ การอ่านมันคืออะไร ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ว่าการอ่านมันคืออะไรมันค่อนข้างจะยุ่งยากอยู่ซักหน่อย มันเริ่มต้นจากนักภาษาศาสตร์คนหนึ่งชาวสวิตเซอร์แลนด์ เขามีความเห็นอย่างนี้เวลาที่เราเรียนภาษาทั้งหลาย เรามักนึกว่าภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ภาษาคือเราตั้งชื่อ เช่นเป็นต้นว่า เราตั้งชื่อไอ้ตัวที่มันงอกขึ้นมาจากดินแล้วมีใบเขียว ๆ นี้ว่า “ต้นไม้” แล้วเราทุกคนก็ตกลงร่วมกันว่าเราจะเรียกไอ้ที่งอกจากดิน ใบเขียว ๆ นี้เรียกมันว่า “ต้นไม้”
เพราะฉะนั้นภาษาก็จะเต็มไปด้วยชื่อสมมุติที่แต่ละเผ่าพันธุ์ตั้งขึ้นมา แล้วเราก็สามารถสื่อความกันได้ ตั้งชื่อของกิริยา ตั้งชื่อของสิ่งของ ตั้งชื่อของความรู้สึก ตั้งชื่อของสิ่งต่าง ๆ นานา นี่ก็เป็นทฤษฎีภาษาซึ่งมีมานานแล้ว ทีนี้นักภาษาศาสตร์คนที่พูดถึงนี้ เขาบอกว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่ ไอ้ชื่อทั้งหลายที่เราตั้งขึ้นนี้ จริง ๆ แล้วเราอาจจะแบ่งออกได้เป็นอย่างนี้คือ “สิ่งที่ถูกหมายถึงว่า” สิ่งนั้น เช่น ต้นไม้นี่คือสิ่งที่ถูกหมายถึง แล้วก็มีเสียง ๆ หนึ่งที่เป็นผู้หมายว่าไอ้นี่คือไอ้นั้น แล้วเค้าบอกว่าไอ้ทั้งสองอย่างนี้มันไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างที่นักภาษาศาสตร์รุ่นก่อนพูดว่า ต้นไม้หมายถึงไอ้นี่
เราจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่ถูกหมายถึงนั้น เกิดจากการที่แต่ละคนเป็นคนคิดขึ้นมาเอง เช่น พอพูดว่าต้นไม้ทุกคนคิดถึงอะไรที่ไม่เหมือนกันเลย บางคนคิดถึงต้นไม้ใหญ่ บางคนคิดถึงแค่ต้นหญ้า ตรงความหมายที่เราหมายถึง ต่างคนต่างสร้างต่างคนต่างคิดขึ้นมาจากประสบการณ์ จากอคติ จากอะไรก็แล้วแต่ทั้งหมด
ฉะนั้น ในการอ่าน หรือการใช้ภาษาในการเล่า การฟังหรืออะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านเราแต่ละคนจึงสร้างความหมายให้แก่สิ่งที่เราอ่านเอง ถามว่าทฤษฎีนี้เอาไปใช้กับการเล่า กับทีวีได้ไหม ได้แต่ไม่มีอะไรเกินการอ่านเพราะมันเงียบ ในการสนทนากัน พอบอกว่าต้นไม้แล้วผมก็ชี้ไปที่ต้นไม้ ต้นหนึ่ง โอกาสที่คุณจะไปนึกถึงความหมายอื่นนอกจากต้นไม้ที่ผมชี้มันก็นึกลำบาก แต่ในการอ่านไม่มีใครเป็นคนชี้ เราเป็นคนนึกขึ้นมาเอง ไม่ทราบว่าเคยได้ยินคำว่า “นักเขียนตายแล้ว” หรือเปล่า
นักเขียนตายแล้ว ในความหมายที่ผมพูดถึงหมายถึง การที่คุณอ่านงานเขียนของใครก็แล้วแต่ เช่นงานเขียนของคุณ ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ แล้วคิดว่าคุณ ‘รงค์ เก่งจริง ๆ เลยที่เขียนสิ่งเหล่านี้มาให้คุณ ท่านเป็นที่มีความคิดสร้างสรรค์เหลือเกิน เปล่าเขาบอกไม่ใช่ ตรงที่คุณคิดว่าสร้างสรรค์ ที่คุณคิดว่าดีเหลือเกินนั้น มันเกิดจากการที่คุณคิดเองทั้งนั้น มันจะตรงกับที่คุณ ‘รงค์ คิดหรือเปล่านั้นก็ไม่สำคัญ และที่สำคัญเราก็ไม่มีทางรู้ว่าคุณ ‘รงค์ คิดอะไร
คุณต้องเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง สิ่งนี้ไม่ว่าจะเป็นการสนทนา การเล่านิทานเมื่อไหร่ที่เราใช้ภาษา เราไม่สามารถจะเอาความหมายของเรายัดเข้าไปใส่หู ในหัวของคนอื่นได้ เราได้แต่ให้อะไรที่กว้าง ๆ ลอย ๆ เบลอ ๆ แล้วคนรับสารเป็นคนสร้างความหมายขึ้นมาเอง มันใช้ได้กับทุกเรื่องกับสื่อทุกชนิดถ้าต้องผ่านภาษา จริง ๆ เวลานี้นักวิชาการพูดเลยจากภาษาไปถึงภาพ ทุกอย่างหมดไปถึงบรรยากาศ ถึงทุกอย่างหมด เราเข้ามาในรีสอร์ทมันมีความหมายที่สื่อให้เราโดยไม่ได้ผ่านภาษามากเลย แต่ละคนก็รับภาษาและสร้างความหมายขึ้นมาเอง เช่น ดอกไม้ที่เห็น แต่ละคนก็จะให้ความหมายกับสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกว่านักเขียนมันตายแล้ว และในบรรดาการใช้ภาษาทั้งหมดนี่ ไม่มีอะไรเกินการอ่านที่คุณจะต้องเป็นผู้สร้างความหมายเอง มากยิ่งกว่าสื่อทุกชนิดที่ใช้ในการศึกษา
นี่คือประการที่หนึ่งในการอ่าน คือ คุณต้องสร้างความหมายเองและในการสร้างความหมายเองนั้น จริง ๆ แล้วนั้นคุณสร้างตรรกะเองด้วย หนังสือทั้งเล่ม หนังสือทั้งบทความ หนังสือทั้งหน้า มันสัมพันธ์กันอย่างไรระหว่างบรรทัดที่หนึ่งและบรรทัดสุดท้าย ผู้เขียนก็มีตรรกะของตัวเองอย่างหนึ่ง เราผู้อ่านก็มีตรรกะของตัวเองอีกอย่างหนึ่งไม่จำเป็นต้องตรงกัน แล้วก็ทำให้เราได้ความหมายของสิ่งนั้นแตกต่างกันออกไป
ผมคิดว่า พวกคุณก็เคยเจอประสบการณ์อย่างนี้อยู่บ่อย ๆ หมายความว่า คุณกำลังพูดถึงสิ่งหนึ่งออกมา อาจจะเป็นสีดำ แล้วผู้ฟังบอกว่าเห็นด้วยหมดทุกอย่างเลย แล้วก็พูดเสริมมา แต่ความจริงสิ่งที่เขาพูดนั้นมันมันคือสีขาว เพราะเขาเข้าใจสิ่งที่เราพูดจากตรรกะคนละอย่างกัน
ผมจะขอเล่าเรื่องส่วนตัวก็ได้ ผมไปแสดงปาฐกถาเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของสุนทรภู่ ซึ่งผมก็พยายามจะวิจารณ์ว่าความจริงแล้วท่านก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหลอก ต่าง ๆ นานา ก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งนั่งฟังอยู่ตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ พอผมลงมาจากเวทีแกก็เข้ามาแสดงความยินดี ว่าดีมากเลยที่ผมอุตส่าห์พูดถึงเรื่องสุนทรภู่เพราะสุนทรภู่นั้นเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ มโหฬาร อะไรต่าง ๆ นานา แล้วคนก็ไม่ค่อยพูดถึงสุนทรภู่แล้วในสมัยนี้ คือแกก็ฟังในสิ่งที่เราพูด แต่ความเข้าใจของแกเกี่ยวกับสุนทรภู่ที่เราเสนอโดยอาศัยตรรกะของเรานั้น มันไม่ได้ทะลุเข้าไปในหูของแก แกก็ยังอาศัยตรรกะอันเก่าของแกนั่นแหละที่มาเข้าใจสุนทรภู่อย่างเก่า แล้วก็มานึกว่าเรามานั่งสรรเสริญสุนทรภู่เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วแกก็รู้สึกดีใจเพราะแกรักสุนทรภู่แล้วแกก็อยากให้ทุกคนมีความรักสุนทรภู่เหมือนกับแก อะไรอย่างนี้เป็นต้น
การสร้างตรรกะให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่เป็นหัวใจของการศึกษา เลยก็ว่าได้ สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถทำให้ผ่านมาได้โดยสื่อชนิดใดทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งที่เราต้องเป็นผู้สร้างให้กับตัวเองแล้วจริง ๆ แล้ว ต่างคนต่างสร้างที่ไม่ค่อยจะตรงกันเท่าไหร่นักด้วย สร้างตรรกะเอง สร้างความหมายเอง สร้างความเข้าใจเอาเองด้วย
โดยสรุปก็คือว่า ถ้าเราเริ่มจากการสร้างความหมายเอง สร้างตรรกะเอง สร้างความเข้าใจเอง ซึ่งผมคิดว่าสื่อในการศึกษาอะไรก็ตาม ก็ไม่สำคัญที่จะสร้างสามอย่างนี้ได้ ดีเท่ากับการอ่าน ก็คือเรามีความสามารถในการสร้างความรู้เอง
คือเราเรียนอะไรก็แล้วแต่ เพราะเรามีเหตุที่แตกต่างจากผู้สอน เพราะเรามีตรรกะไม่เหมือนกับผู้สอน เพราะเรามีความหมายซึ่งแตกต่างจากผู้สอน มันก่อให้โอกาสขึ้นอันหนึ่งในการที่จะทำให้เราพบว่าตรงนี้ยังไม่มีความรู้นี่หว่า ตรงนี้เป็นความรู้ที่ผิดนี่หว่า ทำให้เราสามารถสร้างความรู้ขึ้นใหม่เองได้ และผมคิดว่าการศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาลขึ้นไปจนถึงมหาวิทยาลัย หัวใจสำคัญทั้งหมดมันอยู่ที่สามสี่อย่างที่พูดไปแล้ว ไม่ใช่อยู่ที่การรู้ข้อมูล ข้อมูลไม่ใช่ไม่สำคัญ แต่ข้อมูลเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดถึงกันได้ง่าย แต่ข้อมูลเฉย ๆ มันไม่มีความหมาย
คุณต้องเอาข้อมูลมันมาสัมพันธ์กันมาบวกกัน จนกระทั้งทำให้พบว่ามันมีผลลัพธ์เป็นอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ไอ้นั้นคือตัวความรู้ ฉะนั้นความรู้นี่คือ มันจึงเกิดจากการที่คุณสามารถสร้างความหมายเองจากข้อมูลอันเดียวกันได้ สามารถสร้างตรรกะได้เอง สามารถสร้างความเข้าใจได้เอง จึงจะสามารถสร้างความรู้ใหม่ได้ โดยสรุปก็คือว่า ผมคิดว่ามันไม่มีการรับสื่ออะไรที่เหมือนกับการอ่าน มันเป็นสื่อของมันโดนเฉพาะที่ให้ความสามารถสามสี่อย่างที่ว่านี่ มากกว่าสื่ออื่น ๆ จริง ๆ สื่ออื่น ๆก็ให้เหมือนกันแต่ให้ไม่มากเท่ากับการอ่าน เพราะในการอ่านนั้นคุณต้องกระทำกับตัวเองคนเดียว มันไม่มีการโต้ตอบ มันไม่มีการดึงความสนใจ มันยากมากในการจะดึงคุณออกไปสู่การยอมจำนนต่อสิ่งที่เขาทำมาให้แก่คุณ เพราะมันต้องการสิ่งแวดล้อมเฉพาะชนิดหนึ่งถึงจะอ่านได้ มันไม่เหมือนกับการเอาทีวีมาฉายให้ดู เอาหนังมาฉายให้ดู ในห้องเรียนเลยมันไม่เหมือนกัน
เหตุดังนั้น เพราะการอ่านมันน่ากลัวอย่างนี้ คือมันทำให้คนกบฏ มันทำให้คนคิดเองได้ มันทำให้คนแตกต่างจากสิ่งที่ถูกสอนได้ การอ่านจึงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในการศึกษาไทย ผมคิดว่าที่เขาให้อ่านน้อยนั้น ผมพบว่าการเรียนการสอนในประเทศไทยจนถึงจบมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก คือเมื่อเปรียบเทียบกับที่ไหนในโลกก็แล้วแต่
การอ่านเป็นเรื่องที่ใหญ่ แต่ในการศึกษาไทยให้อ่านน้อยมาก และด้วยเหตุดังนั้น ผมคิดว่ามันไม่ใช่เพราะ ว่าเราไม่ศรัทธาต่อการอ่าน แต่ผมสงสัยว่าลึก ๆ ลงไปแล้ว เราระแวงการอ่าน เรากลัวการอ่าน ถ้านักเรียนอ่านมาก ๆ นักเรียนจะคิดอะไรที่ไม่เหมือนกันกับครูและนี่คือเหตุผลที่ทำไมข้อสอบในประเทศไทย พอหลังจากที่นำข้อสอบปรนัยมามันถึงได้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะข้อสอบปรนัยเท่านั้นที่ทำให้นักเรียนไม่สามารถคิดเองได้ คือมันมีให้เลือกสี่ถึงห้าข้อและมีถูกข้อเดียว และถ้าคุณเห็นว่าข้อที่มันผิด ถูก คุณติ๊กผิดที่ คุณก็ไม่รู้จะไปอธิบายที่ไหน ว่าทำไมคุณถึงติ๊กตรงนี้ ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้ แต่ตรรกะมันดีกว่ามันเป็นความเข้าใจใหม่ ซึ่งน่าจะได้ A+ ยิ่งกว่าคนที่ติ๊กถูกอีกก็ได้ เพราะว่าคุณสามารถคิดอะไรบางอย่างที่มันแหกออกไปได้
ฉะนั้น ในการศึกษาของไทยนั้นที่บอกว่าให้เด็กคิดเป็นทำเป็นนั้น ไอ้คิดเป็นนั้นมันคิดยากมาก เพราะว่าเริ่มต้นก็คือว่า ไม่ว่าคุณจะใช้เวลาในการจดบันทึก ใช้เวลาสอนซักกี่ชั่วโมงต่อปีก็ตามแต่ ยังไง ๆ ข้อมูลที่ให้แก่นักเรียนมันก็น้อยกว่าการอ่านอยู่นั่งเอง มันไม่มีทางเทียบกัน สิ่งที่เขาสอน ๆกันอยู่ในมหาวิทยาลัย จริง ๆ แล้วประกอบด้วยหนังสือไม่เกินเล่มนึง อาจจะประมาณร้อยหน้าด้วยซ้ำไป
จริง ๆ ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นประกอบด้วยข้อมูลมากกว่านั้นไม่รู้กี่เท่าตัว แต่เมื่อคุณไม่อ่าน คุณก็ได้เฉพาะข้อมูลที่ครูบอกให้คุณรู้เอาไว้ หรืออ่านหนังสือประกอบหนึ่งเล่มที่ครูสั่งเอาไว้ ซึ่งผลก็คือข้อมูลคุณน้อยเกินกว่าคุณจะคิดอะไรเองได้เอง ที่บอกว่าคิดเป็นทำเป็น มันเป็นไปไม่ได้หลอกถ้าข้อมูลที่มีในมือเรามีน้อยขนาดนี้ เพราะเวลาที่ครูสอนเขาไม่ได้ให้ข้อมูลเฉย ๆ เขาให้ข้อมูลพร้อมทั้งข้อสรุปบางอย่างไปแล้ว
ฉะนั้น ถ้าเราไม่มีข้อมูลมากกว่านั้นคุณจะสรุปแตกต่างจากนั้นก็ย่อมไม่ได้ อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว จึงคิดเองยังทำไม่ได้ตราบที่เรามีข้อมูลน้อย แล้วผมคิดว่าไม่มีการให้ข้อมูลอะไรที่ทำได้มากในเวลาอันสั้นยิ่งไปกว่าการอ่าน
นอกจากนั้นแล้ว เมื่อข้อมูลน้อยอ่านน้อยเช่นนี้ คุณก็แตกแขนงความคิดไม่ได้ ก็อย่างที่บอกว่าคุณไม่สามารถสรุปให้แตกต่างจากนั้นได้ ความรู้ที่ได้มาก็แตกแขนงไม่ได้ ความคิดริเริ่มในการศึกษาไทยเป็นสิ่งที่เกือบจะไม่ค่อยมีเลยก็ว่าได้ เราเรียนหนังสือมาขนาดไหนก็แล้วแต่เราคิดอะไรที่นอกครูไปไม่ได้ เราคิดริเริ่มให้แตกต่างไม่ได้เพราะว่าข้อมูลเราน้อยเกินไป
เพราะฉะนั้น การคิดเองทำเองนั้นมันจึงยาก เพราะว่าเราไม่ได้ให้โอกาสแก่เด็ก ในการที่จะสะสมข้อมูลมากขึ้น ให้ความหมายแก่ข้อมูลด้วยตนเองและอื่น ๆ ร้อยแปด ทั้งหมดเหล่านี้ ผมคิดว่ามันฝังอยู่ในตัวระบบการศึกษาของไทย ไอ้การรังเกียจการอ่านไม่ใช่เป็นแต่เพียงเพราะว่าเราไม่มีนิสัยรักการอ่านอย่างเดียว เพราะถ้าตราบเท่าที่เรายังดำเนินการศึกษาในลักษณะแบบนี้ การอ่านเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและอาจจะน่ากลัวด้วยที่จะปล่อยให้เด็กอ่านหนังสือมาก ๆ ด้วย
ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงเรื่องของการส่งเสริมการอ่าน ผมออกจะสงสัยว่าเราจะสามารถผลักดันส่งเสริมการอ่านเข้าไปในโรงเรียนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าถ้าเด็กอ่านมากนัก แล้วเด็กเริ่มถามปัญหาที่ครูรู้สึกอึดอัด เด็กคนนั้นก็จะถูกลงทัณฑ์ เริ่มเป็นที่รังเกียจของครู จนทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองด้อยในห้องเรียน ในความสัมพันธ์กับครู ก็เลยทำให้เขาหมดกำลังใจที่จะอ่านหนังสือในอะไรร้อยแปด
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าต้องคิดถึงกิจกรรมอะไรที่มัน มันไม่ผูกกับโรงเรียนมากเกินไป ในการส่งเสริมการอ่านให้มากขึ้นผมคิดไม่ออกหลอก คิดในรูปนี้มากขึ้นในการสร้างกิจกรรมให้มากขึ้น ที่จะทำให้เด็กได้อ่านมากขึ้น แทนที่จะพยายามไปผูกมัดกับโรงเรียน แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้ปฏิเสธนะครับถ้าคุณสามารถทำให้ครูในโรงเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน แล้วสามารถผูกกิจกรรมการอ่านเข้ากับโรงเรียนได้มันก็ดี แต่ผมรู้สึกมันค่อนข้างยาก.
………………………………………….
5 มิ.ย. 52 / บ้านเพียงดิน แม่แตง เชียงใหม่




















![THE ORIENT [SINCE 1981]](http://imaim.files.wordpress.com/2011/09/dsc08007-aj-is.jpg?w=370)
![THE ORIENT [SINCE 1981]](http://imaim.files.wordpress.com/2011/09/dsc08008-aj-is.jpg?w=370)
![THE ORIENT [SINCE 1981]](http://imaim.files.wordpress.com/2011/09/dsc08013-aj-is.jpg?w=370)
![THE ORIENT [SINCE 1981]](http://imaim.files.wordpress.com/2011/09/dsc08018-aj-is.jpg?w=370)
![THE ORIENT [SINCE 1981]](http://imaim.files.wordpress.com/2011/09/dsc08031-aj-is.jpg?w=370)
![THE ORIENT [SINCE 1981]](http://imaim.files.wordpress.com/2011/09/dsc08035-aj-is.jpg?w=370)
![THE ORIENT [SINCE 1981]](http://imaim.files.wordpress.com/2011/09/dsc08038-aj-is.jpg?w=370)







































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































